สงครามกลางเมืองรัสเซีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สงครามกลางเมืองรัสเซีย
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และ การปฏิวัติ ค.ศ. 1917–1923
CWRArticleImage.jpg
ตามเข็มนาฬิกาจากภาพบน:
ทหารของกองทัพดอนในปี 1919; กองพลทหารราบฝ่ายขาวในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1920; ทหารของกองพลทหารม้าที่ 1; เลออน ทรอตสกี ในปี 1918; การแขวนคอกรรมกรในเมองเยคาตริโนสลาฟ (ริมแม่น้ำนีเปอร์) โดย กองทัพจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เมษายน 1918.
วันที่ 7 พฤศจิกายน (25 ตุลาคม) ค.ศ. 1917 – ตุลาคม ค.ศ. 1923[1]
สถานที่ จักรวรรดิรัสเซีย, มองโกเลีย, ตูวา, เปอร์เซีย
สาเหตุ การปฏิวัติเดือนตุลาคม
ผลลัพธ์
คู่ขัดแย้ง
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย และบรรดาสาธารณรัฐโซเวียตอื่นๆ

RPAU flag.svg Revolutionary Insurrectionary Army of Ukraine (1918–21)
Red flag.svg Left SR (until March 1918)
Darker green and Black flag.svg Green armies (until 1919)

รัสเซีย ขบวนการขาว

สาธารณรัฐใหม่ที่ถูกผนวก


การเข้าแทรกแซงโดยฝ่ายสัมพันธมิตร

กองทัพที่นิยมเยอรมนี


ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย วลาดีมีร์ เลนิน
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย โจเซฟ สตาลิน
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย เลออน ทรอตสกี
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย คลีเมนต์ โวโรชีลอฟ
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย มีฮาอิล ฟรุนเซ

RPAU flag.svg เนสเตอร์ แม็กโน

รัสเซีย อะเลคซันดร์ คอลชัค โทษประหารชีวิต
รัสเซีย ลาฟร์ คอร์นิลอฟ 
รัสเซีย อันตอน เดนีกิน
รัสเซีย ปิออตร์ วรานเกล

รัสเซีย นีโคไล ยูเดนิช

กำลัง
3,000,000[2]
รัสเซียขาว 2,400,000 นาย
กำลังพลสูญเสีย
1,612,824 นาย

The records are incomplete.[2]

1,900,000 นาย
Various anti-soviet factions also fought each other, for example pro-German armies fought against Baltic countries while Armenia and Azerbaijan fought each other etc.

สงครามกลางเมืองรัสเซีย (รัสเซีย: Гражда́нская война́ в Росси́и, อักษรโรมัน: Grazhdanskaya voyna v Rossiyi)[1] เป็นสงครามกลางเมืองหลายฝ่ายในอดีตจักรวรรดิรัสเซียที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันภายหลังจากการปฏิวัติสองครั้งในปี ค.ศ. 1914 เนื่องจากหลายฝ่ายต่างแก่งแย่งกันในการกำหนดอนาคตทางการเมืองของรัสเซีย กลุ่มทหารสู้รบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่สองกลุ่มคือ กองทัพแดง ที่ต่อสู้เพื่อลัทธิสังคมนิยมตามแบบของบอลเชวิกที่นำโดยวลาดีมีร์ เลนิน และกองทัพพันธมิตรที่ดูหละหลวม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันคือ กองทัพขาว ซึ่งได้รวมถึงผลประโยชน์ที่หลากหลาย ซึ่งได้ให้การสนับสนุนทางการเมืองจากฝ่ายนิยมกษัตริย์ ฝ่ายทุนนิยม และฝ่ายประชาธิปไตยสังคมนิยม โดยแต่ละกลุ่มก็จะมีทั้งรูปแบบประชาธิปไตยและต่อต้านประชาธิปไตย นอกจากนี้นักสู้ฝ่ายสังคมนิยมที่เป็นคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ มักโนเวีย(Makhnovia) ที่เป็นฝ่ายอนาธิปไตย และนักปฏิวัติสังคมนิยมฝ่ายซ้าย(Left SRs) รวมทั้งกองทัพเขียวที่ไม่มีอุดมการณ์ ที่ต่อสู้รบกับทั้งฝ่ายแดงและฝ่ายขาว[3] นานาชาติทั้งสิบสามชาติได้เข้าแทรกแซงกองทัพแเดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอดีตกองทัพทหารฝ่ายสัมพันธมิตรจากสงครามโลก โดยมีเป้าหมายในการจัดตั้งแนวรบด้านตะวันออกขึ้นมาใหม่ สามชาติของฝ่ายมหาอำนาจกลางก็ได้เข้ามาแทรกแซงเช่นกันโดยมีเป้าหมายหลักในการรักษาดินแดนที่พวกเขาได้รับในสนธิสัญญาเบรสท์-ลีตอฟสก์

ภายหลังการปฏิวัติ บอลเชวิกได้ทำการกวาดล้างทั่วทั้งรัสเซียจนแทบจะไร้การต่อต้าน สาธารณรัฐได้ล่มสลาย ภายหลังจากโซเวียตได้มีอำนาจทางการเมืองทั้งหมด โดยเหลือเพียงการต่อต้านที่ไม่มั่นคงต่อฝ่ายแดง ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1918 กองทหารชาวเช็กในรัสเซียได้ก่อกบฏในไซบีเรีย ด้วยการตอบสนองต่อสิ่งนี้ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เริ่มเข้าแทรกแซงในรัสเซียตอนเหนือและไซบีเรีย สิ่งนี้ ได้รวมกับการก่อตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลของรัสเซียทั้งหมดทำให้ลดทอนของบอลเชวิกในส่วนใหญ่ของรัสเซียยุโรปและบางส่วนของเอเชียกลาง ในเดือนพฤศจิกายน Alexander Kolchak ได้ทำการก่อรัฐประหารเพื่อเข้าควบคุมรัฐรัสเซีย โดยได้ก่อตั้งรัฐบาลเผด็จการทหารโดยพฤตินัย

กองทัพขาวได้เปิดฉากเข้าโจมตีหลายครั้งจากทางตะวันออกในเดือนมีนาคม ทางใต้ในเดือนกรกฏาคม และตะวันตกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1919 การรุกเหล่านี้ได้ถูกตรวจสอบในภายหลังกับหน่วยการรุกตอบโต้กลับในแนวรบด้านตะวันออก การรุกตอบโต้กลับแนวรบทางใต้ และความพ่ายแพ้ของกองทัพตะวันตกเฉียงเหนือ ขบวนการขาวยังประสบความสูญเสียมากขึ้น เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรได้ล่าถอยออกจากรัสเซียทางเหนือและทางใต้ ด้วยฐานทัพหลักของสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซียที่ปลอดภัย โซเวียตจึงได้ทำการตอบโต้กลับได้

ในที่สุด กองทัพภายใต้การนำของ Kolchak ได้ถูกบังคับให้ล่าถอยไปทางตะวันออก กองทัพโซเวียตได้รุกคืบไปทางตะวันออก แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับการต่อต้านในชิตา ยาคุต และมองโกเลีย ไม่นาน กองทัพแดงก็ได้ทำการแบ่งแยกกองกำลังออกเป็นสองกลุ่มคือ กองทัพดอน และกองทัพอาสาสมัคร ได้บังคับให้ทำการอพยพใน Novorossiysk ในเดือนมีนาคม และไครเมียในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1920 ฝ่ายต่อต้านขาวได้แตกแยกกระจัดกระจายเป็นเวลาสองปีจนกระทั่งการล่มสลายลงของกองทัพขาวในยาคุต ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1923 แต่ยังคงดำเนินต่อไปในเอเชียกลางและดินแดนฮาบารอฟสค์ (Khabarovsk Krai) ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 7 ถึง 12 ล้านคนในช่วงสงคราม ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน:287

การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชหลายครั้ง ได้เกิดขึ้นในภายหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิรัสเซียและได้ต่อสู้รบในสงคราม หลายส่วนของอดีตจักรวรรดิรัสเซีย - ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และโปแลนด์ ได้ทำการก่อตั้งขึ้นเป็นรัฐเอกราช ซึ่งพวกเขาต่างได้ทำสงครามกลางเมืองและสงครามเพื่ออิสรภาพของพวกเขาเอง ส่วนที่เหลือของอดีตจักรวรรดิรัสเซียได้ถูกรวบรวมกลายมาเป็นสหภาพโซเวียตหลังจากนั้นได้ไม่นาน[4]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Mawdsley, pp. 3, 230
  2. 2.0 2.1 G.F. Krivosheev, Soviet Casualties and Combat Losses in the Twentieth Century, pp. 7–38.
  3. Russian Civil War Encyclopædia Britannica Online 2012
  4. "Russian Civil War | Causes, Outcome, and Effects". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-08-07.