การปฏิวัติเม็กซิโก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
การปฏิวัติเม็กซิโก
Collage revolución mexicana.jpg
รวมภาพเหตุการณ์การปฏิวัติเม็กซิโก
วันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910 – 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1920
(9 ปี 6 เดือน 1 วัน)
สถานที่ เม็กซิโก
ผลลัพธ์ ฝ่ายปฏิวัติได้ชัยชนะ
คู่ขัดแย้ง
เม็กซิโก ฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ:

1910–1911:
กองทัพสหพันธรัฐนำโดยปอร์ฟิริโอ ดีอัซ

เม็กซิโก ฝ่ายปฏิวัติ:

1910–1911:
กลุ่มมาเดริสตา
กลุ่มออโรสกิสตา
กลุ่มมากอนนิสตา
กลุ่มซาปาติสตา

1911–1913:
กลุ่มมาเดริสตา
1911–1913:
กองทัพนำโดยเบอร์นาร์โด เรเยส
กองทัพนำโดยเฟลิกซ์ ดีอัซ
กลุ่มออโรสกิสตา
กลุ่มมากอนนิสตา
กลุ่มซาปาติสตา
1913–1914:
กองทัพนำโดย บิกตอริอาโน อวยตา
1913–1914:
การ์รันซิสตา
กลุ่มบิลลิสตา
กลุ่มซาปาติสตา
1914–1919:
กลุ่มบิลลิสตา
กลุ่มซาปาติสตา
กองทัพนำโดยเฟลิกซ์ ดีอัซ
กองทัพนำโดยออเรลีอาโน บลังเกต์
1914–1919:
การ์รันซิสตา
เซดิติโอนิสตา
 จักรวรรดิเยอรมัน (c.1917)
1920:
กองทัพนำโดยอัลบาโร โอเบรกอน
กองทัพที่ยังเหลือของกลุ่มซาปาติสตา

สนับสนุนโดย
 สหรัฐ (1910–1913)
 จักรวรรดิเยอรมัน (c.1913–1919)

1920:
การ์รันซิสตา

สนับสนุนโดย
 สหรัฐ (1913–1918)
 สหราชอาณาจักร (1916–1918)

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
1910–1911:
ปอร์ฟิริโอ ดีอัซ
รามอน กอร์รัล
มานูเอล มอนดรากอน
โฆเซ อีฟ ลีมันตูร์
1911–1913:
ปาสกูอัล โอรอซโก (ทำการก่อการปฏิวัติหลังจากดีอัซถูกโค่นอำนาจ และภายหลังเข้าร่วมกับฝ่ายอวยตาหลังจากอวยตาขึ้นสู่อำนาจ)
เบอร์นาร์โด เรเยส  (นำการปฏิวัติเองจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1913)
เฟลิกซ์ ดีอัซ (อยู่กับฝ่ายเรเยส ต่อมาเข้ากับฝ่ายอวยตา หลังจากเรเยสตายในปี 1913)
เอมิลีอาโน ซาปาตา (อยู่ฝ่ายโอรอซโกจนกระทั่งอวยตาขึ้นสู่อำนาจ)
ริการ์โด ฟลอเรซ มากอน (เชลย)
1913–1914:
บิกตอริอาโน อวยตา
ออเรลีอาโน บลังเกต์
ปาสกูอัล โอรอซโก ในปี 1915)
มานูเอล มอนดรากอน (จนถึงมิถุนายน ปี 1913)
ฟรังซิสโก เลออน เด ลา บาร์รา
ฟรังซิสโก เซ. การ์บาฮาล
1914–1919:
ปานโช บิลยา
เอมิลีอาโน ซาปาตา 
เฟลิกซ์ ดีอัซ
ออเรลีอาโน บลังเกต์ 
1920:
อัลบาโร โอเบรกอน
1910–1911:
ฟรังซิสโก อี. มาเดโร
ปาสกูอัล โอรอซโก
เบอร์นาร์โด เรเยส
ปานโช บิลยา
เอมิลีอาโน ซาปาตา
ริการ์โด ฟลอเรซ มากอน1911–1913:
ฟรังซิสโก อี. มาเดโร 
โฆเซ มารีอา ปิโญ ซัวเรซ 
ปานโช บิลยา
เบนุสติอาโน การ์รันซา
บิกตอริอาโน อวยตา (เข้าร่วมฝ่ายเรเยสอย่างลับๆในการต่อต้านมาเดโร จนกระทั่งเรเยสตายในปี 1913 อวยตาจึงเข้ามานำการปฏิวัติเอง)
ออเรลีอาโน บลังเกต์ (เข้าร่วมฝ่ายเรเยสอย่างลับๆ เช่นกัน)
1913–1914:
เบนุสติอาโน การ์รันซา
ปานโช บิลยา
เอมิลีอาโน ซาปาตา
อัลบาโร โอเบรกอน
ปลูตาร์โก เอลีอัส การ์เลซ
1914–1919:
เบนุสติอาโน การ์รันซา
อัลบาโร โอเบรกอน
1920:
เบนุสติอาโน การ์รันซา 
กำลัง
เม็กซิโก ฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ:
250,000 – 300,000
เม็กซิโก ฝ่ายปฏิวัติ:
255,000 – 290,000
กำลังพลสูญเสีย
จักรวรรดิเยอรมัน ชาวเยอรมันถูกสังหาร 2 คน สหรัฐ ชาวอเมริกันถูกสังหาร 500 คน
เม็กซิโก ชาวเม็กซิกันเสียชีวิต 1.7?[3] ถึง 2.7[4] ล้านคน (พลเรือนและทหาร)
พลเรือนเสียชีวิต 700,000[5] ถึง 1,117,000[5] คน (ใช้ตัวเลข 2.7 ล้านคน)

การปฏิวัติเม็กซิโก (สเปน: Revolución mexicana) เป็นที่รู้จักในนาม สงครามกลางเมืองเม็กซิโก (สเปน: guerra civil mexicana) เป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งสำคัญ เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1910 ถึง 1920 นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเม็กซิโกและรัฐบาลเม็กซิโกอย่างรุนแรง แม้ว่างานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้จะมุ่งเน้นไปที่การปฏิวัติในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค แต่ถึงกระนั้นเหตุการณ์นี้เป็นการปฏิวัติในระดับชาติเลยทีเดียว[6] จุดเริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1910 อันเป็นผลมาจากความล้มเหลวของระบอบที่ปกครองโดยปอร์ฟิริโอ ดิอัซที่ยาวนานกว่า 31 ปี แต่ไม่สามารถดำเนินการหาผู้สืบทอดระบอบในตำแหน่งประธานาธิบดีได้ อันนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ในหมู่ชนชั้นนำและเกิดการจลาจลที่นำโดยกลุ่มเกษตรกร[7] เจ้าของที่ดินผู้ร่ำรวยที่มีนามว่า ฟรังซิสโก อี. มาเดโร ท้าทายอำนาจของระบอบดีอัซผ่านการเลือกตั้งในปีค.ศ. 1910 และจากผลการเลือกตั้ง ทำให้เกิดการก่อกบฏตามแผนซานลุยส์โปโตซี[8] การปะทะกันด้วยอาวุธที่เกิดขึ้นได้ขับไล่ดีอัซออกจากอำนาจ การเลือกตั้งครั้งใหม่จัดขึ้นในปีค.ศ. 1911 ผลักดันให้มาเดโรขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งมีพื้นฐานมาจากการต่อต้านระบอบของดีอัซในวงกว้าง การเลือกตั้งในปีค.ศ. 1910 เป็นตัวเร่งให้เกิดการก่อกบฏในทางการเมือง การปฏิวัติเกิดขึ้นจากองค์ประกอบความขัดแย้งของเหล่าชนชั้นนำที่เป็นปฏิปักษ์กับดีอัซ นำโดยมาเดโรและปานโช บิลยา และความขัดแย้งขยายไปสู่กลุ่มคนชนชั้นกลาง กลุ่มชาวนาในบางภูมิภาค และองค์กรของแรงงาน[9] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1911 มาเดโรได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและยุติธรรม ฝ่ายต่อต้านระบอบใหม่ของเขาก็เกิดขึ้นจากฟากฝั่งอนุรักษ์นิยมทั้งสองกลุ่ม ที่มองว่าเขาอ่อนแอเกินไปและหัวเสรีนิยมมากเกินไป และจากในมุมของอดีตนักปฏิวัติด้วยกันและกลุ่มผู้ถูกยึดทรัพย์กลับมองว่าเขานั้นเป็นอนุรักษ์นิยมมากเกินไป

ประธานาธิบดีมาเดโรและรองประธานาธิบดี โฆเซ มารีอา ปิโญ ซัวเรซ ถูกบีบบังคับให้ลาออกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1913 และทั้งคู่ก็ถูกลอบสังหาร ระบอบการเมืองฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติของบิกตอริอาโน อวยตาก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจและผู้สนับสนุนเดิมในระบอบเก่า ประธานาธิบดีอวยตาอยู่ในอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1913 จนถึง กรกฎาคม ค.ศ. 1914 เมื่อเขาถูกขับไล่ออกจากอำนาจโดยกองกำลังผสมของฝ่ายปฏิวัติในระดับภูมิภาค เมื่อฝ่ายปฏิวัติพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงทางการเมืองระหว่างกันแต่สุดท้ายล้มเหลว เม็กซิโกจึงตกอยู่ในวังวนของสงครามกลางเมือง (ค.ศ. 1914 - 1915) ฝ่ายนิยมรัฐธรรมนูญที่นำโดยเจ้าของที่ดินผู้ร่ำรวย นามว่า เบนุสติอาโน การ์รันซา ก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในปีค.ศ. 1915 เขาสามารถกำจัดกองทัพปฏิวัติของอดีตสมาชิกฝ่ายนิยมรัฐธรรมนูญ ปานโช บิลยา และผลักไสให้เอมิลีอาโน ซาปาตากลับไปสู้รบในรูปแบบสงครามกองโจร ซาปาตาถูกลอบสังหารในปีค.ศ. 1919 โดยสายลับที่ส่งมาโดยประธานาธิบดีการ์รันซา

การปะทะกันด้วยอาวุธกินเวลาเกือบทศวรรษในช่วงทศวรรษที่ 1920 และเกิดขึ้นหลายระยะ[10] เมื่อเวลาผ่านไปการปฏิวัติเปลี่ยนจากการกบฏเพื่อต่อต้านระบอบของดีอัสไปเป็นสงครามกลางเมืองหลายฝ่ายในบางภูมิภาค โดยมีการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจผ่านการต่อสู้ระหว่างฝ่ายต่างๆในการปฏิวัติ ผลที่สำคัญประการหนึ่งคือมีการยุบเลิกกองทัพสหพันธรัฐในปีค.ศ. 1914 ซึ่งฟรังซิสโก มาดูโรดำเนินการเมื่อเขาได้รับการเลือกตั้งในปีค.ศ. 1911 และนายพลอวยตาใช้เหตุนี้ในการโค่นอำนาจมาดูโร กองกำลังปฏิวัติร่วมมือกันต่อต้านระบอบต่อต้านการปฏิวัติของอวยตาและสามารถกำจัดกองทัพสหพันธรัฐได้[11] แม้ว่าความขัดแย้งส่วนใหญ่จะเป็นสงครามกลางเมือง แต่มหาอำนาจต่างชาติที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ในเม็กซิโกเป็นผู้กำหนดผลของความขัดแย้งทางอำนาจในเม็กซิโก สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์นี้[12] จากประชากรของเม็กซิโกจำนวน 15 ล้านคน ความสูญเสียเกิดขึ้นในระดับสูง แต่การประมาณการตัวเลขนั้นแตกต่างกันอย่างมาก บางทีมีรายงานว่ามีประชาชนเสียชีวิต 1.5 ล้านคน มีผู้ลี้ภัยไปต่างประเทศเกือบ 200,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ลี้ภัยไปยังสหรัฐอเมริกา[3][13]

นักวิชาการหลายคนเห็นว่าการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเม็กซิโกปี 1917 เป็นจุดยุติการปะทะกันทางอาวุธ "สภาพเศรษฐกิจและสังคมดีขึ้นตามข้อตกลงของนโยบายฝ่ายปฏิวัติ เพื่อให้สังคมใหม่เกิดขึ้นภายใต้กรอบของสถาบันของฝ่ายปฏิวัติที่เป็นทางการ" โดยมีรัฐธรรมนูญเอื้อให้เกิดกรอบสถาบันดังกล่าว[14] ในช่วงปีค.ศ. 1920 ถึง 1940 มักถูกเรียกว่าเป็นช่วงแห่งการปฏิวัติ ในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่มีความมั่นคงทางอำนาจ ฝ่ายพระสงฆ์และสถาบันคาทอลิกถูกโจมตีในช่วงทศวรรษที่ 1920 และรัฐธรรมนูญปี 1917 ของฝ่ายปฏิวัติได้ถูกนำมาใช้[15]

ความขัดแย้งทางอาวุธครั้งนี้มักจะมีลักษณะเป็นเหตุการณ์ทางสังคมการเมืองที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในเม็กซิโกและเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ความวุ่นวายในคริสต์ศตวรรษที่ 20[16] มันทำให้เกิดแผนการที่สำคัญในการทดสอบและปฏิรูปในองค์กรทางสังคม[17] การปฏิวัติก่อให้เกิดระบอบทางการเมืองที่เกิดขึ้นด้วย "ความยุติธรรมทางสังคม" จนกระทั่งเม็กซิโกได้ผ่านกระบวนการปฏิรูปทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมที่เริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 1980[18]

ปอร์ฟิริอาโต ค.ศ. 1876 - 1911[แก้]

นายพลปอร์ฟิริโอ ดิอัซ ประธานาธิบดีเม็กซิโก

ยุคปอร์ฟิริอาโต เป็นช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของประวัติศาสตร์เม็กซิโก ที่ถูกครอบงำโดยนายพลปอร์ฟิริโอ ดิอัซ ซึ่งกลายเป็นประธานาธิบดีของเม็กซิโกในปีค.ศ. 1876 และปกครองค่อนข้างต่อเนื่องยาวนาน (เว้นช่วงปีค.ศ. 1880 - 1884) จนกระทั่งเขาถูกบีบบังคับให้ลาออกในปีค.ศ. 1911[19] หลังจากการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของมานูเอล กอนซาเลซ ฟลอเรซ พันธมิตรของเขาในช่วงปีค.ศ. 1880 - 1884 ดีอัซได้ลงแข่งขันเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง และเป็นประธานาธิบดีจนถึงปี 1911 ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่ออนุญาตให้ประธานาธิบดีลงเลือกตั้งใหม่ได้โดยไม่จำกัดวาระ ดีอัซได้ท้าทายค่านิยมทางการเมืองของอดีตประธานาธิบดีเบนิโต ฆัวเรซ ที่เสนอให้ประธานาธิบดี "ไม่มีการลงเลือกตั้งเพื่อกลับมาใหม่"[20] ในช่วงยุคปอร์ฟิริอาโต มีการเลือกตั้งแต่ก็ไม่สม่ำเสมอต่อเนื่อง[21] แม้ว่าดีอัซจะประกาศต่อสาธารณะในช่วงที่เขาให้สัมภาษณ์นักข่าว เจมส์ ครีลแมน ว่า เขาจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในปีค.ศ. 1910 เพื่อจะหลุดพ้นจากกิจกรรมทางการเมืองที่วุ่นวาย แต่สุดท้ายเขาก็เปลี่ยนใจและลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งขณะมีอายุ 80 ปี

การเลือกตั้งในปีค.ศ. 1910 เป็นเหตุการณ์การเมืองที่มีความสำคัญต่อการปฏิวัติเม็กซิโก เมื่อประธานาธิบดีชราอย่างดีอัซ ถูกตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้สืบทอดทางการเมืองของเขา และคำถามนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น ในปีค.ศ. 1906 มีการรื้อฟื้นตำแหน่งรองประธานาธิบดีอีกครั้ง โดยดีอัซทำการเลือกพันธมิตรคนสนิทของเขาคือ รามอน กอร์รัล จากกลุ่มที่ปรึกษาซีอานติฟิโกของเขาให้มาดำรงตำแหน่งนี้[22] โดยในการเลือกตั้งปีค.ศ. 1910 ระบอบของดีอัซได้กลายเป็นเผด็จการอย่างมาก และมีการต่อต้านจากทุกภาคส่วนในสังคมเม็กซิกันมากขึ้น

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ดีอัซเคยเป็นวีรบุรุษของชาติ ในช่วงการต่อต้านการแทรกแซงเม็กซิโกของฝรั่งเศสครั้งที่สองในทศวรรษที่ 1860 และเขาโดดเด่นมากขึ้นในสมรภูมิปวยบลา วันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1862 ("ซินโกเดอมาโย")[23] ดีอัซเข้าสู่วงการเมืองหลังจากขับไล่กองทัพฝรั่งเศสออกไปในปีค.ศ. 1867 เมื่อเบนิโต ฆัวเรซได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปีค.ศ. 1871 ดีอัซกล่าวหาว่าฆัวเรซโกงการเลือกตั้ง ฆัวเรซถึงแก่อสัญกรรมในตำแหน่งปีค.ศ. 1872 และเซบาสเตียน เลอร์โด เดอ เตเฆดา ขึ้นสืบทอดตำแหน่งต่อจากฆัวเรซ ดีอัซประสบความล้มเหลวในการก่อการกบฏต่อต้านประธานาธิบดีเลอร์โดตามแผนเดอลาโนรีอา[24] แต่ในภายหลังมีการตกลงให้นิรโทษกรรมแก่เขา แต่ถึงกระนั้นเมื่อเลอร์โดลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในปีค.ศ. 1876 ครั้งนี้ดีอัซประสบความสำเร็จในการก่อกบฏภายใต้แผนทักเตเป็ค[25][26]

ในช่วงปีแรกๆของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ดีอัซเป็นนักการเมืองผู้เชี่ยวชาญ เขาเล่นการเมืองเป็นกลุ่มการเมืองในขณะเดียวกันก็สามามารถรักษาและกระชับอำนาจของเขาเองได้ เขาใช้กองกำลังรูราเลซ ซึ่งเป็นกองกำลังตำรวจติดอาวุธที่ขึ้นตรงต่อเขาให้เป็นกลุ่มกำลังกึ่งทหารในการรักษาความสงบแถบชนบท เขาระงับการเลือกตั้ง โดยโต้เถียงว่าเขารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ และเขาก็ขับเคลื่อนความเชื่อนี้ด้วยอำนาจที่แข็งแกร่ง "ระเบียบและความก้าวหน้า" เป็นคำคติพจน์ของระบอบการปกครองของเขา[27] แม้ว่าดีอัซขึ้นสู่อำนาจในปีค.ศ. 1876 ภายใต้คติพจน์ "ไม่มีการลงเลือกตั้งเพื่อกลับมาใหม่" เขาให้มานูเอล กอนซาเลซ ฟลอเรซเข้าเป็นประธานาธิบดีในช่วงปี 1880 - 1884 แต่ดีอัซก็ยังคงอยู่ในอำนาจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีค.ศ. 1884 จนถึงค.ศ. 1911 โดยมีการระงับการเลือกตั้งเป็นระยะและเข้มงวดในการเปิดโอกาสสู่ประชาธิปไตย

สมัยประธานาธิบดีดีอัซนั้นโดดเด่นด้วยการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยการเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างประเทศ เขาเชื่อว่าฝ่ายต่อต้านจำเป็นต้องถูกปราบปรามและต้องฟื้นฟูระเบียบกฎหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ประกอบการต่างชาติให้มองว่าการลงทุนของพวกเขาจะปลอดภัย ความทันสมัยและความก้าวหน้าของเมืองนำม่ซึ่งค่าใช้จ่ายของชนชั้นแรงงานและชาวนาที่เพิ่มขึ้น

เกษตรกร ชาวไร่ชาวนาต่างถูกกดขี่และเอารัดเอาเปรียบ ระบบเศรษฐกิจได้นำมาซึ่งการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของยุคปอร์ฟิริอาโต ซึ่งเขาสนับสนุนการก่อสร้างโรงงานและอุตสาหกรรม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆเช่นถนนและเขื่อนกักเก็บน้ำ รวมถึงการพัฒนาด้านเกษตรด้วย การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมทำให้ชนกรรมาชีพในเมืองมีมากขึ้นและสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งจากสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

ความมั่งคั่ง อำนาจทางการเมือง และการเข้าถึงระบบการศึกษานั้งกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มครอบครัวชนชั้นสูงจำนวนหนึ่ง ที่เป็นชนเชื้อสายยุโรปและเชื้อสายผสม กลุ่มชนนี้รู้จักในชื่อ ฮาเชนดาโดซ (hacendados) พวกเขาควบคุมพื้นที่บริเวณกว้างใหญ่ของประเทศโดยมีที่ดินในครอบครองขนาดใหญ่ (เช่น ครอบครัวเตร์ราซามีที่ดินแห่งหนึ่งในโซโนรา ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่จำนวนหนึ่งล้านเอเคอร์) ประชาชนส่วนใหญ่ในเม็กซิโกเป็นชาวนาที่ไม่มีที่ดินทำกินอาศัยอยู่ในพื้นที่ดินของคนอื่นที่กว้างใหญ่ หรือเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมที่ทำงานอย่างหนักเพื่อแลกค่าแรงที่สูงกว่าค่าแรงของทาสเพียงเล็กน้อย กลุ่มบริษัทต่างชาติส่วนใหญ่มาจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ก็ยังคงมีอิทธิพลในเม็กซิโกเช่นกัน

ระบบการเมือง[แก้]

หนังสือพิมพ์ต่อต้านระบอบของดีอัซ ชื่อ เรเกเนอราชีออง เป็นหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์เป็นทางการของพรรคเสรีนิยมเม็กซิกัน (PLM)

ดีอัซได้สร้างกลไกทางการเมืองที่น่าเกรงขามไว้ โดยครั้งแรกเขาร่วมงานกับผู้มีอิทธิพลในภูมิภาค และนำพาบุคคลเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบอบของเขา หลังจากนั้นก็แทนที่พวกเขาด้วยกลุ่ม เฆเฟส โปลิติโกส (jefes políticos; เจ้าพ่อการเมือง) ซึ่งเป็นผู้จงรักภักดีต่อดีอัซ ดีอัซสามารถจัดการความขัดแย้งทางการเมืองได้อย่างชำนาญและสามารถดึงบังเหียนไปสู่การมีอำนาจอย่างอิสระ เขาแต่งตั้งเหล่านายทหารในกองทัพมากมายให้ดำรงตำแหน่งฝ่ายปกครองในรัฐต่างๆ เช่น นายพลเบอร์นาร์โด เรเยส ผู้ซึ่งกลายเป็นผู้ว่าการรัฐนวยโวเลอองทางภาคเหนือ แต่พอหลายปีผ่านมา เหล่านายทหารถูกแทนที่ด้วยพลเรือนที่ภักดีต่อดีอัซแทน

ด้วยความที่เขาเป็นนายทหารมาก่อนและเป็นผู้ที่เข้าแทรกแซงการเมืองโดยตรงเพื่องชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปีค.ศ. 1876 ดีอัซตระหนักดีว่ากองทัพสหพันธรัฐสามารถต่อต้านเขาด้วยเช่นกัน เขาจึงเพิ่มตำแหน่ง "รูราเลส" (rurales) ซึ่งเป็นกองกำลังตำรวจที่เคยถูกจัดตั้งในสมัยประธานาธิบดีฆัวเรซ และดีอัซทำให้กองตำรวจนี้เป็นกองกำลังติดอาวุธส่วนตัว รูราเลสมีจำนวนเพียง 2,500 นาย เมื่อเทียบกับกองมัพ 30,000 นายของกองทัพสหพันธรัฐ และอีก 30,000 นายจากกองกำลังทหารต่างประเทศที่มาสมทบ ทหารนอกกฎหมายและทหารองครักษ์[28] ทั้งๆที่กองตำรวจรูราเลสมีจำนวนน้อย แต่พวกเขาก็มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมดินแดนชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตตามทางรถไฟกว่า 12,000 ไมล์ พวกเขาเป็นกองกำลังเคลื่อนที่ มักจะขึ้นรถไฟพร้อมกับม้าของพวกเขา ในการจัดการพวกกบฏตามพื้นที่ห่างไกลของเม็กซิโก[29]

ธงสัญลักษณ์ ปี 1903 หน้าสำนักงานนิตยสารฝ่ายค้าน เอลฮีโฆอาฮวยโซลต์ อ่านว่า: "รัฐธรรมนูญตายไปแล้ว..." (The Constitution has died...)

การก่อสร้างทางรถไฟได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในเม็กซิโก (เช่นเดียวกับสถานที่อื่นๆในลาตินอเมริกา) โดยทำให้เกิดการเร่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเพิ่มพลังอำนาจของรัฐเม็กซิกัน เป็นผลให้ความสุขของดินแดนห่างไกลที่ต้องการแยกตัวจากรัฐบาลกลางต้องสิ้นสุดลง มีการสร้างสายโมรเลขถัดจากทางรถไฟซึ่งเป็นการสร้างการสื่อสารทางตรงระหว่างรัฐห่างไกลและเมืองหลวง[30]

ความเฉียบแหลมและความยืดหยุ่นทางการเมืองของดีอัซได้ฉายแววในช่วงปีแรกๆของระบอบปอร์ฟีริอาโตจนกระทั่งถึงช่วงจุดเสื่อม เขานำพวกเหล่าผู้ว่าการรัฐเข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุม และทำการเปลี่ยนตำแหน่งตามที่เขาประสงค์ กองทัพสหพันธรัฐมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็กลายเป็นกองทัพที่ไร้ประสิทธิภาพพร้อมๆกับเหล่านายพลที่แก่ชรา และมีทหารที่พร้อมเข้าปราบปรามโดยใช้กำลัง ดีอัซพยายามใช้วิธีการจัดการเดียวกับที่เขาทำกับระบบการเมืองเม็กซิกันซึ่งมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยแสดงความเอนเอียงไปยังผลประโยชน์ของยุโรปเพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกา[31]

การเอนเอียงไปยังผลประโยชน์ของคู่ขัดแย้งโดยเฉพาะพวกอเมริกันและอังกฤษนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าระบบการเล่นพรรคเล่นพวกที่ซับซ้อนอยู่แล้ว[32] ด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและภาคอุตสาหกรรมที่เจริญรุ่งเรือง สหภาพแรงงานเริ่มมีการจัดเงื่อนไขที่ดีขึ้น ด้วยการขยายตัวของเกษตรกรรมของเม็กซิโก ทำให้ชาวนาที่ไร้ที่ดินต้องถูกบังคับให้ทำงานเพื่อแลกกับค่าจ้างจำนวนที่ต่ำ หรือถูกบีบให้ย้ายเข้าเมือง การเกษตรของชาวนาถูกกดดันภายใต้การขยายตัวของการทำเกษตรกรรม เช่นในรัฐโมเรโลส ทางตอนใต้ของเม็กซิโกซิตี้ มีการทำไร่อ้อยน้ำตาลที่เจริญเติบโต มีสิ่งหนึ่งที่นักวิชาการเรียกว่า "แรงกดดันชาวนา" ซึ่ง "การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรสวนทางกับจำนวนที่ดินที่สูญเสีย ค่าจ้างงานที่ลดลง และสิทธิในการครอบครองที่ดินที่ไม่มั่นคง นำมาซึ่งความเสื่อมลงของระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง" แต่ภูมิภาคที่อยู่ภายใต้ความตึงเครียดนี้ที่สุดกลับไม่ใช่เขตที่เกิดการกบฏ[33]

ฝ่านต่อต้านดีอัซ[แก้]

ริการ์โด ฟลอเรซ มากอน (ซ้าย) และเอ็นริเก ฟลอเรซ มากอน น้องชาย (ขวา) แกนนำพรรคเสรีนิยมเม็กซิกัน ในเรือนจำแคลิฟอร์เนียเคานท์ตี ลอสแอนเจลิส ปีค.ศ. 1917

มีชาวเม็กซิกันจำนวนหนึ่งเริ่มจัดตั้งกลุ่มต่อต้านนโยบายของประธานาธิบดีดีอัซ ซึ่งเขาทำการต้อนรับการเข้ามาของกลุ่มทุนและนายทุนต่างประเทศ มีการต่อต้านกลุ่มสหภาพแรงงานที่เพิ่งจัดตั้ง และเกิดการต่อต้านกลุ่มชาวนาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่การเกษตรกำลังรุ่งเรือง ในปีค.ศ. 1905 กลุ่มปัญญาชนและผู้ประท้วงชาวเม็กซิกัน ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพรรคเสรีนิยมเม็กซิกัน (Partido Liberal de México; พรรคพีแอลเอ็ม) ได้ทำการร่างแผนการปฏิรูปที่รุนแรง ซึ่งพวกเขามุ่งแต่เสนอแผนการที่ระบอบของดีอัซตัดสินว่าว่าเป็นสิ่งแย่ที่สุด ผู้นำที่โดดเด่นที่สุดของพรรค PLM คือ ริการ์โด ฟลอเรซ มากอน พร้อมกับน้องชายของเขาคือ เอ็นริเก และพี่ชายคือ เฆซุส สามพี่น้องได้ร่วมมือกับลุยส์ กาเบรรา โลบาโตและอันโตนิโอ ดีอัซ โซโต ยี กามา ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านระบอบดีอัซในการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ เอลฮีโฆอาฮวยโซลต์ การ์ตูนล้อเลียนการเมืองถูกวาดโดยโฆเซ กัวดาลูเป โปซาดา ซึ่งได้วาดล้อเลียนนักการเมืองและกลุ่มชนชั้นนำในสังคมด้วยภาพตลกขบขันอันเผ็ดร้อน โดยแสดงภาพว่ากลุ่มพวกเขานั้นเป็นพวกโครงกระดูก พรรคเสรีนิยมเม็กซิกันก่อตั้งหนังสือพิมพ์แนวอนาธิปไตยที่ต่อต้านดีอัซ ชื่อ เรเกเนอราชีออง ซึ่งตีพิมพ์ในภาษาสเปนและอังกฤษ ปราเซดิส เกอร์เรโร นักกวีอนาธิปไตยที่ลี้ภัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาก็ทำการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ต่อต้านดีอัซเช่นกัน ชื่อ อัลบา โรยา (Red Dawn; รุ่งอรุณสีแดง) ในเมืองซานฟรานซิสโก ถึงแม้ว่ากลุ่มฝ่ายซ้ายจะมีเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่พวกเขาก็กลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลสูง ผ่านงานตีพิมพ์ของพวกเขาซึ่งช่วยในการต่อต้านระบอบดีอัซได้ดี ฟรังซิสโก บรูเนซขนานนามบุคคลเหล่านี้ว่า "นักเขียนที่แท้จริง" ของการปฏิวัติเม็กซิโก ในการปลุกเร้าผู้คน[34] เมื่อการเลือกตั้งค.ศ. 1910 มาถึง ฟรังซิสโก อี. มาเดโร ผู้เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีแนวคิดอุดมคติ และเป็นสมาชิกหนึ่งในตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดของเม็กซิโก ได้ให้ทุนสนับสนุนหนังสือพิมพ์ แอนตี้รีอีเล็กชั่นนิสตา (Anti-Reelectionista) เพื่อต่อต้านความพยายามของดีอัซที่จะลงเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งต่อเนื่องอีก

การนัดหยุดงานที่เมืองคานาเนอาในปีค.ศ. 1906 หน่วยรักษาความปลอดภัยของบริษัททำการปราบปรามแรงงาน

องค์กรแรงงานดำเนินการนัดหยุดงานเพื่อให้เพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการให้ดีขึ้น พวกเขาต้องการสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นหลักของโครงการจากพรรคเสรีนิยม ที่ร่างขึ้นในปีค.ศ. 1905 แรงงานเหมืองทองแดนบริเวณภาคเหนือของเม็กซิโกที่โซโนรา ดำเนินการนัดหยุดงานที่เมืองคานาเนอา ปีค.ศ. 1906 ซึ่งมีการปราบปรามอย่างรุนแรง ท่ามกลางข้อเรียกร้องอื่นๆ พวกเขาได้รับเงินค่าจ้างน้อยกว่าแรงงานเหมืองสัญชาติสหรัฐอเมริกาเสียอีก[35] ในรัฐเบราครูซ แรงงานในโรงงานสิ่งทอได้ก่อการจลาจล ในเดือนมกราคม ค.ศ.1907 ที่โรงงานใหญ่รีโอบลังโก ซึ่งเป็นโรงงานสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อการประท้วงการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งพวกเขาต้องจ่ายเครดิตที่สามารถใช้ได้เฉพาะร้านค้าที่ทำสัญญากับบริษัทเท่านั้น[36]

การนัดหยุดงานเหล่านี้ถูกปราบปรามอย่างไร้ความปราณีโดยเจ้าของโรงงานซึ่งได้รับความช่วยเหลือด้านกองกำลังจากรัฐบาล ในเหตุการณ์ที่คานาเนอา วิลเลียม คอร์แนล กรีนนี เจ้าของเหมืองได้รับการสนับสนุจากกองกำลังรูราเลสของดีอัซในโซโนรา และมีการเรียกแอริโซนาเรนเจอร์ให้ข้ามแชนแดนมาจากสหรัฐอเมริกาด้วย[37] ในรัฐเบราครูซ กองทัพเม็กซิกันเข้าปราบปรามแรงงานสิ่งทอรีโอบลังโกด้วยอาวุธปืน จากนั้นนำศพของแรงงานขึ้นรถไฟบรรทุกไปยังเบราครูซ "ซึ่งศพของพวกเขาถูกโยนทิ้งจากท่าเรือเพื่อเป็นอาหารให้ฉลาม"[38] การปราบปรามการนัดหยุดงานโดยรัฐบาลไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเม็กซิโก โดยเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตกด้วย

เนื่องด้วยสื่อถูกปราบปรามในเม็กซิโกภายใต้การปกครองของดีอัซ การจะตีพิมพ์อะไรเพียงเล็กน้อยในเม็กซิโกถูกมองว่ากำลังวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการปกครอง หนังสือพิมพ์แทบไม่ได้รายงานเหตุการณ์การยัดหยุดงานที่รีโอบลังโก การนัดหยุดงานที่คาเนเนอา หรือการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างโหดร้ายในไร่ที่โออาซากาและยูกาตัง กลุ่มฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านดีอัซ เช่น ริการ์โด ฟลอเรซ มากอน และปราเซดิส เกอร์เรโร หลบหนีลี้ภัยอย่างปลอดภัยที่สหรัฐอเมริกา แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับสายลับของดีอัซทำให้พวกเขาถูกจับกุม

การสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี ค.ศ. 1910[แก้]

โฆเซ อีฟ ลีมันตูร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของดีอัซ และเป็นผู้นำกลุ่มซีอานติฟิโก

ดีอัซปกครองมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1884 ประเด็นปัญหาเรื่องผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีเริ่มกลายเป็นที่ถกเถียงในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 เมื่อดีอัซมีอายุได้ 70 ปี[39] ซึ่งเป็น "เจตนาของเขาที่จะไม่ประกาศว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปีค.ศ. 1904"[40] ดีอัซดูเหมือนจะพิจารณาให้ โฆเซ อีฟ ลีมันตูร์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เป็นผู้สืบทอดของเขา ลีมันตูร์เป็นบุคคลสำคัญในกลุ่มที่ปรึกษาซีอานติฟิโก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรึกษาเทคโนแครตที่มีความเชี่ยวชาญทางรัฐศาสตร์

ผู้สืบทอดที่เป็นไปได้อีกคนหนึ่งคือ นายพลเบอร์นาร์โด เรเยส รัฐมนตรีกระทรวงสงครามของดีอัซและยังเป็นผู้ว่าการรัฐนวยโวเลออง นายพลเรเยสนั้นเป็นศัตรูกับกลุ่มซีอานติฟิโก เขาเป็นนักปฏิรูปสายกลาง ซึ่งมีฐานการสนับสนุนจำนวนมาก[40] ดีอัซเริ่มกังวลว่าเรเยสจะเข้ามาในฐานะคู่แข่ง ดังนั้นจึงบีบบังคับให้เขาลาออกจากคณะรัฐมนตรี ดีอัซพยายามลดความสำคัญของเรเยสโดยส่งเข้าไปปฏิบัติ "ภารกิจทางทหาร" ในยุโรป[41] เพื่อให้เขาห่างจากเม็กซิโกและผู้ที่สนับสนุนเขา

ดีอัซรื้อฟื้นตำแหน่งรองประธานาธิบดีขึ้นอีกครั้งในปีค.ศ. 1906 โดยเลือกรามอน กอร์รัลให้ดำรงตำแหน่งนี้ แทนที่เขาจะจัดการเรื่องผู้สืบทอด แต่ดีอัซกลับลดความสำคัญของกอร์รัลโดยพยายามกีดกันเขาออกจากการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ[42]

ในปีค.ศ. 1908 จากการสัมภาษณ์กับเจมส์ ครีลแมน นักข่าวชาวอเมริกัน ดีอัซกล่าวว่าเม็กซิโกพร้อมแล้วกับระบอบประชาธิปไตย และเขาจะก้าวลงจากตำแหน่งเพื่อให้ผู้สมัครคนอื่นๆเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี[43][44][45] เนื่องจากเหตุนี้ ตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจึงเปิดโอกาสให้ผู้อื่นในปีค.ศ. 1910 หลังจากนั้นดีอัซจะลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีและลงมาทำกิจกรรมร่วมกันกับฝ่ายที่ต่อต้าน เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งกลับมาใหม่

"ความท้าทายที่เกิดขึ้นจากเรเยส เป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้ดีอัซทุกข์ใจตลอดช่วงท้ายของทศวรรษ สิ่งนีทำให้เขาตาบอดจนไม่เห็นอันตรายจากภัยคุกคามของการรณรงค์ต่อต้านการเลือกตั้งกลับมาใหม่ ที่ดำเนินการโดยฟรังซิสโก มาเดโร"[46]

ในปีค.ศ. 1910 ฟรังซิสโก อี. มาเดโร ชายหนุ่มผู้มาจากตระกูลเจ้าของที่ดินผู้ร่ำรวยของรัฐทางตอนเหนือ รัฐโกอาวีลา ประกาศเจตนาตั้งใจที่จะท้าทายอำนาจดีอัซซึ่งพยายามเข้ามาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งผ่านการเลือกตั้ง มาเดโรชูธงของพรรคต่อต้านการเลือกตั้งกลับมาใหม่ (Anti-Reelectionist Party) มาเดโรเลือกคู่หูของเขามาร่วมด้วยคือ ฟรังซิสโก บาสเกซ โกเมซ เขาเป็นแพทย์ผู้ต่อต้านดีอัซ[47] ดีอัซหวังว่าเขาจะสามารถควบคุมการเลือกตั้งได้เหมือนการเลือกตั้งเจ็ดครั้งก่อนหน้านี้[48] แต่มาเดโรมีการรณรงค์อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ ดีอัซจึงมีคำสั่งจับกุมมาเดโร เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่ชนะการเลือกตั้ง มาเดโรหลบหนีไปหลบซ่อนในช่วงเวลาสั้นๆที่แซนแอนโทนีโอ รัฐเท็กซัส[48] ดีอัซได้รับการประกาศว่าชนะการเลือกตั้งแบบ "ถล่มทลาย" เมื่อมีการเห็นได้ชัดว่าการเลือกตั้งถูกแก้ไข ตอรีบีโอ ออร์เตกา รามีเรซ ผู้สนับสนุนมาเดโรจึงชูกองกำลังติดอาวุธที่คูชิลโลปาราโด เมืองชีวาวา รัฐชีวาวา ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910

จุดจบยุคปอร์ฟิริอาโต[แก้]

สมรภูมิสำคัญในการต่อสู้เพื่อขับไล่ดีอัซ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1910 - เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1911 ปฏิบัติการที่สำคัญเกิดขึ้นแถบชายแดนทางภาคเหนือ โดยยุทธการที่ซิวแดด ฆัวเรซถือเป็นจุดตัดสินชี้ขาด แต่การต่อสู้ในโมเรโลสโดยพวกซาปาติสตาก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริเวณรัฐทางตอนใต้ของเมืองหลวงเม็กซิโก

ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1910 มาเดโรเขียน "จดหมายจากเรือนจำ" ที่เป็นที่รู้จักในชื่อ แผนซานลุยส์โปโตซี โดยมีคำขวัญหลักว่า "Sufragio Efectivo, No Re-elección" ("สิทธิในการออกเสียงที่เป็นอิสระ และไม่มีการเลือกตั้งกลับมาใหม่") แผนนี้เป็นการประกาศว่าตำแหน่งประธานาธิบดีของดีอัซนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีการเรียกร้องให้ก่อกบฏต่อต้านดีอัซ เริ่มในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910 แผนการทางการเมืองของมาเดโรไม่ได้เป้นการร่างเค้าโครงการปฏิวัติทางสังคมเศรษฐกิจ แต่เป็นการเสนอความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงความเสียเปรียบที่ชาวเม็กซิกันจำนวนมากต้องเผชิญ[48]

เหล่าผู้นำกบฎทางตอนเหนือที่ต่อต้านดีอัซถ่ายรูปร่วมกันหลังสิ้นสุดยุทธการที่ซิวแดด ฆัวเรซ ในรูปประกอบด้วย โฆเซ มารีอา ปิโญ ซัวเรซ, เบนุสติอาโน การ์รันซา, ฟรังซิสโก อี. มาเดโร (และบิดาของเขา), ปาสกูอัล โอรอซโก, ปานโช บิลยา, กุสตาโว มาเดโร, ราอูล มาเดโร, อับราฮัม กอนซาเลซ และจูเซปเป การิบัลดี จูเนียร์

แผนของมาเดโรมุ่งเป้าไปที่การปลุกระดมให้ก่อการจลาจลต่อต้านดีอัซ แต่เขาก็เข้าใจว่าการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและนักการเงินชาวอเมริกันเป็นสิ่งที่คอยกัดเซาะระบอบการปกครอง ครอบครัวมาเดโรซึ่งร่ำรวยและมีอำนาจได้พยายามดึงทรัพยากรเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง โดยน้องชายของเขาคือ กุสตาโว อา. มาเดโร เป็นผู้จัดการทรัพยากรเหล่านี้ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1910 และมีการว่าจ้างนักกฎหมายจากวอชิงตัน คือ เชอร์บรูน ฮ็อปกินส์ ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "เป็นตัวกระตุ้นการปฏิวัติในลาตินอเมริกาที่ดีที่สุดในโลก" ให้เข้ามาร่วมด้วยเพื่อดึงการสนับสนุนมาจากสหรัฐอเมริกา[49] กลยุทธ์ที่ทำให้ดีอัซเสียเครดิตกับเหล่านักธุรกิจอเมริกันและรัฐบาลสหรัฐฯนั้นประสบความสำเร็จ โดยผู้แทนจากสแตนดาร์ดออยล์เข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจากับกุสตาโว มาเดโร ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา "ยอมน้อมต่อกฎการวางตัวเป็นกลางต่อนักปฏิวัติ"[50]

ขบวนการปฏิวัติในช่วงหลังค.ศ. 1910 ได้ออกมาตอบสนองต่อแผนซานลุยส์โปโตซีของมาเดโร มาเดโรมีสัญญาอันคลุมเครือในเรื่องการปฏิรูปที่ดินในเม็กซิโก ซึ่งเรื่องการปฏิรูปที่ดินนี้ดึงดูดใจชาวนาทั่วเม็กซิโกอย่างมาก มีการกบฏเกิดขึ้นไปทั่ว ทั้งแรงงานในฟาร์มทั่วไป คนงานเหมืองและชาวเม็กซิกันชนชั้นแรงงานอื่นๆ พร้อมกับประชาชนชนพื้นเมืองจำนวนมาก ต่อสู้กับกองกำลังของดีอัซอย่างประสบความสำเร็จ มาเดโรรวมผู้นำกองกำลังกบฏเข้าด้วยกัน เช่น ปาสกูอัล โอรอซโก, ปานโช บิลยา, ริการ์โด ฟลอเรซ มากอน, เอมิลีอาโน ซาปาตาและเบนุสติอาโน การ์รันซา โอรอซโกเป็นชาวหนุ่มผู้ฉลาดหลักแหลมและมีศักยภาพในการปฏิวัติ เขาร่วมมือกับผู้ว่าการรัฐชีวาวา อับราฮัม กอนซาเลซ จัดตั้งกองทัพที่ทรงอานุภาพทางตอนเหนือ และแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มุ่งมั่นในตัวมาเดโรมากนัก กองทัพกบฏยึดเมืองเมฆิกาลิและชีวาวาซิตี้ ชัยชนะเหล่านี้ได้กระตุ้นพันธมิตรคนอื่นๆ เช่น ปานโช บิลยา โอรอซโกและบิลยาต่อสู้และได้ชัยชนะในยุทธการที่ซิวแดด ฆัวเรซที่มีพรมแดนติดกับเอลแพโซ (รัฐเท็กซัส) ทางตอนใต้ของแม่น้ำรีโอแกรนด์ ซึ่งการรบครั้งนี้ขัดต่อเจตนารมณ์ของมาเดโร การเรียกร้องให้ก่อกบฏของมาเดโรได้เกิดผลลัพธ์อย่างไม่คาดคิด เช่น เกิดกบฏมากอนิสตา ปีค.ศ. 1911 ที่รัฐบาฮากาลิฟอร์เนีย

รัฐบาลเฉพาะกาล พฤษภาคม - พฤศจิกายน ค.ศ. 1911[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  1. "Obregón Salido Álvaro". Bicentenario de México. สืบค้นเมื่อ May 2, 2013.
  2. "Elías Calles Campuzano Plutarco". Bicentenario de México. สืบค้นเมื่อ May 2, 2013.
  3. 3.0 3.1 Robert McCaa, "Missing millions: the human cost of the Mexican Revolution." Mexican Studies 19#2 (2001). online
  4. Rummel, Rudolph. "Tavle 11.1 The Mexican Democide Line 39". Statistics Of Mexican Democide.
  5. 5.0 5.1 Rummel, Rudolph. "Tavle 11.1 The Mexican Democide Line 46". Statistics Of Mexican Democide.
  6. Alan Knight, "Mexican Revolution: Interpretations" in Encyclopedia of Mexico, vol. 2, p. 873. Chicago: Fitzroy Dearborn 1997.
  7. John Tutino, From Insurrection to Revolution: Social Bases of Agrarian Violence, 1750–1940. Princeton: Princeton University Press 1986, p. 327.
  8. Friedrich Katz, The Secret War in Mexico: Europe, the United States, and the Mexican Revolution. Chicago: University of Chicago Press 1981, p. 35.
  9. Katz, The Secret War in Mexico p. 35.
  10. "Mexican Revolution 1910–1920".
  11. Christon Archer, "Military, 1821–1914" in Encyclopedia of Mexico, vol. 2, p. 910. Chicago: Fitzroy and Dearborn 1997.
  12. Friedrich Katz, The Secret War in Mexico: Europe, the United States, and the Mexican Revolution. Chicago: University of Chicago Press 1981.
  13. Michael LaRosa and German R. Mejia (2007). An Atlas and Survey of Latin American History. M.E. Sharpe. p. 150. ISBN 978-0-7656-2933-3.
  14. John Womack, Jr. “The Mexican Revolution” in Mexico Since Independence, ed. Leslie Bethell. Cambridge: Cambridge University Press 1991, p. 125
  15. Knight,"Mexican Revolution: Interpretations", pp. 869–873.
  16. Knight, Alan (1 May 1980). "The Mexican Revolution". History Today. 30 (5): 28. สืบค้นเมื่อ 5 November 2011.
  17. Cockcroft, James (1992). Mexico: Class Formation, Capital Accumulation, & the State. Monthly Review Press.
  18. Centeno, Ramón I. (2018-02-01). "Zapata reactivado: una visión žižekiana del Centenario de la Constitución". Mexican Studies/Estudios Mexicanos (in อังกฤษ). 34 (1): 36–62. doi:10.1525/msem.2018.34.1.36. ISSN 0742-9797.
  19. James A. Garza, "Porfirio Díaz", in Encyclopedia of Mexico, vol. 1, p. 406. Chicago: Fitzroy Dearborn, 1997
  20. Paul Garner, Porfirio Díaz. New York: Pearson 2001, p. 98.
  21. Garner, Porfirio Díaz, p. 98.
  22. Garner, Porfirio Díaz, p. 253.
  23. Garner, Porfirio Díaz, p. 242.
  24. Garner, Porfirio Díaz, p. 245
  25. Garner, Porfirio Díaz, p. 246.
  26. William Weber Johnson, Heroic Mexico: The Violent Emergence of a Modern Nation, Doubleday, 1968, p. 69.
  27. Emily Edmonds-Poli and David A. Shirk (2012). Contemporary Mexican Politics. Rowman & Littlefield. p. 28. ISBN 9781442207561.
  28. John Womack, Jr. “The Mexican Revolution”, in ‘’Mexico Since Independence’’, Leslie Bethell, ed. Cambridge: Cambridge University Press 1991, p. 130.
  29. Paul Vanderwood, Disorder and Progress: Bandits, Police, and Mexican Development. Wilmington, DE: SR Books, rev. ed. 1992.
  30. Paul Vanderwood, Disorder and Progress: Bandits, Police, and Mexican Development. Wilmington, DE: SR Books, rev. ed. 1992.
  31. Deborah J. Baldwin, Protestants and the Mexican Revolution. Urbana: University of Illinois Press, 1990, p. 68.
  32. Friedrich Katz, The Secret War in Mexico. Chicago: University of Chicago Press, 1991.
  33. John Tutino, From Insurrection to Revolution: Social Bases of Agrarian Violence in Mexico, 1750–1940. Princeton: Princeton University Press 1986.
  34. Claudio Lomnitz citing Francisco Bulnes, ‘’El verdadero Díaz y la revolución’’ in Claudio Lomnitz, The Return of Ricardo Flores Magón. New York: Zone Books, 2014, p. 55 and fn. 6, p. 533.
  35. John Kenneth Turner, Barbarous Mexico, Austin: University of Texas Press, 1969, reprint of the 1910 edition, pp. 181–186.
  36. Turner, Barbarous Mexico, pp. 167–173.
  37. Turner, Barbarous Mexico, pp. 181–186.
  38. Turner, Barbarous Mexico, p. 173, emphasis in the original quotation from Turner’s informant.
  39. Garner, Paul. Porfirio Díaz. New York: Pearson, 2001, p. 209.
  40. 40.0 40.1 Garner, Porfirio Díaz, p. 209.
  41. Garner, Porfirio Díaz p. 210.
  42. Garner, Porfirio Díaz p. 210
  43. McLynn, Frank. Villa and Zapata, p. 24.
  44. Womack, John. Zapata and the Mexican Revolution, p. 10.
  45. Johnson, William. Heroic Mexico, p41.
  46. Garner, Porfirio Díaz, p. 210.
  47. Mark Wasserman, "Francisco Vázquez Gómez", in Encyclopedia of Mexico, vol 2, p. 151. Chicago: Fitzroy Dearborn, 1997.
  48. 48.0 48.1 48.2 Clayton, Lawrence A.; Conniff, Michael L. (2005). A History of Modern Latin America. United States: Wadsworth Publishing. pp. 285–286. ISBN 0-534-62158-9.
  49. Womack, John, Jr. "The Mexican Revolution" in Mexico Since Independence Leslie Bethell, ed. Cambridge: Cambridge University Press, 1991, p. 130.
  50. Womack, "The Mexican Revolution", p. 131.