ลัทธิเหมา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โฆษณาชวนเชื่อภาพเหมา เจ๋อตง
ลัทธิเหมา
จีนตัวเต็ม 毛澤東思想
จีนตัวย่อ 毛泽东思想
ความหมายตามตัวอักษร "แนวคิดของเหมา เจ๋อตง"

ลัทธิเหมา(毛泽东思想) คือ ทฤษฎีทางการเมืองและการทหารที่พัฒนามาจากแนวคิด และนโยบายของ เหมา เจ๋อตง (1893–1976) ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองและการปฏิวัติของประเทศจีนในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยในระยะแรกเริ่มถูกเรียกว่า "ทฤษฎีความคิดของเหมา เจ๋อตง" เดิมมองว่าแนวคิดนี้พัฒนามาจากแนวคิดของลัทธิมาร์กซ์-เลนิน พรรคคอมมิวนิสต์จีนมองว่าลัทธิเหมาทำให้เกิดการปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่ ทำให้ประเทศรบชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามการเมืองภายในประเทศ และเกิดทฤษฎีที่สำคัญที่นำมาใช้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ลัทธิเหมาถูกพัฒนาขึ้นมาระหว่างคริสต์ทศวรรษที่ 1950 - 1970 เนื้อหาหลักของลัทธิเหมา ได้แก่ "ดวงไฟจากหมู่ดารา (กลุ่มประเทศล่าอาณานิคม) จะแผดเผาแผ่นดิน (จีน)", "ผู้ที่ถืออาวุธจะมีอำนาจทางการเมือง", "ชาวนาจะล้อมรอบเมือง", "นโยบายกองโจรล้อมเมือง", "ประชาชนจะเดินขบวนไปตามเส้นทาง", "รัฐบาลคอมมิวนิสต์รวบรวมประชาชนให้สามัคคีกัน", "ศิลปะจะต้องรับใช้การต่อสู้ทางชนชั้นเท่านั้น", "รัฐบาลจะแบ่งสันปันส่วนให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน" และ "ใช้ทฤษฏีของลัทธิเหมาดำเนินการปฏิวัติ" เป็นต้น ประธานเหมากล่าวว่าชาวนาควรเป็นป้อมปราการป้องกันพลังการปฏิวัติซึ่งนำโดยชนชั้นกรรมาชีพในประเทศจีน จนกระทั่งได้รับการปฏิรูปเปิดประเทศจากเติ้ง เสี่ยวผิง พรรคคอมมิวนิสต์จีนถือว่าลัทธิเหมาเป็นการตกผลึกความรู้ที่ทำให้ประชาชนรวมตัวกันโดยผู้นำรุ่นแรกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่มิได้เป็นแนวคิดส่วนบุคคลของเหมาเจ๋อตง [1]

นอกจากนี้ "ลัทธิเหมา"(Maoism) ถือว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างลัทธิมาร์กซิสต์กับแนวคิดของจีนดั้งเดิมที่ลงตัวจนตกผลึกเป็นลัทธิเหมาซึ่งแตกต่างจากลัทธิมากซ์ ผู้ที่ยึดถือลัทธิเหมาเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ศรัทธาในลัทธิมาร์กซ์-เลนินและลัทธิเหมา หรือเรียกรวมๆว่า "ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน-เหมา" อันเป็นแนวคิดที่ต่อต้านลัทธิปฏิรูป (Anti-Revisionism)

ที่มาและการเปลี่ยนแปลง[แก้]

ดร.เบนจามิน ไอ. สวาทซ์ (Benjamin I. Schwartz) นักจีนวิทยาชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้เสนอคำว่า "ลัทธิเหมา" (Maoism) ขึ้นมาซึ่งวงการวิชาการระหว่างประเทศได้ยอมรับให้ใช้นามสกุลของประธานเหมาซึ่งเป็นผู้นำประเทศในขณะนั้นมาใช้เรียกแนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งได้อิทธิพลมาจากลัทธิมาร์กซ์-เลนิน

"เย่ชิง" (叶青) ผู้ซึ่งเป็นนักทฤษฎีต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์จากพรรคก๊กมินตั๋ง ได้นำนามสกุลของเหมาเจ๋อตงมาใช้เรียกทฤษฎีของลัทธิคอมมิวนิสต์ว่าลัทธิเหมาในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ.1941 แล้ว "จางหรูซิน" (张如心) นักทฤษฎีชาวเหยียนอาน (延安) ก็ใช้คำศัพท์นี้ในระหว่างช่วงสงครามด้วย ต่อมาก็มีเติ้งทัว (邓拓) กับ อู๋อวี้จาง (吴玉章) ที่ใช้เรียกคำนี้อีกด้วย[2]

แนวคิดของเหมาเจ๋อตงปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในบทความ "เส้นทางการปลดแอกประชาชนชาวจีนและพรรคคอมมิวนิสต์จีน"[3]。 ของหนังสือพิมพ์รายวัน "การปลดแอก" ในปี 1943 ซึ่งเขียนโดย "หวางเจี้ยเสียง" (王稼祥) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และปี ค.ศ.1945 ได้ปรากฏเอกสารทางการ "วิพากษ์พรรคการเมือง" (论党) ของหลิวเส้าฉี (刘少奇) ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้นำทั้งเจ็ดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้กำหนดให้ลัทธิเหมาเป็นความคิดหลักของพรรคคอมมิวนิสต์จีน[4]

ปี ค.ศ.1956 มีการประชุมของแปดผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ให้ผ่านมติรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์การนับถือลัทธิสตาลินและเสนอให้ยกเลิกลัทธิเหมา ทางพรรคคอมมิวนิสต์จึงมีมติให้บังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้[5] ปี ค.ศ.1969 เก้าผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ได้ฟื้นฟูระเบียบข้อบังคับเจ็ดข้อซึ่งมีใจความสำคัญว่า "ลัทธิเหมาเกิดขึ้นเพราะลัทธิจักรวรรดินิยมล่มสลาย ถึงเวลาแล้วที่ลัทธิสังคมนิยมสายมาร์กซ์-เลนินจะประกาศชัยชนะทั่วโลก" ซึ่งถือว่าเป็น "การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่"[6] ของลัทธิมาร์กซ์-เลนิน หลังจากนั้นลัทธิเหมาก็กลายเป็นความคิดหลักที่บังคับใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

นิยามลัทธิเหมาของพรรคคอมมิวนิสต์จีน[แก้]

ปี ค.ศ.1981 คณะกรรมการกลางประจำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดประชุมครั้งที่ 6 ในสมัยประชุมครั้งที่ 11 ในหัวข้อการประชุม "การเจรจาหารือเกี่ยวกับบัญหาทางประวัติศาสตร์หลังสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน"ซึ่งนำโดยเติ้งเสี่ยวผิง ในการประชุมครั้งนี้มีมติให้บังคับใช้โดยนำจุดยืน แนวคิดและวิธีการที่ผ่านการจัดระบบความคิดของเหมาเจ๋อตงให้กลายเป็นจิตวิญญาณของลัทธิเหมาที่ประชาชนชาวจีนเคารพและนับถือ ซึ่งมีแนวคิด 6 ด้าน และหลักการพื้นฐาน 3 ประการ

แนวคิด 6 ด้าน ได้แก่

1. แนวคิดเกี่ยวกับการปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่

2. แนวคิดการปฏิวัติและสร้างชาติแบบสังคมนิยม

3. แนวคิดการสร้างกองทัพปฏิวัติและยุทธศาสตร์ทางการทหาร

4. แนวคิดเกี่ยวกับนโยบายและกลยุทธ์ในการปกครอง

5. แนวคิดการทำงานทางการเมืองและวัฒนธรรม

6. แนวคิดการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน

หลักการพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่

1. การแสวงหาความจริงจากข้อเท็จจรืง (实事求是) เป็นการนำทฤษฎีลัทธิเหมามาใช้ในการปลดแอกประชาชนโดยนำการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมาใช้ในการตรวจสอบความจริง

2. เส้นทางของมวลชน (群众路线) เป็นระบบการเมืองที่ทำเพื่อประชาชน พึ่งพาประชาชน โดยประชาชนและต้องเข้าถึงประชาชนทั้งหมด

3. ความเป็นอิสระและการพึ่งพาตนเอง (独立自主、自力更生) จะต้องใช้นโยบายซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานของการสร้างชาติและอำนาจของประชาชนในชาติ โดยหาวิธีการพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศชาติ

หลังจากนั้นได้กำหนดให้ "การปฏิวัติวัฒนธรรม" (文化大革命) และ "การปฏิวัตัระบบเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ" (无产阶级专政下继续革命) กลายเป็น "แนวคิดที่ผิดพลาดในยุคเหมาเจ๋อตงตอนปลาย" โดยรัฐบาลจีนได้มีมติให้แนวคิดที่ผิดพลาดนี้ไม่เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิเหมาอีกต่อไป

ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ.2002 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดการประชุมผู้แทนระดับชาติ ครั้งที่ 16 ในระหว่างการประชุมมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญบางส่วนโดยกำหนดนิยามของลัทธิเหมาใหม่ว่า "สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เป็นตัวแทนสำคัญและเคยเป็นสหายของเหมาเจ๋อตงได้นำแนวคิดหลักพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ์-เลนินมาผสมผสานกับขบวนการการปฏิวัติสาธารณรัฐประชาชนจีนจนตกผลึกเป็นลัทธิเหมา ลัทธิเหมาได้รับการพัฒนามาจากลัทธิมาร์กซ์-เลนินและใช้ในการบริหารประเทศ และเกิดข้อสรุปจากทฤษฎีและประสบการณ์ที่ถูกต้องในการสร้างชาติและปฏิวัติสาธารณรัฐประชาชนจีน จนตกผลึกเป็นภูมิปัญญาในการรวมตัวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน"[7]

พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้นำลัทธิเหมามาใช้เป็นหลักการสำคัญในการบริหารประเทศ แต่สื่อสิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษใช้คำว่า "ลัทธิเหมา" (毛主义) ในเชิงดูถูกเหยียดหยาม ในขณะเดียวกันองค์กรระหว่างประเทศมักใช้คำว่า "ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน" แทนที่จะใช้ "ลัทธิเหมา" เพื่อแสดงให้เห็นว่าแนวคิดของลัทธิเหมาเป็นเพียงการพัฒนาขึ้นมาจากลัทธิมาร์กซิสต์ แต่ยังมิได้เปลี่ยนแปลงแก้ไข อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์ต่างประเทศ (อย่างเช่นพรรคคอมมิวนิสต์ปฏิวัติอเมริกา) เห็นว่า ทฤษฎีของเหมาเจ๋อตงมีการเสริมแนวคิดจากทฤษฎีพื้นฐานของลัทธิมาร์กซิสต์ให้เป็นรูปธรรมขึ้น ฉะนั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 เป็นต้นมา จึงมีการใช้คำว่า "ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน-เหมา" เพื่อใช้ในวาระทางการเมือง

ลัทธิเหมาเป็นแนวคิดของรัฐบาลจีนเพียงส่วนหนึ่ง ตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิงได้ดำเนินการปฏิรูปเปิดประเทศเมื่อปี ค.ศ.1978 ลัทธิสังคมนิยมอัตลักษณ์จีนเป็นแนวคิดที่ใช้เป็นหลักในทางการเมืองจีน รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนได้ดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและแก้ไขนิยามของลัทธิเหมาให้ประชาชนเกิดความตระหนักรู้ ในขณะเดียวกันก็ได้ลดสถานะของลัทธิเหมาให้มีขอบเขตที่น้อยลง ถึงแม้ลัทธิเหมาจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความคิดที่ใช้ในการบริหารประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ว่า "ระบบทฤษฎีสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน"ของประธานเติ้งมิได้รวมลัทธิเหมาอยู่ด้วย[8]

พรรคคอมมิวนิสต์ปฏิวัติอเมริกาได้แสดงข้อเรียกร้องว่า "อำนาจของลัทธิแก้ในจีนหลังปี ค.ศ.1976 ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ยังเป็นของผู้สืบทอดอันเป็นมรดกตกทอดมาจากเส้นทางการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตง" บ็อบ อวาเกียน (Bob Avakian) ผู้ซึ่งเป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์ปฏิวัติอเมริกาได้สันนิษฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีนทั้งหมดโดยใช้การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผล โดยอธิบายสาเหตุของการฟื้นฟูลัทธิปฏิรูป (修正主义 ) และระบบทุนนิยมของประเทศจีน เพื่อที่จะต้องการฟังเสียงสะท้อนต่อการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่และปฏิเสธเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศจีน

เนื้อหาที่สำคัญ[แก้]

ลัทธิเหมาเป็นแนวคิดที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากลัทธิมาร์ก - เลนิน ซึ่งมีรากฐานมาจากแนวคิดวัตถุนิยมและการต่อสู้ทางชนชั้นที่กำหนดแนวคิดเทววิทยาและมนุษยนิยม เน้นการจัดลำดับชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิวัติระบบสังคมที่ดำรงอยู่ให้กลายเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ในระดับสากล

ความแตกต่างด้านปฏิบัติการระหว่างลัทธิเหมากับลัทธิมาร์กซ์ - เลนิน คือ การปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นถอดบทเรียนมาจากความพ่ายแพ้ของการจราจลในสหภาพโซเวียต มีการโฆษณาชวนเชื่อปลุกเร้าให้กลุ่มชาวนาที่ยากจนที่สุดออกมาปฏิบัติการต่อสู้ทางชนชั้น โดยสร้างฐานที่มั่นไว้ที่เขตชนบท เพื่อที่จะใช้กองกำลังติดอาวุธยึดเมือง เรียกว่า "กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง"

วิธีการที่เป็นรูปธรรม คือ "เน้นย้ำการใช้อำนาจการปกครองด้วยปลายกระบอกปืน" โดยก่อตั้งสังกัดย่อยของพรรค ปฏิบัติการภายใต้การบังคับบัญชาตามคำสั่งของพรรค รวมความคิดเป็นหนึ่งเดียวกัน กวาดล้างผู้เห็นต่าง สร้างวาทกรรมให้กองทัพมีความจงรักภักดีต่อรัฐบาลกลาง อีกประการหนึ่ง คือ ดำเนินการปฏิวัติที่ดิน โดยนำที่ดินมาแบ่งส่วนให้ประชากรที่อาศัยในเขตชนบทอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้เกิดการต่อสู้ทางชนชั้นกันระหว่างชาวนาที่เป็นประชากรส่วนใหญ่กับชนชั้นนายทุนที่มีฐานะร่ำรวย โดย "ยึดทรัพย์สินของชนชั้นนายทุนด้วยวิธีการที่รุนแรง แล้วแบ่งที่ดินทำกินให้ผู้ที่เข้าร่วมปฏิบัติการต่อสู้ทางชนชั้น" โดยนำที่ดินและทรัพย์สินของชนชั้นนายทุนแบ่งส่วนให้กับชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง และถ่ายโอนให้กับคนยากจนให้มีรายได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็มีการยึดทรัพย์สินเงินทองของคนรวยเพื่อให้กองทัพคอมมิวนิสต์ได้นำไปใช้เป็นเสบียงและเงินทุนในการทำสงคราม

แนวคิดด้านปรัชญา[แก้]

เหมาเจ๋อตงได้อนุมัติการอภิปรายกฎหมายทั้งหมด 3 หมวดหมู่ ได้แก่ "คุณภาพมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ, การปฏิเสธสิ่งที่ถูกปฏิเสธ, สรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน" โดยสนับสนุนกฎสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน[9][10]:389。 "กฎสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นหลักการพื้นฐานของจักรวาล ซึ่งพบได้ทั่วไปในโลกธรรมชาติ สังคมมนุษย์ และความคิดของมนุษย์"[11]

เหมาเจ๋อตงสนับสนุนทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษวิธี โดยมองว่า "สิ่งภายนอกเป็นเพียงเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งภายในเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลง สิ่งภายนอกกำเนิดมาจากสิ่งภายใน"[12]

แนวคิดด้านการเมือง[แก้]

แนวคิดทางการเมืองที่สำคัญของเหมาเจ๋อตง ได้แก่ ทฤษฎีประชาธิปไตยใหม่ ทฤษฎีเผด็จการประชาธิปไตยโดยประชาชน และทฤษฎีการปฏิวัติเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ เหมาเจ๋อตงเห็นว่า "การต่อสู้โดยการปฏิวัติทั้งหมดบนโลกเป็นไปเพื่อยึดอำนาจทางการเมือง และความมั่นคงทางการเมือง"

เหมาเจ๋อตงได้เสนอว่า "ในสังคมแบบสังคมนิยม ความขัดแย้งพื้นฐานเป็นความขัดแย้งระหว่างความสัมพันธ์ในการผลิต และเป็นความขัดแย้งระหว่างพื้นฐานทางเศรษฐกิจกับโครงสร้างชั้นบน"[13] การต่อสู้ทางชนชั้นดำรงอยู่ในประวัติศาสตร์ของสังคมแบบสังคมนิยมทุกยุคสมัย เมื่อชนชั้นกรรมาชีพได้สถาปนาอำนาจทางการเมืองแล้ว ชนชั้นนายทุนยังมีความพยายามฟื้นตัวขึ้นมา ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จึงมีแนวโน้มเป็น "ผู้มีอำนาจตามแนวทางระบบทุนนิยม"

แนวคิดด้านกฎหมาย[แก้]

การรวมตัวกันปราบปราม : เหมาเจ๋อตงมีความเห็นต่อกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติว่า "จะต้องมีนโยบายการดำเนินการรวมตัวกันปราบปรามอันผ่อนผันต่อผู้ที่ชั่วร้าย และขู่ให้ปฏิบัติตามโดยที่ไม่ต้องตั้งคำถาม มีการให้รางวัลแก่ผู้ที่สร้างผลงาน ไม่ใช่แค่กำจัดอย่างเดียว"

การปรับปรุงตัวของอาชญากร : "ภายใต้เงื่อนไขของระบอบเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพนั้น สามารถนำตัวนักโทษมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ มีเพียงคนนอกเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้"

ระบอบเผด็จการโดยมวลชน : ระบอบเผด็จการจะต้องอาศัยมวลมหาประชาชน

เหมาเจ๋อตงผลักดันการบัญญัติกฎหมายอาญา "การผ่อนผันโทษประหารชีวิต" ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

แนวคิดด้านการทหาร[แก้]

เหมาเจ๋อตงได้ปฏิบัติการสำรวจท่ามกลางสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามภายในอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างทฤษฎีทางการทหารที่สมบูรณ์ได้ทีละขั้นตอน ซึ่งรวมไปถึงยุทธศาสตร์และหลักการพื้นฐานทางการทหาร รูปแบบของการต่อสู้ทางชนชั้นของกองกำลังติดอาวุธ ยุทธวิธีป่าล้อมเมือง สงครามประชาชน สงครามกองโจร สงครามการเคลื่อนไหว ทฤษฎีสงครามประชาชนเป็นส่วนประกอบสำคัญของลัทธิเหมา ส่วนทฤษฎียุทธศาสตร์ทางการทหาร อย่างเช่น สงครามกองโจร และสงครามการเคลื่อนไหวถูกมองว่าเป็นแนวคิดและโลกทัศน์ของกลยุทธ์ทางการทหารจีนโบราณและลัทธิเต๋า[14]

แนวคิดด้านการทูต[แก้]

เหมาเจ๋อตงเป็นผู้บุกเบิกการทูตของสาธารณรัฐประชาชนจีน เขาได้เสนอแนวคิดการทูตโดย "นำลัทธิชาตินิยมและสากลนิยมมาผสมผสานกัน" มีการสนับสนุนนโยบายทางการทูตที่มมีความเป็นอิสระ ในด้านความสัมพันธ์ภายในประเทศ เหมาเจ๋อตงมองว่าไม่ว่าจะเป็นประเทศขนาดเล็กหรือใหญ่ ควรมีความเท่าเทียมกันหมด โจวเอินหลายก็ยังเสนอนโยบายหลักการ 5 ข้อที่เน้นย้ำการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ [15][16] ยุคเหมาเจ๋อตงตอนปลายมีการเสนอให้แบ่งโลกออกเป็น 3 ส่วน จึงถูกมองว่าเป็นพัฒนาการและการสืบทอดแนวคิดการทูตทางการเมืองของจีนโบราณ[17]

เหมาเจ๋อตงมองว่า "ประเทศชาติเป็นเรื่องของคนในชาติ พรรคการเมืองเป็นเรื่องของคนในพรรค" พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ในแต่ละประเทศ แต่รัฐบาลจีนจะไม่เข้าไปแทรกแซงพรรคการเมืองบางประเทศที่พยายามปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์[18]:594

แนวคิดทางศิลปวัฒนธรรม[แก้]

อิทธิพลที่มีต่อศิลปะและวรรณกรรม[แก้]

"คำปราศรัยในการประชุมศิลปะวรรณกรรม ณ เมืองเหยียนอาน" ได้รับการยกย่องให้เป็นรูปแบบหลักในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะและวรรณกรรม

ในคำปราศรัยได้กล่าวเอาไว้ว่า "ศิลปะวรรณกรรมของเราจะต้องรับใช้ประชาชนเป็นจำนวนมาก" โดยเน้นย้ำในเรื่องของ "การใช้ศิลปะวรรณกรรมที่มีคุณภาพเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่นำไปใช้ในการปฏิวัติ... ศิลปะวรรณกรรมเป็น 'เกียร์และสกรู' ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิวัติ... ศิลปะวรรณกรรมจะต้องรับใช้การเมือง..." ความคิดหลักในคำปราศรัยของเหมาเจ๋อตง คือ การนำศิลปะวรรณกรรมมายึดโยงกับกองกำลังของพรรคการเมือง เพื่อรับใช้พรรคการเมือง อันเป็นแผ่นป้ายโฆษณาเพื่อรับใช้ประชาชนส่วนใหญ่ แต่ทว่า "การปฏิวัติ" และ "การทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่" อาจไม่จำเป็นต้องไปด้วยกันก็ได้ สิ่งที่พรรคการเมืองต้องกระทำไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนของมวลชนส่วนใหญ่ ศิลปะวรรณกรรมกับการเมืองเป็นหมวดหมู่ที่แตกต่างกัน หากศิลปะวรรณกรรมรับใช้การเมืองแล้วก็เท่ากับว่าจะต้องรับใช้พรรคการเมืองด้วย นักเขียนจะต้องถูกบังคับให้ยอมจำนนต่อพรรคการเมืองซึ่งมีท่าทีที่ยอมศิโรราบต่อการตัดสินและทบทวน อีกทั้งยังต้องติดตามโดยไม่จำเป็นต้องแยกแยะถูกผิด

เหมาเจ๋อตงได้นำความตระหนักรู้ต่อ "ชนชั้น" และ "การต่อสู้ทางชนชั้น" มาวิพากษ์วิจารณ์ "ธรรมชาติของมนุษย์" และ "มนุษยธรรมนิยม" ในคำปราศรัยซึ่งกล่าวว่า "กลุ่มปัญญาชนไม่ใสสะอาด... สมองของพวกเขาเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบชนชั้นล่าง พวกเขาไม่รู้ซะด้วยซ้ำว่าแนวคิดของชนชั้นกรรมาชีพคืออะไร ลัทธิคอมมิวนิสต์คืออะไร พรรคการเมืองคืออะไร... ชนชั้นกรรมาชีพมิอาจอำนวยความสะดวกให้แก่พวกคุณได้ หากพวกเราตามใจพวกคุณก็เท่ากับว่าเอาใจพวกชนชั้นนายทุนใหญ่ที่ถือครองที่ดินส่วนมาก ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมืองอย่างยิ่ง..." ดังนั้น การทำงานทางด้านศิลปะวรรณกรรมจักต้องเชื่อฟังพรรคการเมือง ปฏิบัติตามคำชี้นำ ถึงจะเผยให้เห็นถึงความใสสะอาด ผลงานทางศิลปะวรรณกรรมของจีนยังขาดการพรรณนาและการแสดงออกอย่างลึกซึ้งในมิติของธรรมชาติของมนุษย์ สรรค์สร้างภาพลักษณ์ของตัวละครบนเส้นทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่

เหมาเจ๋อตงได้กล่าวในคำปราศรัยอีกว่า "ยุคสมัยความเรียงของหลู่ซวิ่นได้ผ่านพ้นไปแล้ว" นั่นหมายความว่าไม่อนุญาตให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาและความผิดพลาดของกลุ่มปฏิวัติ ดังนั้น เมื่อหวางฉือเว่ยเขียนผลงาน "野百合花" ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงถึงปัญหาที่มีอยู่ในสังคมเมืองเหยียนอานในเวลานั้น อย่างเช่น การจัดลำดับชั้น เมื่อเขาได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงสิทธิพิเศษของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เขาได้เสียชีวิตจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ จนกระทั่งปี ค.ศ.1957 ผู้ใดกล้ามีปัญหากับรัฐบาลก็จะถูกจัดให้เป็นกลุ่มปัญญาชนขวาจัด [19]

การสนับสนุนทฤษฎีการปฏิวัติ[แก้]

ความแตกต่างสำคัญระหว่างลัทธิเหมากับแนวคิดฝ่ายซ้าย คือ ลัทธิเหมาเน้นทฤษฎีการปฏิวัติ โดยการต่อสู้ทางชนชั้นอันยาวนานในการสร้างชาติแบบสังคมนิยม พอชนชั้นกรรมาชีพมีอำนาจทางการเมืองแล้ว ก็ได้พยายามฟื้นฟูชนชั้นนายทุนขึ้นมา ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็น "ผู้เดินตามแนวทางของระบบทุนนิยม"

มีผู้สนับสนุนลัทธิเหมาจำนวนมากเห็นว่า ระบบทุนนิยมเป็นอันตรายต่อการฟื้นฟูประเทศ พลังสำคัญในการฟื้นฟูมาจากพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีอำนาจ ด้วยเหตุนี้จึงได้รวมเนื้อหา "การปฏิวัติระบอบเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ" ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี ค.ศ.1978 เป็นต้นมา ทฤษฎีหลักที่ใช้อย่างเป็นทางการในประเทศจีนได้ครอบคลุมขอบเขตของลัทธิเหมา ซึ่งเป็นความคิดก่อนปี ค.ศ.1957 ความคิดหลังจากนั้นถือเป็น "บทเรียนที่ผิดพลาด" อันมหาศาลของลัทธิเหมา

ก่อนที่จะมี "การลงมติปัญหาทางประวัติศาสตร์การสร้างชาติจีนใหม่" ในการประชุมสมาชิกคณะรัฐบาลกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ลัทธิเหมาได้รวมเอาแนวคิดการปฏิวัติระบอบเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพเข้าไปด้วย ดังนั้น จึงมีคนใช้สโลแกน "ลัทธิเหมาจงเจริญ" จำนวนมากเพื่อใช้ในความหมายนี้

ลัทธิเหมาในจีนยุคปัจจุบัน[แก้]

ลัทธิเหมาในจีนถูกมองว่าเป็นแนวคิดและกิจกรรมทางการเมืองที่สนับสนุนเหมาเจ๋อตงตลอดชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีท่าทีสนับสนุนขบวนการการปฏิวัติวัฒนธรรมในสมัยเหมายุคหลัง

โดยทั่วไปมองว่า เครือข่ายสาขาของกองทัพจีนแดงซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายลัทธิเหมาที่นำโดยเหมาเจ๋อตงนั้น มีเติ้งลี่ฉวิน (หัวหน้ากรมการส่งเสริมการปกครอง)ได้รับทุนสนับสนุนให้สร้างสังคมแบบยูโทเปีย(สังคมในอุดมคติ) และหลี่เฉิงตวาน(หัวหน้ากรมสถิติแห่งชาติ)ได้เข้าร่วมการสร้างชาติ เรียกอีกอย่างว่า "ลัทธิเหมาแบบจักรพรรดิ" ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพรรคสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ตัวแทนกลุ่มกองทัพจีนแดง ได้แก่ อาจารย์จางหงเหลียง หลี่เชิ่นหมิง(รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมศาสตร์) แนวคิดพื้นฐานหลัก คือ ต่อตันจักรวรรดินิยม(อเมริกา) ต่อต้านการปฏิรูปของเติ้งเสี่ยวผิง ปฏิรูปและปกปักษ์รักษาพรรคคอมมิวนิสต์จีน และกำจัดกลุ่มต่อต้านลัทธิเหมาภายในประเทศ [20] เมื่อปี 2014 ซะกะโมะโตะ(戚本)ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการปฏิวัติวัฒนธรรมได้ให้สัมภาษณ์สื่อที่ฮ่องกงว่า "สีจิ้นผิงเป็นเหมาเจ๋อตงคนที่สอง การสนับสนุนสีจิ้นผิงเป็นลักษณะเด่นของลัทธิเหมาแบบจักรพรรดิจีน ผู้แทนจากรัฐบาลกลางยังมีเว่ยเวย หลินม่อหาน อู๋เหลิ่งซี อวี้เฉวียนอวี้ สวี่ลี่ฉวิน(รองหัวหน้ากรมการปกครองรุ่นก่อน) และเหมย์สิง(เลขาของโจวเอินหลาย) รวมไปถึงนิตยสาร "การแสวงหาสัจธรรม"(真理的追求) และ "จงหลิว"(中流) ที่ได้รับการอนุมัติ

มีพรรคต่อต้านการปฏิวัติวัฒนธรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ความแตกต่างระหว่างพวกเขากับรัฐบาลกลางอยู่ตรงที่พวกเขาพยายามล้มล้างพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปัจจุบัน และพยายามฟื้นฟูระบบเจ้าขุนมูลนายที่มีการติดสินบนนายทุน อีกทั้งมีการพยายามฟื้นฟูนโยบายการสร้างกลุ่มต่อสู้ทางชนชั้นแบบในสมัยเหมาเจ๋อตง บุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ ได้แก่ หยวนอวี่หวฺ [21][22] จุดยืนของกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติวัฒนธรรมในปัจจุบัน คือ ฟื้นฟูระบอบจักรพรรดิขึ้นมาและจงรักภักดีต่อพรรคการเมือง(保皇爱党) ผู้ที่ต่อต้านการปฏิวัติมีเป็นส่วนน้อย

พรรคการเมืองลัทธิเหมาในจีน[แก้]

อิทธิพลของลัทธิเหมาที่มีต่อนานาประเทศ[แก้]

การประเมินค่า[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 本书编委会 (2016.07). 中国共产党章程 中国共产党廉洁自律规则 中国共产党纪律处分条例 中国共产党党员权利保障条例 大字条旨版. 北京:中国法制出版社. pp. 2–3. Check date values in: |year= (help)
  2. "国际显学与批判思潮:国际毛主义研究六十年". Archived from the original on 2016-03-13. สืบค้นเมื่อ 2014-11-24.
  3. 中共中央文献研究室,中国延安干部学院编 (2014.04). 延安时期党的重要领导人著作选编 下. 北京:中央文献出版社. p. 481. ISBN 978-7-5073-4041-9. Check date values in: |year= (help)
  4. 大陆新闻解读:十八大前老江搞笑搅场. 2012-10-22. สืบค้นเมื่อ 2013-04-06.
  5. "中共八大不提"毛泽东思想"的苏联背景". Archived from the original on 2015-02-11. สืบค้นเมื่อ 2015-02-11.
  6. แม่แบบ:Cite wikisource
  7. 新华网:中共十六大党章
  8. 中国特色社会主义理论体系的内容简述
  9. 《矛盾论》[1]
  10. 中共中央文献研究室, ed. (2013). 毛泽东年谱(1949—1976)·第五卷. 北京: 中央文献出版社. ISBN 978-7-5073-3992-5.
  11. 《关于正确处理人民内部矛盾的问题》
  12. 《矛盾论》
  13. 《矛盾论》[2]
  14. 未名 (2013-02-19). "外国人眼中的毛泽东军事思想". 中国社会科学网.
  15. 钱其琛. "毛泽东在开创新中国外交和国际战略思想上的伟大贡献".
  16. 钱其琛 (1993). "毛泽东外交思想". 毛泽东思想大辞典. 上海辞书出版. ISBN 7-5326-0284-2.
  17. 姜安 (2012). "毛泽东"三个世界划分"理论的政治考量与时代价值". 中国社会科学 (1).[ลิงก์เสีย]
  18. 中共中央文献研究室, ed. (2013). 毛泽东年谱(1949—1976)·第六卷. 北京: 中央文献出版社. ISBN 978-7-5073-3992-5.
  19. 《在延安文艺座谈会上的讲话》
  20. "陈子明:试析今日中国的毛派光谱". 共识网. 2013-09-03. Archived from the original on 2016-03-05.
  21. "袁庾华:邓小平思潮和老左派思潮". 共识网. 2012-08-31. Archived from the original on 2016-03-04.
  22. NHK纪录片《走近拥毛派》