ข้ามไปเนื้อหา

จูกัดเอี๋ยน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จูกัดเอี๋ยน (จูเก่อ ต้าน)
諸葛誕
ภาพวาดจูกัดเอี๋ยนในยุคราชวงศ์ชิง
ขุนพลทหารม้าทะยาน
(驃騎將軍 เพี่ยวฉีเจียงจฺวิน)
ดำรงตำแหน่ง
ค.ศ. 257 (257)  ค.ศ. 258 (258)
กษัตริย์ซุนเหลียง
มหาขุนพลโจมตีภาคตะวันออก
(征東大將軍 เจิงตงต้าเจียงจฺวิน)
ดำรงตำแหน่ง
สิงหาคมหรือกันยายน ค.ศ. 255  ค.ศ. 257 (257)
กษัตริย์โจมอ
มหาขุนพลพิทักษ์ภาคตะวันออก
(鎮東大將軍 เจิ้นตงต้าเจียงจฺวิน)
ดำรงตำแหน่ง
กุมภาพันธ์หรือมีนาคม ค.ศ. 255  สิงหาคมหรือกันยายน ค.ศ. 255
กษัตริย์โจมอ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิดไม่ทราบ
อำเภออี๋หนาน มณฑลชานตง
เสียชีวิต10 เมษายน ค.ศ. 258
อำเภอโช่ว มณฑลอานฮุย
บุตร
ความสัมพันธ์
อาชีพขุนพล, ขุนนาง
ชื่อรองกงซิว (公休)
บรรดาศักดิ์โหวแห่งฉิวฉุน
(壽春侯 โช่วชุนโหว)

จูกัดเอี๋ยน หรือ จูกัดตุ้น[a] (เสียชีวิต 10 เมษายน ค.ศ. 258[b]) มีชื่อในภาษาจีนกลางว่า จูเก่อ ต้าน (จีน: 諸葛誕; พินอิน: Zhūgě Dàn) ชื่อรอง กงซิว (จีน: 公休; พินอิน: Gōngxiū) เป็นขุนพลและขุนนางของรัฐวุยก๊กในยุคสามก๊กของจีน

ในช่วงที่จูกัดเอี๋ยนดำรงตำแหน่งสำคัญทางการทหารในช่วงกลางและช่วงปลายของการรับราชการ ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กบฏทั้งสามครั้งที่เกิดขึ้นในอำเภอฉิวฉุน (壽春 โช่วชุน; อยู่บริเวณอำเภอโช่ว นครลู่อาน มณฑลอานฮุยในปัจจุบัน) ระหว่างปี ค.ศ. 251 และ ค.ศ. 258 ในเหตุการณ์กบฏครั้งที่สอง จูกัดเอี๋ยนช่วยเหลือสุมาสูผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งวุยก๊กในการปราบกบฏ หลังปราบปรามกบฏเสร็จสิ้น ราชสำนักวุยก๊กมอบหมายให้จูกัดเอี๋ยนดูแลการทหารในฉิวฉุน เมื่อตระกูลสุมามีอำนาจมากขึ้นและตั้งตนเองเป็นผู้ปกครองโดยพฤตินัยของวุยก๊ก จูกัดเอี๋ยนกลัวว่าตนจะถูกสังหารเช่นเดียวกับหวาง หลิง (王淩) และบู๊ขิวเขียมที่เป็นผู้นำของกบฏสองครั้งแรก จูกัดเอี๋ยนจึงตัดสินใจเริ่มต้นก่อกบฏครั้งที่สามในปี ค.ศ. 257 เพื่อต่อต้านสุมาเจียวผู้สืบทอดอำนาจถัดจากสุมาสูในฐานะผู้สำเร็จราชการแห่งวุยก๊ก แม้ว่าจูกัดเอี๋ยนจะได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากง่อก๊กที่เป็นรัฐอริของวุยก๊ก แต่กบฏของจูกัดเอี๋ยนในที่สุดก็ถูกปราบปรามโดยทัพหลวงของวุยก๊ก ตัวจูกัดเอี๋ยนถูกสังหารด้วยฝีมือของเฮาหุนนายทหารใต้บังคับบัญชาของสุมาเจียว

การรับราชการช่วงต้น

[แก้]

จูกัดเอี๋ยนเป็นชาวอำเภอหยางตู (陽都縣 หยางตูเซี่ยน) เมืองลองเอี๋ยหรือลงเสีย (琅邪郡 หลางหยาจฺวิ้น) ซึ่งปัจจุบันคืออำเภออี๋หนาน มณฑลชานตง จูกัดเอี๋ยนสืบเชื้อสายจากจูเก่อ เฟิง (諸葛豐)[3] และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับจูกัดกิ๋นและจูกัดเหลียง[4] จูกัดเอี๋ยนเริ่มรับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานสำนักราชเลขาธิการ (尚書郎 ช่างชูหลาง) ครั้งหนึ่งจูกัดเอี๋ยนและตู้ จี (杜畿) ผู้เป็นรองราชเลขาธิการ (僕射 ผู่เย่) ทดลองนั่งเรือในแม่น้ำ เรือพลิกคว่ำหลังถูกคลื่นซัด ทั้งสองจึงตกลงไปในน้ำ เมื่อราชองครักษ์หน่วยหู่เปิน (虎賁) มาช่วยทั้งคู่ จูกัดเอี๋ยนจึงบอกให้ช่วยตู้ จีก่อน ตัวจูกัดเอี่ยนหมดสติไปหลังจากนั้นและถูกน้ำพัดลอยไปขึ้นฝั่ง และในที่สุดก็ฟื้นขึ้นมา[5]

ต่อมาจูกัดเอี๋ยนได้เป็นนายอำเภอ ( ลิ่ง) ของอำเภอเอ๊งหยง (滎陽縣 สิงหยางเซี่ยน)[6] จากนั้นได้เป็นเจ้าพนักงาน ( หลาง) ในกรมบุคลากร (吏部 ลี่ปู้) ในช่วงเวลานั้น เหล่าข้าราชการได้แนะนำบุคคลต่าง ๆ ให้จูกัดเอี๋ยน จูกัดเอี๋ยนจะเผยในที่สาธารณะถึงสิ่งที่ข้าราชการเหล่านั้นพูดกับตนเป็นการส่วนตัว ก่อนที่จะมอบหมายงานให้บุคคลที่ข้าราชการเหล่านั้นแนะนำ เมื่อจูกัดเอี๋ยนประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการจะคำนึ่งถึงสิ่งที่คนอื่น ๆ พูดไม่ว่าในแง่บวกหรือแง่ลบ ด้วยเหตุนี้เหล่าข้าราชการจึงระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อจะแนะนำบุคคลากรให้จูกัดเอี๋ยน[7]

หลังจากผ่านประสบการณ์ในกรมบุคลากร จูกัดเอี๋ยนได้ย้ายไปเป็นผู้ช่วยขุนนางตรวจสอบและราชเลขาธิการ (御史中丞尚書 ยฺหวี่ฉื่อจงเฉิงช่างชู) จูกัดเอี๋ยนเป็นสหายสนิทกับแฮเฮาเหียนและเตงเหยียง ทั้งสามได้รับการยกย่องอย่างมากจากข้าราชการคนอื่น ๆ และพลเรือนในนครหลวง ภายหลังมีบางคนทูลโจยอยจักรพรรดิแห่งวุยก๊กว่าจูกัดเอี๋ยนและสหายรวมถึง "ผู้มีชื่อเสียง" คนอื่น ๆ[c] ปฏิบัติหน้าที่เพื่อผิวเผินและมีพฤติกรรมแสวงชื่อเสียง โจยอยทรงไม่โปรดและมีพระประสงค์จะกีดกันพฤติกรรมเช่นนี้ออกจากเหล่าข้าราชบริพาร พระองค์จึงทรงปลดจูกัดเอี๋ยนจากตำแหน่ง[9]

หลังโจยอยสวรรคตในปี ค.ศ. 239 โจฮองขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ พระองค์โปรดให้จูกัดเอี๋ยนกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยขุนนางตรวจสอบและราชเลขาธิการ ต่อมาเลื่อนให้มีตำแหน่งข้าหลวงมณฑล (刺史 ชื่อฉื่อ) ของมณฑลยังจิ๋วและมียศเป็นขุนพลสำแดงยุทธ (昭武將軍 เจาอู่เจียงจฺวิน)[10]

ยุทธการที่ตังหิน

[แก้]

ในปี ค.ศ. 251 ทัพหลวงของวุยก๊กนำโดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์สุมาอี้ปราบปรามกบฏที่ก่อโดยหวาง หลิง (王淩) ขุนพลวุยก๊ก หลังจากนั้นราชสำนักวุยก๊กแต่งตั้งให้จูกัดเอี๋ยนเป็นขุนพลพิทักษ์ภาคตะวันออก (鎮東將軍 เจิ้นตงเจียงจฺวิน) มอบอาญาสิทธิ์และมอบหมายให้ดูแลราชการทหารในมณฑลยังจิ๋ว และตั้งให้มีบรรดาศักดิ์เป็นเตงเฮาแห่งซันหยง (山陽亭侯 ชานหยางถิงโหว)[11][12] ภายหลังจากสุมาอี้เสียชีวิตในปีเดียวกันนั้น สุมาสูบุตรชายของสุมาอี้ขึ้นสืบทอดอำนาจในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และกุมอำนาจราชสำนักวุยก๊กต่อไป[13]

ช่วงต้นหรือกลางปี ค.ศ. 252 จูกัดเอี๋ยนแจ้งสุมาสูว่าทัพง่อก๊กได้บุกรุกอาณาเขตของวุยก๊กและก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่พร้อมแนวป้องกันภายนอกที่ตังหิน (東興; ทางตะวันออกเฉียงใต้ของนครเฉาหู มณฑลอานฮุยในปัจจุบัน) จูกัดเอี๋ยนเสนอให้สุมาสูส่งอองซองและบู๊ขิวเขียมนำกำลังทหารเข้าโจมตีและทำลายเขื่อน[14] ต่อมาในปีเดียวกัน สุมาสูดำเนินกลยุทธ์โจมตีง่อก๊กสามทิศทาง โดยส่งอองซองเข้าโจมตีเมืองลำกุ๋น (南郡 หนานจฺวิ้น; ปัจจุบันคือนครจิงโจว มณฑลหูเป่ย์) บู๊ขิวเขียมโจมตีบู๊เฉียง (武昌; ปัจจุบันคือนครเอ้อโจว มณฑลหูเป่ย์) อ้าวจุ๋นและจูกัดเอี๋ยนนำกำลังทหาร 70,000 นายโจมตีเขื่อนตังหิน[15] จูกัดเก๊กขุนพลง่อก๊กจึงนำกำลังทหาร 40,000 นายไปตังหินเพื่อตอบโต้ทัพวุยก๊ก[16] ยุทธการที่ตังหินสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะทางยุทธวิธีของทัพง่อก๊ก จูกัดเอี๋ยนถูกย้ายตำแหน่งไปเป็นขุนพลพิทักษ์ภาคใต้ (鎮南將軍 เจิ้นหนานเจียงจฺวิน) หลังกลับจากยุทธการ[17]

กบฏบู๊ขิวเขียมและบุนขิม

[แก้]

ต้นปี ค.ศ. 255 บู๊ขิวเขียมและบุนขิมเริ่มก่อกบฏในอำเภอฉิวฉุน (壽春 โช่วชุน; ปัจจุบันคืออำเภอโช่ว นครลู่อาน มณฑลอานฮุย)[18] เพราะทั้งคู่ไม่พอใจที่ตระกูลสุมากุมอำนาจราชสำนักวุยก๊ก ทั้งคู่สนิทกับโจซองที่เป็นอดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของวุยก๊กและเหล่าผู้ติดตาม[19] ซึ่งถูกถอดออกจากอำนาจในรัฐประหารในปี ค.ศ. 249 โดยสุมาอี้ บู๊ขิวเขียมและบุนขิมส่งคนนำสารไปพบจูกัดเอี๋ยนเพื่อโน้มน้าวให้จูกัดเอี๋ยนรวบรวมกำลังทหารในมณฑลอิจิ๋วมาช่วยสนับสนุนพวกตน แต่จูกัดเอี๋ยนประหารชีวิตคนนำสารและประกาศอย่างเป็นสาธารณะว่าบู๊ขิวเขียมและบุนขิมกำลังก่อกบฏ[20]

สุมาสูนำทัพหลวงวุยก๊กด้วยตนเองยกไปจัดการกับกลุ่มกบฏ สุมาสูสั่งจูกัดเอี๋ยนให้นำกำลังทหารจากมณฑลอิจิ๋วและเคลื่อนพลไปยังฉิวฉุนผ่านท่าข้ามอานเฟิง (安風津 อานเฟิงจิน) หลังสุมาสูปราบกบฏได้สำเร็จ กองกำลังของจูกัดเอี๋ยนเป็นกองกำลังแรกที่เข้าฉิวฉุน ประชาชนพลเมืองของฉิวฉุนซึ่งมีมากกว่า 100,000 คนจึงพากันหนีไปยังชนบทหรือหนีไปยังง่อก๊กเพราะกลัวว่าจะถูกฆ่า[21]

ราชสำนักวุยก๊กแต่งตั้งให้จูกัดเอี๋ยนมหาขุนพลพิทักษ์ภาคตะวันออก (鎮東大將軍 เจิ้นตงต้าเจียงจฺวิน) โดยมีเกียรติเทียบเท่ากับเสนาบดีระดับซันกง และมอบหมายให้ดูแลราชการทหารในมณฑลยังจิ๋ว ก่อนหน้านี้เมื่อข่าวที่บู๊ขิวเขียมและบุนขิมก่อกบฏแพร่ไปถึงง่อก๊ก ซุนจุ๋นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งง่อก๊กพร้อมด้วยลิกี๋, เล่าเบา และคนอื่น ๆ นำทัพง่อก๊กไปยังฉิวฉุนเพื่อสนันสนุนกลุ่มกบฏ แต่เมื่อทัพง่อก๊กมาถึง ทัพวุยก๊กก็ยึดฉิวฉุนคืนมาได้แล้ว ทัพง่อก๊กจึงล่าถอย จูกัดเอี๋ยนส่งเจียวปั้น (蔣班) ผู้ใต้บังคับบัญชาให้นำกำลังทหารไล่ตามตีทัพง่อก๊กที่ล่าถอย เจียวปั้นสังหารเล่าเบาในการรบครั้งนั้นและได้ตราประจำตำแหน่งของเล่าเบากลับมา จูกัดเอี๋ยนได้เลื่อนบรรดาศักดิ์จากโหวระดับหมู่บ้านเป็นโหวระดับอำเภอคือ "เกาผิงโหว" (高平侯) จากความดีความชอบในการปราบกบฏ และได้รับศักดินาเพิ่มเติม 3,500 ครัวเรือน ราชสำนักวุยก๊กยังเปลี่ยนตำแหน่งให้จูกัดเอี๋ยนเป็น "มหาขุนพลโจมตีภาคตะวันออก" (征東大將軍 เจิงตงต้าเจียงจฺวิน)[22]

กบฏจูกัดเอี๋ยน

[แก้]

การเตรียมการก่อกบฏ

[แก้]

เนื่องจากจูกัดเอี๋ยนเป็นสหายสนิทกับแฮเฮาเหียนและเตงเหยียง (鄧颺 เติ้ง หยาง) ซึ่งทั้งคู่เป็นคนสนิทของโจซอง และจูกัดเอี๋ยนได้เห็นถึงจุดจบของหวาง หลิงและบู๊ขิวเขียม จูกัดเอี๋ยนจึงรู้สึกไม่สบายใจและกังวลว่าตนอาจตกเป็นเหยื่อของการกวาดล้างโดยตระกูลสุมา ดังนั้นเมื่อจูกัดเอี๋ยนประจำการอยู่ในอำเภอฉิวฉุน (壽春 โช่วชุน; ปัจจุบันคืออำเภอโช่ว นครลู่อาน มณฑลอานฮุย) จึงพยายามเพิ่มความนิยมของตนในมวลชนในพื้นที่แม่น้ำห้วย (淮河 หฺวายเหอ) โดยใช้ความเอื้อเฟื้ออย่างมาก จูกัดเอี๋ยนยังใช้ทรัพย์สินส่วนตัวในการตัดสินบนผู้ใต้บังคับบัญชาและจ้างทหารรับจ้างหลายพันนายป็นองครักษ์[23] จูกัดเอี๋ยนยังนิรโทษกรรมให้กับนักโทษที่ทำความผิดถึงขั้นต้องโทษประหารชีวิต[24]

ในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ. 256 จูกัดเอี๋ยนหาข้ออ้างเพื่อจะตั้งมั่นในฉิวฉุนและเสริมสร้างการป้องกันให้แข็งแกร่งขึ้น จูกัดเอี๋ยนเขียนฎีกาถึงราชสำนักอ้างว่าตนได้ยินว่าทัพง่อก๊กกำลังวางแผนจะโจมภูมิภาคแถบแม่น้ำห้วย จึงขอกำลังทหาร 100,000 นายและขออนุญาตสร้างโครงสร้างป้องกันในพื้นที่[25] ในช่วงเวลานั้น หลังสุมาสูเสียชีวิตในปี ค.ศ. 255 สุมาเจียวน้องชายของสุมาสูได้สืบทอดอำนาจในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งวุยก๊ก กาอุ้นแนะนำสุมาเจียวให้คอยจับตาดูเหล่าขุนพลที่รักษาจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่ววุยก๊ก และประเมินว่าขุนพลเหล่านี้จงรักภักดีต่อสุมาเจียวหรือไม่ สุมาเจียวทำตามคำแนะนำของกาอุ้นและส่งกาอุ้นไปพบจูกัดเอี๋ยน กาอุ้นถามจูกัดเอี๋ยนว่า "ผู้มีปัญญาหลายคนในลกเอี๋ยงต่างหวังจะให้จักรพรรดิสละราชบัลลังก์เพื่อเปลี่ยนให้ผู้ปกครองที่ดีกว่าขึ้นครองแทน ท่านก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ท่านมีความเห็นประการใด" จูกัดเอี๋ยนตอบอย่างรุนแรงว่า "ท่านเป็นบุตรชายของข้าหลวงกา (กากุ๋ย) ไม่ใช่หรือ รัฐปฏิบัติต่อครอบครัวของท่านเป็นอย่างดีมาหลายชั่วรุ่น ท่านจะทรยศต่อรัฐและปล่อยให้ตกอยู่ในมือผู้อื่นได้อย่างไร ข้าไม่อาจทนได้ หากมีปัญหาในลกเอี๋ยง ข้าก็จะยอมตายเพื่อรัฐ" กาอุ้นฟังแล้วก็เงียบอยู่[26] หลังกลับมาลกเอี๋ยง กาอุ้นบอกกับสุมาเจียวว่า "จูกัดเอี๋ยนมีเกียรติและความนิยมสูงในยังจิ๋ว หากท่านเรียกตัวมาที่นี่และเขาไม่เชื่อฟัง ก็จะเป็นเพียงปัญหาเล็ก แต่หากท่านไม่เรียกตัวมา จะกลายเป็นปัญหาใหญ่" ในช่วงต้นฤดูร้อนของปี ค.ศ. 257 สุมาเจียวออกพระราชโองในนามของราชสำนักให้จูกัดเอี๋ยนกลับมาลกเอี๋ยงเพื่อให้มารับตำแหน่งเป็นเสนาบดีโยธาธิการ (司空 ซือคง) ในราชสำนักกลาง[27][28] แม้ว่าพระราชโองการนี้จะเป็นการเลื่อนตำแหน่งให้จูกัดเอี๋ยนเป็นเสนาบดีผู้ทรงเกียรติ (คือเป็นหนึ่งในสามตำแหน่งเสนาบดีระดับซันกง) แต่แท้จริงเป็นการดำเนินการเพื่อถอดจูกัดเอี๋ยนจากการมีอำนาจในฉิวฉุนและตั้งให้อยู่ภายใต้การควบคุมของสุมาเจียวในลกเอี๋ยง

การก่อกบฏ

[แก้]

เมื่อจูกัดเอี๋ยนได้รับราชโองการก็รู้ว่าสุมาเจียวสงสัยตน จูกัดเอี๋ยนจึงเริ่มหวาดกลัว ในชื่อ-ยฺหวี่ (世語) ระบุว่าจูกัดเอี๋ยนสงสัยว่างักหลิม (樂綝 เยฺว่ หลิน) ข้าหลวงมณฑล (刺史 ชื่อฉื่อ) ของมณฑลยังจิ๋วเป็นผู้ยุยงสุมาเจียวให้ถอดตนจากการมีอำนาจในฉิวฉุนและเรียกตัวไปลกเอี๋ยง จูกัดเอี๋ยนจึงนำกำลังทหารหลายร้อยนายไปยังที่ว่าการมณฑลเพื่อสังหารงักหลิม เมื่อจูกัดเอี๋ยนมาถึงเห็นว่าประตูเปิดอยู่จึงตะโกนบอกทหารรักษาประตูว่า "คราก่อนท่านไม่ใช่ลูกน้องของข้าหรอกหรืิอ" จากนั้นก็ใช้กำลังบุกเข้าไปและสังหารงักหลิม[29] อีกบันทึกหนึ่งจากเว่ย์มั่วจฺว้าน (魏末傳) ระบุว่าจูกัดเอี๋ยนจัดงานเลี้ยงขึ้นหลังได้รับพระราชโองการ และพูดปดว่าตนต้องการลาหยุดงานวันหนึ่งและออกนอกฉิวฉุน จูกัดเอี๋ยนนำทหาร 700 นายไปกับตนด้วย เมื่องักหลิมได้ยินเรื่องนี้จึงสั่งให้ปิดประตูเมือง จูกัดเอี๋ยนจึงสั่งทหารของตนให้ใช้กำลังเข้าเปิดประตู จุดไฟเผาที่ว่าการมณฑล และสังหารงักหลิม จากนั้นจึงเขียนฎีกาส่งไปยังราชสำนักโดยกล่าวหาว่างักหลิมลอบร่วมมือกับง่อก๊กและอ้างว่าตนได้สังหารงักหลิมหลังล่วงรู้เรื่องการทรยศของงักหลิม นักประวัติศาสตร์เผย์ ซงจือเชื่อว่าบันทึกในเว่ย์มั่วจฺว้านไม่เป็นความจริง[30] ไม่ว่าในกรณีใด จูกัดเอี๋ยนได้สังหารงักหลิมและเริ่มก่อกบฏในฉิวฉุนต่อต้านราชสำนักวุยก๊ก[31]

ขณะเมื่อจูกัดเอี๋ยนก่อกบฏมีกำลังพลประมาณ 100,000 นายภายใต้การบังคับบัญชาของตนในภูมิภาคแม่น้ำห้วย กำลังพลส่วนใหญ่ประจำการในฐานะส่วนหนึ่งของนโยบายถุนเถียนของราชสำนักวุยก๊ก จูกัดเอี๋ยนยังรวบรวมทหารอีก 40,000 ถึง 50,000 นายในมณฑลยังจิ๋ว จูกัดเอี๋ยนมีเสบียงสะสมที่สามารถใช้ได้เป็นเวลาหนึ่งปีและมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองในภูมิภาคนั้นอย่างสมบูรณ์[32] จากนั้นจึงส่งงอก๋ง (吳綱 อู๋ กาง) หัวหน้าเสมียน (長史 จ๋างฉื่อ) ให้นำจูกัดเจ้งบุตรชายของตนไปขอความช่วยเหลือจากง่อก๊ก โดยให้จูกัดเจ้งยังคงอยู่ที่ง่อก๊กในฐานะตัวประกัน[33]

ซุนหลิมผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งง่อก๊กมีความยินดี จึงสั่งให้จวนเต๊ก (全懌 เฉวียน อี้), จวนตวน (全端 เฉวียน ตวาน), ต๋องจู (唐咨 ถาง จือ), หวาง จั้ว (王祚) และนายทหารคนอื่น ๆ ให้นำกำลังพลง่อก๊ก 30,000 นายไปสนับสนุนการก่อกบฏของจูกัดเอี๋ยน ซุนหลิมยังบอกกับบุนขิมผู้แปรพักตร์มาเข้าด้วยง่อก๊กหลังความพ่ายแพ้ของบู๊ขิวเขียมให้ไปช่วยจูกัดเอี๋ยน ราชสำนักง่อก๊กมอบอาญาสิทธิ์ให้จูกัดเอี๋ยนและแต่งตั้งให้มีตำแหน่งดังต่อนี้: ผู้พิทักษ์ทัพซ้าย (左都護 จั่วตู่ฮู่), มหาเสนาบดีมหาดไทย (大司徒 ต้าซือถู), ขุนพลทหารม้าทะยาน (驃騎將軍 เพี่ยวฉีเจียงจฺวิน) และข้าหลวงมณฑลของมณฑลเฉงจิ๋ว (青州牧 ชิงโจวมู่) และยังตั้งให้มีบรรดาศักดิ์เป็นโหวแห่งฉิวฉุน (壽春侯 โช่วชุนโหว)[34]

ยุทธการ

[แก้]

ในบรรดากองกำลังจำนวนมากที่ถูกส่งไปปราบปรามกบฏจูกัดเอี๋ยน กองกำลังที่นำโดยอองกี๋มาถึงฉิวฉุนเป็นกองกำลังแรกและเริ่มปิดล้อมฉิวฉุน ก่อนที่จะการปิดล้อมจะดำเนินการเสร็จ ทัพง่อก๊กที่นำโดยต๋องจูและบุนขิมสามารถเดินทัพตัดผ่านภูมิประเทศภูเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของฉิวฉุนและเข้าฉิวฉุนเพื่อพบกับจูกัดเอี๋ยนได้[35]

ประมาณเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 257 สุมาเจียวมาถึงอำเภอฮางเสีย (項縣 เซี่ยงเซี่ยน; ปัจจุบันคืออำเภอเฉิ่นชิว มณฑลเหอหนาน) ที่ซึ่งสุมาเจียวบัญชากำลังพลรวม 260,000 นายที่ระดมมาจากทั่ววุยก๊กเพื่อปราบกบฏ และมุ่งหน้าไปยังฉิวฉุน สุมาเจียวตั่งมั่นอยู่ที่ชิวโถว (丘頭) ในขณะที่ส่งอองกี๋และตันเกี๋ยน (陳騫 เฉิน เชียน) ให้ปิดล้อมฉิวฉุนและเสริมกำลังการปิดล้อมด้วยโครงสร้างป้องกันอย่างกำแพงดินและคูน้ำ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สุมาเจียวยังสั่งให้โจเป๋า (石苞 ฉือ เปา) และจิวท่าย (州泰 โจว ไท่) ให้นำกำลังพลส่วนหนึ่งออกลาดตระเวนโดยรอบบริเวณและป้องกันกองกำลังใด ๆ ที่อาจยกมาช่วยจูกัดเอี๋ยน เมื่อบุนขิมและคนอื่น ๆ พยายามจะตีฝ่าวงล้อมออกไป ก็ถูกทัพวุยก๊กตีโต้จนถอยกลับมา[36]

จูอี้ขุนพลง่อก๊กนำอีกกองกำลังไปยังฉิวฉุนเพื่อช่วยจูกัดเอี๋ยน จิวท่ายโจมตีจูอี้ที่หลีเจียง (黎漿) และเอาชนะได้ ซุนหลิมผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งง่อก๊กโกรธมากที่จูอี้ล้มเหลวจึงสั่งให้นำตัวจูอี้ไปประหารชีวิต[37]

การแปรพักตร์

[แก้]

หลังจากนั้นไม่นาน ฉิวฉุนก็ค่อย ๆ ขาดแคลนเสบียงและถูกตัดขาดจากภายนอกมากขึ้น ผู้ช่วยคนสนิทสองคนของจูกัดเอี๋ยนคือเจียวปั้น (蔣班 เจี่ยว ปาน) และเจียวอี้ (焦彝 เจียว อี๋) บอกกับจูกัดเอี่ยนว่า "จูอี้มาพร้อมทัพใหญ่แต่ไม่อาจทำการใดได้ ซุนหลิมประหารชีวิตจูอี้และกลับไปกังตั๋ง แท้จริงแล้วซุนหลิมกำลังจะสร้างแนวร่วมเมื่อส่งกำลังพลมาช่วยเรา การตัดสินใจของซุนหลิมที่จะถอยกลับไปแสดงให้เห็นว่าเขามีท่าทีจะรอและเฝ้าดู บัดนี้ในเมื่อทหารของเรายังมีขวัญกำลังใจสูงและกระหายที่จะออกรบ เราจึงควรมุ่งกำลังทั้งหมดไปที่การตีฝ่าวงล้อมไปทางด้านใดด้านหนึ่ง อย่างน้อยเราก็สามารถนำกำลังพลวางส่วนหลบหนีและเอาตัวรอดไปได้"[38]

บุนขิมไม่เห็นด้วยและบอกจูกัดเอี๋ยนว่า "ทัพกังตั๋งเป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องการได้รับชัยชนะหลายครั้ง ข้าศึกของเราทางเหนือก็หยุดทัพกังตั๋งไม่ได้ ท่านควรนำทหารหมื่นกว่านายเข้าร่วมกับกังตั๋ง จวนตวน ตัวข้า และคนอื่น ๆ จากกังตั๋งก็ติดอยู่กับท่านที่นี่ ครอบครัวของเรายังคงอยู่ในกังตั๋ง แม้ว่าซุนหลิมไม่ต้องการช่วยพวกเรา ท่านคิดหรือว่าองค์จักรพรรดิและพระญาติวงศ์จะทอดทิ้งเรา ในอดีตมีเหตุที่ข้าศึกของเราประสบกับภัยโรคระบาดหลายครั้ง บัดนี้พวกเราติดอยู่ที่นี่มาเกือบปีแล้ว หากเราปลุกปั่นให้เกิดความรู้สึกแตกแยก ก็จะเกิดการก่อกำเริบภายในขึ้น เราควรยืนหยัดต่อไปและมีความหวังว่าความช่วยเหลือจะมาถึงในไม่ช้า"[39]

บุนขิมโกรธมากเมื่อเจียวปั้นและเจียวอี้โน้มน้าวจูกัดเอี๋ยนหลายครั้งให้ปฏิบัติตามแผนของตน ด้านจูกัดเอี๋ยนก็รู้สึกรำคาญเจียวปั้นและเจียวอี้จึงขั้นต้องการจะประหารชีวิตทั้งคู่ เจียวปั้นและเจียวอี้กลัวพวกตนจะถูกสังหารและตระหนักว่าจูกัดเอี๋ยนมีชะตาต้องล้มเหลว ดังนั้นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 257 หรือมกราคม ค.ศ. 258 เจียวปั้นและเจียวอี้จึงหนีออกจากฉิวฉุนและยอมจำนนต่อสุมาเจียว[40][41]

ต่อมาสุมาเจียวดำเนินอุบายโน้มน้าวจวนเต๊ก (全懌 เฉวียน อี้) และจวนตวน (全端 เฉวียน ตวาน) ให้ยอมจำนน จวนเต๊กและจวนตวนจึงนำทหารหลายร้อยนายออกจากฉิวฉุนและแปรพักตร์เข้าด้วยฝ่ายสุมาเจียว การแปรพักตร์ของทั้งคู่ยิ่งทำให้ภายในทัพของจูกัดเอี๋ยนเกิดความหวาดกลัวและตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้น[42]

การพยายามฝ่าวงล้อม

[แก้]

ในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม ค.ศ. 258 บุนขิมบอกกับจูกัดเอี๋ยนว่า "เจียวปั้นและเจียวอี้จากไปเพราะพวกเราไม่ทำตามความคิดพวกเขาที่ให้โจมตีข้าศึก จวนตวนและจวนเต๊กก็แปรพักตร์เช่นกัน ข้าศึกคงต้องลดการป้องกันลง บัดนี้ถึงเวลาที่จะเข้าโจมตีข้าศึกแล้ว" จูกัดเอี๋ยนเห็นด้วย ตัวจูกัดเอี๋ยนพร้อมด้วยบุนขิมและต๋องจูจึงนำกำลังพลออกโจมตีและพยายามตีฝ่าวงล้อม[43][44]

ความพยายามในการตีฝ่าวงล้อมไม่เป็นผล เพราะทัพวุยก๊กได้สร้างกำแพงและโครงสร้างป้องกันอื่น ๆ ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบมากกว่า ทหารวุยก๊กทุ่มก้อนหินและยิงเกาทัณฑ์ใส่ทัพจูกัดเอี๋ยน ทหารฝ่ายจูกัดเอี๋ยนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตรงมหลายพันนาย พื้นดินนองไปด้วยเลือด จูกัดเอี๋ยนไม่สามารถตีฝ่าวงล้อมได้จึงล่าถอยกลับเข้าฉิวฉุน ในช่วงเวลานั้นเสบียงในฉิวฉุนก็หมดลง ทหารของจูกัดเอี๋ยนหลายพันนายลอบออกจากฉิวฉุนและยอมจำนนต่อสุมาเจียว[45]

ความล้มเหลวและการเสียชีวิต

[แก้]

ก่อนหน้านี้ บุนขิมต้องการให้จูกัดเอี๋ยนลดการปันส่วนเสบียงอาหารลงและส่งทหารทั้งหมดออกตีฝ่าวงล้อม ส่วนตัวบุนขิมและกำลังทหารจากง่อก๊กจะยังคงอยู่ด้านหลังเพื่อรักษาฉิวฉุน จูกัดเอี๋ยนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและทะเลาะกับบุนขิมในเรื่องนี้ แม้ว่าในช่วงแรกจูกัดเอี๋ยนและบุนขิมจะร่วมมือกัน แต่ทั้งคู่ก็รู้สีกระแวงและไม่ไว้วางใจกันและกันมากยิ่งขึ้นในขณะที่สถานการณ์ในฉิวฉุนเลวร้ายลง ในที่สุดจูกัดเอี๋ยนก็สั่งประหารชีวินบุนขิม[46]

บุตรชายของบุนขิมคือบุนเอ๋งและบุนเฮา (文虎 เหวิน หู่) ทราบข่าวการเสียชีวิตของบิดาด้วยฝีมือของจูกัดเอี๋ยน ทั้งคู่จึงพยายามหนีออกจากฉิวฉุน หลังจากที่บุนเอ๋งและบุนเฮาโน้มน้าวทหารของพวกตนให้ร่วมติดตามพวกตนไปแต่ไม่สำเร็จ ทั้งคู่จึงหลบหนีไปเพียงลำพังสองคนและยอมจำนนต่อสุมาเจียว เหล่านายทหารแนะนำสุมาเจียวให้ประหารชีวิตทั้งคู่ แต่สุมาเจียวพูดว่า "ความผิดของบุนขิมไม่อาจให้อภัย แม้ว่าบุตรชายของบุนขิมก็ควรถูกประหารชีวิต แต่พวกเขาก็ยอมจำนนต่อเราแล้ว อีกทั้งเมือง (ฉิวฉุน) ก็ยังไม่ถูกยึดคืน การประหารทั้งสองคนนี้ก็มีแต่จะทำให้กบฏยิ่งฮึดสู้มากขึ้น" สุมาสูจึงนิรโทษกรรมให้บุนเอ๋งและบุนเฮา แล้วสั่งทหารม้าหลายร้อยนายให้คุ้มกันทั้งคู่เดินตระเวนรอบฉิวฉุนและประกาศแก่กลุ่มกบฏในฉิวฉุนว่า "เห็นหรือไม่ว่าบุตรชายของบุนขิมได้รับการไว้ชีวิตแล้ว จะมีอะไรต้องกลัวอีกเล่า" จากนั้นสุมาเจียวจึงแต่งตั้งให้บุนเอ๋งและบุนเฮาเป็นนายทหารและให้ทั้งคู่มีบรรดาศักดิ์ระดับกวนไล่เหา (關內侯 กวานเน่ย์โหว)[47]

ในเวลานั้น ทหารส่วนใหญ่ของจูกัดเอี๋ยนหมดกำลังใจที่ต่อสู้หลังติดอยู่ในฉิวฉุนเป็นเวลาหลายเดือนโดยไม่มีอาหาร จูกัดเอี๋ยน, ต๋องจู และนายทหารที่เหลือในฉิวฉุนก็จนปัญญาเช่นกัน สุมาเจียวมาถึงฉิวฉุนและบัญชาการทัพให้เข้ากระชับวงล้อมและร้องเรียกให้ข้าศึกออกรบ ฝ่ายกบฏไม่ตอบสนอง จากนั้นจูกัดเอี๋ยนพยายามจะตีฝ่าวงล้อมพร้อมด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาไม่กี่นาย เฮาหุน (胡奮 หู เฟิ่น) นายทหารใต้บังคับบัญชาของสุมาเจียวนำทหารเข้าโจมตีจูกัดเอี๋ยนและสังหารจูกัดเอี๋ยนได้ ศีรษะที่ถูกตัดของจูกัดเอี๋ยนถูกนำไปวางประจาน และสมาชิกในครอบครัวของจูกัดเอี๋ยนก็ถูกประหารชีวิต จูกัดเอี๋ยนนั้นเคยจ้างทหารรับจ้างหลายร้อยคนไว้เป็นองครักษ์ หลังจูกัดเอี๋ยนเสียชีวิต องครักษ์เหล่านี้ก็ถูกจับกุมและได้รับการเสนอโอกาสให้ยอมสวามิภักดิ์แล้วจะได้รับการไว้ชีวิต แต่ไม่มีทหารรับจ้างคนใดยอมรับข้อเสนอ ทั้งหมดจึงถูกประหารชีวิต ความภักดีขององครักษ์เหล่านี้ต่อจูกัดเอี๋ยนเทียบได้กับความจงรักภักดีของผู้ติดตาม 500 คนของเตียนหอง (田橫 เถียน เหิง)[d] อีจ้วน (于詮 ยฺหวี เฉฺวียน) นายทหารของง่อก๊กกล่าวว่า "ข้าได้รับคำสั่งจากนายให้นำกำลังทหารมาช่วยเหลือผู้อื่น ข้าล้มเหลวในการทำภารกิจและไม่สามารถกระทำการใดเพื่อเอาชนะข้าศึกได้ ข้าไม่อาจทนต่อเรื่องนี้ได้" แล้วอีจ้วนจึงถอดเกราะของตนและบุกเข้าหาข้าศึกแล้วถูกสังหาร[48][49] ต๋องจู, หวาง จั้ว (王祚) และนายทหารง่อก๊กคนอื่นยอมจำนนต่อสุมาเจียว อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยึดมาได้จากทัพง่อก๊กกองใหญ่เหมือนเนินเขา[50]

ครอบครัว

[แก้]

จูกัดเอี๋ยนมีบุตรชายอย่างน้อย 1 คนและบุตรสาวอย่างน้อย 2 คน

บุตรสาวคนหนึ่งของจูกัดเอี๋ยนสมรสกับหวาง กว่าง (王廣) บุตรชายของหวาง หลิง (王淩) ในคืนวันแต่งงาน หวาง กว่างกล่าวกับนางว่า "เจ้ามีสีหน้าที่คล้ายกับกงซิว (公休; ชื่อรองของจูกัดเอี๋ยน) มาก!" นางตอบว่า "ท่านไม่สามารถเป็นเหมือนเยี่ยน-ยฺหวิน (彥雲; ชื่อรองของหวาง หลิง) จึงเปรียบภรรยาของตนเหมือนผู้กล้า!"[51] นางน่าจะถูกประหารชีวิตพร้อมด้วยครอบครัวตระกูลหวาง (ออง) ที่เหลือหลังการล่มจมของหวาง หลิง

บุตรสาวอีกคนหนึ่งของจูกัดเอี๋ยนสมรสกับสุมาเตี้ยมบุตรชายคนที่ 6 ของสุมาอี้ซึ่งขึ้นเป็นอ๋องในยุคราชวงศ์จิ้น นางเป็นที่รู้จักในพระนาม "จูเก่อไท่เฟย์" (諸葛太妃) หรือ "มหาชายาจูกัด" นางให้กำเนิดโอรสของสุมาเตี้ยม 4 พระองค์ ได้แก่ ซือหม่า จิ้น (司馬覲), ซือหม่า เหยา (司馬繇), ซือหมา ฉุ่ย (司馬漼) และซือหม่า ต้าน (司馬澹)[52] พระโอรสของซือหม่า จิ้นคือซือหม่า รุ่ย (司馬睿) ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์จิ้นตะวันออก (ค.ศ. 317-420) และจูกัดเอี๋ยนได้รับการนับว่าเป็นบรรพบุรุษของจักรพรรดิทุกพระองค์ของราชวงศ์จิ้นตะวันออก

บุตรชายของจูกัดเอี๋ยนคือจูกัดเจ้ง ถูกส่งไปเป็นตัวประกันในง่อก๊กในปี ค.ศ. 257 เพื่อขอการสนับสนุนจากง่อก๊กในการก่อกบฏของบิดา[33] จูกัดเจ้งยังคงอยู่ในง่อก๊กและรับราชการเป็นเสนาบดีกลาโหม (大司馬 ต้าซือหม่า) ในปี ค.ศ. 280 หลังราชวงศ์จิ้นพิชิตง่อก๊ก จูกัดเจ้งไปหลบซ่อนตัวในบ้านของพี่สาวคนหนึ่ง (คนที่สมรสกับสุมาเตี้ยม) สุมาเอี๋ยน (จักรพรรดิจิ้นอู่ตี้) จักรพรรดิแห่งราชวงศ์จิ้นทรงถือว่าจูกัดเจ้งเป็นพระญาติของพระองค์ (สุมาเตี้ยมเป็นพระปิตุลาหรืออาของสุมาเอี๋ยน) และทรงทราบว่าจูกัดเจ้งซ่อนตัวอยู่ในบ้านของพี่สาว จึงเสด็จไปเยี่ยม เมื่อจูกัดเจ้งได้ยินว่าจักรพรรดิเสด็จมาเยี่ยม จึงซ่อนตัวอยู่ในห้องส้วมและปฏิเสธที่จะออกมา จักรพรรดิสุมาเอี๋ยนทรงยืนกรานจะพบจูกัดเจ้งและตรัสว่า "วันนี้ ในที่สุดเราก็ได้พบกันอีกครั้ง" จูกัดเจ้งทูลตอบทั้งน้ำตาว่า "กระหม่อมเสียใจที่ไม่อาจเอาสีทาตัวและลอกผิวหนังออกจากหน้าได้[e] ก่อนที่กระหม่อมจะได้พบกับฝ่าบาทอีกครั้ง!" จักรพรรดิสุมาเอี๋ยนแต่งตั้งให้จูกัดเจ้งเป็นขุนนางมหาดเล็ก (侍中 ชื่อจง) แต่จูกัดเจ้งปฏิเสธการรับตำแหน่ง จากนั้นกลับไปบ้านเกิดและใช้ชีวิตในฐานะสามัญชนในช่วงชีวิตที่เหลือ[53] จูกัดเจ้งมีบุตรชาย 2 คนคือจูเก่อ อี๋ (諸葛頤) และจูเก่อ ฮุย (諸葛恢) จูเก่อ อี๋รับราชการเป็นเสนาบดีพิธีการ (太常 ไท่ฉาง) ในยุคราชวงศ์จิ้นและเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิจิ้น-ยฺเหวียนตี้[54] จูเก่อ ฮุยรับราชการเป็นหัวหน้าสำนักราชเลขาธิการ (尚書令 ช่างชูลิ่ง)[55] และมีบทประวัติของตนเองในจิ้นชู (เล่มที่ 77)

ในวัฒนธรรมประชานิยม

[แก้]

จูกัดเอี๋ยนปรากฏครั้งแรกในฐานะตัวละครที่เล่นได้ในภาคที่ 7ของซีรีส์วิดีโอเกมไดนาสตีวอริเออร์ของโคเอ

ดูเพิ่ม

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ชื่อที่ปรากฏในสามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ตอนที่ 81[1]
  2. บทชีวประวัติสุมาเจียวในจิ้นชูระบุว่าจูกัดเอี๋ยนถูกสังหารในวันอี๋โหย่ว (乙酉) ในเดือน 2 ของศักราชกำลอ (甘露 กานลู่) ปีที่ 2 ในรัชสมัยของโจมอ[2] วันที่นี้เทียบได้กับวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 258 ในปฏิทินกริกอเรียน
  3. "ผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้" รวมถึงบุตรชายของข้าราชการที่มีชื่อเสียง เช่น หลิว ซี (劉熈) บุตรชายของเล่าฮอง (劉放 หลิว ฟ่าง), ซุน มี่ (孫密) บุตรชายของซุนจู (孫資 ซุน จู) และเว่ย์ เลี่ย (衞烈) บุตรชายของเว่ย์ เจิน (衞臻)[8]
  4. เตียนหอง (田橫 เถียน เหิง; เสียชีวิต 202 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นผู้ปกครองของรัฐเจ๋ (齊 ฉี) ในช่วงสงครามฌ้อ–ฮั่น (206–202 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการล่มสลายของราชวงศ์จิ๋น (秦 ฉิน) และการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น หลังเตียนหองพ่ายแพ้ให้กับเล่าปัง (พระเจ้าฮั่นโกโจ จักรพรรดิก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น) เตียนหองก็ฆ่าตัวตายหลังปฏิเสธที่จะยอมจำนน เตียนหองมีผู้ติดตาม 500 คน และทั้งหมดก็ฆ่าตัวตายตามนายไป
  5. จูกัดเจ้งกำลังทูลบอกความรู้สึกอับอายของตนเองขณะได้พบกับจักรพรรดิสุมาเอี๋ยน "เอาสีทาตัว" อ้างอิงจากเรื่องราวของอิเยียง (豫讓 ยฺวี่ ร่าง) ส่วน "ลอกผิวหนังออกจากหน้า" อ้างอิงจากเรื่องราวของเนี่ย เจิ้ง (聶政) ทั้งคู่เป็นมือสังหารที่มีชื่อเสียงในยุควสันตสารท

อ้างอิง

[แก้]
  1. ("สุมาสูก็มานะในใจยืนขึ้นจึงว่า ข้าป่วยเพียงนี้มิพอเปนไรจำจะไปเองจึงจะได้การ ก็ให้สุมาเจียวอยู่รักษาเมือง จึงให้จูกัดตุ้นนายทหารเปนแม่ทัพเมืองอิจิ๋วยกไปตีเมืองชิวฉุน ให้อ้าวจุ๋นนายทหารเปนแม่ทัพเมืองเซงจิ๋ว ยกไปสกัดอยู่ตำบลเจี๋ยวซองเปนทางข้าศึกจะกลับไป ให้อองตี๋นายทหารไปตีตำบลติ่นลำ ตัวสุมาสูเปนทัพหลวงขี่รถยกทัพไปตั้งอยู่เมืองซงหยง ขุนนางแลทหารทั้งปวงนั่งพร้อมกันคิดอ่านการซึ่งจะให้มีชัยแก่ข้าศึก") "สามก๊ก ตอนที่ ๘๑". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ August 2, 2024.
  2. [(甘露三年)二月乙酉,...,斩诞.] จิ้นชู เล่มที่ 2
  3. (諸葛誕字公休,琅邪陽都人,諸葛豐後也。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  4. (吳書曰:初,瑾為大將軍,而弟亮為蜀丞相, ... 族弟誕又顯名於魏,一門三方為冠蓋,天下榮之。) อรรถาธิบายจากอู๋ชูในสามก๊กจี่ เล่มที่ 52.
  5. (魏氏春秋曰:誕為郎,與僕射杜畿試船陶河,遭風覆沒,誕亦俱溺。虎賁浮河救誕,誕曰:「先救杜侯。」誕飄于岸,絕而後蘇。) อรรถาธิบายจากเว่ย์ชื่อชุนชิวในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  6. (初以尚書郎為滎陽令, ...) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  7. (... 入為吏部郎。人有所屬託,輙顯其言而承用之,後有當否,則公議其得失以為襃貶,自是群僚莫不慎其所舉。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  8. (世語曰:是時,當世俊士散騎常侍夏侯玄、尚書諸葛誕、鄧颺之徒,共相題表,以玄、疇四人為四聡,誕、備八人為八達,中書監劉放子熈、孫資子密、吏部尚書衞臻子烈三人,咸不及比,以父居勢位,容之為三豫,凡十五人。帝以構長浮華,皆免官廢錮。) อรรถาธิบายจากชื่อ-ยฺหวี่ในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  9. (累遷御史中丞尚書,與夏侯玄、鄧颺等相善,收名朝廷,京都翕然。言事者以誕、颺等脩浮華,合虛譽,漸不可長。明帝惡之,免誕官。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  10. (會帝崩,正始初,玄等並在職。復以誕為御史中丞尚書,出為揚州刺史,加昭武將軍。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  11. (王淩之陰謀也,太傅司馬宣王潛軍東伐,以誕為鎮東將軍、假節都督揚州諸軍事,封山陽亭侯。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  12. (詔以揚州刺史諸葛誕為鎮東將軍,都督揚州諸軍事。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 75.
  13. (八月,戊寅,舞陽宣文侯司馬懿卒。詔以其子衞將軍師為撫軍大將軍,錄尚書事。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 75.
  14. (鎮東將軍諸葛誕言於大將軍師曰:「今因吳內侵,使文舒逼江陵,仲恭向武昌,以羈吳之上流;然後簡精卒攻其兩城,比救至,可大獲也。」) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 75.
  15. (十一月,詔王昶等三道擊吳。十二月,王昶攻南郡,毌丘儉向武昌,胡遵、諸葛誕率衆七萬攻東興。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 75.
  16. (甲寅,吳太傅恪將兵四萬,晨夜兼行,救東興。 ...) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 75.
  17. (諸葛恪興東關,遣誕督諸軍討之,與戰,不利。還,徙為鎮南將軍。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  18. (春,正月,儉、欽矯太后詔,起兵於壽春, ... 儉又遣使邀鎮南將軍諸葛誕,誕斬其使。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 76.
  19. (初,揚州刺史文欽,驍果絕人,曹爽以鄉里故愛之。欽恃爽勢,多所陵傲。及爽誅,又好增虜級以邀功賞,司馬師常抑之,由是怨望。鎮東將軍毌丘儉素與夏侯玄、李豐善,玄等死,儉亦不自安,乃以計厚待欽。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 76.
  20. (後毌丘儉、文欽反,遣使詣誕,招呼豫州士民。誕斬其使,露布天下,令知儉、欽凶逆。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  21. (大將軍司馬景王東征,使誕督豫州諸軍,渡安風津向壽春。儉、欽之破也,誕先至壽春。壽春中十餘萬口,聞儉、欽敗,恐誅,悉破城門出,流迸山澤,或散走入吴。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  22. (以誕乆在淮南,乃復以為鎮東大將軍、儀同三司、都督揚州。吴大將孫峻、呂據、留贊等聞淮南亂,會文欽往,乃帥衆將欽徑至壽春;時誕諸軍已至,城不可攻,乃走。誕遣將軍蔣班追擊之,斬贊,傳首,收其印節。進封高平侯,邑三千五百戶,轉為征東大將軍。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  23. (誕旣與玄、颺等至親,又王淩、毌丘儉累見夷滅,懼不自安,傾帑藏振施以結衆心,厚養親附及揚州輕俠者數千人為死士。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  24. (魏書曰:誕賞賜過度。有犯死罪者,虧制以活之。) อรรถาธิบายจากเว่ย์ชูในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  25. (甘露元年冬,吴賊欲向徐堨,計誕所督兵馬足以待之,而復請十萬衆守壽春,又求臨淮築城以備寇,內欲保有淮南。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  26. (魏末傳曰:賈充與誕相見,談說時事,因謂誕曰:「洛中諸賢,皆願禪代,君所知也。君以為云何?」誕厲色曰:「卿非賈豫州子?世受魏恩,如何負國,欲以魏室輸人乎?非吾所忍聞。若洛中有難,吾當死之。」充默然。) อรรถาธิบาจากยเว่ย์มั่วจฺว้านในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  27. (世語曰:司馬文王旣秉朝政,長史賈充以為宜遣參佐慰勞四征,於是遣充至壽春。充還啟文王:「誕再在揚州,有威名,民望所歸。今徵,必不來,禍小事淺;不徵,事遲禍大。」乃以為司空。) อรรถาธิบายจากชื่อ-ยฺหวี่ในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  28. (朝廷微知誕有自疑心,以誕舊臣,欲入度之。二年五月,徵為司空。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  29. (書至,誕曰:「我作公當在王文舒後,今便為司空!不遣使者,健步齎書,使以兵付樂綝,此必綝所為。」乃將左右數百人至揚州,揚州人欲閉門,誕叱曰:「卿非我故吏邪!」徑入,綝逃上樓,就斬之。) อรรถาธิบายจากชื่อ-ยฺหวี่ในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  30. (誕旣被徵,請諸牙門置酒飲宴,呼牙門從兵,皆賜酒令醉,謂衆人曰:「前作千人鎧仗始成,欲以擊賊,今當還洛,不復得用,欲蹔出,將見人游戲,須臾還耳;諸君且止。」乃嚴鼓將士七百人出。樂綝聞之,閉州門。誕歷南門宣言曰:「當還洛邑,暫出游戲,揚州何為閉門見備?」前至東門,東門復閉,乃使兵緣城攻門,州人悉走,因風放火,焚其府庫,遂殺綝。誕表曰:「臣受國重任,統兵在東。揚州刺史樂綝專詐,說臣與吳交通,又言被詔當代臣位,無狀日乆。臣奉國命,以死自立,終無異端。忿綝不忠,輙將步騎七百人,以今月六日討綝,即日斬首,函頭驛馬傳送。若聖朝明臣,臣即魏臣;不明臣,臣即吳臣。不勝發憤有日,謹拜表陳愚,悲感泣血,哽咽斷絕,不知所如,乞朝廷察臣至誠。」臣松之以為魏末傳所言,率皆鄙陋。疑誕表言曲,不至於此也。) อรรถาธิบายจากเว่ย์มั่วจฺว้านในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  31. (誕被詔書,愈恐,遂反。召會諸將,自出攻揚州刺史樂綝,殺之。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  32. (斂淮南及淮北郡縣屯田口十餘萬官兵,揚州新附勝兵者四五萬人,聚穀足一年食,閉城自守。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  33. 1 2 (遣長史吴綱將小子靚至吴請救。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  34. (吴人大喜,遣將全懌、全端、唐咨、王祚等,率三萬衆,密與文欽俱來應誕。以誕為左都護、假節、大司徒、驃騎將軍、青州牧、壽春侯。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  35. (是時鎮南將軍王基始至,督諸軍圍壽春,未合。咨、欽等從城東北,因山乘險,得將其衆突入城。) 'สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  36. (六月,車駕東征,至項。大將軍司馬文王督中外諸軍二十六萬衆,臨淮討之。大將軍屯丘頭。使基及安東將軍陳騫等四靣合圍,表裏再重,壍壘甚峻。又使監軍石苞、兖州刺史州泰等,簡銳卒為游軍,備外寇。欽等數出犯圍,逆擊走之。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  37. (吴將朱異再以大衆來迎誕等,渡黎漿水,泰等逆與戰,每摧其鋒。孫綝以異戰不進,怒而殺之。) 'สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  38. (漢晉春秋曰:蔣班、焦彝言於諸葛誕曰:「朱異等以大衆來而不能進,孫綝殺異而歸江東,外以發兵為名,而內實坐須成敗,其歸可見矣。今宜及衆心尚固,士卒思用,并力決死,攻其一靣,雖不能盡克,猶可有全者。」) อรรถาธิบายจากฮั่นจิ้นชุนชิวในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  39. (文欽曰:「江東乘戰勝之威乆矣,未有難北方者也。況公今舉十餘萬之衆內附,而欽與全端等皆同居死地,父兄子弟盡在江表,就孫綝不欲,主上及其親戚豈肯聽乎?且中國無歲無事,軍民並疾,今守我一年,勢力已困,異圖生心,變故將起,以往準今,可計日而望也。」) อรรถาธิบายจากฮั่นจิ้นชุนชิวในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  40. (班、彝固勸之,欽怒,而誕欲殺班。二人懼,且知誕之必敗也,十一月,乃相攜而降。) อรรถาธิบายจากฮั่นจิ้นชุนชิวในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  41. (城中食轉少,外救不至,衆無所恃。將軍蔣班、焦彝,皆誕爪牙計事者也,棄誕,踰城自歸大將軍。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  42. (大將軍乃使反間,以奇變說全懌等,懌等率衆數千人開門來出。城中震懼,不知所為。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  43. (三年正月,誕、欽、咨等大為攻具,晝夜五六日攻南圍,欲決圍而出。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  44. (漢晉春秋曰:文欽曰:「蔣班、焦彝謂我不能出而走,全端、全懌又率衆逆降,此敵無備之時也,可以戰矣。」誕及唐咨等皆以為然,遂共悉衆出攻。) อรรถาธิบายจากฮั่นจิ้นชุนชิวในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  45. (圍上諸軍,臨高以發石車火箭逆燒破其攻具,弩矢及石雨下,死傷者蔽地,血流盈壍。復還入城,城內食轉竭,降出者數萬口。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  46. (欽欲盡出北方人,省食,與吴人堅守,誕不聽,由是爭恨。欽素與誕有隙,徒以計合,事急愈相疑。欽見誕計事,誕遂殺欽。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  47. (欽子鴦及虎將兵在小城中,聞欽死,勒兵馳赴之,衆不為用。鴦、虎單走,踰城出,自歸大將軍。軍吏請誅之,大將軍令曰:「欽之罪不容誅,其子固應當戮,然鴦、虎以窮歸命,且城未拔,殺之是堅其心也。」乃赦鴦、虎,使將兵數百騎馳巡城,呼語城內云:「文欽之子猶不見殺,其餘何懼?」表鴦、虎為將軍,各賜爵關內侯。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  48. (城內喜且擾,又日飢困,誕、咨等智力窮。大將軍乃自臨圍,四靣進兵,同時鼓譟登城,城內無敢動者。誕窘急,單乘馬,將其麾下突小城門出。大將軍司馬胡奮部兵逆擊,斬誕,傳首,夷三族。誕麾下數百人,坐不降見斬,皆曰:「為諸葛公死,不恨。」其得人心如此。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  49. (干寶晉紀曰:數百人拱手為列,每斬一人,輙降之,竟不變,至盡,時人比之田橫。吳將于詮曰:「大丈夫受命其主,以兵救人,旣不能克,又束手於敵,吾弗取也。」乃免冑冒陣而死。) อรรถาธิบายจากจิ้นจี้ในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  50. (唐咨、王祚及諸裨將皆靣縛降,吴兵萬衆,器仗軍實山積。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
  51. (王公淵娶諸葛誕女。入室,言語始交,王謂婦曰:「新婦神色卑下,殊不似公休!」婦曰:「大丈夫不能彷彿彥雲,而令婦人比蹤英傑!」) ชื่อ-ยฺหวี่ เล่มที่ 19.
  52. (子恭王覲立。又封次子澹為武陵王,繇為東安王,漼為淮陵王。覲字思祖, ... 武陵莊王澹字思弘。 ... 東安王繇字思玄。 ... 東夷校尉文俶父欽為繇外祖諸葛誕所殺, ... 淮陵元王漼字思沖。) จิ้นชู เล่มที่ 38.
  53. (諸葛恢,字道明,琅邪陽都人也。祖誕,魏司空,為文帝所誅。父靚,奔吳,為大司馬。吳平,逃竄不出。武帝與靚有舊,靚姊又為琅邪王妃,帝知靚在姊間,因就見焉。靚逃於廁,帝又逼見之,謂曰:「不謂今日復得相見。」靚流涕曰:「不能漆身皮面,復睹聖顏!」詔以為侍中,固辭不拜,歸於鄉里,終身不向朝廷而坐。) จิ้นชู เล่มที่ 77.
  54. (恢兄頤,字道回,亦為元帝所器重,終於太常。) จิ้นชู เล่มที่ 77.
  55. (誕子靚,字仲思,吳平還晉。靚子恢,字道明,位至尚書令,追贈左光祿大夫開府。) อรรถาธิบายจากจิ้นจี้ในสามก๊กจี่ เล่มที่ 28.

บรรณานุกรม

[แก้]