ลัทธิเหมา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โฆษณาชวนเชื่อภาพเหมา เจ๋อตง
ลัทธิเหมา
จีนตัวเต็ม 毛澤東思想
จีนตัวย่อ 毛泽东思想
ความหมายตามตัวอักษร "แนวคิดของเหมา เจ๋อตง"

ลัทธิเหมา(毛泽东思想) คือ ทฤษฎีทางการเมืองและการทหารที่พัฒนามาจากแนวคิด และนโยบายของ เหมา เจ๋อตง (1893–1976) ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองและการปฏิวัติของประเทศจีนในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยในระยะแรกเริ่มถูกเรียกว่า "ทฤษฎีความคิดของเหมา เจ๋อตง" เดิมมองว่าแนวคิดนี้พัฒนามาจากแนวคิดของลัทธิมาร์กซ์-เลนิน พรรคคอมมิวนิสต์จีนมองว่าลัทธิเหมาทำให้เกิดการปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่ ทำให้ประเทศรบชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามการเมืองภายในประเทศ และเกิดทฤษฎีที่สำคัญที่นำมาใช้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ลัทธิเหมาถูกพัฒนาขึ้นมาระหว่างคริสต์ทศวรรษที่ 1950 - 1970 เนื้อหาหลักของลัทธิเหมา ได้แก่ "ดวงไฟจากหมู่ดารา (กลุ่มประเทศล่าอาณานิคม) จะแผดเผาแผ่นดิน (จีน)", "ผู้ที่ถืออาวุธจะมีอำนาจทางการเมือง", "ชาวนาจะล้อมรอบเมือง", "นโยบายกองโจรล้อมเมือง", "ประชาชนจะเดินขบวนไปตามเส้นทาง", "รัฐบาลคอมมิวนิสต์รวบรวมประชาชนให้สามัคคีกัน", "ศิลปะจะต้องรับใช้การต่อสู้ทางชนชั้นเท่านั้น", "รัฐบาลจะแบ่งสันปันส่วนให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน" และ "ใช้ทฤษฏีของลัทธิเหมาดำเนินการปฏิวัติ" เป็นต้น ประธานเหมากล่าวว่าชาวนาควรเป็นป้อมปราการป้องกันพลังการปฏิวัติซึ่งนำโดยชนชั้นกรรมาชีพในประเทศจีน จนกระทั่งได้รับการปฏิรูปเปิดประเทศจากเติ้ง เสี่ยวผิง พรรคคอมมิวนิสต์จีนถือว่าลัทธิเหมาเป็นการตกผลึกความรู้ที่ทำให้ประชาชนรวมตัวกันโดยผู้นำรุ่นแรกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่มิได้เป็นแนวคิดส่วนบุคคลของเหมาเจ๋อตง [1]

นอกจากนี้ "ลัทธิเหมา"(Maoism) ถือว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างลัทธิมาร์กซิสต์กับแนวคิดของจีนดั้งเดิมที่ลงตัวจนตกผลึกเป็นลัทธิเหมาซึ่งแตกต่างจากลัทธิมากซ์ ผู้ที่ยึดถือลัทธิเหมาเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ศรัทธาในลัทธิมาร์กซ์-เลนินและลัทธิเหมา หรือเรียกรวมๆว่า "ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน-เหมา" อันเป็นแนวคิดที่ต่อต้านลัทธิปฏิรูป (Anti-Revisionism)

ที่มาและการเปลี่ยนแปลง[แก้]

ดร.เบนจามิน ไอ. สวาทซ์ (Benjamin I. Schwartz) นักจีนวิทยาชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้เสนอคำว่า "ลัทธิเหมา" (Maoism) ขึ้นมาซึ่งวงการวิชาการระหว่างประเทศได้ยอมรับให้ใช้นามสกุลของประธานเหมาซึ่งเป็นผู้นำประเทศในขณะนั้นมาใช้เรียกแนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งได้อิทธิพลมาจากลัทธิมาร์กซ์-เลนิน

"เย่ชิง" (叶青) ผู้ซึ่งเป็นนักทฤษฎีต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์จากพรรคก๊กมินตั๋ง ได้นำนามสกุลของเหมาเจ๋อตงมาใช้เรียกทฤษฎีของลัทธิคอมมิวนิสต์ว่าลัทธิเหมาในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ.1941 แล้ว "จางหรูซิน" (张如心) นักทฤษฎีชาวเหยียนอาน (延安) ก็ใช้คำศัพท์นี้ในระหว่างช่วงสงครามด้วย ต่อมาก็มีเติ้งทัว (邓拓) กับ อู๋อวี้จาง (吴玉章) ที่ใช้เรียกคำนี้อีกด้วย[2]

แนวคิดของเหมาเจ๋อตงปรากฎขึ้นเป็นครั้งแรกในบทความ "เส้นทางการปลดแอกประชาชนชาวจีนและพรรคคอมมิวนิสต์จีน"[3]。 ของหนังสือพิมพ์รายวัน "การปลดแอก" ในปี 1943 ซึ่งเขียนโดย "หวางเจี้ยเสียง" (王稼祥) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และปี ค.ศ.1945 ได้ปรากฎเอกสารทางการ "วิพากษ์พรรคการเมือง" (论党) ของหลิวเส้าฉี (刘少奇) ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้นำทั้งเจ็ดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้กำหนดให้ลัทธิเหมาเป็นความคิดหลักของพรรคคอมมิวนิสต์จีน[4]

ปี ค.ศ.1956 มีการประชุมของแปดผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ให้ผ่านมติรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์การนับถือลัทธิสตาลินและเสนอให้ยกเลิกลัทธิเหมา ทางพรรคคอมมิวนิสต์จึงมีมติให้บังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้[5] ปี ค.ศ.1969 เก้าผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ได้ฟื้นฟูระเบียบข้อบังคับเจ็ดข้อซึ่งมีใจความสำคัญว่า "ลัทธิเหมาเกิดขึ้นเพราะลัทธิจักรวรรดินิยมล่มสลาย ถึงเวลาแล้วที่ลัทธิสังคมนิยมสายมาร์กซ์-เลนินจะประกาศชัยชนะทั่วโลก" ซึ่งถือว่าเป็น "การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่"[6] ของลัทธิมาร์กซ์-เลนิน หลังจากนั้นลัทธิเหมาก็กลายเป็นความคิดหลักที่บังคับใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ปี ค.ศ.1981 คณะกรรมการกลางประจำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดประชุมครั้งที่ 6 ในสมัยประชุมครั้งที่ 11 ในหัวข้อการประชุม "การเจรจาหารือเกี่ยวกับบัญหาทางประวัติศาสตร์หลังสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน"ซึ่งนำโดยเติ้งเสี่ยวผิง ในการประชุมครั้งนี้มีมติให้บังคับใช้โดยนำจุดยืน แนวคิดและวิธีการที่ผ่านการจัดระบบความคิดของเหมาเจ๋อตงให้กลายเป็นจิตวิญญาณของลัทธิเหมาที่ประชาชนชาวจีนเคารพและนับถือ ซึ่งมีใจความสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1. การแสวงหาความจริงจากข้อเท็จจรืง (实事求是) เป็นการนำทฤษฎีลัทธิเหมามาใช้ในการปลดแอกประชาชนโดยนำการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมาใช้ในการตรวจสอบความจริง

2. เส้นทางของมวลชน (群众路线) เป็นระบบการเมืองที่ทำเพื่อประชาชน พึ่งพาประชาชน โดยประชาชนและต้องเข้าถึงประชาชนทั้งหมด

3. ความเป็นอิสระและการพึ่งพาตนเอง (独立自主、自力更生) จะต้องใช้นโยบายซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานของการสร้างชาติและอำนาจของประชาชนในชาติ โดยหาวิธีการพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศชาติ

หลังจากนั้นได้กำหนดให้ "การปฏิวัติวัฒนธรรม" (文化大革命) และ "การปฏิวัตัิระบบเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ" (无产阶级专政下继续革命) กลายเป็น "แนวคิดที่ผิดพลาดในยุคเหมาเจ๋อตงตอนปลาย" โดยรัฐบาลจีนได้มีมติให้แนวคิดที่ิผิดพลาดนี้ไม่เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิเหมาอีกต่อไป

นิยามลัทธิเหมาของพรรคคอมมิวนิสต์จีน[แก้]

ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ.2002 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดการประชุมผู้แทนระดับชาติ ครั้งที่ 16 ในระหว่างการประชุมมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญบางส่วนโดยกำหนดนิยามของลัทธิเหมาใหม่ว่า "สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เป็นตัวแทนสำคัญและเคยเป็นสหายของเหมาเจ๋อตงได้นำแนวคิดหลักพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ์-เลนินมาผสมผสานกับขบวนการการปฏิวัติสาธารณรัฐประชาชนจีนจนตกผลึกเป็นลัทธิเหมา ลัทธิเหมาได้รับการพัฒนามาจากลัทธิมาร์กซ์-เลนินและใช้ในการบริหารประเทศ และเกิดข้อสรุปจากทฤษฎีและประสบการณ์ที่ถูกต้องในการสร้างชาติและปฏิวัติสาธารณรัฐประชาชนจีน จนตกผลึกเป็นภูมิปัญญาในการรวมตัวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน"[7]

พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้นำลัทธิเหมามาใช้เป็นหลักการสำคัญในการบริหารประเทศ แต่สื่อสิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษใช้คำว่า "ลัทธิเหมา" (毛主义) ในเชิงดูถูกเหยียดหยาม ในขณะเดียวกันองค์กรระหว่างประเทศมักใช้คำว่า "ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน" แทนที่จะใช้ "ลัทธิเหมา" เพื่อแสดงให้เห็นว่าแนวคิดของลัทธิเหมาเป็นเพียงการพัฒนาขึ้นมาจากลัทธิมาร์กซิสต์ แต่ยังมิได้เปลี่ยนแปลงแก้ไข อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์ต่างประเทศ (อย่างเช่นพรรคคอมมิวนิสต์ปฏิวัติอเมริกา) เห็นว่า ทฤษฎีของเหมาเจ๋อตงมีการเสริมแนวคิดจากทฤษฎีพื้นฐานของลัทธิมาร์กซิสต์ให้เป็นรูปธรรมขึ้น ฉะนั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 เป็นต้นมา จึงมีการใช้คำว่า "ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน-เหมา" เพื่อใช้ในวาระทางการเมือง

ลัทธิเหมาเป็นแนวคิดของรัฐบาลจีนเพียงส่วนหนึ่ง ตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิงได้ดำเนินการปฏิรูปเปิดประเทศเมื่อปี ค.ศ.1978 ลัทธิสังคมนิยมอัตลักษณ์จีนเป็นแนวคิดที่ใช้เป็นหลักในทางการเมืองจีน รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนได้ดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและแก้ไขนิยามของลัทธิเหมาให้ประชาชนเกิดความตระหนักรู้ ในขณะเดียวกันก็ได้ลดสถานะของลัทธิเหมาให้มีขอบเขตที่น้อยลง ถึงแม้ลัทธิเหมาจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความคิดที่ใช้ในการบริหารประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ว่า "ระบบทฤษฎีสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน"ของประธานเติ้งมิได้รวมลัทธิเหมาอยู่ด้วย[8]

พรรคคอมมิวนิสต์ปฏิวัติอเมริกาได้แสดงข้อเรียกร้องว่า "อำนาจของลัทธิแก้ในจีนหลังปี ค.ศ.1976 ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ยังเป็นของผู้สืบทอดอันเป็นมรดกตกทอดมาจากเส้นทางการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตง" บ็อบ อวาเกียน (Bob Avakian) ผู้ซึ่งเป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์ปฏิวัติอเมริกาได้สันนิษฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีนทั้งหมดโดยใช้การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผล โดยอธิบายสาเหตุของการฟื้นฟูลัทธิปฏิรูป (修正主义 ) และระบบทุนนิยมของประเทศจีน เพื่อที่จะต้องการฟังเสียงสะท้อนต่อการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่และปฏิเสธเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศจีน

เนื้อหาที่สำคัญ[แก้]

อิทธิพลที่มีต่อศิลปะและวรรณกรรม[แก้]

การสนับสนุนแนวคิดการปฏิวัติ[แก้]

ลัทธิเหมาในจีนยุคปัจจุบัน[แก้]

พรรคการเมืองลัทธิเหมาในจีน[แก้]

อิทธิพลของลัทธิเหมาที่มีต่อนานาประเทศ[แก้]

การประเมินค่า[แก้]

แหล่งอ้างอิง[แก้]

  1. 本书编委会 (2016.07). 中国共产党章程 中国共产党廉洁自律规则 中国共产党纪律处分条例 中国共产党党员权利保障条例 大字条旨版. 北京:中国法制出版社. pp. 2–3. Check date values in: |year= (help)
  2. "国际显学与批判思潮:国际毛主义研究六十年". Archived from the original on 2016-03-13. สืบค้นเมื่อ 2014-11-24.
  3. 中共中央文献研究室,中国延安干部学院编 (2014.04). 延安时期党的重要领导人著作选编 下. 北京:中央文献出版社. p. 481. ISBN 978-7-5073-4041-9. Check date values in: |year= (help)
  4. 大陆新闻解读:十八大前老江搞笑搅场. 2012-10-22. สืบค้นเมื่อ 2013-04-06.
  5. "中共八大不提"毛泽东思想"的苏联背景". Archived from the original on 2015-02-11. สืบค้นเมื่อ 2015-02-11.
  6. แม่แบบ:Cite wikisource
  7. 新华网:中共十六大党章
  8. 中国特色社会主义理论体系的内容简述