การปฏิวัติเม็กซิโก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
การปฏิวัติเม็กซิโก
Collage revolución mexicana.jpg
รวมภาพเหตุการณ์การปฏิวัติเม็กซิโก
วันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910 – 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1920
(9 ปี 6 เดือน 1 วัน)
สถานที่ เม็กซิโก
ผลลัพธ์ ฝ่ายปฏิวัติได้ชัยชนะ
คู่ขัดแย้ง
เม็กซิโก ฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ:

1910–1911:
กองทัพสหพันธรัฐนำโดยปอร์ฟิริโอ ดีอัซ

เม็กซิโก ฝ่ายปฏิวัติ:

1910–1911:
กลุ่มมาเดริสตา
กลุ่มออโรสกิสตา
กลุ่มมากอนนิสตา
กลุ่มซาปาติสตา

1911–1913:
กลุ่มมาเดริสตา
1911–1913:
กองทัพนำโดยเบอร์นาร์โด เรเยส
กองทัพนำโดยเฟลิกซ์ ดีอัซ
กลุ่มออโรสกิสตา
กลุ่มมากอนนิสตา
กลุ่มซาปาติสตา
1913–1914:
กองทัพนำโดย บิกตอริอาโน อวยตา
1913–1914:
การ์รันซิสตา
กลุ่มบิลลิสตา
กลุ่มซาปาติสตา
1914–1919:
กลุ่มบิลลิสตา
กลุ่มซาปาติสตา
กองทัพนำโดยเฟลิกซ์ ดีอัซ
กองทัพนำโดยออเรลีอาโน บลังเกต์
1914–1919:
การ์รันซิสตา
เซดิติโอนิสตา
 จักรวรรดิเยอรมัน (c.1917)
1920:
กองทัพนำโดยอัลบาโร โอเบรกอน
กองทัพที่ยังเหลือของกลุ่มซาปาติสตา

สนับสนุนโดย
 สหรัฐ (1910–1913)
 จักรวรรดิเยอรมัน (c.1913–1919)

1920:
การ์รันซิสตา

สนับสนุนโดย
 สหรัฐ (1913–1918)
 สหราชอาณาจักร (1916–1918)

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
1910–1911:
ปอร์ฟิริโอ ดีอัซ
รามอน กอร์รัล
มานูเอล มอนดรากอน
โฆเซ อีฟ ลีมันตูร์
1911–1913:
ปาสกูอัล โอรอซโก (ทำการก่อการปฏิวัติหลังจากดีอัซถูกโค่นอำนาจ และภายหลังเข้าร่วมกับฝ่ายอวยตาหลังจากอวยตาขึ้นสู่อำนาจ)
เบอร์นาร์โด เรเยส  (นำการปฏิวัติเองจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1913)
เฟลิกซ์ ดีอัซ (อยู่กับฝ่ายเรเยส ต่อมาเข้ากับฝ่ายอวยตา หลังจากเรเยสตายในปี 1913)
เอมิลีอาโน ซาปาตา (อยู่ฝ่ายโอรอซโกจนกระทั่งอวยตาขึ้นสู่อำนาจ)
ริการ์โด ฟลอเรซ มากอน (เชลย)
1913–1914:
บิกตอริอาโน อวยตา
ออเรลีอาโน บลังเกต์
ปาสกูอัล โอรอซโก ในปี 1915)
มานูเอล มอนดรากอน (จนถึงมิถุนายน ปี 1913)
ฟรังซิสโก เลออน เด ลา บาร์รา
ฟรังซิสโก เซ. การ์บาฮาล
1914–1919:
ปานโช บิลยา
เอมิลีอาโน ซาปาตา 
เฟลิกซ์ ดีอัซ
ออเรลีอาโน บลังเกต์ 
1920:
อัลบาโร โอเบรกอน
1910–1911:
ฟรังซิสโก อี. มาเดโร
ปาสกูอัล โอรอซโก
เบอร์นาร์โด เรเยส
ปานโช บิลยา
เอมิลีอาโน ซาปาตา
ริการ์โด ฟลอเรซ มากอน1911–1913:
ฟรังซิสโก อี. มาเดโร 
โฆเซ มารีอา ปิโญ ซัวเรซ 
ปานโช บิลยา
เบนุสติอาโน การ์รันซา
บิกตอริอาโน อวยตา (เข้าร่วมฝ่ายเรเยสอย่างลับๆในการต่อต้านมาเดโร จนกระทั่งเรเยสตายในปี 1913 อวยตาจึงเข้ามานำการปฏิวัติเอง)
ออเรลีอาโน บลังเกต์ (เข้าร่วมฝ่ายเรเยสอย่างลับๆ เช่นกัน)
1913–1914:
เบนุสติอาโน การ์รันซา
ปานโช บิลยา
เอมิลีอาโน ซาปาตา
อัลบาโร โอเบรกอน
ปลูตาร์โก เอลีอัส การ์เลซ
1914–1919:
เบนุสติอาโน การ์รันซา
อัลบาโร โอเบรกอน
1920:
เบนุสติอาโน การ์รันซา 
กำลัง
เม็กซิโก ฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ:
250,000 – 300,000
เม็กซิโก ฝ่ายปฏิวัติ:
255,000 – 290,000
กำลังพลสูญเสีย
จักรวรรดิเยอรมัน ชาวเยอรมันถูกสังหาร 2 คน สหรัฐ ชาวอเมริกันถูกสังหาร 500 คน
เม็กซิโก ชาวเม็กซิกันเสียชีวิต 1.7?[3] ถึง 2.7[4] ล้านคน (พลเรือนและทหาร)
พลเรือนเสียชีวิต 700,000[5] ถึง 1,117,000[5] คน (ใช้ตัวเลข 2.7 ล้านคน)

การปฏิวัติเม็กซิโก (สเปน: Revolución mexicana) เป็นที่รู้จักในนาม สงครามกลางเมืองเม็กซิโก (สเปน: guerra civil mexicana) เป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งสำคัญ เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1910 ถึง 1920 นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเม็กซิโกและรัฐบาลเม็กซิโกอย่างรุนแรง แม้ว่างานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้จะมุ่งเน้นไปที่การปฏิวัติในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค แต่ถึงกระนั้นเหตุการณ์นี้เป็นการปฏิวัติในระดับชาติเลยทีเดียว[6] จุดเริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1910 อันเป็นผลมาจากความล้มเหลวของระบอบที่ปกครองโดยปอร์ฟิริโอ ดิอัซที่ยาวนานกว่า 31 ปี แต่ไม่สามารถดำเนินการหาผู้สืบทอดระบอบในตำแหน่งประธานาธิบดีได้ อันนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ในหมู่ชนชั้นนำและเกิดการจลาจลที่นำโดยกลุ่มเกษตรกร[7] เจ้าของที่ดินผู้ร่ำรวยที่มีนามว่า ฟรังซิสโก อี. มาเดโร ท้าทายอำนาจของระบอบดีอัซผ่านการเลือกตั้งในปีค.ศ. 1910 และจากผลการเลือกตั้ง ทำให้เกิดการก่อกบฏตามแผนซานลุยส์โปโตซี[8] การปะทะกันด้วยอาวุธที่เกิดขึ้นได้ขับไล่ดีอัซออกจากอำนาจ การเลือกตั้งครั้งใหม่จัดขึ้นในปีค.ศ. 1911 ผลักดันให้มาเดโรขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งมีพื้นฐานมาจากการต่อต้านระบอบของดีอัซในวงกว้าง การเลือกตั้งในปีค.ศ. 1910 เป็นตัวเร่งให้เกิดการก่อกบฏในทางการเมือง การปฏิวัติเกิดขึ้นจากองค์ประกอบความขัดแย้งของเหล่าชนชั้นนำที่เป็นปฏิปักษ์กับดีอัซ นำโดยมาเดโรและปานโช บิลยา และความขัดแย้งขยายไปสู่กลุ่มคนชนชั้นกลาง กลุ่มชาวนาในบางภูมิภาค และองค์กรของแรงงาน[9] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1911 มาเดโรได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและยุติธรรม ฝ่ายต่อต้านระบอบใหม่ของเขาก็เกิดขึ้นจากฟากฝั่งอนุรักษ์นิยมทั้งสองกลุ่ม ที่มองว่าเขาอ่อนแอเกินไปและหัวเสรีนิยมมากเกินไป และจากในมุมของอดีตนักปฏิวัติด้วยกันและกลุ่มผู้ถูกยึดทรัพย์กลับมองว่าเขานั้นเป็นอนุรักษ์นิยมมากเกินไป

ประธานาธิบดีมาเดโรและรองประธานาธิบดี โฆเซ มารีอา ปิโญ ซัวเรซ ถูกบีบบังคับให้ลาออกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1913 และทั้งคู่ก็ถูกลอบสังหาร ระบอบการเมืองฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติของบิกตอริอาโน อวยตาก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจและผู้สนับสนุนเดิมในระบอบเก่า ประธานาธิบดีอวยตาอยู่ในอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1913 จนถึง กรกฎาคม ค.ศ. 1914 เมื่อเขาถูกขับไล่ออกจากอำนาจโดยกองกำลังผสมของฝ่ายปฏิวัติในระดับภูมิภาค เมื่อฝ่ายปฏิวัติพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงทางการเมืองระหว่างกันแต่สุดท้ายล้มเหลว เม็กซิโกจึงตกอยู่ในวังวนของสงครามกลางเมือง (ค.ศ. 1914 - 1915) ฝ่ายนิยมรัฐธรรมนูญที่นำโดยเจ้าของที่ดินผู้ร่ำรวย นามว่า เบนุสติอาโน การ์รันซา ก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในปีค.ศ. 1915 เขาสามารถกำจัดกองทัพปฏิวัติของอดีตสมาชิกฝ่ายนิยมรัฐธรรมนูญ ปานโช บิลยา และผลักไสให้เอมิลีอาโน ซาปาตากลับไปสู้รบในรูปแบบสงครามกองโจร ซาปาตาถูกลอบสังหารในปีค.ศ. 1919 โดยสายลับที่ส่งมาโดยประธานาธิบดีการ์รันซา

การปะทะกันด้วยอาวุธกินเวลาเกือบทศวรรษในช่วงทศวรรษที่ 1920 และเกิดขึ้นหลายระยะ[10] เมื่อเวลาผ่านไปการปฏิวัติเปลี่ยนจากการกบฏเพื่อต่อต้านระบอบของดีอัสไปเป็นสงครามกลางเมืองหลายฝ่ายในบางภูมิภาค โดยมีการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจผ่านการต่อสู้ระหว่างฝ่ายต่างๆในการปฏิวัติ ผลที่สำคัญประการหนึ่งคือมีการยุบเลิกกองทัพสหพันธรัฐในปีค.ศ. 1914 ซึ่งฟรังซิสโก มาดูโรดำเนินการเมื่อเขาได้รับการเลือกตั้งในปีค.ศ. 1911 และนายพลอวยตาใช้เหตุนี้ในการโค่นอำนาจมาดูโร กองกำลังปฏิวัติร่วมมือกันต่อต้านระบอบต่อต้านการปฏิวัติของอวยตาและสามารถกำจัดกองทัพสหพันธรัฐได้[11] แม้ว่าความขัดแย้งส่วนใหญ่จะเป็นสงครามกลางเมือง แต่มหาอำนาจต่างชาติที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ในเม็กซิโกเป็นผู้กำหนดผลของความขัดแย้งทางอำนาจในเม็กซิโก สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์นี้[12] จากประชากรของเม็กซิโกจำนวน 15 ล้านคน ความสูญเสียเกิดขึ้นในระดับสูง แต่การประมาณการตัวเลขนั้นแตกต่างกันอย่างมาก บางทีมีรายงานว่ามีประชาชนเสียชีวิต 1.5 ล้านคน มีผู้ลี้ภัยไปต่างประเทศเกือบ 200,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ลี้ภัยไปยังสหรัฐอเมริกา[3][13]

นักวิชาการหลายคนเห็นว่าการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเม็กซิโกปี 1917 เป็นจุดยุติการปะทะกันทางอาวุธ "สภาพเศรษฐกิจและสังคมดีขึ้นตามข้อตกลงของนโยบายฝ่ายปฏิวัติ เพื่อให้สังคมใหม่เกิดขึ้นภายใต้กรอบของสถาบันของฝ่ายปฏิวัติที่เป็นทางการ" โดยมีรัฐธรรมนูญเอื้อให้เกิดกรอบสถาบันดังกล่าว[14] ในช่วงปีค.ศ. 1920 ถึง 1940 มักถูกเรียกว่าเป็นช่วงแห่งการปฏิวัติ ในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่มีความมั่นคงทางอำนาจ ฝ่ายพระสงฆ์และสถาบันคาทอลิกถูกโจมตีในช่วงทศวรรษที่ 1920 และรัฐธรรมนูญปี 1917 ของฝ่ายปฏิวัติได้ถูกนำมาใช้[15]

ความขัดแย้งทางอาวุธครั้งนี้มักจะมีลักษณะเป็นเหตุการณ์ทางสังคมการเมืองที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในเม็กซิโกและเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ความวุ่นวายในคริสต์ศตวรรษที่ 20[16] มันทำให้เกิดแผนการที่สำคัญในการทดสอบและปฏิรูปในองค์กรทางสังคม[17] การปฏิวัติก่อให้เกิดระบอบทางการเมืองที่เกิดขึ้นด้วย "ความยุติธรรมทางสังคม" จนกระทั่งเม็กซิโกได้ผ่านกระบวนการปฏิรูปทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมที่เริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 1980[18]

ปอร์ฟิริอาโต ค.ศ. 1876 - 1911[แก้]

นายพลปอร์ฟิริโอ ดิอัซ ประธานาธิบดีเม็กซิโก

ยุคปอร์ฟิริอาโต เป็นช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของประวัติศาสตร์เม็กซิโก ที่ถูกครอบงำโดยนายพลปอร์ฟิริโอ ดิอัซ ซึ่งกลายเป็นประธานาธิบดีของเม็กซิโกในปีค.ศ. 1876 และปกครองค่อนข้างต่อเนื่องยาวนาน (เว้นช่วงปีค.ศ. 1880 - 1884) จนกระทั่งเขาถูกบีบบังคับให้ลาออกในปีค.ศ. 1911[19] หลังจากการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของมานูเอล กอนซาเลซ ฟลอเรซ พันธมิตรของเขาในช่วงปีค.ศ. 1880 - 1884 ดีอัซได้ลงแข่งขันเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง และเป็นประธานาธิบดีจนถึงปี 1911 ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่ออนุญาตให้ประธานาธิบดีลงเลือกตั้งใหม่ได้โดยไม่จำกัดวาระ ดีอัซได้ท้าทายค่านิยมทางการเมืองของอดีตประธานาธิบดีเบนิโต ฆัวเรซ ที่เสนอให้ประธานาธิบดี "ไม่มีการลงเลือกตั้งเพื่อกลับมาใหม่"[20] ในช่วงยุคปอร์ฟิริอาโต มีการเลือกตั้งแต่ก็ไม่สม่ำเสมอต่อเนื่อง[21] แม้ว่าดีอัซจะประกาศต่อสาธารณะในช่วงที่เขาให้สัมภาษณ์นักข่าว เจมส์ ครีลแมน ว่า เขาจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในปีค.ศ. 1910 เพื่อจะหลุดพ้นจากกิจกรรมทางการเมืองที่วุ่นวาย แต่สุดท้ายเขาก็เปลี่ยนใจและลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งขณะมีอายุ 80 ปี

การเลือกตั้งในปีค.ศ. 1910 เป็นเหตุการณ์การเมืองที่มีความสำคัญต่อการปฏิวัติเม็กซิโก เมื่อประธานาธิบดีชราอย่างดีอัซ ถูกตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้สืบทอดทางการเมืองของเขา และคำถามนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น ในปีค.ศ. 1906 มีการรื้อฟื้นตำแหน่งรองประธานาธิบดีอีกครั้ง โดยดีอัซทำการเลือกพันธมิตรคนสนิทของเขาคือ รามอน กอร์รัล จากกลุ่มที่ปรึกษาซีอานติฟิโกของเขาให้มาดำรงตำแหน่งนี้[22] โดยในการเลือกตั้งปีค.ศ. 1910 ระบอบของดีอัซได้กลายเป็นเผด็จการอย่างมาก และมีการต่อต้านจากทุกภาคส่วนในสังคมเม็กซิกันมากขึ้น

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ดีอัซเคยเป็นวีรบุรุษของชาติ ในช่วงการต่อต้านการแทรกแซงเม็กซิโกของฝรั่งเศสครั้งที่สองในทศวรรษที่ 1860 และเขาโดดเด่นมากขึ้นในสมรภูมิปวยบลา วันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1862 ("ซินโกเดอมาโย")[23] ดีอัซเข้าสู่วงการเมืองหลังจากขับไล่กองทัพฝรั่งเศสออกไปในปีค.ศ. 1867 เมื่อเบนิโต ฆัวเรซได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปีค.ศ. 1871 ดีอัซกล่าวหาว่าฆัวเรซโกงการเลือกตั้ง ฆัวเรซถึงแก่อสัญกรรมในตำแหน่งปีค.ศ. 1872 และเซบาสเตียน เลอร์โด เดอ เตเฆดา ขึ้นสืบทอดตำแหน่งต่อจากฆัวเรซ ดีอัซประสบความล้มเหลวในการก่อการกบฏต่อต้านประธานาธิบดีเลอร์โดตามแผนเดอลาโนรีอา[24] แต่ในภายหลังมีการตกลงให้นิรโทษกรรมแก่เขา แต่ถึงกระนั้นเมื่อเลอร์โดลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในปีค.ศ. 1876 ครั้งนี้ดีอัซประสบความสำเร็จในการก่อกบฏภายใต้แผนทักเตเป็ค[25][26]

ในช่วงปีแรกๆของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ดีอัซเป็นนักการเมืองผู้เชี่ยวชาญ เขาเล่นการเมืองเป็นกลุ่มการเมืองในขณะเดียวกันก็สามามารถรักษาและกระชับอำนาจของเขาเองได้ เขาใช้กองกำลังรูราเลซ ซึ่งเป็นกองกำลังตำรวจติดอาวุธที่ขึ้นตรงต่อเขาให้เป็นกลุ่มกำลังกึ่งทหารในการรักษาความสงบแถบชนบท เขาระงับการเลือกตั้ง โดยโต้เถียงว่าเขารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ และเขาก็ขับเคลื่อนความเชื่อนี้ด้วยอำนาจที่แข็งแกร่ง "ระเบียบและความก้าวหน้า" เป็นคำคติพจน์ของระบอบการปกครองของเขา[27] แม้ว่าดีอัซขึ้นสู่อำนาจในปีค.ศ. 1876 ภายใต้คติพจน์ "ไม่มีการลงเลือกตั้งเพื่อกลับมาใหม่" เขาให้มานูเอล กอนซาเลซ ฟลอเรซเข้าเป็นประธานาธิบดีในช่วงปี 1880 - 1884 แต่ดีอัซก็ยังคงอยู่ในอำนาจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีค.ศ. 1884 จนถึงค.ศ. 1911 โดยมีการระงับการเลือกตั้งเป็นระยะและเข้มงวดในการเปิดโอกาสสู่ประชาธิปไตย

สมัยประธานาธิบดีดีอัซนั้นโดดเด่นด้วยการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยการเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างประเทศ เขาเชื่อว่าฝ่ายต่อต้านจำเป็นต้องถูกปราบปรามและต้องฟื้นฟูระเบียบกฎหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ประกอบการต่างชาติให้มองว่าการลงทุนของพวกเขาจะปลอดภัย ความทันสมัยและความก้าวหน้าของเมืองนำม่ซึ่งค่าใช้จ่ายของชนชั้นแรงงานและชาวนาที่เพิ่มขึ้น

เกษตรกร ชาวไร่ชาวนาต่างถูกกดขี่และเอารัดเอาเปรียบ ระบบเศรษฐกิจได้นำมาซึ่งการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของยุคปอร์ฟิริอาโต ซึ่งเขาสนับสนุนการก่อสร้างโรงงานและอุตสาหกรรม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆเช่นถนนและเขื่อนกักเก็บน้ำ รวมถึงการพัฒนาด้านเกษตรด้วย การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมทำให้ชนกรรมาชีพในเมืองมีมากขึ้นและสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งจากสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

ความมั่งคั่ง อำนาจทางการเมือง และการเข้าถึงระบบการศึกษานั้งกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มครอบครัวชนชั้นสูงจำนวนหนึ่ง ที่เป็นชนเชื้อสายยุโรปและเชื้อสายผสม กลุ่มชนนี้รู้จักในชื่อ ฮาเชนดาโดซ (hacendados) พวกเขาควบคุมพื้นที่บริเวณกว้างใหญ่ของประเทศโดยมีที่ดินในครอบครองขนาดใหญ่ (เช่น ครอบครัวเตร์ราซามีที่ดินแห่งหนึ่งในโซโนรา ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่จำนวนหนึ่งล้านเอเคอร์) ประชาชนส่วนใหญ่ในเม็กซิโกเป็นชาวนาที่ไม่มีที่ดินทำกินอาศัยอยู่ในพื้นที่ดินของคนอื่นที่กว้างใหญ่ หรือเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมที่ทำงานอย่างหนักเพื่อแลกค่าแรงที่สูงกว่าค่าแรงของทาสเพียงเล็กน้อย กลุ่มบริษัทต่างชาติส่วนใหญ่มาจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ก็ยังคงมีอิทธิพลในเม็กซิโกเช่นกัน

ระบบการเมือง[แก้]

ฝ่านต่อต้านดีอัซ[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  1. "Obregón Salido Álvaro". Bicentenario de México. สืบค้นเมื่อ May 2, 2013.
  2. "Elías Calles Campuzano Plutarco". Bicentenario de México. สืบค้นเมื่อ May 2, 2013.
  3. 3.0 3.1 Robert McCaa, "Missing millions: the human cost of the Mexican Revolution." Mexican Studies 19#2 (2001). online
  4. Rummel, Rudolph. "Tavle 11.1 The Mexican Democide Line 39". Statistics Of Mexican Democide.
  5. 5.0 5.1 Rummel, Rudolph. "Tavle 11.1 The Mexican Democide Line 46". Statistics Of Mexican Democide.
  6. Alan Knight, "Mexican Revolution: Interpretations" in Encyclopedia of Mexico, vol. 2, p. 873. Chicago: Fitzroy Dearborn 1997.
  7. John Tutino, From Insurrection to Revolution: Social Bases of Agrarian Violence, 1750–1940. Princeton: Princeton University Press 1986, p. 327.
  8. Friedrich Katz, The Secret War in Mexico: Europe, the United States, and the Mexican Revolution. Chicago: University of Chicago Press 1981, p. 35.
  9. Katz, The Secret War in Mexico p. 35.
  10. "Mexican Revolution 1910–1920".
  11. Christon Archer, "Military, 1821–1914" in Encyclopedia of Mexico, vol. 2, p. 910. Chicago: Fitzroy and Dearborn 1997.
  12. Friedrich Katz, The Secret War in Mexico: Europe, the United States, and the Mexican Revolution. Chicago: University of Chicago Press 1981.
  13. Michael LaRosa and German R. Mejia (2007). An Atlas and Survey of Latin American History. M.E. Sharpe. p. 150. ISBN 978-0-7656-2933-3.
  14. John Womack, Jr. “The Mexican Revolution” in Mexico Since Independence, ed. Leslie Bethell. Cambridge: Cambridge University Press 1991, p. 125
  15. Knight,"Mexican Revolution: Interpretations", pp. 869–873.
  16. Knight, Alan (1 May 1980). "The Mexican Revolution". History Today. 30 (5): 28. สืบค้นเมื่อ 5 November 2011.
  17. Cockcroft, James (1992). Mexico: Class Formation, Capital Accumulation, & the State. Monthly Review Press.
  18. Centeno, Ramón I. (2018-02-01). "Zapata reactivado: una visión žižekiana del Centenario de la Constitución". Mexican Studies/Estudios Mexicanos (in อังกฤษ). 34 (1): 36–62. doi:10.1525/msem.2018.34.1.36. ISSN 0742-9797.
  19. James A. Garza, "Porfirio Díaz", in Encyclopedia of Mexico, vol. 1, p. 406. Chicago: Fitzroy Dearborn, 1997
  20. Paul Garner, Porfirio Díaz. New York: Pearson 2001, p. 98.
  21. Garner, Porfirio Díaz, p. 98.
  22. Garner, Porfirio Díaz, p. 253.
  23. Garner, Porfirio Díaz, p. 242.
  24. Garner, Porfirio Díaz, p. 245
  25. Garner, Porfirio Díaz, p. 246.
  26. William Weber Johnson, Heroic Mexico: The Violent Emergence of a Modern Nation, Doubleday, 1968, p. 69.
  27. Emily Edmonds-Poli and David A. Shirk (2012). Contemporary Mexican Politics. Rowman & Littlefield. p. 28. ISBN 9781442207561.