เบร็กซิต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สหราชอาณาจักรในสหภาพยุโรป
กำหนดการเบร็กซิต เดือนธันวาคม 2018

เบร็กซิต (อังกฤษ: Brexit) หมายถึง การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรที่กำลังเกิดขึ้น โดยเกิดหลังการลงประชามติวันที่ 23 มิถุนายน 2016 ซึ่งผู้ออกเสียงลงคะแนนร้อยละ 51.9 ออกเสียงสนับสนุนการถอนตัว นักกังขาคติยุโรป (Eurosceptic) ซึ่งมีทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา สนับสนุนการถอนตัว ส่วนผู้นิยมยุโรป หรือนักสหภาพยุโรป ซึ่งมีทั้งสองฝ่ายของสเปกตรัมการเมืองเช่นกัน สนับสนุนให้เป็นสมาชิกต่อ

สหราชอาณาจักรเข้าร่วมประชาคมยุโรป (EC) ในปี 1973 ภายใต้รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมเอ็ดเวิร์ด ฮีท (Edward Heath) โดยมีการลงประชามติในปี 1975 สนับสนุนให้คงเป็นสมาชิกต่อ ในคริสต์ทศวรรษ 1970 และ 1980 ฝ่ายซ้ายทางการเมืองเป็นผู้สนับสนุนหลักของการถอนตัวออกจากประชาคมยุโรป โดยคำแถลงนโยบายทางการเมืองในการเลือกตั้งปี 1983 ของพรรคแรงงานสนับสนุนให้ถอนตัวอย่างสมบูรณ์ ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 ฝ่ายขวาเริ่มต่อต้านการพัฒนา EC เป็นสหภาพที่เป็นการเมืองเพิ่มขึ้น โดยมาร์กาเรต แทตเชอร์ ซึ่งแม้เป็นผู้สนับสนุนหลักของตลาดเดียวยุโรป เริ่มสองจิตสองใจต่อยุโรปเพิ่มขึ้น นับแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 การคัดค้านบูรณาการยุโรปมาจากฝ่ายขวาเป็นหลัก และการแตกแยกภายในพรรคอนุรักษนิยมนำไปสู่การกบฏในเรื่องสนธิสัญญามาสทริชท์ในปี 1992

พรรคเอกราชยูเค (UKIP) ที่เพิ่งตั้งใหม่เป็นผู้สนับสนุนสำคัญของการลงประชามติว่าด้วยการดำรงสมาชิกภาพขององค์การที่ปัจจุบันคือสหภาพยุโรป และความนิยมในพรรคที่เพิ่มขึ้นในต้นคริสต์ทศวรรษ 2010 ทำให้ UKIP เป็นพรรคการเมืองสหราชอาณาจักรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปปี 2014 นายกรัฐมนตรีพรรคอนุรักษนิยม เดวิด แคเมอรอน ให้คำมั่นระหว่างการรณรงค์การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักรปี 2015 ว่าจะจัดการลงประชามติใหม่ ซึ่งเขาจัดให้มีขึ้นในปี 2016 หลังแรงกดดันจากปีกกังขาคติยุโรปในพรรคของเขา แคเมอรอนผู้รณรงค์อยู่ฝ่ายให้อยู่ต่อ ลาออกหลังผลประชามติ เทเรซา เมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลแคเมอรอน สืบตำแหน่ง เธอจัดการเลือกตั้งทั่วไปกะทันหันไม่ถึงปีให้หลัง ซึ่งเธอเสียฝ่ายข้างมากโดยรวม รัฐบาลเสียงข้างน้อยของเมย์มีพรรคสหภาพนิยมประชาธิปไตยสนับสนุนในการออกเสียงสำคัญ

วันที่ 29 มีนาคม 2017 รัฐบาลสหราชอาณาจักรใช้ข้อ 50 ของสนธิสัญญาว่าด้วยสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักรมีกำหนดออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 29 มีนาคม 2019 ตามเวลาสหราชอาณาจักร เมื่อระยะเวลาเจรจาความตกลงถอนตัวหมดลงเว้นแต่มีการตกลงขยายเวลา เมย์ประกาศเจตนาของรัฐบาลว่าจะไม่แสวงสมาชิกภาพถาวรของตลาดเดียวยุโรปหรือสหภาพศุลกากรอียูหลังออกจากสหภาพยุโรป และให้คำมั่นว่าจะบอกเลิกพระราชบัญญัติประชาคมยุโรปปี 1972 และรับกฎหมายสหภาพยุโรปที่มีอยู่เป็นกฎหมายในประเทศของสหราชอาณาจักร มีการตั้งกระทรวงใหม่คือ กระทรวงการออกจากสหภาพยุโรป ในเดือนกรกฎาคม 2016 การเจรจากับสหภาพยุโรปเริ่มอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2017 โดยมุ่งให้ความตกลงถอนตัวเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนตุลาคม 2018 ในเดือนมิถุนายน 2018 สองฝ่ายจัดพิมพ์รายงานความคืบหน้าร่วมที่วางเค้าโครงความตกลงในประเด็นต่าง ๆ รวมทั้งพิกัดศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่มและยูราตอม ในเดือนกรกฎาคม 2018 คณะรัฐมนตรีบริเตนตกลงรับแผนเชกเกอส์ (Chequers plan) ซึ่งเป็นเค้าโครงข้อเสนอของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ในเดือนพฤศจิกายน 2018 มีการจัดพิมพ์ความตกลงถอนตัวฉบับร่างและปฏิญญาการเมืองฉบับเค้าโครง ซึ่งตกลงกันระหว่างรัฐบาลสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป ในวันที่ 15 มกราคม 2019 สภาสามัญชนออกเสียง 432 ต่อ 202 คัดค้านข้อเสนอนี้ นับเป็นความปราชัยในรัฐสภาครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร

มีความเห็นพ้องอย่างกว้างขวางในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ว่าเบร็กซิตน่าจะลดรายได้จริงต่อหัวของสหราชอาณาจักรในระยะกลางและระยะยาว และว่าการลงประชามติเบร็กซิตก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การศึกษาต่อผลลัพธ์นับแต่การลงประชามติแสดงว่าครัวเรือนสหราชอาณาจักรโดยเฉลี่ยเสียรายได้ 404 ปอนด์ต่อปีอันเนื่องจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และจีดีพีของประเทศลดลงระหว่างร้อยละ 2 ถึง 2.5 เบร็กซิตน่าจะลดการเข้าเมืองจากประเทศเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) และสร้างอุปสรรคต่ออุดมศึกษาและการวิจัยทางวิชาการของสหราชอาณาจักร ในเดือนพฤศจิกายน 2018 ขนาดของ "ร่างกฎหมายหย่าร้าง" การรับความตกลงการค้าอียูที่มีอยู่ของสหราชอาณาจักร และความสัมพันธ์กับไอร์แลนด์และรัฐสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นยังไม่แน่นอน ผลกระทบที่แน่ชัดต่อสหราชอาณาจักรขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการจะเป็นเบร็กซิต "แข็ง" หรือ "อ่อน" บทวิเคราะห์ของกระทรวงการคลังสหราชอาณาจักรพบว่าเบร็กซิตทุกรูปแบบจะไม่ส่งเสริมภาวะทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร โดยสิ่งพิมพ์เผยแพร่ของกระทรวงการคลังในเดือนพฤศจิกายน 2018 ว่าด้วยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของข้อเสนอเชกเกอส์คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรเลวลงร้อยละ 3.9 ในเวลา 15 ปีเมื่อเทียบกับการอยู่ในอียู

การลงประชามติ ค.ศ. 1975[แก้]

ใน ค.ศ. 1975 สหราชอาณาจักรได้มีการลงประชามติว่าสหราชอาณาจักรควรอยู่ในประชาคมเศรษฐกิจยุโรปต่อหรือไม่ ในครั้งนั้นทุกพรรคการเมืองต่างสนับสนุนการอยู่ต่อ อย่างไรก็ตาม ก็มีความขัดแย้งบางส่วนในพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เมื่อที่ประชุมพรรคในวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1975 มีมติ 2 ต่อ 1 ว่าควรออกจากประชาคม คณะรัฐมนตรีจึงแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายสนับสนุนยุโรปและฝ่ายต่อต้านยุโรป รัฐมนตรี 7 คนจาก 23 คนคัดค้านการดำรงสมาชิกภาพในประชาคม[1]

ในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1975 ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนได้ลงคะแนนโดยมีหัวข้อการประชามติว่า "ท่านคิดว่าสหราชอาณาจักรควรอยู่ในประชาคมยุโรป (ตลาดร่วม) หรือไม่?"[2] ซึ่งได้รับเสียงข้างมากว่า "เห็นควร" ท้ายที่สุด สหราชอาณาจักรยังคงเป็นสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปต่อไป[3]

เห็นควร (%) ไม่เห็นควร (%) ผู้มาใช้สิทธิ์ (%)
17,378,581 67.2 8,470,073 32.8 64.5

การลงประชามติ ค.ศ. 2016[แก้]

ใน ค.ศ. 2013 นายกรัฐมนตรีเดวิด แคเมอรอน ได้ปฏิเสธเสียงเรียกร้องให้มีการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป แต่แคเมอรอนก็แนะนำว่าการลงประชามติอาจจะมีขึ้นได้ในอนาคตหากประชาชนต้องการ[4][5] ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2013 นายกรัฐมนตรีแคเมอรอนประกาศว่า รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมอาจจะจัดให้มีการลงประชามติว่าจะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ภายในสิ้นปี ค.ศ. 2017 บนเงื่อนไขว่าหากเขายังได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีต่อในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 2015[6]

พรรคอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2015 ไม่นานหลังจากนั้น รัฐสภาก็ได้ออกพระราชกฤษฎีกาให้มีการลงประชามติ แม้ว่านายกรัฐมนตรีแคเมอรอนจะอยากให้สหราชอาณาจักรยังอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไปก็ตาม[7] แต่แคเมอรอนก็ได้ประกาศให้อิสระแก่รัฐมนตรีและส.ส.ของพรรคอนุรักษนิยมในการตัดสินใจตามวิจารณญาณของแต่ละคน[8] และเขายังได้อนุญาตให้รัฐมนตรีสามารถจัดกิจกรรมสนับสนุนหรือคัดค้านการออกจากสหภาพยุโรปตามอัธยาศัย[9] ตามถ้อยปราศรัยต่อสภาล่างในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016 นายกรัฐมนตรีแคเมอรอนประกาศให้การลงประชามติมีขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2016 และประกาศกรอบระยะเวลาขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะทำต่อหากการประชามติมีผลว่าให้ออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดสองปีเป็นระยะเวลาในการเจรจาต่อรองและข้อตกลงการออกจากสหภาพยุโรป

การลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2016 มีหัวข้อว่า "สหราชอาณาจักรควรจะยังคงเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือถอนตัวจากสหภาพยุโรป ?" ซึ่งได้รับเสียงข้างมากว่า "ถอนตัว"

อยู่ต่อ (%) ถอนตัว (%) ผู้มาใช้สิทธิ์ (%)
16,141,241 48.1 17,410,742 51.9 72.2

หลังการประกาศผล[แก้]

นายกรัฐมนตรี เดวิด แคเมอรอน ประกาศลาออกหลังผลประชามติให้ "ถอนตัว"

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังประกาศผล นายกรัฐมนตรีเดวิด แคเมอรอน ได้กล่าวแถลงลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้มีผู้นำคนใหม่ซึ่งจะดำเนินการตามกฎหมายในการออกจากสหภาพยุโรป ในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ได้ออกมากล่าวว่าเป็นวันที่แสนเศร้าของประเทศชาติ

การเจรจากับสหภาพยุโรปจะเริ่มขึ้นภายใต้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผมคิดว่ามันถูกแล้วที่นายกคนใหม่จะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้มาตรา 50 แล้วก็เริ่มขั้นตอนตามระเบียบและกฎหมายในการออกจากอียู [10]

— นายกรัฐมนตรี เดวิด แคเมอรอน 24 มิ.ย. 2016

ยี่สิบสี่ชั่วโมงหลังประกาศผล ค่าเงินปอนด์เทียบดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 11% ส่วนเงินยูโรเทียบดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 3.3%[11] ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงอย่างหนักโดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์โตเกียว

กระบวนการตามกฎหมาย[แก้]

ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ศาลฎีกาได้มีคำตัดสิน ว่าการที่รัฐบาลจะดำเนินการออกจากอียูตามมาตรา 50 นั้น ต้องได้รับมติเห็นชอบจากรัฐสภาสหราชอาณาจักรเสียก่อน โดยศาลวินิจฉัยว่า "รัฐสภาเป็นองค์อธิปัตย์ซึ่งสามารถที่จะตราหรือยกเลิกกฎหมายใดๆ ก็ได้ตามที่เห็นเหมาะสม" หลังคำตัดสินดังกล่าว รัฐบาลของเมย์ได้ออกมาแถลงผิดหวังต่อคำตัดสินดังกล่าว ที่ไม่เคารพเสียงข้างมากของประชาชน[12] อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2017 สภาสามัญชนก็ได้ลงมติรับรองกระบวนการออกจากอียู ด้วยคะแนนเสียง 498 ต่อ 114[13] ต่อมาในวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 2017 สภาขุนนางก็ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว[14] ทำให้ในวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 2017 นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ได้ส่งสาสน์ถึงประธานรัฐสภายุโรป ความว่า:

เรียนท่านประธานทุสก์ เมื่อ 23 มิถุนายนปีที่แล้ว ประชาชนชาวสหราชอาณาจักรได้ลงมติให้ออกจากสหภาพยุโรป ตามที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้วนั้น การตัดสินใจครั้งนั้นหาใช่เป็นการปฏิเสธไมตรีที่เราแบ่งปันระหว่างกันในหมู่มิตรประเทศยุโรป หาใช่ทั้งเป็นการพยายามทำให้สหภาพยุโรปหรือรัฐสมาชิกที่เหลืออยู่เกิดความเสียหายใดๆ ในทางตรงข้าม สหราชอาณาจักรต้องการให้สหภาพยุโรปเจริญก้าวหน้าและคงอยู่ต่อไป ถึงกระนั้น มหาชนได้มีมติให้พื้นฟูอำนาจในการตัดสินใจอย่างอิสระอย่างที่พวกเราต่างเห็นเป็นประจักษ์ เราจึงจะออกจากสหภาพยุโรป แต่เราจะไม่ออกจากยุโรป [...][15]

— นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ 29 มี.ค. 2017

ในวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2018 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ออกแถลงการณ์ ว่าสหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 29 มีนาคม 2019

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. DAvis Butler. "The 1975 Referendum" (PDF). Eureferendum.com. สืบค้นเมื่อ 19 May 2016.
  2. แปลจากต้นฉบับ: "Do you think the UK should stay in the European Community (Common Market)?"
  3. "Research Briefings - The 1974-75 UK Renegotiation of EEC Membership and Referendum". Researchbriefings.parliament.uk. สืบค้นเมื่อ 19 May 2016.
  4. Nicholas Watt (29 June 2012). "Cameron defies Tory right over EU referendum: Prime minister, buoyed by successful negotiations on eurozone banking reform, rejects 'in or out' referendum on EU". The Guardian. London, UK. สืบค้นเมื่อ 2 July 2012. David Cameron placed himself on a collision course with the Tory right when he mounted a passionate defence of Britain's membership of the EU and rejected out of hand an 'in or out' referendum.
  5. Sparrow, Andrew (1 July 2012). "PM accused of weak stance on Europe referendum". The Guardian. London, UK. สืบค้นเมื่อ 2 July 2012. Cameron said he would continue to work for 'a different, more flexible and less onerous position for Britain within the EU'.
  6. "David Cameron promises in/out referendum on EU". BBC News. BBC. 23 January 2013. สืบค้นเมื่อ 23 April 2016.
  7. "David Cameron sets out EU reform goals". BBC News. 11 November 2015. สืบค้นเมื่อ 16 January 2016.
  8. "Cameron: MPs will be allowed free vote on EU referendum – video" (Video). The Guardian. 5 January 2016. สืบค้นเมื่อ 9 January 2016. The PM also indicates Tory MPs will be able to take differing positions once the renegotiation has finished
  9. Hughes, Laura; Swinford, Stephen; Dominiczak, Peter (5 January 2016). "EU Referendum: David Cameron forced to let ministers campaign for Brexit after fears of a Cabinet resignation". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 9 January 2016.
  10. "EU referendum outcome: PM statement, 24 June 2016". gov.uk. สืบค้นเมื่อ 25 June 2016.
  11. "ตลาดหุ้นทั่วโลกกระอัก! ยูเคออกจากอียู เงินยูโรอ่อนค่ามากสุดตั้งแต่ใช้" ไทยรัฐ. 24 มิถุนายน 2016
  12. 'เบร็กซิต'ชักสับสน! ศาลสูงอังกฤษตัดสิน รบ.ต้องขออนุมัติรัฐสภาก่อน จึงเริ่มถอนตัวจากอียูได้ ผู้จัดการออนไลน์. 3 พฤศจิกายน 2016
  13. "สภาอังกฤษผ่านร่าง "เบร็กซิต" "โอกาสกลับหลังหันหมดลงแล้ว"". ประชาชาติธุรกิจออนไลน์. 4 ก.พ. 2017.
  14. . ผู้จัดการออนไลน์. 14 มีนาคม 2017 http://www.thairath.co.th/content/884070. Missing or empty |title= (help)
  15. 10 DOWNING STREET, LONDON SW1A 2AA 29 March 2017