เลออาฟวร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เลออาฟวร์
Le Havre Vue Plage 14 07 2005.jpg
ตราราชการของเลออาฟวร์
ตราอาร์ม
ประเทศฝรั่งเศส
แคว้นนอร์ม็องดี
จังหวัดแซน-มารีตีม
เขตRouen
สหเทศบาลCODAH
การปกครอง
 • นายกเทศมนตรี (2010 - 2014) Edouard Phillippe (UMP)
พื้นที่146.95 ตร.กม. (18.13 ตร.ไมล์)
 • เขตเมือง (2006)182.45 ตร.กม. (70.44 ตร.ไมล์)
 • เขตปริมณฑล (2006)615.39 ตร.กม. (237.60 ตร.ไมล์)
ประชากร (2007)2179,751
 • อันดับ12th in France
 • ความหนาแน่น3,800 คน/ตร.กม. (9,900 คน/ตร.ไมล์)
 • เขตเมือง (2006)246,195
 • ความหนาแน่นเขตเมือง1,300 คน/ตร.กม. (3,500 คน/ตร.ไมล์)
 • เขตปริมณฑล (2006)291,765
 • ความหนาแน่นเขตปริมณฑล470 คน/ตร.กม. (1,200 คน/ตร.ไมล์)
เขตเวลาCET (UTC +1) (UTC+1)
 • ฤดูร้อน
(เวลาออมแสง)
CEST (UTC+2)
รหัสINSEE/ไปรษณีย์76351 /
เว็บไซต์www.ville-lehavre.fr
1 ข้อมูลอาณาเขตที่ตามขึ้นทะเบียนไว้โดยไม่รวมทะเลสาบ, หนองน้ำ, ธารน้ำแข็งที่ขนาดใหญ่กว่า 1 ตารางกิโลเมตรตลอดจนปากแม่น้ำ 2 Population without double counting: residents of multiple communes (e.g., students and military personnel) only counted once.
เลออาร์ฟ เมืองที่ปฏิสังขรณ์โดยโอกุสต์แปร์เรต์ *
Welterbe.svg  แหล่งมรดกโลกโดยยูเนสโก
ประเทศธงของประเทศฝรั่งเศส ฝรั่งเศส
ภูมิภาค **Europe and North America
ประเภทCultural
เกณฑ์พิจารณาii, iv
อ้างอิง1181
ประวัติการขึ้นทะเบียน
ขึ้นทะเบียน2005 (คณะกรรมการสมัยที่ 29th)
* ชื่อตามที่ได้จดทะเบียนในบัญชีแหล่งมรดกโลก
** ภูมิภาคที่จัดแบ่งโดยยูเนสโก

เลออาฟวร์ (ฝรั่งเศส: Le Havre) เป็นเมืองในจังหวัดแซน-มารีตีม แคว้นโอต-นอร์ม็องดี ประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางเหนือ-ตะวันตกของประเทศ บนฝั่งช่องแคบอังกฤษ ทางด้านเหนือของปากแม่น้ำแซน เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการส่งสินค้าจากภูมิภาคปารีสและทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ มีอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน ต่อเรือ เครื่องจักร มีโบสถ์โนเตรอดาม พิพิธภัณฑ์ ที่ตากอากาศริมทะเลทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง

เมืองนี้ได้รับการพัฒนาเป็นเมืองท่าตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นฐานทัพเรือในสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นฐานทัพสำคัญของฝ่ายสัมพันธมิตร ในสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเยอรมันเข้ายึดครองระหว่าง ค.ศ. 1940-44 และได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ส่วนใหญ่ของเมืองได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ในปี ค.ศ. 2005 ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก