พิธีสารเกียวโต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พิธีสารเกียวโต
พิธีสารเกียวโตต่อท้ายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
Kyoto Protocol extension period-2012-2020---participation map 2012.png
แผนที่การมีส่วนร่วมพิธีสารเกียวโต
(ระยะผูกมัด: 2556-2563)

     ภาคี ประเทศภาคผนวกที่ 1 และ 2 โดยมีเป้าหมายผูกพัน      ภาคี ประเทศกำลังพัฒนาโดยไม่มีเป้าหมายผูกพัน*      รัฐที่มิใช่ภาคีสนธิสัญญา      ประเทศที่ลงนามโดยไม่มีเจตนาให้สัตยาบันสนธิสัญญา โดยไม่มีเป้าหมายผูกพัน[1]      ประเทศที่สละพิธีสารฯ โดยไม่มีเป้าหมายผูกพัน*[2]      ภาคีซึ่งไม่มีเป้าหมายผูกพันในระยะที่สอง ซึ่งอดีตเคยมีเป้าหมาย*[3]
*หมายเหตุ: ในความตกลงกังกุน 2553 ประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา 76 ประเทศได้ทำข้อผูกมัดโดยสมัครใจควบคุมการปล่อยแก๊สเรือนกระจกของตน[4][5]

วันลงนาม
- ณ
11 ธันวาคม 2540
เกียวโต
วันใช้บังคับ
- เงื่อนไข
16 กุมภาพันธ์ 2548
55 รัฐให้สัตยาบันต่ออนุสัญญา, รวมทั้งรัฐที่รวมอยู่ในภาคผนวกที่ 1 ซึ่งเป็นเหตุอย่างน้อยร้อยละ 55 ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รวมในปี 2533 ของภาคีที่รวมอยู่ในภาคผนวกที่ 1
ผู้ลงนาม 83
ผู้เก็บรักษา เลขาธิการสหประชาชาติ
ภาษาอื่น อาหรับ, จีน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, รัสเซียและสเปน
การต่ออายุพิธีสารเกียวโต
(2555 - 2563)
การแก้ไขพิธีสารเกียวโตตามข้อ 3 วรรค 9
วันร่าง 8 ธันวาคม 2555
วันใช้บังคับ
- เงื่อนไข
ยังไม่มีผลใช้บังคับ
รัฐสมาชิก 3/4 ต้องให้สัตยาบัน

พิธีสารเกียวโต (อังกฤษ: Kyoto Protocol) ต่อท้ายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) กำหนดพันธกรณีผูกพันต่อประเทศอุตสาหกรรมให้ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก UNFCCC เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรลุ "เสถียรภาพความเข้มข้นของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศที่ระดับซึ่งจะป้องกันการรบกวนอันตรายจากน้ำมือมนุษย์กับระบบภูมิอากาศ"[6]

พิธีสารเกียวโตมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 ในเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และมามีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จนถึงเดือนกันยายน 2554 มี 191 รัฐลงนามและให้สัตยาบันพิธีสารฯ[7] สหรัฐอเมริกาลงนามแต่มิได้ให้สัตยาบันพิธีสารฯ และแคนาดาถอนตัวจากพิธีสารฯ ในปี 2554[2] รัฐสมาชิกสหประชาชาติอื่นซึ่งมิได้ให้สัตยาบันพิธีสารฯ ได้แก่ อัฟกานิสถาน อันดอร์ราและเซาท์ซูดาน

ภายใต้พิธีสารฯ 37 ประเทศอุตสาหกรรม[8] และประชาคมยุโรปในขณะนั้น[9] ("ภาคีภาคผนวกที่ 1") ผูกมัดตนเองให้จำกัดหรือลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกสี่ชนิด (คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์และซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์) และแก๊สสองกลุ่ม (ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนและเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน)[10] รัฐสมาชิกทุกรัฐให้พันธกรณีทั่วไป[11] การจำกัดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกนี้ไม่รวมการปล่อยจากการบินและการเดินเรือระหว่างประเทศ[12]

ที่การเจรจา ประเทศภาคผนวกที่ 1 ตกลงร่วมกันจะลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกลงโดยเฉลี่ยร้อยละ 5.2 ในระยะปี 2551-2555 เป็นสัดส่วนกับการปล่อยแก๊สเรือนกระจกต่อปีในปีฐาน ซึ่งโดยปกติใช้ปี 2533 เนื่องจากสหรัฐอเมริกามิได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญา การปล่อยแก๊สเรือนกระจกร่วมกันของประเทศภาคผนวกที่ 1 พิธีสารเกียวโตลดลงจากต่ำกว่าปีฐานร้อยละ 5.2 เหลือร้อยละ 4.2[13]:26

ระดับการปล่อยในปี 2533 มาตรฐานที่รับรองโดยการประชุมภาคี UNFCCC (decision 2/CP.3) คือค่าของ "ศักยภาพโลกร้อน" (global warming potential) ซึ่งคำนวณแก่รายงานการประเมินฉบับที่สองของ IPCC[14] ตัวเลขเหล่านี้ถูกใช้เพื่อเปลี่ยนการปล่อยแก๊สเรือนกระจกหลายชนิดเป็นค่าสมมูลคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้เมื่อคำนวณจากแหล่งและแหล่งกักเก็บ (sink) ทั้งหมด

พิธีสารฯ อนุญาตให้มี "กลไกยืดหยุ่น" หลายข้อ เช่น การค้าขายแลกเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจก กลไกการพัฒนาที่สะอาด และการดำเนินการร่วมกันเพื่อให้ประเทศภาคผนวกที่ 1 สามารถรักษาการจำกัดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกโดยการซื้อเครดิตลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากที่อื่น ผ่านการแลกเปลี่ยนทางการเงิน โครงการซึ่งลดการปล่อยในประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 จากประเทศอื่นในภาคผนวกที่ 1 หรือจากประเทศภาคผนวกที่ 1 ซึ่งมีเงินช่วยเหลือเกิน

ประเทศภาคผนวกที่ 1 แต่ละประเทศถูกกำหนดให้ต้องส่งรายงานประจำปีแสดงบัญชีการปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากน้ำมือมนุษย์จากแหล่งต่าง ๆ และการนำออกจากแหล่งกักเก็บภายใต้ UNFCCC และพิธีสารเกียวโต ประเทศเหล่านี้เสนอชื่อบุคคลเพื่อสร้างและจัดการบัญชีแก๊สเรือนกระจกของประเทศนั้น ๆ เรียกว่า "หน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐ" (designated national authority) แทบทุกประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ยังได้ตั้งหน่วยงานผู้มีอนำาจของรัฐเพื่อจัดการข้อผูกมัดตามพิธีสารเกียวโตด้วย หรือโดยเฉพาะ "ขบวนการกลไกพัฒนาที่สะอาด" ซึ่งกำหนดว่าโครงการแก๊สเรือนกระจกใดที่ต้องการเสนอเพื่อให้ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด

ที่การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โดฮาในปี 2555 ภาคีพิธีสารเกียวโต[15] ตกลงระยะผูกมัดการลดการปล่อยที่สองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึง 31 ธันวาคม 2563 ซึ่งเกิดขึ้นในรูปของการแก้ไขพิธีสารฯ[16][17][18] 37 ประเทศซึ่งมีเป้าหมายผูกพันในระยะผูกมัดที่สอง ได้แก่ ออสเตรเลีย รัฐสมาชิกสหภาพยุโรปทุกรัฐ เบลารุส โครเอเชีย ไอซ์แลนด์ คาซัคสถาน นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์และยูเครน[15] เมื่อรวมกันแล้ว ประเทศเหล่านี้จะลดการปล่อยร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับระดับเมื่อปี 2533 ระหว่างปี 2556-2563[15] เป้าหมายอาจปรับเพิ่มขึ้นในปี 2557[15][19] เป้าหมายการปล่อยที่ระบุไว้ในระยะผูกมัดที่สองจะมีผลต่อการปล่อยแก๊สเรือนกระจกของโลกราวร้อยละ 15[20][17] ภาคีภาคผนวกที่ 1 หลายรัฐซึ่งเข้าร่วมในพิธีสารเกียวโตรอบแรกมิได้รับเป้าหมายใหม่ในระยะผูกมัดที่สอง ได้แก่ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และรัสเซีย ภาคีภาคผนวกที่ 1 อื่นซึ่งไม่มีเป้าหมายรอบสอง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (ซึ่งไม่เคยเป็นสมาชิกของพิธีสารฯ) และแคนาดา (ซึ่งถอนตัวจากพิธีสารเกียวโต มีผลบังคับปี 2555)[21][19]

เป้าหมาย[แก้]

กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (ตามภาคผนวก 1) ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ ก๊าซในกลุ่มไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน (HFCs) และเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) ในปี พ.ศ. 2553 ลง 5.2% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2533

กลไกตามพิธีสารเกียวโต[แก้]

พิธีสารเกียวโตมี 3 กลไกที่มุ่งจะช่วยให้ประเทศพัฒนาแล้วบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ได้แก่

ประเทศในภาคผนวก 1[แก้]

ประเทศในภาคผนวก 1 คือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา รัสเซีย ญี่ปุ่นเป็นต้น ประเทศในภาคผนวก 1 ส่วนใหญ่ให้สัตยาบันแล้ว แต่ยังคงมีประเทศที่ลงนามในสัญญาแต่ยังไม่มีการให้สัตยาบัน คือสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ทำให้เป็นที่วิตกกังวลกันว่าการดำเนินการจะไม่ได้ผลเนื่องจากประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกานั้น ยังไม่มีทีท่าว่าสภาคองเกรสจะให้สัตยาบัน โดยให้เหตุผลว่าจะกระทบอุตสาหกรรมของประเทศ

พิธีสารเกียวโตกับประเทศไทย[แก้]

ประเทศไทยเป็นประเทศนอกภาคผนวก 1 ซึ่งไม่มีผลบังคับประเทศไทยซึ่งได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตแล้วเมื่อ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545เป็นเรื่องของกลไกการพัฒนาที่สะอาดซึ่งเราสามารถเลือกร่วมโครงการได้ตามความสมัครใจ โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักแห่งชาติ (National Focal Point) ของอนุสัญญาและพิธีสาร

อ้างอิง[แก้]

  1. United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) (2011), Kyoto Protocol, UNFCCC, สืบค้นเมื่อ 9 December 2011 
  2. 2.0 2.1 StarTribune - Canada formally pulls out of Kyoto Protocol on climate change Retrieved 4 May 2012.
  3. United Nations- Doha Climate Gateway CMP8 Decisions Retrieved 9 Dec 2012.
  4. King, D., et al. (July 2011), "Copenhagen and Cancun", International climate change negotiations: Key lessons and next steps, Oxford, UK: Smith School of Enterprise and the Environment, University of Oxford, p. 12, doi:10.4210/ssee.pbs.2011.0003  PDF version is also available
  5. United Nations Environment Programme (UNEP) (November 2012), The Emissions Gap Report 2012, Nairobi, Kenya: UNEP, pp. 14–18  Executive summary in other languages
  6. "Article 2". The United Nations Framework Convention on Climate Change. สืบค้นเมื่อ 15 November 2005. "Such a level should be achieved within a time-frame sufficient to allow ecosystems to adapt naturally to climate change, to ensure that food production is not threatened and to enable economic development to proceed in a sustainable manner" 
  7. "Status of Ratification of the Kyoto Protocol". United Nations Framework Convention on Climate Change. สืบค้นเมื่อ 15 August 2011. 
  8. UNFCCC, Kyoto Protocol, UNFCCC 
  9. United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) (2011), Kyoto Protocol, UNFCCC 
  10. Grubb 2003, p. 147
  11. Grubb & Depledge 2001, p. 269
  12. Adam, David (2 December 2007), "UK to seek pact on shipping and aviation pollution at climate talks", The Guardian 
  13. Olivier, J.G.J., et al. (21 September 2011), Long-term trend in global CO2 emissions; 2011 report (PDF), The Hague, Netherlands: PBL Netherlands Environmental Assessment Agency; Institute for Environment and Sustainability (IES) of the European Commission’s Joint Research Centre (JRC), ISBN 978-90-78645-68-9  PBL publication number 500253004. JRC Technical Note number JRC65918.
  14. "Methodological issues related to the Kyoto protocol". Report of the Conference of the Parties on its third session, held at Kyoto from 1 to 11 December 1997, United Nations Framework Convention on Climate Change. 25 March 1998. สืบค้นเมื่อ 13 February 2010. 
  15. 15.0 15.1 15.2 15.3 Figueres, C. (15 December 2012), "Environmental issues: Time to abandon blame-games and become proactive - Economic Times", The Economic Times / Indiatimes.com (Times Internet), สืบค้นเมื่อ 2012-12-18 
  16. Ritter, K. and M. Casey. "UN conference adopts extension of Kyoto accord". CTPost. สืบค้นเมื่อ 8 December 2012. 
  17. 17.0 17.1 Harrabin, R. (8 December 2012), "UN climate talks extend Kyoto Protocol, promise compensation", BBC News 
  18. Harvey, F. (8 December 2012), "Doha climate change deal clears way for 'damage aid' to poor nations", The Observer (London, UK) 
  19. 19.0 19.1 UNFCCC. Conference of the Parties serving as the meeting of the Parties to the Kyoto Protocol (CMP) (8 December 2012), Outcome of the work of the Ad Hoc Working Group on Further Commitments for Annex I Parties under the Kyoto Protocol. Draft decision proposed by the President (EN). Notes: Agenda item 4: Report of the Ad Hoc Working Group on Further Commitments for Annex I Parties under the Kyoto Protocol. Meeting: Conference of the Parties serving as the meeting of the Parties to the Kyoto Protocol (CMP), Eighth session, 26 November - 7 December 2012, Doha, Qatar. FCCC/KP/CMP/2012/L.9, Geneva, Switzerland: United Nations Office , pp.6-7. Other languages available.
  20. K Ritter and M Caset (8 December 2012). "UN Climate Conference: Kyoto Protocol Extended At Doha, Qatar Talks". Huffington Post. สืบค้นเมื่อ 25 December 2012. 
  21. Alister Doyle and Barbara Lewis. "UPDATE 3-Doha climate talks throw lifeline to Kyoto Protocol". Reuters. สืบค้นเมื่อ 12 December 2012. 

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]