สงครามกลางเมืองรัสเซีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามกลางเมืองรัสเซีย
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามโลกครั้งที่ 1 และ การปฏิวัติในปี 1917–23
Ejército-rojo--russianbolshevik00rossuoft.png
กองทัพแดง ต่อสู้ในสงครามกลางเมืองรัสเซีย
วันที่ 7 พฤศจิกายน (25 ตุลาคม) พ.ศ. 2460 – ตุลาคม พ.ศ. 2465[1]
สถานที่ จักรวรรดิรัสเซีย, มองโกเลีย, ตูวา, เปอร์เซีย
สาเหตุ การปฏิวัติเดือนตุลาคม
ผลลัพธ์
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย วลาดีมีร์ เลนิน
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย โจเซฟ สตาลิน
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย เลออน ทรอตสกี
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย Kliment Voroshilov
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย Mikhail Frunze

RPAU flag.svg เนสเตอร์ แม็กโน

รัสเซีย อเล็กซานเดอร์ คอลชัคแม่แบบ:Executed
รัสเซีย Lavr Kornilov 
รัสเซีย แอนตัน เดนีกิน
รัสเซีย Pyotr Wrangel

รัสเซีย นิโคไล ยูเดนิช

กำลัง
3,000,000[2]

103,000 Revolutionary Insurrectionary Army of Ukraine

รัสเซียขาว 2,400,000 นาย
กำลังพลสูญเสีย
1,212,824 casualties

The records are incomplete.[2]

At least 1,500,000
Various anti-soviet factions also fought each other, for example pro-German armies fought against Baltic countries while Armenia and Azerbaijan fought each other etc.

สงครามกลางเมืองรัสเซีย เริ่มในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1918 เมื่อกลุ่มเชโกสโลวาเกีย (อดีตนักโทษสงครามที่เดินทางทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียไปยังเมืองวลาดีวอสตอคและเป็นพวกลี้ภัย) เกิดการปะทะกับกองทหารโซเวียตที่บริเวณภูเขาอูรัล และยังมีทีท่าว่าจะยึดขบวนรถไฟ การยึดครองนี้จะทำให้กองกำลังต่อต้านการปฏิวัติ (หรือพวกขาว "Whites") สามารถจัดกองทัพต่อต้านบอลเชวิคในไซบีเรียตะวันตก กองกำลังฝ่ายขาวนี้ยังมีที่ตั้งมั่นอยู่ในเขตรัสเซียในยุโรป ซึ่งถูกกองทัพเยอรมันยึดครองในเดือนมีนาคม ค.ศ.1918 ระหว่างเริ่มการยึดครองนั้น กองทหารอังกฤษได้เข้ามาตั้งมั่นที่เมืองอาร์คันเกลสค์ มูร์มันสก์ และทรานส์คอเคซัส เหมือนกับว่าจะช่วยฝ่ายรัสเซียขาว และกองกำลังฝรั่งเศสก็เข้ามาตั้งที่โอเดสซา แต่ปรากฏว่าทั้งสองชาติไม่ได้ต้องการที่จะเข้ามาปล่อยฝ่ายขาวอย่างจริงจัง เพราะทั้งสองได้ถอนตัวออกไปหมดในตอนปลาย ค.ศ.1919

พวกบอลเชวิคถูกคุกคามจากรอบด้าน โดยในยูเครนนั้น เยอรมนีได้สนับสนุนรัฐบาลแยกดินแดนชาวยูเครน ส่วนทางใต้นายทหารพระเจ้าซาร์คือ นายพลแอนตัน เดนีกิน (Anton Denikin) ได้จัดตั้งกองทัพอาสาสมัครมีกำลังสำคัญคือ ทหารคอสแซคขับไล่พวกแดงออกจากคอเคซัส ในอูรัลและไซบีเรีย นายพลสมัยพระเจ้าซาร์คือนายพล อเล็กซานเดอร์ คอลชัค (A.V. Kolchak) จัดตั้งกองทัพของตนขึ้นมาพร้อมกับประกาศตนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในรัสเซียในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918 กองกำลังของทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งเข้าโจมตีมอสโกใน ค.ศ. 1919 แต่กองทัพคอลชัคถูกกองทัพแดงขับไล่ไปไซบีเรียใน ค.ศ. 1920 กองทัพเดนีกินถูกทำลายใน ค.ศ.1920 และเมื่อมีกองทัพของอดีตนายพลสมัยพระเจ้าซาร์อีกคนหนึ่งคือ นิโคไล ยูเดนิช ยกจากเอสโตเนียสู่เปโตรกราดในฤดูร้อน ค.ศ. 1919 ก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้ เช่นเดียวกัน การคุกคามครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกเมื่อโปแลนด์ยกกองทัพบุกยูเครน ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1920 กองทัพแดงขับไล่ทหารโปแลนด์ถอยร่นไปถึงแม่น้ำวิสตูลา แต่ชาวโปลผู้รักชาติสามารถร่วมมือกันรักษากรุงวอร์ซอไว้ได้ และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามสงบศึกในเดือนตุลาคม

ความพ่ายแพ้ของฝ่ายขาวทุกด้าน ทำให้บอลเชวิคสามารถขยายอิทธิพลเข้าไปในทุกภูมิภาค แห่งสุดท้ายคือ วลาดีวอสตอค ซึ่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นภายหลังการยึดครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นญี่ปุ่น ค.ศ.1918 ได้ถอนตัวออกไปใน ค.ศ.1922

ชัยชนะของบอลเชวิคเกิดขึ้นด้วยหลายปัจจัย เช่น การที่เลออน ตรอตสกี (Leon Trotsky) สามารถระดมกำลังทหารของพระเจ้าซาร์จัดเป็นกองทัพแดงที่แข็งแกร่ง การควบคุมเขตอุตสาหกรรมสำคัญทางภาคกลาง และความสามารถในการส่งกำลังจากมอสโกออกไปยังที่ที่ต้องการได้เป็นรัศมีที่กว้าง

อ้างอิง[แก้]

  1. Mawdsley, pp. 3, 230
  2. 2.0 2.1 G.F. Krivosheev, Soviet Casualties and Combat Losses in the Twentieth Century, pp. 7–38.