สังคมนิยมแบบอิสรนิยม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
"อนาธิปไตยสังคมนิยม" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับสาขาของอนาธิปไตยที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งในบางครั้งก็ถูกเรียกด้วยชื่อที่คล้ายกัน ดูที่ อนาธิปไตยสังคม
ธงของขบวนการสหการนิยมแบบอนาธิปไตยและสังคมนิยมแบบอิสรนิยม

สังคมนิยมแบบอิสรนิยม (อังกฤษ: libertarian socialism) บ้างเรียก อนาธิปไตยสังคมนิยม (socialist anarchism)[1][2][3] สังคมนิยมเสรี (free socialism)[4] หรือ สังคมนิยมไร้รัฐ (stateless socialism)[5] เป็นกลุ่มปรัชญาการเมืองแบบอิสรนิยมซึ่งต่อต้านอำนาจนิยม (anti-authoritarianism) และรัฐนิยม (anti-statism)[6][7] ในขบวนการสังคมนิยม (history of socialism) ซึ่งปฏิเสธมุมมองสังคมนิยมในรูปรัฐนิยม (statism) ของสังคมนิยมรัฐ (state socialism) ที่ว่ารัฐเป็นผู้ผูกขาดอำนาจควบคุมเหนือเศรษฐกิจ (state ownership) แบบรวมศูนย์ (centralisation)[8][9] นักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมวิจารณ์ความสัมพันธ์แบบทาสค่าจ้าง (wage slavery) ในสถานที่ทำงาน (workplace)[10] เน้นเรื่องการจัดการโดยคนทำงานเอง (workers' self-management)[11] และองค์กรทางการเมืองที่มีโครงสร้างแบบกระจายอำนาจ (decentralization)[12][8][13] และมีแนวคิดที่คาบเกี่ยวกับอนาธิปไตยและอิสรนิยม[14][15] สังคมนิยมแบบอิสรนิยมเป็นขบวนการสังคมนิยมกว้าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วยแนวคิดอนาธิปไตย มาร์กซิสต์ และอิสรนิยมฝ่ายซ้าย (left-libertarian) อื่น ๆ[16] สังคมนิยมแบบอิสรนิยมกระแสหลักประกอบด้วยอนาธิปไตยและลัทธิมากซ์แบบอิสรนิยม (libertarian Marxism)[17][18]

โดยทั่วไป คติสังคมนิยมแบบอิสรนิยมปฏิเสธแนวคิดของรัฐ[11] และอ้างว่าทางเดียวที่สังคมซึ่งอยู่บนฐานของเสรีภาพและความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ คือการยกเลิกสถาบันแบบอำนาจนิยมซึ่งควบคุมปัจจัยการผลิตและกดขี่คนส่วนมากให้อยู่ภายใต้ชนชั้นที่เป็นเจ้าของและอภิชน (elite) ทางเศรษฐกิจและการเมือง[19] นักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมสนับสนุนโครงสร้างการกระจายอำนาจผ่านระบอบประชาธิปไตยโดยตรงและการสมาคมแบบสหพันธรัฐหรือสมาพันธรัฐ[20] เช่น สมัชชาพลเมือง (citizen's assembly) สมัชชาประชาชน (popular assembly) สหกรณ์ ระบบเทศบาลแบบอิสรนิยม สหภาพแรงงาน และสภาคนทำงาน (worker's council)[8][21] สิ่งเหล่านี้บรรลุผลผ่านการเรียกร้องเสรีภาพ[8] และการสมาคมเสรี (free association (Marxism and anarchism))[9] ผ่านการระบุ วิจารณ์ และถอนรากถอนโคนในทางปฏิบัติ อำนาจที่ไม่ชอบธรรมออกจากทุกแง่มุมของชีวิตมนุษย์[22][23][24][25][26][27] สังคมนิยมแบบอิสรนิยมมีแนวทางที่ต่างจากแนวทางอำนาจนิยม (authoritarian socialism) และแนวหน้านิยม (vanguardism) ของลัทธิบอลเชวิค/ลัทธิเลนิน และแนวทางปฏิรูปนิยมของลัทธิเฟเบียน/ประชาธิปไตยสังคมนิยม[28][29]

เพราะฉะนั้น นักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมเชื่อว่า “การใช้อำนาจในรูปแบบของสถาบันใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทาง เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา หรือ ที่เกี่ยวกับเพศ คือการทำร้ายทั้งผู้ใช้อำนาจและผู้ที่ถูกบังคับข่มเหงภายใต้อำนาจนั้นๆ”[30]

ภาพรวม[แก้]

บทนิยาม[แก้]

มีฮาอิล บาคูนิน (ค.ศ. 1814-1876)

สังคมนิยมแบบอิสรนิยมเป็นปรัชญาตะวันตกซึ่งถูกตีความไปอย่างหลากหลาย แต่ทุกการตีความก็มีบางสิ่งที่เหมือนกัน คือการสนับสนุนระบบการผลิตที่เน้นคนทำงานและการจัดระเบียบในที่ทำงานซึ่งแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก (neoclassical economics) โดยพื้นฐาน และแทนที่ด้วยระบบสหกรณ์ที่เป็นประชาธิปไตยหรือการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมกัน (common ownership) (แนวคิดสังคมนิยม)[31] โดยเสนอว่าระบบเศรษฐกิจนี้จะถูกนำมาปฏิบัติในวิถีทางซึ่งเพิ่มเสรีภาพของตัวบุคคลให้มากที่สุด และลดการรวมศูนย์ของอำนาจให้เหลือน้อยที่สุด (แนวคิดอิสรนิยม) ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดนี้เสนอวิธีการได้สิ่งเหล่านี้มาด้วยการล้มล้างระบบทรัพย์สินส่วนบุคคลและสถาบันการปกครองในรูปแบบรัฐ แล้วแทนที่ด้วยการสมาคมเสรีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติระหว่างกลุ่มปกครองตนเองหรือสหพันธ์[19] และการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองผ่านการโอนวิสาหกิจและทรัพย์สินส่วนบุคคลขนาดใหญ่มาเป็นของสังคม (และในขณะเดียวกันก็ยังอนุญาตให้มีทรัพย์สินส่วนตัว (personal property)) คติสังคมนิยมแบบอิสรนิยมปฏิเสธความชอบธรรมของทรัพย์สินส่วนบุคคลในรูปแบบใดก็ตามที่มีนัยสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ โดยมองว่าความสัมพันธ์ของทรัพย์สินแบบทุนนิยมเป็นการครอบงำรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อเสรีภาพของบุคคล[8]

ดไวต์ แมกโดนัลด์ (Dwight Macdonald) ให้นิยามของคำว่าสังคมนิยมแบบอิสรนิยมไว้ดังนี้: "สังคมไร้ชนชั้นซึ่งรัฐได้หายไปแล้ว ซึ่งการผลิตเป็นแบบสหกรณ์ และซึ่งไม่มีใครมีอำนาจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจเหนือใคร" และเป็นสังคมที่ "วัดกันด้วยความสามารถที่บุคคลหนึ่งจะพัฒนาทักษะและบุคลิกลักษณะของตัวเองไปได้ไกลขนาดไหน" [32]

หนังสือพิมพ์คอมมิวนิสต์อิสรนิยมภาษาฝรั่งเศส Le Libertaire ฉบับวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1860 จัดพิมพ์โดย โฌแซ็ฟ เดฌัก

Le Libertaire เป็นนิตยสารอนาธิปัตย์ฉบับแรกที่ใช้คำว่า libertarian (หรือในภาษาไทย คำว่า อิสรนิยม) ซึ่งตีพิมพ์ในนครนิวยอร์กระหว่าง ค.ศ. 1858 ถึง 1861 โดยนักคอมมิวนิสต์อิสรนิยมชื่อว่า โฌแซ็ฟ เดฌัก (Joseph Déjacque)[33] คำนี้ถูกใช้ครั้งต่อมาในทวีปยุโรป เมื่อคำว่า libertarian communism (หรือ ลัทธิคอมมิวนิสต์แบบอิสรนิยม) ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในสภาอนาธิปัตย์ท้องถิ่นในประเทศฝรั่งเศสที่เมืองเลออาฟวร์ในวันที่ 16-22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1880 ต่อมาในเดือนมกราคม ค.ศ. 1881 มีการเผยแพร่คำแถลงอุดมการณ์ของ "ลัทธิคอมมิวนิสต์แบบอิสรนิยมหรืออนาธิปไตย" เป็นภาษาฝรั่งเศส และสุดท้ายใน ค.ศ. 1895 นักอนาธิปัตย์แนวหน้าอย่าง เซบัสเตียง ฟอร์ (Sébastien Faure) และ หลุยส์ มิแชล (Louis Michel) ได้ตีพิมพ์นิตยสาร Le Libertaire ในประเทศฝรั่งเศส[33] คำว่า libertarian ในภาษาอังกฤษนี้เองก็มีรากเดียวกันกับคำร่วมเชื้อสายในภาษาฝรั่งเศสคำว่า libertaire ซึ่งถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงคำสั่งห้ามตีพิมพ์นิตยสารอนาธิปไตยในประเทศฝรั่งเศส[34] ในธรรมเนียมนี้ คำว่า libertarianism หรืออิสรนิยมจึงใช้เป็นคำไวพจน์ของคำว่าอนาธิปไตย ซึ่งเป็นความหมายดั้งเดิมของมัน[35] ในบริบทของขบวนการสังคมนิยมในยุโรป คำว่า libertarian หมายถึงนักสังคมนิยมซึ่งต่อต้านอำนาจนิยมและสังคมนิยมรัฐเช่น มีฮาอิล บาคูนิน และมีแนวคิดคาบเกี่ยวกับอนาธิปไตยสังคม[2][36] แต่อนาธิปไตยแบบปัจเจกก็ถือว่าเป็นคติสังคมนิยมแบบอิสรนิยมเช่นกัน[37] คติปัจเจกนิยมใด ๆ ที่ไม่ได้เป็นแบบล็อกล้วนเป็นแนวคิดแบบสังคมนิยม ซึ่งรวมถึงสังคมนิยมแบบอิสรนิยม[38]

โนม ชอมสกี เป็นนักคิดสังคมนิยมอิสรนิยมที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน

อิสรนิยมมีความสัมพันธ์กับสังคมนิยมมาก่อนระบบทุนนิยม และคนที่ต่อต้านอำนาจนิยมในปัจจุบันก็ยังประณามความเข้าใจซึ่งพวกเขามองว่าผิด ว่าอิสรนิยมมีความเกี่ยวข้องกับระบอบทุนนิยมอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา[39] ตามที่ โนม ชอมสกี กล่าว นักอิสรนิยมที่คงเส้นคงวา "จะต้องต่อต้านความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตของเอกชนและระบบทาสค่าจ้าง ซึ่งเป็นองค์ประกอบของระบบนี้ และไม่สอดคล้องกับหลักการที่ว่าแรงงานจะต้องสามารถกระทำได้อย่างเสรีและอยู่ใต้อำนาจควบคุมของผู้ที่ผลิตมัน"[40] คำว่า สังคมนิยมอนาธิปไตย อนาธิปไตยสังคมนิยม อนาธิปไตยแบบสังคมนิยม สังคมนิยมเสรี สังคมนิยมไร้รัฐ และ อิสรนิยมแบบสังคมนิยม ล้วนหมายถึงสังคมนิยมซึ่งอยู่ฝั่งอนาธิปไตยหรือเป็นแบบอิสรนิยม[41] หรืออยู่ฝั่งตรงข้ามกับสังคมนิยมแบบอำนาจนิยม (Authoritarian socialism)[42][43]

นักสังคมนิยมอิสรนิยมอ้างว่ารัฐภายใต้ลัทธิเลนินอย่างเช่นสหภาพโซเวียตนั้นอยู่ในระยะของกระบวนการแปรเปลี่ยนจากระบอบทุนนิยมเป็นสังคมนิยมผ่านหลักการของเลนิน แต่ก็ไม่เคยได้พัฒนาไปไกลกว่าระยะนี้[44] พวกเขาต้องการยกเลิกการมีอยู่ของรัฐโดยไม่ต้องผ่านระยะเปลี่ยนผ่านที่เป็นระบอบทุนนิยมรัฐ[45]

การจัดหมวดหมู่[แก้]

สังคมนิยมแบบอิสรนิยมเป็นคติอิสรนิยมฝ่ายซ้ายสายสังคมนิยมรูปแบบหนึ่ง[41][7][35] และขบวนการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งมักถูกจัดกลุ่มว่าเป็นคติสังคมนิยมแบบอิสรนิยมมี อาทิเช่น อนาธิปไตย (โดยเฉพาะสำนักคิดอนาธิปไตย (anarchist schools of thought) เช่นลัทธิอนาธิปไตย-คอมมิวนิสต์ สหการนิยมแบบอนาธิปไตย (anarcho-syndicalism)[46] อนาธิปไตยแบบรวมหมู่ (collectivist anarchism) อนาธิปไตยสีเขียว (green anarchism) อนาธิปไตยแบบปัจเจก (individualist anarchism)[47][48][49][50] คติความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Mutualism (economic theory))[51] และอนาธิปไตยสังคม (social anarchism)) รวมไปถึงชุมชนนิยม (communalism) สังคมนิยมประชาธิปไตย (democratic socialism) ในบางรูปแบบ สังคมนิยมแบบสมาคมอาชีพ (guild socialism)[52] ลัทธิมากซ์แบบอิสรนิยม[12] (เช่น อัตตาณัตินิยม (autonomism) ลัทธิคอมมิวนิสต์แบบองค์คณะนิยม[53] ลัทธิคอมมิวนิสต์ฝ่ายซ้าย (left communism) ลัทธิลุคเซิมบวร์ค ฯลฯ)[54][55] คติการมีส่วนร่วม (participism) สหการนิยม และสังคมนิยมแบบยูโทเปีย (utopian socialism) ในบางรูปแบบ[56]

ประวัติ[แก้]

นักเศรษฐศาสตร์ โรบิน ฮาห์เนล เล่าถึงประวัติศาสตร์ของสังคมนิยมแบบอิสรนิยมไว้ในหนังสือของเขาชื่อ Economic Justice and Democracy (2005) ในตอนหนึ่งว่า ช่วงเวลาที่แนวคิดสังคมนิยมแบบอิสรนิยมนั้นสร้างผลกระทบมากที่สุดนั้นคือช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงช่วงสี่ทศวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขากล่าวว่าในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 20 "สังคมนิยมแบบอิสรนิยมเป็นกระแสที่แรงพอ ๆ กันกับประชาธิปไตยสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์" องค์การอนาธิปไตยสากลแซ็งตีมีเย (Anarchist St. Imier International) ที่ฮาห์เนลเรียกว่าองค์การอิสรนิยมสากล ถูกก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1872 ณ การประชุมใหญ่แห่งแซ็งตีมีเยไม่กี่วันให้หลังจากการแยกตัวของฝั่งมาร์กซิสต์และฝั่งอิสรนิยมในการประชุมใหญ่แห่งกรุงเฮกใน ค.ศ. 1872 (Hague Congress (1872)) ของสมาคมกรรมกรสากล (First international) หรือที่ฮาห์เนลเรียกว่าองค์การสังคมนิยมสากล องค์การอิสรนิยมสากลนี้ "ต่อสู้แย่งชิงความภักดีของนักกิจกรรมต่อต้านทุนนิยม นักปฏิวัติ คนทำงาน สหภาพ และพรรคการเมือง จากพวกนิยมประชาธิปไตยสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จมาตลอดช่วงเวลากว่าห้าสิบปี" สำหรับฮาห์เนลแล้ว นักสังคมนิยมอิสรนิยม "มีบทบาทที่สำคัญในการปฏิวัติรัสเซียใน ค.ศ. 1905 และ 1917 นักสังคมนิยมอิสรนิยมมีบทบาทที่สำคัญในการปฏิวัติเม็กซิโกใน ค.ศ. 1911 ยี่สิบปีหลังจุดจบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นักสังคมนิยมอิสรนิยมยังคงมีกำลังมากพอที่จะเป็นหัวหอกของการปฏิวัติทางสังคมซึ่งแพร่กระจายไปทั่วประเทศสเปนให้เป็นสาธารณรัฐใน ค.ศ. 1936 และ 1937"[57] ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง แนวคิดแบบอิสรนิยมเริ่มก่อกำเนิดขึ้นมาในลัทธิมากซ์และโดดเด่นขึ้นมาช่วงปลายคริสตทศวรรษ 1910 เป็นปฏิกิริยาโต้กลับลัทธิบอลเชวิคและลัทธิเลนินซึ่งได้ก้าวเข้ามามีอำนาจและสถาปนาจัดตั้งสหภาพโซเวียต[58][59][60]

ในคำนำซึ่งเขียนโดย เคนต์ บรอมลีย์ (Kent Bromley) ในหนังสือ The Conquest of Bread ของ ปิออตร์ โครปอตกิน (Peter Kropotkin) เขาถือว่านักสังคมนิยมแบบยูโทเปียชาวฝรั่งเศส ชาร์ล ฟูรีเย (Charles Fourier) เป็นผู้สถาปนาแนวคิดสังคมนิยมสาขาอิสรนิยมซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดสังคมนิยมแบบอำนาจนิยมของ ฟร็องซัว-โนเอล บาเบิฟ (François-Noël Babeuf) และฟิลิปป์ บูโอนาร์รอตตี (Philippe Buonarroti)[56]

ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ถึง 21[แก้]

ตามที่นักรัฐศาสตร์ ฟร็องซิส ดูว์ปุยส์ล-เดรี (Francis Dupuis-Déri) กล่าว: "หลายปีที่ผ่านมาช่วงคริสตทศวรรษ 1970 และ 1980 อารมณ์ของการต่อต้านอำนาจนิยมและการต่อต้านชนชั้นวรรณะปรากฏตัวขึ้นในขบวนการทางสังคม ซึ่งมองว่าองค์การที่ต่อสู้เป็นพื้นที่เสรี ซึ่งปกครองและจัดการโดยสมาชิกเอง และซึ่งสำนึกในผลประโยชน์ของส่วนรวม ความเท่าเทียม และเสรีภาพ ที่พัฒนาผ่านการปรึกษาหารือ ต่อมาอารมณ์ของการต่อต้านโลกาภิวัตน์ก็ถูกรับเข้ามาในขบวนการ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วงปลายคริสตทศวรรษ 1990 ผ่านการชุมนุมบนท้องถนนที่น่าประทับใจ ตั้งแต่ยุทธการแห่งซีแอตเทิลใน ค.ศ. 1999 จนถึงการเคลื่อนไหวต่อต้าน กลุ่ม 8 ในประเทศเยอรมนีช่วงฤดูร้อน ค.ศ. 2007 รวมถึงเครือข่ายทั่วโลก สื่อทางเลือก ศิลปะ และค่ายมูลวิวัติซึ่งอยู่บนชายขอบของเวทีสมัชชาสังคม"[61]

ตัวอย่าง[แก้]

AANES มีความพยายามสนับสนุนให้คนทำงานก่อตั้งสหกรณ์ขึ้นมา เช่นสหกรณ์เย็บผ้าในเมืองเดริก (Dêrik) ดังภาพ

ตัวอย่างขององค์กรและตัวแบบการตัดสินใจในภาคปฏิบัติของขบวนการสังคมนิยมแบบอิสรนิยมร่วมสมัยประกอบด้วยขบวนการต่อต้านทุนนิยมและโลกาภิวัตน์[62] อาทิ กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสตา (EZLN) และระบบ "สภาแห่งรัฐบาลที่ดี" (Junta de Buen Gobierno) ฝ่ายปกครองตนเองซีเรียเหนือและตะวันออก (AANES)[63] เครือข่ายของนักข่าวทั่วโลก Independent Media Center ซึ่งครอบคลุม 45 ประเทศใน 6 ทวีป และยังรวมถึงตัวอย่างของสังคมคนพื้นเมืองจำนวนหนึ่งซึ่งอาจถือได้ว่ามีระบบเศรษฐกิจและการเมืองแบบอนาธิปไตยหรือสังคมนิยมอิสรนิยมซึ่งแตกต่างไปตามวัฒนธรรมของคนแต่ละกลุ่ม[64]

มโนคติ[แก้]

คติต่อต้านทุนนิยม[แก้]

พีระมิดของระบบทุนนิยม อิงตามสหภาพแรงงานสากลคนงานอุตสาหกรรมแห่งโลก ค.ศ. 1911
ดูบทความหลักที่: คติต่อต้านทุนนิยม

นักสังคมนิยมอิสรนิยมเสนอว่าเมื่ออำนาจถูกใช้ส่งอิทธิพลของบุคคลหนึ่งเหนือบุคคลอื่น ภาระการให้ความชอบธรรมนั้นตกอยู่กับผู้ที่ใช้อำนาจตราบเท่าที่มันถูกใช้ละเมิดสิทธิของบุคคล[65] นักสังคมนิยมอนาธิปไตยมองว่าโครงสร้างทางสังคมใด ๆ ควรถือกำเนิดขึ้นจากกลุ่มของบุคคลที่มีอำนาจการตัดสินใจเท่ากัน การสะสมอำนาจทางเศรษฐกิจหรือการเมืองไว้ในมือของกลุ่มคนไม่กี่คนจึงเป็นการละเมิดการใช้เสรีภาพของบุคคลอย่างเสรีของบุคคลส่วนใหญ่ในกลุ่ม[66]

สังคมนิยมแบบอิสรนิยมเป็นแนวคิดที่ต่อต้านระบอบทุนนิยม (Anti-capitalism) ซึ่งมีหลักการที่ต่างจากลัทธิทุนนิยมและอิสรนิยมฝ่ายขวา (right-libertarianism) ซึ่งสนับสนุนการรวมศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจไว้ในมือของกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของทุนเยอะที่สุด คติสังคมนิยมแบบอิสรนิยมมีเป้าหมายที่จะกระจายอำนาจให้ทั่วถึงคนทุกคนในสังคม และต่างจากคติอิสรนิยมฝ่ายขวา เช่น เสรีนิยมใหม่ ตรงที่คติอย่างแรกเชื่อว่าเสรีภาพของคน ๆ หนึ่งขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของเขา ในขณะที่คติอย่างหลังเชื่อในเสรีภาพในการเลือกในระบอบทุนนิยม โดยเฉพาะทรัพย์สินส่วนบุคคลในระบอบทุนนิยม[67]

หรือพูดอีกแบบ ในขณะที่ทุนนิยมมีหลักการที่รวมศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจไว้ในมือของบุคคลที่มีทุนมากที่สุด (ดังเช่นแนวคิดอิสรนิยมในทวีปอเมริกาเหนือ) สังคมนิยมแบบอิสรนิยมในทางกลับกันมุ่งที่จะกระจายอำนาจ และดังนั้นเสรีภาพ ให้กับทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียม[68]

คติอนาธิปไตยวิจารณ์ความสัมพันธ์แบบทาสค่าจ้างซึ่งถือว่าเป็นเหมือนทาสกึ่งสมัครใจ (voluntary slavery)[69] ที่การดำรงชีพ (livelihood) ของบุคคลหนึ่งขึ้นอยู่กับค่าจ้างของเขาเพียงอย่างเดียว[70][71] คำว่าทาสค่าจ้างเป็นคำที่มีนัย (connotation) เชิงลบซึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างความเป็นทาสกับแรงงานรับจ้าง (wage labour) โดยมุ่งเน้นไปที่ความคล้ายคลึงระหว่างการเป็นเจ้าของกับการเช่ามนุษย์คนหนึ่ง คำนี้ถูกนำมาใช้เพื่อวิจารณ์การแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (economic exploitation) และการจัดช่วงชั้นทางสังคม โดยอย่างแรกถูกมองว่าแสดงถึงอำนาจการต่อรองระหว่างแรงงานกับทุนที่ไม่เท่ากันเป็นหลัก (โดยเฉพาะเมื่อคนทำงานมีค่าจ้างต่ำ อย่างเช่นในโรงงานนรก (sweatshop))[72] และอย่างหลังพูดถึงการขาดแคลนของระบบการจัดการโดยคนทำงานเองซึ่งจะสนองทางเลือกอาชีพการงานและนันทนจิต (leisure) ภายในระบบเศรษฐกิจ[73][74][75] นักสังคมนิยมอิสรนิยมเชื่อว่า ด้วยการให้คุณค่ากับเสรีภาพ สังคมจะมุ่งหน้าไปสู่ระบบที่ปัจเจกบุคคลมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจและการเมือง และต้องการแทนที่อำนาจที่ไม่ชอบธรรมด้วยระบบประชาธิปไตยโดยตรง การสมาคมโดยสมัครใจ และการปกครองตนเองของประชาชนในทุกแง่มุมของชีวิต[76] ซึ่งรวมถึงทั้งชุมชนในเชิงกายภาพและวิสาหกิจในเชิงเศรษฐกิจ ด้วยการมาถึงของการปฏิวัติอุตสาหกรรม นักคิดหลายคนเช่น ปีแยร์-โฌแซ็ฟ ปรูดอน (Pierre-Joseph Proudhon) และ คาร์ล มาคส์ ได้สาธยายเปรียบเทียบระหว่างแรงงานรับจ้างกับทาส ในบริบทของการวิจารณ์ทรัพย์สินทางสังคมซึ่งไม่ได้มีไว้สำหรับใช้ในกิจส่วนตัว[77][78] ต่อมา เอมมา โกลด์แมน (Emma Goldman) ได้กล่าวประณามทาสค่าจ้างว่า ทาสกับแรงงานรับจ้างต่างกันแค่ตรงที่อย่างแรกเป็นทาสซื้อขายและอีกอย่างเป็นทาสให้เช่า[79]

จอห์น โอนีลล์ กล่าวว่า ก่อนหน้าชัยชนะทางการเมืองของลัทธิบอลเชวิคในยุโรปตะวันออกและลัทธิเฟเบียนรูปแบบต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตก ประวัติของแนวคิดสังคมนิยมนั้นเต็มไปด้วยธรรมเนียมของการสมาคมซึ่งไม่ใช่แบบตลาดและการต่อต้านรัฐ[28] นักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมหลายคนเชื่อว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้นควรถูกจัดการโดยสมาคมโดยสมัครใจขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกัน คนทำงานแต่ละคนก็สมควรมีสิทธิในผลผลิตแต่ละชิ้นซึ่งมาจากแรงงานของตนเอง[80] พวกเขาแยกประเภทของทรัพย์สินเพิ่มเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลกับทรัพย์สินส่วนตัว โดยทรัพย์สินส่วนบุคคลเป็นทรัพย์สินชนิดที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสิ่ง ๆ หนึ่งนั้นจะมีอำนาจเหนือสิ่งนั้นไม่ว่ามันกำลังถูกใช้งานอยู่หรือหรือไม่ และไม่ว่ามันจะมีศักยภาพในการผลิตมากขนาดไหน ในขณะที่ทรัพย์สินส่วนตัวเป็นทรัพย์สินชนิดที่หากไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอยู่ก็ไม่มีใครที่ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น[81] มากไปกว่านั้น พวกเขายังตั้งคำถามถึงการแบ่งแยกระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต (refusal of work) และเสนอทางเลือกใหม่แทน ซึ่งมีรากฐานในแนวคิดเกี่ยวกับศักดิ์ศรี การตระหนักรู้ในตนเอง และเสรีภาพจากการถูกแสวงหาประโยชน์และการครอบงำ ซึ่งในที่นี้เสรีภาพซึ่งไม่ได้เป็นเชิงลบ (negative liberty) เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเสรีภาพเชิงบวก (positive liberty) ด้วย ในแง่ที่มองถึงความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นความเข้าใจของแนวคิดเรื่องเสรีภาพซึ่งเกี่ยวโยงกับกับเงื่อนไขทางสังคมและชุมชน และซึ่งมองว่าเสรีภาพนั้นแยกไม่ขาดจากแนวคิดเรื่องความเท่าเทียม[82]

คติต่อต้านอำนาจนิยมและรัฐนิยม[แก้]

แนวคิดอิสรนิยมโดยทั่วไปถือว่าการรวมศูนย์อำนาจเป็นบ่อเกิดของการกดขี่ซึ่งจำต้องถูกท้าทายและให้ความชอบธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง นักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมส่วนใหญ่เชื่อว่าเมื่ออำนาจถูกใช้ส่งอิทธิพลไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม หรือทางกายภาพ ของบุคคลหนึ่งเหนือบุคคลอื่น ภาระการให้ความชอบธรรมนั้นตกอยู่กับผู้ที่ใช้อำนาจตราบเท่าที่มันถูกใช้ละเมิดสิทธิของบุคคล[65] และยังต่อต้านโครงสร้างของอำนาจที่ตายตัวและเป็นลำดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการเมือง (power (social and political) ทางเศรษฐกิจ (economic power) หรือทางสังคม[83]

นักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมมุ่งที่จะแทนที่รัฐและบริษัทด้วยการจัดระเบียบของสังคมเป็นสมาคมโดยสมัครใจ (เช่น collective, คอมมูน (intentional community), เทศบาล, สหกรณ์, คอมมอนส์ (commons) หรือสหการ) ซึ่งใช้ประชาธิปไตยโดยตรงและฉันทามติในกระบวนการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ นักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมบางคนสนับสนุนให้รวมสมาคมเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นสหพันธ์ในระดับที่สูงขึ้นซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนแบบหมุนเวียนและเรียกกลับได้[84] ตัวอย่างของสหพันธ์รูปแบบนี้ในทางปฏฺบัติเช่นอนาธิปไตยในประเทศสเปน (anarchism in spain) หรือตัวอย่างในปัจจุบันดังที่ยกตัวอย่างไป

ตรงข้ามกับความคิดทั่วไป สังคมนิยมแบบอิสรนิยมไม่ใช่ขบวนการแบบยูโทเปีย (utopia) และมักหลีกเลี่ยงการคาดการณ์หรือการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีเชิงลึกว่าสังคมในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ยึดธรรมเนียมว่าการตัดสินใจเรื่องเหล่านั้นไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ โดยจะทำได้ผ่านการดิ้นรนและการทดลองเท่านั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดอย่างเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมชาติ และการวางรากฐานทิศทางการดิ้นรนไว้บนตัวอย่างในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยชี้ให้เห็นความสำเร็จของระเบียบวิธีแบบวิทยาศาสตร์ว่าเกิดจากการยึดในการสำรวจอย่างมีเหตุผลที่เปิดกว้าง แทนที่จะยึดว่าข้อสรุปเป็นอย่างไร ต่างจากสิทธันต์ (dogma) และการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง นักอนาธิปัตย์คนหนึ่งชื่อ รูด็อล์ฟ ร็อกเกอร์ (Rudolf Rocker) ได้กล่าวว่าเขาไม่ได้เป็นนักอนาธิปัตย์เพราะเขาเชื่อในอนาธิปไตยเป็นเป้าหมายสุดท้าย แต่เพราะมันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเป้าหมายสุดท้าย[85]

เพราะสังคมนิยมแบบอิสรนิยมส่งเสริมให้มีการสำรวจและยอมรับความคิดที่หลากหลายมากกว่าการจัดตั้งขบวนการที่เหนียวแน่น จึงมีการโต้เถียงเกี่ยวกับความเป็นนักสังคมนิยมของบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดหลักในบางข้ออยากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปีเตอร์ เฮน (Peter Hain) ตีความสังคมนิยมแบบอิสรนิยมเป็นแนวคิดแบบ "จุลาธิปไตย" (minarchism) มากกว่าอนาธิปไตย โดยสนับสนุนการกระจายอำนาจแบบมูลวิวัติแต่ไม่ไปไกลถึงขนาดการล้มเลิกรัฐอย่างสมบูรณ์[86] นักสังคมนิยมแบบอิสรนิยม โนม ชอมสกี สนับสนุนการรื้อถอนอำนาจทางสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่ชอบธรรมทุกรูปแบบ และในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำว่าการแทรกแทรงจากภาครัฐเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนเป็นการคุ้มครองชั่วคราวขณะที่โครงสร้างที่กดขี่ยังคงมีอยู่[87] เช่นกัน ปีเตอร์ มาร์แชล (Peter Marshall (author)) กล่าวว่ามันรวมถึงพวกที่นิยมการกระจายอำนาจซึ่งต้องการจำกัดและกระจายอำนาจของรัฐ พวกสหการนิยมซึ่งต้องการล้มล้างมันให้สิ้นไป จนถึงแม้แต่พวกลัทธิเฟเบียนและประชาธิปไตยสังคมนิยมซึ่งต้องการสร้างเศรษฐกิจแบบสังคมกรณ์ (socialization) แต่ยังเห็นว่ารัฐยังมีหน้าที่ที่จำกัด[16]

ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดนี้เป็นที่รู้จักว่าต่อต้านการมีอยู่ของรัฐหรือรัฐบาล และปฏิเสธไม่มีส่วนร่วมกับสถาบันทางการเมืองที่ใช้อำนาจบังคับ ในอดีต บางคนปฏิเสธที่จะสาบานตนในศาลหรือเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดี แม้เมื่อจำต้องถูกจำคุก[88] หรือเนรเทศ[89] พวกคอมมิวนิสต์ฝ่ายซ้าย ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดสังคมนิยมแบบอิสรนิยมรูปแบบหนึ่งซึ่งเคลือบแคลงในแนวคิดแบบลัทธิมากซ์–เลนินและประชาธิปไตยสังคมนิยม[90] ถูกกล่าวถึงว่าเป็นกลุ่มคนที่มองว่าการจัดการโดยตนเองของชนชั้นแรงงานหรือของผู้คนเป็นคำตอบของปัญหาในการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมนิยม การปฏิวัติ และการจัดระเบียบของสังคมหลังทุนนิยม แต่ก็ยังคงมีการรวมกลุ่มกันในรูปแบบที่คล้ายกับเป็นพรรคซึ่งใช้กระบวนการปลุกปั่น โฆษณาชวนเชื่อ การให้การศึกษา และการแทรกแซงทางการเมืองในรูปแบบอื่น ๆ สิ่งนี้เป็นประเด็นที่มีปัญหาในขบวนการคอมมิวนิสต์ฝ่ายซ้าย และทำให้เกิดความแตกต่างในแต่ละขบวนการ ตั้งแต่ฝั่งที่ปฏิเสธการมีพรรคการเมืองและเลือกมีเพียงกลุ่มศึกษาหรือกลุ่มเครือข่าย (affinity group) แทน จนถึงฝั่งที่วิจารณ์ความไร้เดียงสาของแนวคิดที่บอกว่าการปฏิวัติจะเกิดขึ้นเอง และยืนกรานว่าองค์การคอมมิวนิสต์ที่มีวินัย วิจารณ์ตนเอง และเชื่อมโยงกันด้วยคนจำนวนมากมีหน้าที่ที่จำเป็นของมัน แม้จะมีความเคร่งครัดน้อยกว่าพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วไป[91]

เสรีภาพของพลเมืองและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล[แก้]

สังคมนิยมแบบอิสรนิยมสนับสนุนเสรีภาพของพลเมือง (civil liberties) (ซึ่งรวมถึง เสรีภาพในการพูด เสรีภาพทางศาสนา เสรีภาพในการชุมนุม และเสรีภาพของพลเมืองในด้านอื่น ๆ[92]) ซึ่งให้สิทธิจำเพาะในเรื่องหนึ่งเช่นเสรีภาพในประเด็นของความรักและเพศสัมพันธ์ (รักอิสระ (free love)) และของความคิดและมโนธรรม (ความคิดอย่างอิสระ) การต่อสู้ทางการเมืองของแนวคิดได้สร้างความขัดแย้งกับสถาบันรัฐและศาสนาซึ่งจำกัดสิทธิเหล่านี้ อนาธิปไตยสนับสนุนคติรักอิสระมาตั้งแต่เริ่ม และแสดงให้เห็นชัดขึ้นในภายหลังโดยเฉพาะในขบวนการคตินิยมสิทธิสตรีแบบอนาธิปไตยและการสนับสนุนสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ในยุคปัจจุบัน อนาธิปไตยได้มีส่วนร่วมในบทสนทนาเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเพศเช่นงานลามก[93] บีดีเอสเอ็ม และอุตสาหกรรมทางเพศ (sex industry)[94]

คตินิยมสิทธิสตรีแบบอนาธิปไตยเป็นการผสมกันระหว่างแนวคิดคตินิยมสิทธิสตรีแบบมูลวิวัติและอนาธิปไตย ซึ่งมองว่าปิตาธิปไตย (การครอบงำของเพศชายเหนือเพศหญิง) เป็นการก่อตัวขั้นพื้นฐานขึ้นจากโครงสร้างรัฐซึ่งบีบบังคับ โดยได้รับอิทธิพลจากงานเขียนในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของนักอนาธิปัตย์คตินิยมสิทธิสตรียุคแรกเช่น ลูซี พาร์สันส์ (Lucy Parsons), เอมมา โกลด์แมน (Emma Goldman), วอลแตรีน เดอ แคลร์ (Voltairine de Cleyre)[95] และ บีร์ฆิเนีย บ็อลเทิน (Virginia Bolten)[96] นักคตินิยมสิทธิสตรีอนาธิปไตยวิจารณ์และสนับสนุนให้มีการล้มเลิกแนวคิดเรื่องครอบครัว การศึกษา และบทบาททางเพศในแบบดั้งเดิม[97] นักลัทธิคอมมิวนิสต์แบบองค์คณะนิยมอย่าง ซิลเวีย แพงค์เฮิร์สต์ (Sylvia Pankhurst) ก็เป็นนักกิจกรรมคตินิยมสิทธิสตรีและนักลัทธิมากซ์แบบอิสรนิยมด้วย นักอนาธิปัตย์ยังมีบทบาทเป็นผู้ริเริ่มความสนใจในประเด็นเกี่ยวกับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ รักอิสระเป็นกระแสหลักภายในขบวนการอนาธิปไตย[98] ผู้สนับสนุนแนวคิดรักอิสระบางรายถือว่ามันมีรากมาจากนักอนาธิปัตย์ยุคแรกเช่น โจเซีย วอร์เรน (Josiah Warren) และชุมชนทดลองต่าง ๆ และมองว่าเสรีภาพทางเพศเป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิแห่งตน (self-ownership) ของบุคคลอย่างโดยตรงและชัดเจน[98] รักอิสระให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิสตรี ในเมื่อกฎหมายที่เกี่ยวกับเพศส่วนใหญ่เลือกปฏิบัติต่อสตรี ดังเช่นกฎหมายเกี่ยวกับการสมรส และมาตรการที่ต่อต้านการคุมกำเนิด[98]

นักสังคมนิยมอิสรนิยมเคลือบแคลงและต่อต้านศาสนาองค์กร (Organized religion)[99] ความคิดอย่างอิสระเป็นมุมมองเชิงปรัชญาซึ่งถือว่าความคิดเห็นจะต้องเกิดบนฐานของวิทยาศาสตร์ ตรรกะ และเหตุผล และไม่ควรได้รับอิทธิพลจากอำนาจ ประเพณี หรือสิทธันต์อื่นใด[100][101] ในสหรัฐ ความคิดอย่างอิสระเป็นขบวนการต่อต้านศาสนาคริสต์และศาสนจักร ซึ่งมีเป้าหมายให้บุคคลมีอิสระทั้งด้านการเมืองและด้านจิตวิญญาณที่จะตัดสินเรื่องเกี่ยวกับศาสนาด้วยตนเอง ผู้มีส่วนร่วมในวารสารอนาธิปัตย์ Liberty หลายคนเป็นบุคคลสำคัญทั้งในขบวนการอนาธิปไตยและความคิดอย่างอิสระ อย่างเช่นนักอนาธิปัตย์แบบปัจเจก จอร์จ อี. แมคโดนัลด์ บรรณาธิการร่วมของ Freethought กับ The Truth Seeker และ อี.ซี. วอล์กเกอร์ บรรณาธิการร่วมของ Lucifer, the Light-Bearer[102] Free Society เป็นหนังสือพิมพ์อนาธิปัตย์ที่สำคัญสำนักหนึ่งในสหรัฐช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้น 20[103] ซึ่งสนับสนุนรักอิสระและสิทธิสตรี และวิจารณ์การเซ็นเซอร์เนื้อหาที่เกี่ยวกับเพศของคอมสต็อก (Anthony Comstock)[104]

ใน ค.ศ. 1901 นักอนาธิปัตย์ชาวกาตาลันและนักคิดอย่างอิสระ ฟรันเซสก์ เฟอร์เรร์ อี กูอาร์เดีย (Francesc Ferrer i Guàrdia) ได้ก่อตั้งโรงเรียนที่โมเดิร์น (Ferrer movement) และหัวก้าวหน้าขึ้นในบาร์เซโลนาเพื่อท้าทายระบบการศึกษาซึ่งถูกควบคุมโดยศาสนจักรคาทอลิก[105] เป้าหมายของโรงเรียนเหล่านี้กล่าวว่าเพื่อให้การศึกษาแก่ชนชั้นแรงงาน (Popular education) ในบริบทที่ใช้เหตุผล โลกวิสัย และไม่ถูกบีบบังคับ เฟร์เรร์ซึ่งต่อต้านศาสนจักรอย่างแข็งกร้าวเชื่อในเสรีภาพในการศึกษา ซึ่งคือการศึกษาที่เป็นอิสระจากอำนาจของศาสนจักรและรัฐ[106]

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักลัทธิมากซ์-ฟร็อยท์ (Freudo-Marxism) ชาวออสเตรีย วิลเฮ็ล์ม ไรช์ (Wilhelm Reich) ซึ่งเป็นคนบัญญัติวลีการปฏิวัติทางเพศ (sexual revolution) ในหนังสือของเขาจากคริสต์ทศวรรษ 1940[107] ได้กลายมาเป็นนักโฆษณาที่ยึดมั่นเรียกร้องในเสรีภาพทางเพศ ถึงขั้นที่เขาเปิดคลินิกให้คำปรึกษาเรื่องเพศฟรีให้แก่ผู้ป่วยซึ่งอยู่ในชนชั้นแรงงานในเวียนนา โดยให้บริการให้คำปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์ ให้คำแนะนำมากซิสต์ และให้อุปกรณ์คุมกำเนิด และสนับสนุนการแสดงออกทางเพศของทุกคน ซึ่งรวมถึงเยาวชนและคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน โดยมีความตามอำเภอใจมากซะจนทั้งฝ่ายการเมืองฝ่ายซ้ายและนักจิตวิเคราะห์บางส่วนยังรู้สึกไม่สบายใจ คลินิกของเขาได้รับความนิยมในทันทีโดยผู้คนจำนวนมากซึ่งกำลังตามหาความช่วยเหลือ เอลิซาเบธ ดันโต (Elizabeth Danto) กล่าว[108] ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1970 นักอนาธิปัตย์และสันตินิยมชาวอังกฤษ อเล็กซ์ คอมฟอร์ท (Alex Comfort) เป็นที่รู้จักขึ้นจากงานเขียนคู่มือเพศสัมพันธ์ของเขาชื่อ The Joy of Sex[109] และ More Joy of Sex[110]

วิธีการซึ่งใช้ความรุนแรงและซึ่งไม่ใช้ความรุนแรง[แก้]

ดูบทความหลักที่: อนาธิปไตยและความรุนแรง

นักสังคมนิยมอิสรนิยมบางคนมองว่าการปฏิวัติที่ใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อล้มล้างสังคมทุนนิยม ในขณะที่คนอื่น ๆ สนับสนุนวิธีการที่ไม่ใช้ความรุนแรง แอร์รีโก มาลาเตสตา (Errico Malatesta) กล่าวว่าการใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่จำเป็น ดังที่เขากล่าวไว้ใน อูมานีตา โนวา (Umanità Nova) (ฉบับที่ 125, 6 กันยายน 1921):

ความปรารถนาและความตั้งใจของเราคือการที่ทุกคนควรมีจิตสำนึกและประสิทธิผลทางสังคม แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายนี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องให้ทุกคนมีปัจจัยการดำรงชีพและการพัฒนา และจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ความรุนแรงเพื่อทำลายความรุนแรงซึ่งปฏิเสธปัจจัยเหล่านี้แก่เหล่าคนทำงาน ในเมื่อไม่มีทางอื่นใดที่จะทำได้[111]

ปีแยร์-โฌแซ็ฟ ปรูดอน สนับสนุนการปฏิวัติที่ไม่ใช้ความรุนแรง (nonviolent revolution) ผ่านกระบวนการอำนาจคู่ (dual power) ซึ่งคือการก่อตั้งสถาบันเชิงสังคมนิยมอิสรนิยมซึ่งจะสร้างสมาคมที่จะทำให้สามารถขยายเครือข่ายภายใต้ระบอบทุนนิยมรัฐที่เป็นอยู่ได้โดยมีความตั้งใจว่าในที่สุดจะทำให้ทั้งรัฐและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมต้องเสื่อมลงไป การที่อนาธิปไตยเคลื่อนไปหาความรุนแรงนั้นก็มีรากมาจากที่ชุมชนซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความคิดของปรูดอนและคนอื่นต้องประสบกับการฆาตกรรมหมู่ นักลัทธิคอมมิวนิสต์อนาธิปไตยหลายคนเริ่มมองเห็นความจำเป็นของความรุนแรงเพื่อการปฏิวัติเพื่อตอบโต้กับความรุนแรงที่มีอยู่ทั้งในระบอบทุนนิยมและรัฐบาล[112]

อนาธิปไตยแบบสันตินิยม (Anarcho-pacifism) เป็นขบวนการอนาธิปไตยที่ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงในการดิ้นรนเพื่อการเปลี่ยนแปลงในสังคม[113] ผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดแนวทางนี้ที่สำคัญคนแรก ๆ เช่น เฮนรี เดวิด ทอโร[113] และ เลโอ ตอลสตอย[114][113] แนวคิดนี้พัฒนาขึ้นมาใน ฮอลแลนด์ [sic] บริเตน และสหรัฐทั้งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเป็นส่วนใหญ่[115] การต่อต้านวิธีการใช้ความรุนแรงไม่ได้หมายความว่านักอนาธิปัตย์แบบสันตินิยมจะไม่ยอมรับในหลักการขัดขืนหรือแม้แต่กิจการปฏิวัติ ตราบใดที่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง และการยอมรับแนวทางการต่อต้านอำนาจเช่นนี้เองนำพาให้นักอนาธิปัตย์สันตินิยมสนับสนุนแนวคิดการนัดหยุดงานทั่วไปของสหการนิยมแบบอนาธิปไตยเป็นอาวุธในการปฏิวัติ[116]

ประเด็นสิ่งแวดล้อม[แก้]

อนาธิปไตยสีเขียวเป็นสำนักคิดอนาธิปไตย ซึ่งเน้นย้ำโดยเฉพาะในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม อิทธิพลเริ่มแรกมาจากความคิดของนักอนาธิปัตย์ชาวอเมริกัน เฮนรี เดวิด ทอโร และหนังสือชื่อ วอลเดน ของเขา[117] รวมถึง เลโอ ตอลสตอย[118] และ เอลีเซ เรอกลูว์ (Élisée Reclus)[119][120] ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คติธรรมชาตินิยมแบบอนาธิปไตย (anarcho-naturism) ถือกำเนิดขึ้นจากการผสานกันของอนาธิปไตยและปรัชญาธรรมชาตินิยม (naturism) ภายในวงขบวนการอนาธิปไตยแบบปัจเจก[121][122][123][124] ในประเทศคิวบา[125] โปรตุเกส[117][118] ฝรั่งเศส[126][127] สเปน[118][127] และสหราชอาณาจักร[128]

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดกระแสปัจจุบันเช่นบรรพกาลนิยมแบบอนาธิปไตย (Anarcho-primitivism) และนิเวศวิทยาสังคม (Social ecology (Bookchin))[129] นักกิจกรรมและทฤษฎีอย่าง ตากิส โฟโตปูโลส (Takis Fotopoulos), โนม ชอมสกี, เมอร์เรย์ บุคชิน (Murray Bookchin) และ กอร์นีลิโอส กัสโตริอาดิส (Cornelius Castoriadis) ได้เขียนในวารสารสังคมนิยมอิสรนิยมและประชาธิปไตยเชิงนิเวศ[130] ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 ที่มีชื่อว่า Democracy & Nature[131][132][133]

รากฐานทางการเมือง[แก้]

ภายในแนวคิดสังคมนิยมสมัยใหม่ยุคแรก[แก้]

กบฏชาวนาในยุคหลังการปฏิรูป[แก้]

ภาพพิมพ์แกะไม้จากเอกสารเลเวลเลอส์ โดย วิลเลียม เอเฟอราร์ด (William Everard (Digger))

นักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมอ้างว่าพวกเลเวลเลอส์ (Levellers) ชาวอังกฤษจากคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นหนึ่งในบรรพบุรุษทางอุดมการณ์ของพวกเขา[134] นักเขียนสังคมนิยมแบบอิสรนิยมบางคนได้ระบุงานเขียนของนักปฏิรูปสังคมโปรเตสแตนต์ชาวอังกฤษ เจอร์ราร์ด วินสแตนลีย์ (Gerrard Winstanley) และงานกิจกรรมทางสังคมของกลุ่มของเขา (ดิกเกอส์ (Diggers)) ว่าเป็นสารตั้งต้นของแนวคิดแนวนี้[135][136] สำหรับนักประวัติศาสตร์อนาธิปัตย์ จอร์จ วูดค็อก (George Woodcock) ถึงแม้ว่า ปีแยร์-โฌแซ็ฟ ปรูดอน จะเป็นนักเขียนคนแรกที่เรียกตนเองเป็นนักอนาธิปัตย์ มีคนอย่างน้อยอีกสองคนก่อนหน้าที่ร่างเค้าโครงของระบบซึ่งมีองค์ประกอบพื้นฐานของอนาธิปไตยทุกประการ คนแรกคือ เจอร์ราร์ด วินสแตนลีย์ (ค.ศ. 1609 ถึง ป. 1660) ซึ่งเป็นผู้ค้าผ้าลินินที่ได้นำการเคลื่อนไหวขนาดเล็กของพวกดิกเกอส์ในยุคเครือจักรภพ วินสแตนลีย์และผู้ติดตามของเขาได้ประท้วงในนามของคริสต์ศาสนาสายมูลวิวัติเพื่อต่อต้านภัยพิบัติทางเศรษฐกิจตามหลังจากสงครามกลางเมืองอังกฤษ และเพื่อต่อต้านความไม่เท่าเทียมที่เหล่าขุนนางแห่งกองทัพตัวแบบใหม่ต้องการจะอนุรักษ์ไว้[137]

ระหว่าง ค.ศ. 1649 ถึง 1650 พวกดิกเกอส์ได้เข้าบุกรุกที่ดินคอมมอนในภาคใต้ของอังกฤษ และพยายามที่จะจัดตั้งประชาคมที่อยู่บนฐานของการทำงานบนที่ดินนั้นและการแบ่งปันทรัพยากร ชุมชนพวกนั้นไม่สำเร็จ แต่ใบปลิวชุดโดยวินสแตนลีย์ยังหลงเหลืออยู่ และหนึ่งในนั้น The New Law of Righteousness (ค.ศ. 1649) เป็นอันที่สำคัญที่สุด โดยกล่าวสนับสนุนคริสต์ศาสนาที่ใช้เหตุผล วินสแตนลีย์ถือว่าพระคริสต์นั้นคือ "อิสรภาพอันเป็นสากล" และป่าวประกาศถึงธรรมชาติความทุจริตอันเป็นสากลของอำนาจหน้าที่ เขามองเห็นถึง "เอกสิทธิ์เสมอกันที่จะแบ่งปันกันภายใต้พรของอิสรภาพ" และสืบพบถึงความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งระหว่างสถาบันของทรัพย์สินและความขาดแคลนในเสรีภาพ[137]

เมอร์เรย์ บุคชิน ได้กล่าวว่าอนาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ปรากฏเป็นครั้งแรกในรูปของการเคลื่อนไหวของไพร่และเสรีชนเพื่อต่อต้านสถาบันศักดินาที่เสื่อมคลายลง ว่าแนวคิดของวินสแตนลีย์และมึนต์เซอร์ (Thomas Müntzer) ผู้นำสงครามชาวนาเยอรมันนั้นเหมาะสมกับยุคสมัยของพวกเขามาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบท และเมื่อกองกำลังปฏิวัติที่เข้มแข็งที่สุดมาจากสังคมเกษตรกรรม และกล่าวอีกว่าพวกเขานั้นพูดตรงกับช่วงเวลา และแนวคิดอนาธิปไตยของพวกเขาดำเนินมาอย่างเป็นธรรมชาติจากสังคมชนบทที่ติดอาวุธให้แก่กองทัพชาวนาในเยอรมนีและกองทัพตัวแบบใหม่ในอังกฤษ[138]

ยุคเรืองปัญญา[แก้]

เป็นที่กล่าวขานโดยนักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมบางคน ถึงมุมมองที่ถือว่าเหล่าอ็องซิกลอเปดิสต์ชาวฝรั่งเศสยุคคริสต์ศตวรรษที่ 18 (Encyclopédistes)[134] รวมถึง ทอมัส เจฟเฟอร์สัน[139][140][141], โทมัส เพน[134] และนักคิดยุคเรืองปัญญาชาวอังกฤษ วิลเลียม กอดวิน (William Godwin)[142] เป็นบรรพบุรุษทางอุดมการณ์ของพวกเขา

สำหรับวูดค็อกแล้ว วิลเลียม กอดวิน ได้ให้เค้าโครงของอนาธิปไตยที่ละเอียดขึ้นไว้ในหนังสือของเขา Enquiry Concerning Political Justice (ค.ศ. 1793) แม้จะยังไม่ใช้ชื่อว่า "Anarchism" เขาถือว่ากอดวินเป็นนักอนาธิปัตย์แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยนิยมกระบวนการซึ่งเขามองว่าเป็นธรรมชาติกว่า เหนือกิจกรรมสายปฏิวัติ นั่นคือการสนทนาระหว่างมนุษย์ผู้มีไมตรีจิตโดยเขาหวังว่าความจริงจะมีชัยด้วยอำนาจของมันเองในที่สุด เขากล่าวอีกว่ากอดวินซึ่งได้รับอิทธิพลจากจารีตของความขัดแย้งจากอังกฤษและปรัชญาเรืองปัญญาจากฝรั่งเศส ได้นำเสนอบทวิจารณ์แบบอนาธิปไตยในขั้นพื้นฐาน เกี่ยวกับรัฐ ทรัพย์สินสะสม และการมอบหมายอำนาจหน้าที่ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย[137]

โนม ชอมสกี ถือว่าสังคมนิยมแบบอิสรนิยมเป็น "ส่วนต่อขยายที่เหมาะสมและเป็นธรรมชาติ" ของเสรีนิยมคลาสสิก "ไปในยุคสมัยของสังคมอุตสาหกรรมขั้นสูง"[17] ชอมสกีมองว่าความคิดแบบสังคมนิยมอิสรนิยมเป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากความคิดแบบเสรีนิยมคลาสสิกของยุคเรืองปัญญา[143][144] โดยกล่าวว่าจุดยืนทางอุดมการณ์ของเขานั้นวนเวียนอยู่เกี่ยวกับ "การหล่อเลี้ยงคุณลักษณะความสร้างสรรค์และความเป็นอิสรนิยมของมนุษยชน"[145] ชอมสกีแลเห็นถึงอนาคตแบบสหการนิยมแบบอนาธิปไตยที่มีการควบคุมโดยคนทำงาน (Workers' control) ของปัจจัยการผลิตโดยตรง และการรัฐบาลโดยสภาคนทำงานที่จะเลือกผู้แทนให้มาพบกันในสมัชชาสามัญต่าง ๆ[146] จุดมุ่งหมายของการปกครองโดยตนเองเช่นนี้คือเพื่อทำให้พลเมืองแต่ละคน "เป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในรัฐบาลของกิจการต่าง ๆ" ในคำพูดของเจฟเฟอร์สันเอง[147] ชอมสกีเชื่อว่าจะไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีพรรคการเมืองอีกแล้ว[148] ชอมสกีเชื่อว่าปัจเจกบุคคลจะสามารถพึงพอใจในงานของตนเอง และมีสำนึกในหน้าที่และความสมปรารถนา ผ่านการควบคุมชีวิตการผลิตของตัวเองได้[149] ชอมสกีกล่าวว่างานที่ไม่เป็นที่นิยมและไม่เป็นที่พอใจจะสามารถถูกทำให้เป็นอัตโนมัติได้โดยสมบูรณ์ ถูกทำโดยคนทำงานซึ่งได้ค่าตอบแทนเป็นพิเศษ หรือถูกแบ่งสรรให้กับทุกคน[150]

ในช่วงของการปฏิวัติฝรั่งเศส ซีลแว็ง มาเรชาล (Sylvain Maréchal) ได้เรียกร้องให้ส่วนรวมได้เพลิดเพลินกับผลผลิตของแผ่นดินในแถลงการณ์ของเขา Manifesto of the Equals (ค.ศ. 1796) และมุ่งรอคอยถึงการหายไปของ "การแบ่งแยกอันน่าขยะแขยงระหว่างความรวยและความจน ระหว่างความยิ่งใหญ่และความเล็กน้อย ระหว่างเจ้านายและบ่าวไพร่ ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง"[54][55][151] คำว่า anarchist หรือนักอนาธิปัตย์ถูกนำเข้ามาในภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1642 ในช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษ ซึ่งถูกใช้โดยพวกแควาเลียร์เป็นคำเหยียด (Pejorative) ฝ่ายตรงข้ามของพวกเขานั่นคือพวกหัวเกรียน[152] ต่อมาในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส คนบางกลุ่มเช่นพวก อ็องราเฌ (Enragés) เริ่มนำคำนี้มาใช้ในด้านบวก[153] เพื่อต้านการรวมศูนย์อำนาจโดยพวกฌากอแบ็ง โดยมองว่ารัฐบาลปฏิวัตินั้นมีความย้อนแย้งในตัวเอง [152] จนกระทั่งช่วงสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 19 คำว่า anarchism (อนาธิปไตย) ในภาษาอังกฤษก็ได้หมดความหมายเชิงลบในตอนแรกของมันไป[152]

ยุคจินตนิยมและสังคมนิยมแบบยูโทเปีย[แก้]

ในคำนำซึ่งเขียนโดย เคนต์ บรอมลีย์ ในหนังสือ The Conquest of Bread ของ ปิออตร์ โครปอตกิน เขาถือว่านักสังคมนิยมแบบยูโทเปียชาวฝรั่งเศส ชาร์ล ฟูรีเย เป็นผู้สถาปนาแนวคิดสังคมนิยมสาขาอิสรนิยมซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดสังคมนิยมแบบอำนาจนิยมของ ฟร็องซัว-โนเอล บาเบิฟ และฟิลิปป์ บูโอนาร์รอตตี[56] นักอนาธิปัตย์ ฮะกีม เบย์ (Hakim Bey, นามปากกาของ ปีเตอร์ แลมบอร์น วิลสัน (Peter Lamborn Wilson)) อธิบายแนวคิดของฟูริเยว่า: "ในระบบของความบรรสานของฟูริเย กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม หัตถกรรม เกษตรกรรม ฯลฯ จะถือกำเนิดขึ้นจากฉันทะที่ถูกปลดปล่อย นี่คือทฤษฎีที่โด่งดังว่าด้วย 'แรงงานที่มีเสน่ห์' ฟูริเยทำให้ตัวของงานเองกลายเป็นเรื่องทางเพศ ชีวิตของฟาล็องสแตร์จึงเป็นเพศสัมพันธ์หมู่ที่ไม่หยุดยั้งของความรู้สึกอันแรงกล้า การทำความเข้าใจ และกิจกรรม เป็นสังคมของเหล่านักรักและผู้ที่คลั่งไคล้อันป่าเถื่อน" ลัทธิฟูริเยก่อตัวขึ้นมาในข่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่คอมมูนฟาล็องสแตร์ (Phalanstère) หลายร้อยแห่งถูกก่อตั้งขึ้นบนหลักการฟูริเยริสต์ในประเทศฝรั่งเศส ทวีปอเมริกาเหนือ ประเทศเม็กซิโก ทวีปอเมริกาใต้ ประเทศแอลจีเรีย และประเทศยูโกสลาเวีย ทั้ง ปีแยร์-โฌแซ็ฟ ปรูดอน, ฟรีดริช เอ็งเงิลส์ และ ปิออตร์ โครปอตกิน ล้วนได้อ่านงานเขียนของเขาอย่างหลงใหล เช่นเดียวกันกันกับ อ็องเดร เบรอตง (André Breton) และ รอล็อง บาร์ต[154] ในงานของ เฮอร์เบิร์ต มาร์คูเซอ (Herbert Marcuse) ชื่อ Eros and Civilization เขาได้ยกย่องฟูริเยโดยกล่าวว่าเขา "เข้าใกล้ที่จะไขความถึงการพึ่งพากันระหว่างเสรีภาพและการทดเทิด (Sublimation (psychology)) ที่ไม่ถูกอดกลั้นมากกว่านักสังคมนิยมแบบยูโทเปียคนอื่นคนใด"[155]

นักอนาธิปัตย์ ปีเตอร์ ซาบาตีนี เขียนไว้ว่าในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในสหรัฐ "กลุ่มวัฒนธรรมต่อต้านแบบ 'ยูโทเปีย' และแบบคอมมูนชุดหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นมา" ซึ่งรวมถึงขบวนการรักอิสระด้วย "อนาธิปไตยของ วิลเลียม กอดวิน ส่งอิทธิพลต่อเหล่านี้บางส่วน" แต่ก็ไม่เท่าสังคมนิยมของ โรเบิร์ต โอเวน และ ชาร์ล ฟูรีเย "ภายหลังความสำเร็จของธุรกิจของเขาในบริเตน โอเวนก็ได้ก่อตั้งชุมชนสหกรณ์ด้วยตัวเขาเองในสหรัฐที่เมืองนิวฮาร์โมนี, รัฐอินดีแอนา (New Harmony, Indiana) ในช่วง ค.ศ. 1825 หนึ่งในสมาชิกของคอมมูนนี้คือ โจเซีย วอร์เรน (ค.ศ. 1798–1874) ซึ่งถูกถือว่าเป็นนักอนาธิปัตย์แบบปัจเจกคนแรก"[49]

ภายในแนวคิดสังคมนิยมสมัยใหม่[แก้]

อนาธิปไตย[แก้]

ดูบทความหลักที่: อนาธิปไตย

อย่างที่ อัลเบิร์ต เมลต์เซอร์ (Albert Meltzer) และ สจวร์ต คริสตี (Stuart Christie) ได้กล่าวไว้ในหนังสือของพวกเขาชื่อว่า The Floodgates of Anarchy:

อนาธิปไตยมีทายกรรมเฉพาะตัวของมัน ส่วนหนึ่งมีร่วมกับสังคมนิยม ทำให้มีความคล้ายคลึงแบบครอบครัวกับศัตรูของมันบางพวก อีกส่วนของทายกรรมของมันนั้นมีร่วมกับเสรีนิยม ทำให้มันเป็นลูกพี่ลูกน้องตั้งแต่เกิดกับปัจเจกนิยมสายมูลวิวัติแบบอเมริกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้แต่งงานออกจากครอบครัวไปกับฝ่ายขวา และก็ไม่ได้พูดคุยกันแล้ว[156]

ปีแยร์-โฌแซ็ฟ ปรูดอน ผู้ที่มักถูกถือว่าเป็นบิดาของอนาธิปไตยสมัยใหม่ ได้บัญญัติวลีว่า "Property is theft!" (ทรัพย์สินคือการลักทรัพย์) เพื่ออธิบายมุมมองส่วนหนึ่งของเขาเกี่ยวกับธรรมชาติความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของและเสรีภาพ ที่เขากล่าวว่าทรัพย์สินคือการลักทรัพย์ เขาหมายถึงนายทุนที่เขามองว่าได้ขโมยกำไรไปจากผู้ใช้แรงงาน สำหรับปรูดอน ลูกจ้างของนายทุนนั้น "ถูกกดขี่ ถูกเอาเปรียบ สภาพถาวรของเขานั้นคือการเชื่อฟัง"[157]

สิบเจ็ดปี (ค.ศ. 1857) หลังจากที่ปรูดอนเรียกตัวเองเป็นนักอนาธิปัตย์ (anarchist) เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1840 นักอนาธิปัตย์คอมมิวนิสต์ โฌแซ็ฟ เดฌัก เป็นบุคคลแรกที่เรียกตัวเองเป็นนักอิสรนิยม (libertarian)[158] นอกสหรัฐ คำว่าอิสรนิยมโดยทั่วไปหมายถึงอุดมการณ์ที่ต่อต้านอำนาจนิยมและต่อต้านทุนนิยม[159]

สังคมนิยมแบบอิสรนิยมมีรากฐานอยู่ในแนวคิดเสรีนิยมคลาสสิกและสังคมนิยม ถึงแม้จะขัดแย้งกับแนวคิดเสรีนิยม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเสรีนิยมใหม่และอิสรนิยมฝ่ายขวา) และสังคมนิยมรัฐแบบอำนาจนิยมอยู่บ่อยครั้งในเวลาเดียวกัน แม้ว่าสังคมนิยมแบบอิสรนิยมจะมีรากฐานอยู่ในทั้งแนวคิดสังคมนิยมและเสรีนิยม แต่ก็มีรูปแบบต่าง ๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากทั้งสองธรรมเนียมการเมืองในระดับที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่นแนวคิดอนาธิปไตยแบบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากเสรีนิยมมากกว่า ในขณะที่แนวคิดอนาธิปไตยแบบคอมมิวนิสต์และแบบสหการนิยมได้รับอิทธิพลจากสังคมนิยมมากกว่า ถึงอย่างนั้นก็ตาม อนาธิปไตยแบบช่วยเหลือซึ่งกันและกันมีต้นกำเนิดมาจากสังคมนิยมในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 (ดังเช่นสังคมนิยมแบบฟูริเย)[160][161] กลับกัน แนวคิดอนาธิปไตยแบบคอมมิวนิสต์และแบบสหการนิยมกลับมีต้นกำเนิดที่เก่าแก่ที่สุดในแนวคิดเสรีนิยมในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 (ดังเช่นการปฏิวัติฝรั่งเศส)[151]

อนาธิปไตยเป็นอุปสรรคอย่างแรก ๆ ต่อแนวคิดแบบแนวหน้านิยมและรัฐนิยม ซึ่งมันสืบพบว่ามีอยู่ในภาคส่วนสำคัญของขบวนการสังคมนิยม นักอนาธิปัตย์กล่าวหาว่าพัฒนาการของการเข้าไปมีส่วนร่วมในรัฐสภา กระทรวงทบวงกรม และพรรคการเมืองจะนำไปสู่คติมูลวิวัติที่ลดลงและการกลายสภาพเป็นกระฎุมพี และการเมืองแห่งรัฐก็จะทำลายปัจเจกภาพและประชาคมที่แท้จริง นักอนาธิปัตย์หลายคนจึงปฏิเสธการจัดระเบียบในรูปแบบของลัทธิมากซ์ และต้องการบ่อนทำลายอำนาจลำดับชั้นผ่านวิธีการรวมกลุ่มทางการเมืองและวัฒนธรรมแบบหลวม ๆ หรือผ่านวิธีการสนับสนุนการจัดระเบียบด้วยหน่วยของการเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจในหน่วย ๆ เดียวนี้เป็นองค์กรเดี่ยว ตามรือเลอ (Otto Rühle) และแนวคิดสหการนิยม นักอนาธิปัตย์หลายคนก็ปฏิเสธอำนาจของปัญญาชนและวิทยาศาสตร์ โดยกล่าวว่า 'ในการยึดครองสถาบันรัฐ และการยกระดับบทบาทของพรรคการเมือง เหล่าปัญญาชนกำลังส่งเสริมหลักการของชนชั้นซึ่งถูกฝังไว้ในสถาบันการเมืองและการปกครอง' โดยถือว่าการปฏิวัตินั้นเกิดขึ้นผ่านพลังของพฤติการณ์และ/หรือสัญชาตญาณขบถที่มีอยู่ในมวลชนเท่านั้น ที่เรียกว่า 'สัญชาตญาณเพื่อเสรีภาพ' ตามบาคูนินและชอมสกี หรือตามคำกล่าวของบาคูนินเอง: 'ทั้งหมดที่ปัจเจกชนจะทำได้นั้นคือการอธิบาย เผยแพร่ และคิดหาความคิดซึ่งสอดคล้องกับสัญชาตญาณของประชาชน'[162]

ลัทธิมากซ์[แก้]

ดูบทความหลักที่: ลัทธิมากซ์แบบอิสรนิยม

แนวคิดลัทธิมากซ์สายอิสรนิยมเริ่มพัฒนาขึ้นหลังเหตุการณ์จำเพาะต่าง ๆ แชมซี โอเจลี กล่าว: "เราพบการแสดงออกซึ่งมุมมองเช่นนี้ครั้งแรก ๆ ใน [วิลเลียม] มอร์ริส และพรรคสังคมนิยมแห่งบริเตนใหญ่ (Socialist Party of Great Britain) (SPGB) และต่อมาในเหตุการณ์ต่าง ๆ ช่วง ค.ศ. 1905 พร้อมกับความกังวลใจที่เพิ่มขึ้นต่อการเพิ่มขึ้นของความเป็นราชการและการลดลงของคติมูลวิวัติในสังคมนิยมนานาชาติ"[163] มอร์ริสได้ก่อตั้งสันนิบาตสังคมนิยม (Socialist League (UK, 1885)) ขึ้นมาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1884 ซึ่งได้รับความสนับสนุนจาก ฟรีดริช เอ็งเงิลส์ และ เอเลนอร์ มาคส์ (Eleanor Marx) ในฐานะที่เป็นหัวหอกภายในองค์กร มอร์ริสได้เริ่มกล่าวคำปราศัยและปาฐกถาอย่างไร้ปรานีทั้งตามมุมถนน ในสมาคมของคนทำงาน และห้องบรรยายต่าง ๆ ทั่วทั้งอังกฤษและสกอตแลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1887 จำนวนนักอนาธิปัตย์เริ่มมีมากกว่าจำนวนนักสังคมนิยมภายในสันนิบาตสังคมนิยม[164] การประชุมประจำปีครั้งที่สามของสันนิบาตที่ลอนดอนในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1887 เป็นหมุดหมายของการเปลี่ยนแปลง ที่ผู้แทนส่วนใหญ่ใน 24 สาขาได้ลงคะแนนสนับสนุนมติที่ผลักดันโดยพวกอนาธิปัตย์ ซึ่งกล่าวว่า "ที่ประชุมนี้สนับสนุนนโยบายที่จะละเว้นซึ่งปฏิบัติการทางรัฐสภา ซึ่งสันนิบาตได้ดำเนินการมาจนกระทั่งบัดนี้ และมองไม่เห็นถึงเหตุผลใดที่ดีเพียงพอที่เราจะเปลี่ยนแปลงมัน"[165] ผลที่ตามมาคือ สันนิบาตได้เสียแรงสนับสนุนของ เอ็งเงิลส์ ไป และ เอเลนอร์ มาคส์ กับคู่รักของเธอ เอ็ดเวิร์ด เอฟเวอลิง ได้ออกมาก่อตั้งองค์กรแยกออกมาชื่อว่า สมาคมสังคมนิยมบลูมส์บรี (Bloomsbury Socialist Society)[166]

ในช่วงระหว่างและภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ด้วยความผิดหวังในการยอมจำนนของนักประชาธิปไตยสังคมนิยม ด้วยความตื่นเต้นจากการเกิดขึ้นของสภาคนทำงาน และด้วยการเอาตัวออกห่างจากลัทธิเลนิน นักคอมมิวนิสต์หลายคนกลับปฏิเสธคำกล่าวอ้างต่าง ๆ ของพรรคการเมืองสังคมนิยม และกลายมามีความเชื่อมั่นในมวลชน โดย "สัญชาตญาณของมวลชนสามารถมีอัฉริยภาพมากกว่างานชิ้นใด ๆ ของอัฉริยะผู้ยิ่งใหญ่คน ๆ เดียว" [167] จุดยืนที่ฝ่ายซ้ายจัดในช่วงเวลานั้นหยิบยกมาใช้ ก็เช่นลัทธิแรงงานนิยม (workerism) และคติการเกิดเอง (spontaneism) ของ โรซา ลุคเซิมบวร์ค ตัวอย่างเช่น อันโตนี ปันเนอคุก (Antonie Pannekoek), เฮ็นริเอ็ตเทอ โรลันด์ โฮลสท์ (Henriette Roland Holst) และ แฮร์มัน ฆอร์เทอร์ (Herman Gorter) ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซิลเวีย แพงค์เฮิร์สต์ ที่ประเทศอังกฤษ อันโตนีโอ กรัมชี ที่ประเทศอิตาลี และ เจิร์จ ลุกาช (György Lukács) ที่ประเทศฮังการี ซึ่งด้วยแนวคิดนี้เผด็จการโดยชนกรรมาชีพ (dictatorship of the proletariat) จะเป็นระบอบเผด็จการของชนชั้นดังกล่าว ไม่ใช่เผด็จการของพรรคการเมืองหรือพรรคพวกใด[168] แต่ความตึงเครียดระหว่างคติต่อต้านแนวหน้านิยมกับแนวหน้านิยมก็จบลงได้สองทางซึ่งตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการเลี้ยวเข้าสู่พรรคการเมืองประการแรก และการโน้มเอียงสู่คติของการปฏิวัติที่เกิดเองโดยสัมบูรณ์จากชนกรรมาชีพประการที่สอง กรัมชีและลุกาชคือตัวอย่างของประการแรก และประการที่สองพบได้ในแนวโน้มซึ่งพัฒนามาจากฝ่ายซ้ายจัดดัตช์และเยอรมัน ซึ่งมีแนวโน้มสู่การขจัดรูปแบบแบบพรรคการเมืองให้สิ้นไป[169]

ในสหภาพโซเวียตที่เพิ่งก่อกำเนิดขึ้น ก็เกิดการก่อการกำเริบโดยฝ่ายซ้ายต่อต้านบอลเชวิค (left-wing uprisings against the Bolsheviks) ซึ่งเป็นการกบฏและการก่อการการกำเริบจำนวนหนึ่งที่ต่อต้านพวกบอลเชวิค ซึ่งถูกนำหรือได้รับการสนับสนุนโดยฝ่ายซ้าย อาทิ พรรคปฏิวัติสังคมนิยม (Socialist Revolutionary Party)[170] นักปฏิวัติสังคมนิยมฝ่ายซ้าย (Left Socialist-Revolutionaries) พวกเมนเชวิค (Mensheviks) และนักอนาธิปไตย[171] บางส่วนสนับสนุนขบวนการขาว (White Movement) ในขณะที่บางส่วนพยายามเป็นอำนาจอิสระ การก่อการกำเริบเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1918 และต่อเนื่องมาจนสงครามกลางเมืองรัสเซีย และต่อไปจนถึง ค.ศ. 1922 พวกบอลเชวิคก็เริ่มล้มเลิกความพยายามที่จะนำกลุ่มเหล่านี้มาเข้าร่วมรัฐบาลและเริ่มปราบปรามพวกเขาโดยใช้กำลังเป็นการตอบโต้ โดย วลาดีมีร์ เลนิน ก็ได้โจมตีนักวิจารณ์พรรคบอลเชวิคหลายคนซึ่งมีจุดยืนที่ซ้ายกว่าพวกเขาในงานของเขาเอง ชื่อว่า "Left-Wing" Communism: An Infantile Disorder

นักสังคมนิยมแบบมากซิสต์อิสรนิยมหลายคนมองว่าความล้มละลายทางการเมืองของสังคมนิยมแบบดั้งเดิมแสดงถึงความจำเป็นของความก้าวหน้าทางทฤษฎี ไม่ว่าจะเป็นความหัวรั้นในเรื่องเชิงทฤษฎีแบบมากซ์อย่างที่สุดซึ่งนักลัทธิบอร์ดีกา (Bordigism) และพรรค SPGB สนับสนุน หรือจะเป็นการถอยกลับ "หลังมากซ์" ไปสู่แบบแผนของการต่อต้านปฏิฐานนิยม (Antipositivism) ของแนวคิดจิตนิยมเยอรมัน (German idealism) ของนักสังคมนิยมอื่น ๆ แนวคิดสังคมนิยมแบบอิสรนิยมมักจะเชื่อมโยงความปรารถนาทางการเมืองที่จะต่อต้านอำนาจนิยมว่าเป็นความแตกต่างทางทฤษฎีของมันจากแบบดั้งเดิม[172] ตัวอย่างเช่น คาร์ล คอร์ช (Karl Korsch) เขาเป็นนักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมเป็นส่วนใหญ่ของชีวิตเขา ก็เพราะแรงผลักดันที่ฝังแน่นของเขาต่อความเปิดกว้างทางทฤษฎีในงานของเขา เขาปฏิเสธสิ่งที่เป็นนิรันดร์และสถิตสถาพร และสนใจในบทบาทที่สำคัญของสิ่งเชิงปฏิบัติที่มีต่อความเท็จจริงของทฤษฎีอันหนึ่ง โดยไม่มีทฤษฎีใดที่หนีประวัติศาสตร์ได้ แม้แต่ลัทธิมากซ์ก็ตาม ในทำนองนี้ คอร์ชให้เครดิตสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดงานเขียน ทุน ของมากซ์ว่า คือขบวนการการเคลื่อนไหวของชนชั้นที่ถูกกดขี่[173]

นักลัทธิมากซ์แบบอิสรนิยมปฏิเสธทุนนิยมและรัฐ บางคนจึงเป็นแนวร่วมกับนักอนาธิปัตย์เพื่อต่อต้านทั้งประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนแบบทุนนิยมและลัทธิมากซ์แบบอำนาจนิยม แม้นักอนาธิปัตย์และนักลัทธิมากซ์จะมีจุดหมายสุดท้ายอย่างเดียวกันนั่นคือสังคมไร้รัฐ นักอนาธิปัตย์วิจารณ์นักลัทธิมากซ์ว่าไปสนับสนุนระยะเปลี่ยนผ่านซึ่งใช้รัฐเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายนี้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มลัทธิมากซ์แบบอิสรนิยมอย่างลัทธิมากซ์อัตตาณัติและลัทธิคอมมิวนิสต์แบบองค์คณะนิยมนั้นได้มีความเกี่ยวโยงกับขบวนการอนาธิปไตยในประวัติศาสตร์ ขบวนการอนาธิปไตยเคยมีความขัดแย้งกับทั้งกำลังของทุนนิยมและลัทธิมากซ์ และบางครั้งก็ต้องพบเจอทั้งสองในเวลาเดียวกันอย่างสงครามกลางเมืองสเปน แต่ในบริบทดังกล่าวนักลัทธิมากซ์ก็แตกแยกกันว่าจะสนับสนุนหรือต่อต้านอนาธิปไตย การประหัตประหารทางการเมืองอื่น ๆ ภายใต้พรรคการเมืองแบบอำมาตย์ก็ส่งผลให้เกิดการเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงทางประวัติศาสตร์ระหว่างนักอนาธิปัตย์และนักลัทธิมากซ์แบบอิสรนิยมในฝั่งหนึ่งกับนักลัทธิมากซ์เลนินและแนวคิดที่สืบต่อมาอื่น ๆ อาทิ ลัทธิเหมา ในอีกฝั่ง ในประวัติศาสตร์ไม่นานมานี้ นักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมได้สร้างพันธไมตรีกับกลุ่มลัทธิมากซ์-เลนินหลายครั้งคราวเพื่อประท้วงต่อต้านสถาบันที่ทั้งสองปฏิเสธ ความเป็นปรปักษ์ส่นหนึ่งตามรอยจากสมาคมกรรมกรสากล (International Workingmen's Association) หรือสากลที่หนึ่ง สภาของคนทำงานสายมูลวิวัติ (Classical radicalism) ที่ มีฮาอิล บาคูนิน ซึ่งเป็นตัวแทนของมุมมองแบบอนาธิปไตย และ คาร์ล มาคส์ ซึ่งนักอนาธิปัตย์กล่าวหาว่าเป็น "พวกอำนาจนิยม" ได้มีความขัดแย้งกันในหลายประเด็น มุมมองของบาคูนินเกี่ยวกับความชอบธรรมของรัฐในฐานะที่เป็นสถาบันและหน้าที่ของการเมืองเลือกตั้งนั้นอยู่ตรงกันข้ามสุดขั้วกับมุมมองของมาคส์ในสากลที่หนึ่ง ในที่สุดความขัดแย้งระหว่างมาคส์และบาคูนินนำไปสู่การเข้าควบคุมสากลที่หนึ่งของมาคส์และเขาได้ขับไล่บาคูนินกับผู้ติดตามของเขาออกไปจากองค์กร นี่เป็นจุดเริ่มต้นของความอาฆาตและรอยร้าวระหว่างนักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "นักคอมมิวนิสต์อำนาจนิยม" หรืออีกแบบคือ "พวกอำนาจนิยม" เปล่า ๆ นักลัทธิมากซ์บางคนได้ก่อรูปร่างมุมมองที่ใกล้เคียงกับสหการนิยมและจึงแสดงความเกี่ยวดองกับความคิดแบบอนาธิปไตยมากกว่า นักสังคมนิยมแบบอิสรนิยมหลายคนเช่น โนม ชอมสกี เชื่อว่าอนาธิปไตยมีส่วนร่วมมากยิ่งกับลัทธิมากซ์บางประเภท อาทิ ลัทธิคอมมิวนิสต์แบบองค์คณะนิยมของ อันโตนี ปันเนอคุก ในงานเขียนชื่อว่า Notes on Anarchism ชอมสกีเสนอถึงความเป็นไปได้ "ที่ลัทธิคอมมิวนิสต์แบบองค์คณะนิยมบางรูปแบบเป็นรูปแบบธรรมชาติของสังคมนิยมปฏิวัติ (Revolutionary socialism) ภายในสังคมอุตสาหกรรม (Industrialization) มันสะท้อนถึงความเชื่อว่าประชาธิปไตยนั้นมีข้อจำกัดอย่างยิ่งเมื่อระบบอุตสาหกรรมถูกควบคุมโดยอภิชนอัตตาธิปัตย์ไม่ว่าในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ ผู้จัดการ นักวิชาการ พรรค 'แนวหน้า' หรือระบบรัฐราชการก็ตาม"[174]

ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 กลุ่มสังคมนิยมแบบอิสรนิยมบางกลุ่มก่อตัวขึ้นจากความไม่เห็นพ้องกับลัทธิทรอตสกี (Trostkyism) ซึ่งแสดงตนเป็นแนวคิดลัทธิเลนินที่ต่อต้านลัทธิสตาลิน กล่าวคือ กลุ่มฝรั่งเศสชื่อว่า ซอซียาลิสมูบาร์บารี (Socialisme ou Barbarie) ได้กำเนิดขึ้นจากสากลที่สี่ ซึ่ง กอร์นีลิโอส กัสโตริอาดิส และ โกลด เลอฟอร์ (Claude Lefort) เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโชลิเยอ-มงตาลในพรรคคอมมิวนิสต์สากลฝรั่งเศส (Internationalist Communist Party (France)) ใน ค.ศ. 1946 และใน ค.ศ. 1948 พวกเขาประสบกับ "ความหมดความเชื่อถือเป็นครั้งสุดท้ายในลัทธิทรอตสกี"[175] ซึ่งนำพาให้พวกเขาแยกตัวออกมาเพื่อก่อตั้งซอซียาลิสมูบาร์บารี ซึ่งเริ่มตีพิมพ์วารสารของตัวเองออกมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1949 กัสโตริอาดิสกล่าวต่อว่าในช่วงเวลานี้ "กลุ่มผู้ชมของกลุ่มและวารสารนี้ส่วนมากเป็นกลุ่มของคนแก่ฝ่ายซ้ายสายมูลวิวัติ: นักลัทธิบอร์ดีกา นักคอมมิวนิสต์แบบองค์คณะนิยม นักอนาธิปไตยจำนวนหนึ่ง และผลิตผลบางส่วนของ 'ฝ่ายซ้าย' เยอรมันในยุคคริสต์ทศวรรษ 1920"[176] เช่นเดียวกันในสหราชอาณาจักร กลุ่มโซลิดาริตี (Solidarity (UK)) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1960 โดยกลุ่มของสมาชิกกลุ่มเล็กที่ถูกขับออกจากสันนิบาตแรงงานสังคมนิยม (Workers Revolutionary Party (UK)) ลัทธิทรอตสกี กลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลสูงตั้งแต่แรกจากกลุ่มซอซียาลิสมูบาร์บารีในฝรั่งเศส โดยเฉพาะจากผู้นำทางความคิดของมัน กอร์นีลิโอส กัสโตริอาดิส ซึ่งกลุ่มโซลิดาริตีได้ผลิตเผยแพร่ใบปลิวของความเรียงของเขาหลายใบ ผู้นำทางความคิดของกลุ่มนี้คือ คริส พาลลิส (Chris Pallis) ซึ่งเขียนด้วยนามปากกา Maurice Brinton (มอริซ บรินตัน)[177]

ตั้งแต่ ค.ศ. 1967 เป็นต้นมาในสาธารณรัฐประชาชนจีน คำว่าซ้ายจัด (Ultra-leftism) และคอมมิวนิสต์ฝ่ายซ้ายหมายถึงทฤษฎีและปฏิบัติการทางการเมืองซึ่งนิยามตัวเองว่าอยู่ซ้ายกว่าของผู้นำลัทธิเหมาส่วนกลางในช่วงจุดสูงสุดของการปฏิวัติทางวัฒนธรรมใหญ่ของกรรมาชีพ คำนี้ยังถูกใช้ย้อนหลังเพื่อเรียกอนาธิปไตยในประเทศจีน (Anarchism in China) พวกแรก ๆ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 20 พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้คำว่า "ซ้ายจัด" เป็นคำเหยียดอย่างกว้าง ๆ เพื่อประณามกลุ่มใดที่อยู่ซ้ายไปกว่าแนวทางพรรค (Party line (politics)) อิงตามการใช้งานในช่วงหลัง ใน ค.ศ. 1978 คณะกรรมการกลาง (Central Committee) พรรคคอมมิวนิสต์จีนประณามแนวทางของ เหมา เจ๋อตง ว่าเป็นแนวคิดซ้ายจัดตั้งแต่ ค.ศ. 1956 จนถึง ค.ศ. 1976 เมื่อเหมาได้เสียชีวิตไป คำว่าซ้ายจัดยังหมายถึงจุดยืนของกบฏของการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่แยกตัวออกจากแนวทางลัทธิเหมาส่วนกลางไปด้วยการระบุถึงความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ (antagonistic contradiction) ระหว่างรัฐพรรคของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสาธารณรัฐประชาชนจีนเองกับมวลชนของคนทำงานและชาวนา[178] ที่ร่วมกันประกอบเป็นชนชั้นกรรมาชีพที่ถูกแยกออกจากการควบคุมที่มีนัยสำคัญใด ๆ เหนือการผลิตหรือการกระจาย ในขณะที่แนวทางลัทธิเหมาส่วนกลางยืนยีนว่ามวลชนนั้นควบคุมปัจจัยการผลิตผ่านการเป็นสื่อกลางของพรรค พวกซ้ายจัดกล่าวว่าผลประโยชน์เชิงรูปธรรมของอำมาตย์นั้นถูกกำหนดในเชิงโครงสร้างโดยรูปแบบรัฐรวมศูนย์ และเป็นปรปักษ์โดยตรงกับผลประโยชน์เชิงรูปธรรมของมวลชน ไม่ว่าความคิดของอำมาตย์คนใดจะเป็นสังคมนิยมมากเท่าไหร่ก็ตาม ในขณะที่ผู้นำลัทธิเหมาส่วนกลางส่งเสริมให้มวลชนวิจารณ์ความคิดและนิสัยแบบปฏิกิริยาที่กล่าวหาว่ามีอยู่ในกลุ่มแกนนำไม่ดีห้าเปอร์เซ็นต์ และให้โอกาสที่พวกเขาจะ "กลับตัวกลับใจ" หลังจากได้รับ "การปฏิรูปทางความคิด" แต่พวกซ้ายจัดกล่าวว่าการปฏิวัติทางวัฒนธรรมต้องนำทางไปสู่การปฏิวัติทางการเมือง "ที่ชนชั้นหนึ่งจะโค่นล้มอีกชนชั้นหนึ่ง"[179][180]

ใน ค.ศ. 1969 นักอนาธิปัตย์-คอมมิวนิสต์ แพลตฟอร์มิสต์ (platformist) ชาวฝรั่งเศส ดาเนียล เกแร็ง (Daniel Guérin) ได้เผยแพร่ความเรียงชื่อว่า Libertarian Marxism? ที่เขาเขียนถึงการโต้วาทีระหว่าง คาร์ล มาคส์ และ มีฮาอิล บาคูนิน ที่สากลที่หนึ่งและต่อ ๆ มา เขาเสนอว่า "ลัทธิมากซ์แบบอิสรนิยมปฏิเสธนิยัตินิยมและชะตานิยม (fatalism) โดยให้พื้นที่มากยิ่งกว่ากับเจตจำนงปัจเจก อัชฌัตติกญาณ จินตนาการ ความเร็วรีเฟล็กซ์ และสัญชาตญาณเบื้องลึกของมวลชน ซึ่งมองเห็นได้กว้างกว่าในช่วงเวลาวิกฤต มากกว่าการให้เหตุผลของ 'อภิชน' ลัทธิมากซ์แบบอิสรนิยมคิดถึงผลของความประหลาดใจ การยั่วยุ และความกล้าหาญ ปฏิเสธที่จะยุ่งเหยิงหรือเป็นอัมพาตด้วยเครื่องมือหนัก 'เชิงวิทยาศาสตร์' ไม่พูดกำกวมหรือหลอกลวง และพิทักษ์ตนเองจากคติผจญภัยพอ ๆ กันกับจากความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้"[181] ในสหรัฐ มีสิ่งพิมพ์ชื่อว่า Root & Branch ซึ่งมีหัวข้อย่อยเขียนไว้ว่า "วารสารลัทธิมากซ์แบบอิสรนิยม"[182] ใน ค.ศ. 1974 วารสาร Libertarian Communism ถูกริเริ่มในสหราชอาณาจักรโดยคนกลุ่มหนึ่งในพรรคสังคมนิยมแห่งบริเตนใหญ่[183]

ลัทธิมากซ์อัตตาณัติ ลัทธิมากซ์ใหม่ (neo-Marxism) และทฤษฎีสถานการณ์นิยม (Situationist International) ก็ถูกถือว่าเป็นลัทธิมากซ์ประเภทที่ต่อต้านอำนาจนิยมซึ่งอยู่ในธรรมเนียมของสังคมนิยมแบบอิสรนิยม[184] ในคริสต์ทศวรรษ 1980 และ 1990 ได้มีการพัฒนาขึ้นของกลุ่มหลายกลุ่มเช่นกลุ่ม Kolinko, Kurasje และ Wildcat ในประเทศเยอรมนี Aufheben ในประเทศอังกฤษ Theorie Communiste ในประเทศฝรั่งเศส TPTG (Τα παιδιά της γαλαρίας) ในประเทศกรีซ และ Kamunist Kranti ในประเทศอินเดีย พวกเขายังเกี่ยวข้องกับกลุ่มอื่น ๆ ในประเทศอื่น และผสมผสานแนวคิดออโตโนเมีย (Autonomia), ลัทธิแรงงานนิยม, ลัทธิมากซ์แบบเฮเกิล, งานของกลุ่มจอห์นสัน-ฟอเรสต์ (Johnson-Forest Tendency), ลัทธิมากซ์แบบเปิด (Open Marxism), ICO (Informations et correspondances ouvrières), สากลสถานการณ์นิยม, อนาธิปไตย และลัทธิมากซ์เยอรมันหลัง ค.ศ. 1968[18]

อ้างอิง[แก้]

  1. Ostergaard 1991
  2. 2.0 2.1 Chomsky 2004, p. 739
  3. Gale, Cengage Learning (2015). "Socialist Anarchism". A Study Guide for Political Theories for Students: Anarchism. ฟาร์มิงตันฮิลส์ รัฐมิชิแกน: Gale. ISBN 9781410333056.
  4. Bose, Atindranath (1967). A History of Anarchism. โกลกาตา: World Press.
  5. Bakunin, Mikhail (1953). "Stateless Socialism: Anarchism". ใน Maximoff, G. P. (บ.ก.). The Political Philosophy of Bakunin (PDF). นครนิวยอร์ก: The Free Press. เก็บ (PDF) จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 ตุลาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 15 ตุลาคม 2021.
  6. McKay et al. 2009, p. 2103: "Socialism, anarchists argue, can only mean a classless and anti-authoritarian (i.e. libertarian) society in which people manage their own affairs,"
  7. 7.0 7.1 Long 2012, p. 223: "In the meantime, anarchist theories of a more communist or collectivist character had been developing as well. One important pioneer is French anarcho-communists Joseph Déjacque (1821–1864), who [...] appears to have been the first thinker to adopt the term 'libertarian' for this position; hence 'libertarianism' initially denoted a communist rather than a free-market ideology."
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 Long 1998, p. 305: "LibSocs share with LibCaps an aversion to any interference with freedom of thought, expression, or choice of lifestyle. [...] Rather, LibSocs see capitalist property relations as a form of domination, and thus as antagonistic to freedom. Yet, unlike other socialists, they tend (to various different degrees, depending on the thinker) to be skeptical of centralized state intervention as the solution to capitalist exploitation, preferring a system of popular self governance via networks of decentralized, local, voluntary, participatory, cooperative associations-sometimes as a complement to and check on state power [...]."
  9. 9.0 9.1 Diemer 1977: "What is implied by the term 'libertarian socialism'?:
    • The idea that socialism is first and foremost about freedom and therefore about overcoming the domination, repression, and alienation that block the free flow of human creativity, thought, and action. We do not equate socialism with planning, state control, or nationalization of industry, although we understand that in a socialist society (not "under" socialism) economic activity will be collectively controlled, managed, planned, and owned. [...] We think that socialism is incompatible with one-party states, with constraints on freedom of speech, with an elite exercising power 'on behalf of' the people, with leader cults, with any of the other devices by which the dying society seeks to portray itself as the new society.
    • An approach to socialism that incorporates cultural revolution, women's and children's liberation, and the critique and transformation of daily life, as well as the more traditional concerns of socialist politics. A politics that is completely revolutionary because it seeks to transform all of reality. [...] Capitalism is a total system that invades all areas of life: socialism must be the overcoming of capitalist reality in its entirety, or it is nothing."
  10. McKay et al. 2009, p. 2105: "Therefore, rather than being an oxymoron, “libertarian socialism” indicates that true socialism must be libertarian and that a libertarian who is not a socialist is a phoney. As true socialists oppose wage labour, they must also oppose the state for the same reasons."
  11. 11.0 11.1 McKay et al. 2009, p. 2106: "So, libertarian socialism rejects the idea of state ownership and control of the economy, along with the state as such. Through workers’ self-management it proposes to bring an end to authority, exploitation, and hierarchy in production."
  12. 12.0 12.1 Kinna & Prichard 2012, p. 13: "Their analysis treats libertarian socialism as a form of anti-parliamentary, democratic, antibureaucratic grass roots socialist organisation, strongly linked to working class activism. Locating libertarian socialism in a grey area between anarchist and Marxist extremes, they argue that the multiple experiences of historical convergence remain inspirational and that, through these examples, the hope of socialist transformation survives."
  13. Masquelier 2014, p. 189: "What is of particular interest here, however, is the appeal to a form of emancipation grounded in decentralized, cooperative and democratic forms of political and economic governance which most libertarian socialist visions, including Cole's, tend to share."
  14. Bookchin, Murray; Biehl, Janet (1997). The Murray Bookchin Reader. Cassell. p. 170. ISBN 0304338737.
  15. Hicks, Steven V.; Shannon, Daniel E. (2003). The American Journal of Economics and Sociology. Blackwell Publisher. p. 612.
  16. 16.0 16.1 Marshall, Peter (2009) [1991]. Demanding the Impossible: A History of Anarchism (POLS ed.). โอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย: PM Press. p. 641. ISBN 9781604860641. Left libertarianism can therefore range from the decentralist who wishes to limit and devolve State power, to the syndicalist who wants to abolish it altogether. It can even encompass the Fabians and the social democrats who wish to socialize the economy but who still see a limited role for the State.
  17. 17.0 17.1 Chomsky, Noam (1 กุมภาพันธ์ 1970). Government in the Future (PDF). นครนิวยอร์ก: The Poetry Center. สืบค้นเมื่อ 16 ตุลาคม 2021.
  18. 18.0 18.1 Wright, Chris (27 ตุลาคม 2005). "A libertarian Marxist tendency map". Libcom.org. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 3 สิงหาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2021.
  19. 19.0 19.1 Cabrita, MJ (16 กันยายน 2013) [2009]. "MENDES, Manuel da Silva, Socialismo Libertário ou Anarchismo". Cultura [Online] (ภาษาโปรตุเกส). 26: 307–310. doi:10.4000/cultura.575. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2021.
  20. Leval, Gaston (1959), Libertarian socialism: a practical outline, สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2021, We therefore foresee a Society in which all activities will be coordinated, a structure that has, at the same time, sufficient flexibility to permit the greatest possible autonomy for social life, or for the life of each enterprise, and enough cohesiveness to prevent all disorder. [...] In a well-organized society, all of these things must be systematically accomplished by means of parallel federations, vertically united at the highest levels, constituting one vast organism in which all economic functions will be performed in solidarity with all others and that will permanently preserve the necessary cohesion.
  21. Rocker, Rudolf (2004). Anarcho-Syndicalism: Theory and Practice. AK Press. p. 65. ISBN 9781902593920.
  22. Chomsky, Noam (1986). "The Soviet Union Versus Socialism". Chomsky.info. สืบค้นเมื่อ 22 November 2015. Libertarian socialism, furthermore, does not limit its aims to democratic control by producers over production, but seeks to abolish all forms of domination and hierarchy in every aspect of social and personal life, an unending struggle, since progress in achieving a more just society will lead to new insight and understanding of forms of oppression that may be concealed in traditional practice and consciousness.
  23. McLaughlin, Paul (2007). Anarchism and Authority: A Philosophical Introduction to Classical Anarchism. AshGate. p. 1. ISBN 9780754661962. Authority is defined in terms of the right to exercise social control (as explored in the "sociology of power") and the correlative duty to obey (as explored in the "philosophy of practical reason"). Anarchism is distinguished, philosophically, by its scepticism towards such moral relations – by its questioning of the claims made for such normative power – and, practically, by its challenge to those "authoritative" powers which cannot justify their claims and which are therefore deemed illegitimate or without moral foundation.
  24. "Principles of The International of Anarchist Federations". International of Anarchist Federations. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 5 January 2012. สืบค้นเมื่อ 17 December 2012. The IAF – IFA fights for: the abolition of all forms of authority whether economical, political, social, religious, cultural or sexual.
  25. Goldman 1910, p. 7, Anarchism: What It Really Stands For: "Anarchism, then, really stands for the liberation of the human mind from the dominion of religion; the liberation of the human body from the dominion of property; liberation from the shackles and restraint of government. Anarchism stands for a social order based on the free grouping of individuals for the purpose of producing real social wealth; an order that will guarantee to every human being free access to the earth and full enjoyment of the necessities of life, according to individual desires, tastes, and inclinations."
  26. Tucker 1926, Sociology: "They found that they must turn either to the right or to the left, – follow either the path of Authority or the path of Liberty. Marx went one way; Warren and Proudhon the other. Thus were born State Socialism and Anarchism. [...] Authority, takes many shapes, but, broadly speaking, her enemies divide themselves into three classes: first, those who abhor her both as a means and as an end of progress, opposing her openly, avowedly, sincerely, consistently, universally; second, those who profess to believe in her as a means of progress, but who accept her only so far as they think she will subserve their own selfish interests, denying her and her blessings to the rest of the world; third, those who distrust her as a means of progress, believing in her only as an end to be obtained by first trampling upon, violating, and outraging her. These three phases of opposition to Liberty are met in almost every sphere of thought and human activity. Good representatives of the first are seen in the Catholic Church and the Russian autocracy; of the second, in the Protestant Church and the Manchester school of politics and political economy; of the third, in the atheism of Gambetta and the socialism of Karl Marx."
  27. Brown 2002, p. 106
  28. 28.0 28.1 O'Neil, John (1998). The Market: Ethics, Knowledge, and Politics. Routledge. p. 3. ISBN 9780415098274. It is forgotten that the early defenders of commercial society like [Adam] Smith were as much concerned with criticising the associational blocks to mobile labour represented by guilds as they were to the activities of the state. The history of socialist thought includes a long associational and anti-statist tradition prior to the political victory of the Bolshevism in the east and varieties of Fabianism in the west.
  29. El-Ojeili 2015, p. 8
  30. Ackelsberg, Martha A. (2005). "Anarchist Revolution and the Liberation of Women". Free Women of Spain: Anarchism and the Struggle for the Emancipation of Women. AK Press. p. 41. ISBN 9781902593968.
  31. Brooks 1994, p. 74.
  32. Macdonald, Dwight (1995) [1946]. The Root Is Man. บรุกลิน นครนิวยอร์ก: Autonomedia. By 'socialism' I mean a classless society in which the State has disappeared, production is cooperative, and no man has political or economic power over another. The touchstone would be the extent to which each individual could develop his own talents and personality.
  33. 33.0 33.1 The Anarchist FAQ Editorial Collective (2008). "150 years of Libertarian". Freedom. 69 (23–4).
  34. Graham, Robert (23 มิถุนายน 2015). We Do Not Fear Anarchy—We Invoke It: The First International and the Origins of the Anarchist Movement. AK Press. p. 8. ISBN 9781849352116.
  35. 35.0 35.1 Long 2012, p. 227: "In its oldest sense, it is a synonym either for anarchism in general or social anarchism in particular. Later it became a term for the left or Konkinite wing of the free-market libertarian movement, and has since come to cover a range of pro-market but anti-capitalist positions, mostly individualist anarchist, including agorism and mutualism, often with an implication of sympathies (such as for radical feminism or the labor movement) not usually shared by anarcho-capitalists. In a third sense it has recently come to be applied to a position combining individual self-ownership with an egalitarian approach to natural resources; most proponents of this position are not anarchists".
  36. Perlin, Terry M. (1979). Contemporary Anarchism. Transaction Publishers. p. 40. ISBN 978-0-87855-097-5.
  37. Franks, Benjamin (สิงหาคม 2013). Freeden, Michael; Stears, Marc (บ.ก.). "Anarchism". The Oxford Handbook of Political Ideologies. Oxford University Press: 385–404. doi:10.1093/oxfordhb/9780199585977.013.0001.
  38. Wood, Ellen Meiksins (1972). Mind and Politics: An Approach to the Meaning of Liberal and Socialist Individualism. University of California Press. p. 7. ISBN 9780520332478.
  39. Bookchin, Murray (1987). "An Appeal for Social and Ecological Sanity" (PDF). The Modern Crisis. Black Rose Books. pp. 154–155. ISBN 9780920057612. เก็บ (PDF) จากแหล่งเดิมเมื่อ 28 มิถุนายน 2019.
  40. Chomsky 1970a: "[...] must oppose private ownership of the means of production and the wage slavery which is a component of this system, as incompatible with the principle that labor must be freely undertaken and under the control of the producer."
  41. 41.0 41.1 Carlson, Jennifer D. (2012). "Libertarianism". ใน Miller, Wilburn R. (บ.ก.). The Social History of Crime and Punishment in America. ลอนดอน: SAGE. p. 1006. ISBN 9781412988766. There exist three major camps in libertarian thought: right-libertarianism, socialist libertarianism, and left-libertarianism; the extent to which these represent distinct ideologies as opposed to variations on a theme is contested by scholars. [...] [S]ocialist libertarians view any concentration of power into the hands of a few (whether politically or economically) as antithetical to freedom and thus advocate for the simultaneous abolition of both government and capitalism.
  42. Long 1998, p. 306
  43. Turcato, Davide (2012). "Patient Work in the Light of Day". Making Sense of Anarchism: Errico Malatesta's Experiments with Revolution. Palgrave Macmillan. p. 137. ISBN 9780230301795. Malatesta proclaimed the socialist character of anarchism and urged anarchists to regain contact with the working masses, especially through involvement in the labor movement.
  44. Rothenberg, Mel (1995). "Lenin on the State". Science & Society. 59 (3): 418–436. ISSN 0036-8237. JSTOR 40403511.
  45. Kinna & Prichard 2012, p. 2: "[...] and the anarchist rejection of the idea that the transition from capitalism to socialism requires a period of transition in which state power is captured and used as an instrument of change, before ‘withering away’."
  46. Sims, Franwa (2006). The Anacostia Diaries As It Is. Lulu Press. p. 160.
  47. McKay et al. 2009, p. 1549: "(Benjamin) Tucker referred to himself many times as a socialist and considered his philosophy to be 'Anarchistic socialism.'"
  48. Armand, Émile (1907), Anarchist Individualism as a Life and Activity, คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2021, สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2021, inwardly he remains refractory – fatally refractory – morally, intellectually, economically (The capitalist economy and the directed economy, the speculators and the fabricators of single are equally repugnant to him.)
  49. 49.0 49.1 Sabatini, Peter (1994–1995), Libertarianism: Bogus Anarchy, of early to mid-19th century, there appeared an array of communal and "utopian" counterculture groups (including the so-called free love movement). William Godwin's anarchism exerted an ideological influence on some of this, but more so the socialism of Robert Owen and Charles Fourier. After success of his British venture, Owen himself established a cooperative community within the United States at New Harmony, Indiana during 1825. One member of this commune was Josiah Warren (1798–1874), considered to be the first individualist anarchist.CS1 maint: date format (link)
  50. Chartier & Gary 2011: "It introduces an eye-opening approach to radical social thought, rooted equally in libertarian socialism and market anarchism."
  51. "A Mutualist FAQ: A.4. Are Mutualists Socialists?". Mutualist.org. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 มิถุนายน 2009. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2021.
  52. Masquelier 2014, p. 190: "It is by meeting such a twofold requirement that the libertarian socialism of G.D.H. Cole could be said to offer timely and sustainable avenues for the institutionalization of the liberal value of autonomy [...]."
  53. Boraman 2012, p. 268: "Councilism and anarchism loosely merged into 'libertarian socialism', offering a non-dogmatic path by which both council communism and anarchism could be updated for the changed conditions of the time, and for the new forms of proletarian resistance to these new conditions."
  54. 54.0 54.1 Bookchin, Murray (1992). The Ghost of Anarcho-Syndicalism.
  55. 55.0 55.1 Graham, Robert, The General Idea of Proudhon’s Revolution, สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2021
  56. 56.0 56.1 56.2 Bromley, Kent (1906). "Preface". ใน Kropotkin, Peter (บ.ก.). The Conquest of Bread. นครนิวยอร์กและลอนดอน: G. P. Putnam's Sons.
  57. Hahnel 2005, p. 138
  58. Draper, Hal (17 มีนาคม 1971). "The Principle of Self-Emancipation in Marx and Engels". The Socialist Register. Monthly Review Press. 4: 81–109. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 25 พฤษภาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 5 มกราคม 2019.CS1 maint: date and year (link)
  59. Screpanti, Ernesto (1 กรกฎาคม 2007). Libertarian Communism: Marx, Engels and the Political Economy of Freedom. ลอนดอน: Palgrave Macmillan. doi:10.1057/9780230596474. ISBN 9780230018969.CS1 maint: date and year (link)
  60. Gorter, Herman; Pannekoek, Anton; Pankhurst, Sylvia (31 ตุลาคม 2007). Non-Leninist Marxism: Writings on the Workers Councils. เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัฐฟลอริดา: Red and Black Publishers. ISBN 9780979181368.CS1 maint: date and year (link)
  61. Dupuis-Déri, Francis (2008). "Herbert Marcuse altermondialiste ?" (PDF). Variations (ภาษาฝรั่งเศส). 11: 62–81. doi:10.4000/variations.265. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2015. สืบค้นเมื่อ 29 ตุลาคม 2021 – โดยทาง OpenEdition.
  62. Purkis, Jonathan; Bowen, James (2004). Changing Anarchism. Manchester University Press. pp. 165, 179. doi:10.9760/mupoa/9780719066948. ISBN 9780719066948.
  63. Allsopp, Harriet; van Wilgenburg, Wladimir (2019). "Identity and Representation II: The Democratic Autonomy Project". The Kurds of Northern Syria. Volume 2: Governance, Diversity and Conflicts. ลอนดอน; นครนิวยอร์ก; ฯลฯ: I.B. Tauris. pp. 156–163. doi:10.5040/9781788315944.0013. ISBN 9781838604455.
  64. Graeber, David (2004). Fragments of an anarchist anthropology (PDF) (2nd pr. ed.). Chicago: Prickly Paradigm Press. pp. 22–23, 26–29. ISBN 9780972819640. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 2020-09-03.
  65. 65.0 65.1 Chomsky 2004, p. 775
  66. Brown 2002, p. 117
  67. Vrousalis, N. (2011). "Libertarian Socialism: A Better Reconciliation between Equality and Self-Ownership". Social Theory and Practice. Florida State University Department of Philosophy. 37 (2): 211–226. ISSN 0037-802X. JSTOR 23558541. SSRN 1703457 – โดยทาง JSTOR.
  68. Poulet, C. (2013). "Édouard Jourdain, L'anarchisme". Les comptes rendus. Lectures [En ligne]. Liens Socio. doi:10.4000/lectures.10613. eISSN 2116-5289. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2021. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2021 – โดยทาง OpenEdition. Le socialisme libertaire, enfin, incarné par Fournière et Malon, refuse à la fois l’économie marxiste et l’économisme libéral, la propriété coopérative permettant le développement des individualités.
  69. Ellerman 1992, p. 63
  70. "wage slave". merriam-webster.com. สืบค้นเมื่อ 4 มีนาคม 2013.
  71. "wage slave". dictionary.com. สืบค้นเมื่อ 4 มีนาคม 2013.
  72. Sandel 1996, p. 184
  73. "Conversation with Noam Chomsky". Globetrotter.berkeley.edu. p. 2. สืบค้นเมื่อ 28 มิถุนายน 2010.
  74. Hallgrimsdottir & Benoit 2007
  75. "The Bolsheviks and Workers Control, 1917–1921: The State and Counter-revolution". Spunk Library. สืบค้นเมื่อ 4 มีนาคม 2013.
  76. Marchart, Oliver (2006). "CASTORIADIS, CORNELIUS (1922–1997)" (PDF). ใน Harrington, Austin; Marshall, Barbara L.; Müller, Hans-Peter (บ.ก.). Encyclopedia of Social Theory. Routledge. p. 50. ISBN 9780415290463. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2021. สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2021.
  77. Proudhon 1890
  78. Marx 1969, Chapter VII
  79. Goldman 2003a, p. 283
  80. Lindemann, Albert S. (1984). A History of European Socialism. Yale University Press. p. 160. ISBN 9780300032468.
  81. Ely, Richard T.; Orth, Samuel Peter; King, Willford Isbell (1914). Property and contract in their relations to the distribution of wealth. นครนิวยอร์ก: The Macmillan Company. OCLC 794346.
  82. El-Ojeili 2015, p. 12
  83. Andrew, Ed (1999). Closing the Iron Cage: The Scientific Management of Work and Leisure. Black Rose Books. p. 116. ISBN 9781551641294.
  84. Bookchin, Murray (1995). Social Anarchism Or Lifestyle Anarchism: An Unbridgeable Chasm. AK Press. pp. 71–72. ISBN 9781873176832.
  85. Rocker, Rudolf (1956). The London Years (PDF). Robert Anscombe & Company for the Rudolf Rocker Book Committee.
  86. Hain, Peter (2000). Rediscovering our libertarian roots. Chartist. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 21 มิถุนายน 2013. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2021.
  87. "Chomsky Replies to Multiple Questions About Anarchism". Z Magazine. ZCommunications. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 29 กันยายน 2007. สืบค้นเมื่อ 19 สิงหาคม 2011.
  88. Bookchin 1998
  89. Polenberg, Richard (1999). Fighting Faiths: The Abrams Case, the Supreme Court, and Free Speech. Cornell University Press. pp. 127–130. ISBN 9780801486180.
  90. "The Communist Left in the Third International". www.marxists.org. สืบค้นเมื่อ 29 ธันวาคม 2021.
  91. El-Ojeili 2015, pp. 8-9: "it is frequently to forms of working-class or popular self-organization that Left communists look in answer to the questions of the struggle for socialism, revolution and post-capitalist social organization. Nevertheless, Left communists have often continued to organize themselves into party-like structures that undertake agitation, propaganda, education and other forms of political intervention. This is a vexed issue across Left communism and has resulted in a number of significant variations – from the absolute rejection of separate parties in favour of mere study or affinity groups, to the critique of the naivety of pure spontaneism and an insistence on the necessary, though often modest, role of disciplined, self-critical and popularly connected communist organizations."
  92. McKay et al. 2009, p. 58
  93. Boston Anarchist Drinking Brigade (1993). "An Anarchist Defense of Pornography". Anarchy: A Journal of Desire Armed. CAL Press (35). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 28 ตุลาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2013 – โดยทาง The Anarchist Library.
  94. Anarchist Federation (18 ธันวาคม 2002). "Interview with an anarchist dominatrix" (PDF). Organise! (Interview) (59): 7–9. เก็บ (PDF) จากแหล่งเดิมเมื่อ 27 กันยายน 2020. สืบค้นเมื่อ 2 มกราคม 2022.
  95. Dunbar-Ortiz, Roxanne, บ.ก. (2002). Quiet Rumours: An Anarcha-Feminist Reader. Dark Star. p. 9. ISBN 9781902593401.
  96. Molyneux, Maxine (1986). "No God, No Boss, No Husband: Anarchist Feminism in Nineteenth-Century Argentina" (PDF). Latin American Perspectives. Sage Publications, Inc. 13 (1, Latin America's Nineteenth-Century): 119–145. JSTOR 2633723. เก็บ (PDF) จากแหล่งเดิมเมื่อ 8 มีนาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 5 มกราคม 2022 – โดยทาง Libcom.org.
  97. Goldman, Emma (1982). "Marriage and Love". ใน Shulman, Alix Kates (บ.ก.). Red Emma Speaks: An Emma Goldman Reader (PDF) (3rd ed.). นิวยอร์ก: Humanity Book. pp. 204–213. เก็บ (PDF) จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 สิงหาคม 2021 – โดยทาง Libcom.org.
  98. 98.0 98.1 98.2 McElroy 1996: "The 19th century Free Love movement sought to separate the state from sexual matters such as marriage, birth control, and adultery. [...] Free love advocates, who sometimes traced their roots back to Josiah Warren and to experimental communities, viewed sexual freedom as a clear, direct expression of an individual's self-ownership. Free love particularly stressed women's rights since most sexual laws discriminated against women: for example, marriage laws and anti-birth control measures."
  99. Walter, Nicolas (1991). "Anarchism and Religion". เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 26 ตุลาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2022 – โดยทาง The Anarchist Library.
  100. "Freethinker – Definition and More from the Free Merriam-Webster Dictionary". Merriam-webster.com. 31 August 2012. สืบค้นเมื่อ 12 July 2013.
  101. "Free thought". Dictionary.reference.com. สืบค้นเมื่อ 12 July 2013.
  102. McElroy 1981, p. 295: "[...] free thought was a basically anti-Christian, anti-clerical movement whose purpose was to make the individual politically and spiritually free to decide for himself on religious matters. A number of contributors to Liberty were prominent figures in both free thought and anarchism. The American individualist anarchist George MacDonald was a co-editor of Freethought and, for a time, The Truth Seeker. E.C. Walker was co-editor of the freethought/free love periodical, Lucifer, the Light-Bearer."
  103. Goldman 2003b, p. 551: "Free Society was the principal English-language forum for anarchist ideas in the United States at the beginning of the twentieth century."
  104. Moran, Jessica M. (2004). "The Firebrand and the Forging of a New Anarchism: Anarchist Communism and Free Love". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 6 มิถุนายน 2011.
  105. Fidler, Geoffrey C. (1985). "The Escuela Moderna Movement of Francisco Ferrer: "Por la Verdad y la Justicia". History of Education Quarterly. History of Education Society. 25 (1/2): 103–132. doi:10.2307/368893. JSTOR 368893.
  106. Bookchin 1998, pp. 128-132
  107. Reich, Wilhelm (1945). Wolfe, Theodore P. (บ.ก.). The Sexual Revolution. นครนิวยอร์ก: Orgone Institute Press – โดยทาง archive.org.
  108. Danto, Elizabeth Ann (2007) [2005]. Freud's Free Clinics: Psychoanalysis & Social Justice, 1918-1938. Columbia University Press. pp. 118–120, 137, 198, 208.
  109. Comfort, Alex (1972). The Joy of Sex. Crown.
  110. Comfort, Alex (1973). More Joy of Sex: A Lovemaking Companion to The Joy of Sex. Crown.
  111. Malatesta, Errico (6 กันยายน 1921). Carloff, Andy (บ.ก.). "The Revolutionary "Haste"". Umanità Nova (125). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 สิงหาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 9 มกราคม 2022 – โดยทาง marxists.org. It is our aspiration and our aim that everyone should become socially conscious and effective; but to achieve this end, it is necessary to provide all with the means of life and for development, and it is therefore necessary to destroy with violence, since one cannot do otherwise, the violence which denies these means to the workers.
  112. Goldman 1910, p. 113
  113. 113.0 113.1 113.2 Ostergaard, Geoffrey (1982). Resisting the Nation State, the pacifist and anarchist tradition. Ppu.org.uk. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2021. สืบค้นเมื่อ 12 มกราคม 2022 – โดยทาง The Anarchist Library.
  114. Woodcock 1962
  115. Woodcock 1962, p. 21: "Finally, somewhat aside from the curve that runs from anarchist individualism to anarcho-syndicalism, we come to Tolstoyanism and to pacifist anarchism that appeared, mostly in Holland, Britain, and the United states, before and after the Second World War."
  116. Woodcock 1962, pp. 21-22 "The pacifist anarchists have accepted the principle of resistance and even revolutionary action, provided it does not incur violence, which they see as a form of power and therefore nonanarchist in nature. This change in attitude has led the pacifist anarchists to veer toward the anarchosyndicalists, since the latter's concept of the general strike as the great revolutionary weapon made an appeal to those pacifists who accepted the need for fundamental social change but did not wish to compromise their ideal by the use of negative (i.e., violent) means."
  117. 117.0 117.1 Díez 2006, p. 32: "Su obra más representativa es Walden, aparecida en 1854, aunque redactada entre 1845 y 1847, cuando Thoreau decide instalarse en el aislamiento de una cabaña en el bosque, y vivir en íntimo contacto con la naturaleza, en una vida de soledad y sobriedad. De esta experiencia, su filosofía trata de transmitirnos la idea que resulta necesario un retorno respetuoso a la naturaleza, y que la felicidad es sobre todo fruto de la riqueza interior y de la armonía de los individuos con el entorno natural. Muchos han visto en Thoreau a uno de los precursores del ecologismo y del anarquismo primitivista representado en la actualidad por John Zerzan. Para George Woodcock, esta actitud puede estar también motivada por una cierta idea de resistencia al progreso y de rechazo al materialismo creciente que caracteriza la sociedad norteamericana de mediados de siglo XIX."
  118. 118.0 118.1 118.2 Roselló, Josep Maria. "El Naturismo Libertario (1890–1939)" (PDF) (ภาษาสเปน). คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 2 มกราคม 2016.
  119. "The pioneers". Natustar.com. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 25 ตุลาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2013.
  120. McKay et al. 2009, pp. 155-160
  121. Ortega, Carlos (2003). "Anarquismo – nudismo, naturism". Las Revistas ADN (ภาษาสเปน). Asociación para el Desarrollo del Naturismo de la Comunidad de Madrid. ฤดูหนาว. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2013. สืบค้นเมื่อ 23 มกราคม 2022. La relación entre el anarquismo y las corrientes naturistas siempre ha estado presente a lo largo del tiempo.
  122. "El movimiento libertario en Italia". Bicicleta. REVISTA DE COMUNICACIONES LIBERTARIAS (ภาษาสเปน). 1 (1). 1 พฤศจิกายน 1977. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 12 ตุลาคม 2013. Los anarco-individualistas, G.I.A...Una escisión de la FAI producida en el IX Congreso (Carrara, 1965) se pr odujo cuando un sector de anarquistas de tendencia humanista rechazan la interpretación que ellos juzgan disciplinaria del "pacto asociativo" clásico, y crean los GIA (Gruppi di Iniziativa Anarchica). Esta pequeña federación de grupos, hoy nutrida sobre todo de veteranos anarco-individualistas de orientación pacifista, naturista, etcétera defiende la autonomía personal y rechaza a rajatabla toda forma de intervención en los procesos del sistema, como sería por ejemplo el sindicalismo. Su portavoz es L'Internazionale con sede en Ancona. La escisión de los GIA prefiguraba, en sentido contrario, el gran debate que pronto había de comenzar en el seno del movimiento
  123. Díez 2006, p. 41: "Proliferarán así diversos grupos que practicarán el excursionismo, el naturismo, el nudismo, la emancipación sexual o el esperantismo, alrededor de asociaciones informales vinculadas de una manera o de otra al anarquismo. Precisamente las limitaciones a las asociaciones obreras impuestas desde la legislación especial de la Dictadura potenciarán indirectamente esta especie de asociacionismo informal en que confluirá el movimiento anarquista con esta heterogeneidad de prácticas y tendencias. Uno de los grupos más destacados, que será el impulsor de la revista individualista Ética será el Ateneo Naturista Ecléctico, con sede en Barcelona, con sus diferentes secciones la más destacada de las cuales será el grupo excursionista Sol y Vida."
  124. Ytak, Cathy. "Anarchisme et naturisme, aujourd'hui" (ภาษาฝรั่งเศส). คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2009. Les anarchistes individualistes du début du siècle l'avaient bien compris, et intégraient le naturisme dans leurs préoccupations. Il est vraiment dommage que ce discours se soit peu à peu effacé, d'antan plus que nous assistons, en ce moment, à un retour en force du puritanisme (conservateur par essence).
  125. Shaffer, Kirwin R. (2005). "Introduction". Anarchism and countercultural politics in early twentieth-century Cuba. University Press of Florida. ISBN 0813027918. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 12 ตุลาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2013 – โดยทาง Raforum.info.
  126. Ytak, Cathy. "Recension des articles de l'En-Dehors consacrés au naturisme et au nudisme" (ภาษาฝรั่งเศส). คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 14 ตุลาคม 2008.
  127. 127.0 127.1 Díez 2006
  128. Phillips, Terry. "Nudism - The Radical Tradition". radical.org.uk. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 11 กันยายน 2012. สืบค้นเมื่อ 26 มกราคม 2022. In many of the alternative communities established in Britain in the early 1900s, nudism, anarchism, vegetarianism and free love were accepted as part of a politically radical way of life. In the 1920s the inhabitants of the anarchist community at Whiteway, near Stroud in Gloucestershire, shocked the conservative residents of the area with their shameless nudity.
  129. McKay et al. 2009, p. 156: "While almost all forms of modern anarchism consider themselves to have an ecological dimension, the specifically eco-anarchist thread within anarchism has two main focal points, Social Ecology and “primitivist”."
  130. "Our Aims". Democracynature.org. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2022.
  131. Fotopoulos, Takis (1999). "On a distorted view of the Inclusive Democracy project". Democracy & Nature. 5 (1). ISSN 1085-5661. OCLC 818949437. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-06-13. สืบค้นเมื่อ 2022-02-07.
  132. "Society and Nature The International Journal of Political Ecology Vol. 2, No. 2 (1994)". Democracynature.org. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-05-12. สืบค้นเมื่อ 2022-02-07.
  133. Curtis, David Ames. "On the Bookchin/Biehl Resignations and the Creation of a New Liberatory Project". Cornelius Castoriadis Agora International Website. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 22 ตุลาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2022. It was with sadness and a certain frustration that I read in Democracy and Nature (Vol. 3, No. 3, pp. 198-202) that Murray Bookchin and Janet Biehl have resigned from the D&N International Advisory Board, Murray complaining, among other things, that the journal has become too 'Castoriadian' in its orientation. The sadness stems from the fact that I found inherently appealing D&N's effort to examine what it considered the best of Bookchin and Castoriadis (1) so as to encourage the emergence of a 'new liberatory project.'
  134. 134.0 134.1 134.2 Long 1998, p. 310: "LibSocs and LibCaps can both claim the seventeenth-century English Levellers and the eighteenth-century French Encyclopedists among their ideological forebears [...]."
  135. Russell, M. (2004). "Anarchism and Christianity". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 19 พฤศจิกายน 2011. สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2022. It was in these conditions of class struggle that, among a whole cluster of radical groups such as the Fifth Monarchy Men, the Levellers and the Ranters, there emerged perhaps the first real proto-anarchists, the Diggers, who like the classical 19th-century anarchists identified political and economic power and who believed that a social, rather than political revolution was necessary for the establishment of justice. Gerrard Winstanley, the Diggers' leader, made an identification with the word of God and the principle of reason, an equivalent philosophy to that found in Tolstoy's The Kingdom of God is Within You. In fact, it seems likely Tolstoy took much of his own inspiration from Winstanley: [...]. ที่ The Anarchist Library.
  136. Berneri, Marie L. (1941). "Utopias of the English Revolution". เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2 ธันวาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2022. While the ideal commonwealth conceived by James Harrington tried to combine the existence of a powerful state with respect for the political rights of the citizens, Thomas Hobbes] and Gerrard Winstanley, for opposite reasons, denied the possibility of power being shared between the state and the people. [...] Before defining the government of a true Commonwealth Winstanley denounces the kingly government based on property and like Proudhon he believes that "property is theft": [...]
  137. 137.0 137.1 137.2 Woodcock, George (1967). "Anarchism". ใน Edwards, P. (บ.ก.). The Encyclopedia of Philosophy. Macmillan. ISBN 9780028949604. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 7 เมษายน 2022. สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2022.
  138. Bookchin, Murray (1964). "Ecology and Revolutionary Thought". เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2 ธันวาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2022. In the modern world, anarchism first appeared as a movement of the peasantry and yeomanry against declining feudal institutions. In Germany its foremost spokesman during the Peasant Wars was Thomas Muenzer. The concepts held by Muenzer and Winstanley were superbly attuned to the needs of their time – a historical period when the majority of the population lived in the countryside and when the most militant revolutionary forces came from an agrarian world. It would be painfully academic to argue whether Muenzer and Winstanley could have achieved their ideals. What is of real importance is that they spoke to their time; their anarchist concepts followed naturally from the rural society that furnished the bands of the peasant armies in Germany and the New Model in England.
  139. Rocker, Rudolf (1949). Pioneers of American Freedom: Origin of Liberal and Radical Thought in America. นิวยอร์ก: J. J. Lttle Ives & Ives Company. p. 13. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 เมษายน 2022. It was the great service of liberal thinkers like Jefferson and Paine that they recognized the natural limitations of every form of government. That is why they did not want to see the state become a terrestrial Providence which in its infallibility would make on its own every decision, thereby not only blocking the road to higher forms of social development, but also crippling the natural sense of responsibility of the people which is the essential condition for every prosperous society.
  140. Tucker 1926, p. 13: "The Anarchists are simply unterrified Jeffersonian Democrats. They believe that the best government is that which governs least," and that that which governs least is no government at all."
  141. Scott, James C. (2012). Two Cheers for Anarchism: Six Easy Pieces on Autonomy, Dignity, and Meaningful Work and Play. Princeton University Press. pp. 79–80. ISBN 9780691161037. At one end of an institutional continuum one can place the total institutions that routinely destroy the autonomy and initiative of their subjects. At the other end of this continuum lies, perhaps, some ideal version of Jeffersonian democracy composed of independent, self-reliant, self-respecting, landowning farmers, managers of their own small enterprises, answerable to themselves, free of debt, and more generally with no institutional reason for servility or deference. Such free-standing farmers, Jefferson thought, were the basis of a vigorous and independent public sphere where citizens could speak their mind without fear or favor. Somewhere in between these two poles lies the contemporary situation of most citizens of Western democracies: a relatively open public sphere but a quotidian institutional experience that is largely at cross purposes with the implicit assumptions behind this public sphere and encouraging and often rewarding caution, deference, servility, and conformity.
  142. Wenzer, Kenneth C. (1995). "Godwin's Place in the Anarchist Tradition — a Bicentennial Tribute". Social Anarchism (20). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2 ธันวาคม 2021.
  143. Sperlich, Wolfgang B. (2006). Noam Chomsky. Reaktion Books. p. 89. ISBN 9781861892690.
  144. McGilvray 2014, p. 189
  145. Barsky, Robert F. (1997). Noam Chomsky: A Life of Dissent. เคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์: MIT Press. p. 95. ISBN 9780262024181.
  146. McGilvray 2014, p. 199
  147. McGilvray 2014, p. 210
  148. McGilvray 2014, p. 200
  149. McGilvray 2014, pp. 197, 202
  150. McGilvray 2014, pp. 201-202
  151. 151.0 151.1 Graham 2005, p. 28
  152. 152.0 152.1 152.2 "Anarchism". In Our Time. BBC Radio 4. 7 ธันวาคม 2006. สืบค้นเมื่อ 30 เมษายน 2012.
  153. Sheehan, Seán (2004). Anarchism. ลอนดอน: Reaktion Books. p. 85. ISBN 9781861891693.
  154. Bey, Hakim (1991). "The Lemonade Ocean & Modern Times". เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 19 มีนาคม 2022. [...] but in the middle of the 19th century literally hundreds of communes (phalansteries) were founded on fourierist principles in France, N. America, Mexico, S. America, Algeria, Yugoslavia, etc. Proudhon, Engels, & Kropotkin all read him with fascination, as did André Breton & Roland Barthes. [...] In Fourier’s system of Harmony all creative activity including industry, craft, agriculture, etc. will arise from liberated passion — this is the famous theory of 'attractive labor.' Fourier sexualizes work itself — the life of the Phalanstery is a continual orgy of intense feeling, intellection, & activity, a society of lovers & wild enthusiasts.
  155. Marcuse, Herbert (1955). Eros and Civilization. บอสตัน, รัฐแมสซาชูเซตส์: Beacon Press. p. 218. ISBN 0807015555. comes closer than any other utopian socialist to elucidating the dependence of freedom on non-repressive sublimation
  156. Meltzer, Albert; Christie, Stuart (2010) [1970]. The Floodgates of Anarchy (2nd ed.). PM Press. p. 39. ISBN 9781604861051. [Anarchism] has its particular inheritance, part of which it shares with socialism, giving it a family resemblance to certain of its enemies. Another part of its inheritance it shares with liberalism, making it, at birth, kissing-cousins with American-type radical individualism, a large part of which has married out of the family into the Right Wing and is no longer on speaking terms.
  157. Proudhon, P.-J. (1851). "Sixth Study. Organization of Economic Forces. 3. Division of Labor, Collective Forces, Machines, Workingmen's Associations. ¶ 5.". General Idea of the Revolution in the Nineteenth Century. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 เมษายน 2022. [...] subordinated, exploited: his permanent condition is one of obedience [...]
  158. Déjacque, Joseph (1857). "De l'être-humain mâle et femelle-Lettre à P.J. Proudhon" (ภาษาฝรั่งเศส). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 16 มีนาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 18 เมษายน 2022.
  159. McKay et al. 2009, p. 45-47
  160. Swartz, Clarence Lee (1927). What is Mutualism?. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 18 ธันวาคม 2021.
  161. Miller, D.; Coleman, J.; Connolly, W.; Ryan, A., บ.ก. (1987). "Ricardian socialism". The Blackwell encyclopaedia of political thought. Blackwell reference. ออกซฟอร์ด; นครนิวยอร์ก: B. Blackwell. p. 441. ISBN 9780631140115. OCLC 14931318.
  162. Ojeili 2001: "The consequences of the growth of parliamentary action, ministerialism, and party life, charged the anarchists, would be de-radicalism and embourgeoisiement. Further, state politics would subvert both true individuality and true community. In response, many anarchists refused Marxist-type organisation, seeking to dissolve or undermine power and hierarchy by way of loose political-cultural groupings, or by championing organisation by a single, simultaneously economic and political administrative unit (Ruhle, Syndicalism). The power of the intellectual and of science were also rejected by many anarchists: 'In conquering the state, in exalting the role of parties, they [intellectuals] reinforce the hierarchical principle embodied in political and administrative institutions'. Revolutions could only come through force of circumstances and/or the inherently rebellious instincts of the masses (the 'instinct for freedom') (Bakunin, Chomsky), or in Bakunin's words: 'All that individuals can do is to clarify, propagate, and work out ideas corresponding to the popular instinct'."
  163. Ojeili 2001: "One does find early expressions of such perspectives in [William] Morris and the Socialist Party of Great Britain (the SPGB), then again around the events of 1905, with the growing concern at the bureaucratisation and de-radicalisation of international socialism"
  164. Beer, Max. A History of British Socialism. 2. p. 256.
  165. Marx-Engels Collected Works: Volume 48 2001, p. 538, fn. 95.: "This conference endorses the policy of abstention from parliamentary action, hitherto pursued by the League, and sees no sufficient reason for altering it"
  166. Marx-Engels Collected Works: Volume 48 2001, p. 611, fn. 642.
  167. Ojeili 2001: "However, the most important ruptures are to be traced to the insurgency during and after the First World War. Disillusioned with the capitulation of the social democrats, excited by the emergence of workers’ councils, and slowly distanced from Leninism, many communists came to reject the claims of socialist parties and to put their faith instead in the masses. For these socialists, 'The intuition of the masses in action can have more genius in it than the work of the greatest individual genius'"
  168. Ojeili 2001: "Luxemburg’s workerism and spontaneism are exemplary of positions later taken up by the far-left of the period – Pannekoek, Roland Holst, and Gorter in Holland, Sylvia Pankhurst in Britain, Gramsci in Italy, Lukacs in Hungary. In these formulations, the dictatorship of the proletariat was to be the dictatorship of a class, 'not of a party or of a clique'."
  169. Ojeili 2001: "The tension between anti-vanguardism and vanguardism has frequently resolved itself in two diametrically opposed ways: the first involved a drift towards the party; the second saw a move towards the idea of complete proletarian spontaneity. The first course is exemplified most clearly in Gramsci and Lukacs. [...] The second course is illustrated in the tendency, developing from the Dutch and German far-lefts, which inclined towards the complete eradication of the party form."
  170. Carr, E. H. (1985). The Bolshevik Revolution 1917-1923. History of Soviet Russia. นครนิวยอร์ก: W.W. Norton. ISBN 9780393301991. OCLC 154578777.
  171. Avrich, Paul (กรกฎาคม 1968). "Russian Anarchists and the Civil War" (PDF). Russian Review. Blackwell Publishing. 27 (3): 296–306. เก็บ (PDF) จากแหล่งเดิมเมื่อ 25 มกราคม 2022.
  172. Ojeili 2001: "For many Marxian libertarian socialists, the political bankruptcy of socialist orthodoxy necessitated a theoretical break. This break took a number of forms. The Bordigists and the SPGB championed a super-Marxian intransigence in theoretical matters. Other socialists made a return 'behind Marx' to the anti-positivist programme of German idealism. Libertarian socialism has frequently linked its anti-authoritarian political aspirations with this theoretical differentiation from orthodoxy."
  173. Ojeili 2001: "Karl Korsch [...] remained a libertarian socialist for a large part of his life and because of the persistent urge towards theoretical openness in his work. Korsch rejected the eternal and static, and he was obsessed by the essential role of practice in a theory’s truth. For Korsch, no theory could escape history, not even Marxism. In this vein, Korsch even credited the stimulus for Marx’s Capital to the movement of the oppressed classes."
  174. Chomsky 1970a: "[...] that some form of council communism is the natural form of revolutionary socialism in an industrial society. It reflects the intuitive understanding that democracy is severely limited when the industrial system is controlled by any form of autocratic elite, whether of owners, managers and technocrats, a "vanguard" party, or a state bureaucracy."
  175. Castoriadis 1975, p. 133: "final disenchantment with Trotskyism"
  176. Castoriadis 1975, p. 134: "the main audience of the group and of the journal was formed by groups of the old, radical left: Bordigists, council communists, some anarchists and some offspring of the German 'left' of the 1920s"
  177. Brinton, Maurice (2004). Goodway, David (บ.ก.). For Workers' Power: the selected writings of Maurice Brinton. AK Press. ISBN 1904859070.
  178. ชาวนา (农民, หนงหมิน) เป็นคำทางการที่เรียกคนทำงานในคอมมูนประชาชน (people's commune) อิงตามฝ่ายซ้ายจัด ทั้งชาวนาและคนทำงานในเมืองร่วมกันประกอบเป็นชนชั้นกรรมาชีพที่ถูกแยกออกจากการควบคุมที่มีนัยสำคัญใด ๆ เหนือการผลิตหรือการกระจาย
  179. Yang, Xiguang (6 มกราคม 1968). "Whither China?". Translated by Office of the American Consulate General, Hong Kong. Sheng-wu-lien of Hunan. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 31 มีนาคม 2022.
  180. The 70s Collective, บ.ก. (1996). China: The Revolution is Dead, Long Live the Revolution. มอนทรีออล: Black Rose Books. ISBN 9780919618374.CS1 maint: uses editors parameter (link)
  181. Guérin, Daniel (23 เมษายน 2011). "Libertarian Marxism?". RevoltLib.com. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2013. Libertarian marxism rejects determinism and fatalism, giving the greator place to individual will, intuition, imagination, reflex speeds, and to the deep instincts of the masses, which are more far-seeing in hours of crisis than the reasonings of the ‘elites’; libertarian marxism thinks of the effects of surprise, provocation and boldness, refuses to be cluttered and paralyzed by a heavy ‘scientific’ apparatus, doesn’t equivocate or bluff, and guards itself from adventurism as much as from fear of the unknown.
  182. "Root & Branch # 7". Libcom.org. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 21 เมษายน 2022. A Libertarian Marxist Journal
  183. "Socialist Party of Great Britain Archive Collection". Archives Hub. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2021. papers relating to Libertarian Communism (a splinter group of the SPGB) including journals and miscellaneous correspondence, 1970-1980 (1 box);
  184. Boraman 2012, p. 263: "In New Zealand, no situationist group was formed, despite the attempts of Grant McDonagh. Instead, McDonagh operated as an individual on the periphery of the anarchist milieu, co-operating with anarchists to publish several magazines, such as Anarchy and KAT. The latter called itself ‘an anti-authoritarian spasmodical’ of the ‘libertarian ultra-left (situationists, anarchists and libertarian socialists)’."

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]