ความผิดปกติทางอารมณ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับรูปแบบอื่น ๆ ของโรคซึมเศร้า ดูโรคซึมเศร้า
ความผิดปกติทางอารมณ์
Mood disorder
A depressive man standing by a country pond in the pouring r Wellcome V0011388.jpg
ชายซึมเศร้ายืนอยู่ใกล้ ๆ สระในชนบทช่วงฝนตกหนัก
การจำแนกและแหล่งข้อมูลภายนอก
ICD-10 F30-F39
ICD-9 296
MeSH D019964

ความผิดปกติทางอารมณ์ หรือ โรคอารมณ์แปรปรวน (อังกฤษ: Mood disorder) เป็นกลุ่มโรคในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (DSM) ที่ปัญหาทางอารมณ์ (mood) สันนิษฐานว่าเป็นอาการหลักของโรค[1] ส่วนในบัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง (ICD) เป็นกลุ่มที่เรียกว่า mood (affective) disorders ซึ่งแปลได้อย่างเดียวกัน จิตแพทย์ชาวอังกฤษเสนอหมวดโรคที่ครอบคลุมเรียกว่า affective disorder ในปี พ.ศ. 2477[2] ต่อมาจึงแทนชื่อว่า mood disorder เพราะว่าคำหลังหมายถึงสภาวะอารมณ์ที่เป็นเหตุโดยตรง[3] เทียบกับคำแรกซึ่งหมายถึงการแสดงออกภายนอกที่คนอื่นสังเกตเห็นได้[1] ความผิดปกติจะจัดอยู่ในกลุ่มพื้นฐาน 3 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มอารมณ์ครึกครื้นเช่น อาการฟุ้งพล่าน (mania) หรืออาการเกือบฟุ้งพล่าน (hypomania)
  • กลุ่มอารมณ์ซึมเศร้า เช่นที่รู้จักดีที่สุดและมีงานวิจัยมากที่สุดคือโรคซึมเศร้า (MDD)
  • กลุ่มอารมณ์กลับไปกลับมาระหว่างระยะฟุ้งพล่านกับระยะซึมเศร้าที่รู้จักกันว่าโรคอารมณ์สองขั้ว (BD)

มีกลุ่มย่อย ๆ ของกลุ่มโรคซึมเศร้า (depressive disorders) หรือว่าอาการทางจิตเวชอื่น ๆ ที่มีอาการรุนแรงน้อยกว่า เช่น Dysthymia (คล้ายกับโรคซึมเศร้าแต่เบากว่า) และ Cyclothymia (คล้ายกับ BD แต่เบากว่า)[4][ต้องการหน้า] ความผิดปกติทางอารมณ์อาจเกิดจากสารหรือเป็นการตอบสนองต่ออาการของโรคอื่น ๆ

หมวดหมู่[แก้]

โรคซึมเศร้า[แก้]

โรคซึมเศร้า (Major depressive disorder ตัวย่อ MDD) เป็นโรคที่บุคคลมีคราวซึมเศร้า (major depressive episode) หนึ่งครั้งหรือมากกว่านั้น ดังนั้น หลังจากมีคราวซึมเศร้าครั้งเดียว ก็จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า (คราวเดียว) และหลังจากคราวแรก ก็จะวินิจฉัยเป็นโรคซึมเศร้า (ซ้ำ) โรคซึมเศร้าที่ไร้ระยะฟุ้งพล่าน (mania) บางครั้งเรียกว่าโรคซึมเศร้าขั้วเดียว (unipolar depression) เพราะว่าอารมณ์ติดอยู่ที่ขั้วซึมเศร้า โดยไม่ย้ายไปที่ขั้วฟุ้งพล่านเหมือนกับที่พบในโรคอารมณ์สองขั้ว (BD)[5]

บุคคลที่มีคราวซึมเศร้าหรือเป็นโรคซึมเศร้ามีโอกาสเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงขึ้น การหาความช่วยเหลือและการรักษาจากแพทย์พยาบาลช่วยลดโอกาสเสี่ยงอย่างสำคัญ และงานวิจัยก็แสดงว่า การถามคนซึมเศร้าหรือสมาชิกในครอบครัวว่าคิดค่าตัวตายหรือไม่ เป็นวิธีที่มีประสิทธิผลในการบ่งบุคคลที่เสี่ยง และไม่ใช่เป็นการชี้ทางหรือเพิ่มโอกาสเสี่ยงฆ่าตัวตายโดยประการทั้งปวง[6]

งานศึกษาทางวิทยาการระบาดในยุโรปแสดงว่า ในปัจจุบัน ประชากรประมาณ 8.5% ของโลกมีโรคซึมเศร้า ไม่มีวัยใดที่เป็นข้อยกเว้น และงานศึกษาแสดงว่า โรคปรากฏในทารกตั้งแต่ 6 เดือนเพราะถูกพรากจากมารดา[7]

กลุ่มโรคซึมเศร้า (Depressive disorder) เป็นสิ่งที่พบบ่อยในสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิหรือในการรักษาพยาบาลทั่วไปแม้ว่าบ่อยครั้งจะตรวจจับไม่พบ โรคที่ไม่ได้วินิจฉัยอาจจะทำให้การฟื้นสภาพแย่ลงหรือทำพยากรณ์โรคอื่นทางกายให้แย่ลง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญว่า แพทย์ทุกคนสามารถระบุโรค รักษากรณีที่รุนแรงน้อยกว่า และระบุบุคคลที่จำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางได้[8]

ผู้วินิจฉัยสามารถจำแนกแบบต่าง ๆ ของโรค โดยเป็นแบบย่อย หรือโดยวิถีของโรค

  • Atypical depression (AD) กำหนดโดยการมีปฏิกิริยาแบบอารมณ์ดี (paradoxical anhedonia) และการมีอารมณ์ดี น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญ หรือความอยากอาหารเพิ่มขึ้น (โดยรับประทานเพื่อให้สบายใจ) การนอนมากเกินไปหรือรู้สึกง่วงนอนมาก (hypersomnia) แขนขาหนัก และความพิการทางสังคมในระดับสำคัญเนื่องจากความอ่อนไหวต่อการไม่ยอมรับทางสังคม[9] ปัญหาการวัดแบบย่อยนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า สมเหตุผลหรือไม่ และมีความชุกแค่ไหน[10]
  • Melancholic depression กำหนดโดยการสูญเสียความสุขในกิจกรรมเกือบทั้งหมดหรือทั้งหมด (anhedonia) คือไม่มีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าที่น่าชอบใจ เป็นความซึมเศร้าที่รุนแรงกว่าความเศร้าโศกทั่วไป โดยมีอาการแย่ลงในช่วงเช้า ๆ การตื่นเช้า การเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าลง น้ำหนักลดอย่างผิดปกติ (โดยไม่ควรสับสนกับโรคเบื่ออาหารสาเหตุทางจิตใจ [anorexia nervosa]) หรือความรู้สึกผิดที่ไม่สมเหตุผล[11]
  • Psychotic major depression (PMD) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า psychotic depression เป็นคำเรียกคราวซึมเศร้า โดยเฉพาะแบบ melancholic ที่คนไข้มีอาการโรคจิต (psychotic) เช่น อาการหลงผิด (delusion) และประสาทหลอน (hallucination) แม้จะเป็นอาการที่เกิดน้อยกว่า และมักจะเป็นไปตามอารมณ์ คือเป็นเรื่องราวตามเรื่องที่ทำให้เศร้า[12]
  • Catatonic depression เป็นรูปแบบโรคซึมเศร้าที่น้อยแต่รุนแรงที่คนไข้มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวและอาการอื่น ๆ คนไข้จะไม่พูดและมีอาการครึ่งโคม่า (stuporose) และจะไม่เคลื่อนไหวหรือเคลื่อนไหวแบบไม่มีจุดหมายหรือแปลก ๆ แต่ว่าอาการเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยในโรคจิตเภท หรือในระยะฟุ้งพล่านของโรคอารมณ์สองขั้ว หรืออาจเกิดเพราะกลุ่มอาการร้ายจากยารักษาโรคจิต (neuroleptic malignant syndrome)[13]
  • ความซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum depression) ถือเป็นวิถีดำเนินของโรค (course specifier) ใน DSM-IV-TR โดยหมายถึงความซึมเศร้าที่รุนแรง คงยืน และบางครั้งทำให้เกิดความพิการ ที่ประสบโดยหญิงหลังคลอดบุตร โดยคุณแม่มีอัตราที่ 10-15% ปกติเริ่มภายใน 3 เดือนหลังจากคลอด และสามารถคงยืนได้ถึง 3 เดือน[14] แต่เป็นเรื่องสามัญที่คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยและเศร้าใน 2-3 อาทิตย์แรกหลังจากคลอด แต่ว่า ความซึมเศร้าหลังคลอดต่างกันเพราะว่า เป็นเหตุให้เป็นทุกข์และให้ใช้ชีวิตไม่ได้เป็นปกติไม่ว่าจะที่บ้าน ที่ทำงาน ในสถานศึกษา และอาจจะมีปัญหาความสัมพันธ์กับสมาชิกครอบครัว กับคู่ชีวิต กับเพื่อน หรือแม้แต่ปัญหาสร้างความผูกพันกับทารกที่เกิดใหม่[15]

ในการรักษาความซึมเศร้าหลังคลอดและความซึมเศร้าขั้วเดียวอื่น ๆ สำหรับหญิงที่กำลังให้นม โดยทั่วไปแล้วพิจารณาว่าควรเลือกยา nortriptyline, paroxetine, และ sertraline[16] หญิงที่มีประวัติส่วนตัวหรือประวัติสมาชิกครอบครัวว่ามีความผิดปกติทางอารมณ์มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะต่อความซึมเศร้าหลังคลอด[17]

  • ความผิดปกติทางอารมณ์ตามฤดู (Seasonal affective disorder หรือ SAD) ถือเป็นวิถีการดำเนินของโรค สำหรับบางคนเป็นรูปแบบความซึมเศร้าที่แสดงออกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว และหายไปในฤดูใบไม้ผลิ จะใช้วินิจฉัยนี้ถ้ามีคราวแสดงออกของโรคอย่างน้อย 2 คราวในฤดูหนาวและไม่มีคราวแสดงออกในฤดูอื่น ๆ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี[18] มีสมมติฐานที่สามัญว่า คนที่อยู่ในประเทศที่มีละติจูดสูงกว่ามักจะได้รับแสงอาทิตย์น้อยกว่าในช่วงฤดูหนาว และดังนั้นจึงประสบ SAD ในอัตราที่สูงกว่า แต่ว่าหลักฐานทางวิทยาการระบาดสำหรับสมมติฐานนี้ไม่หนักแน่น (และละติจูดก็ไม่ใช่ตัวกำหนดเดียวของการได้รับแสงอาทิตย์ในช่วงฤดูหนาว) นอกจากนั้นแล้ว SAD ยังมีความชุกสูงกว่าในคนอายุน้อยและหญิงมักจะเป็นมากกว่าชาย[19]
  • Dysthymia เป็นโรคที่สัมพันธ์กับโรคซึมเศร้าขั้วเดียว โดยมีปัญหาทางกายและทางการรู้คิดที่คล้ายกัน แต่ว่ารุนแรงน้อยกว่าและมักจะเป็นนานกว่า (ปกติอย่างน้อย 2 ปี)[20] การรักษา dysthymia โดยมากเหมือนกับโรคซึมเศร้า รวมทั้งการให้ยาแก้ซึมเศร้าและจิตบำบัด[21]
  • Double depression กำหนดว่าเป็นอารมณ์ซึมเศร้า (dysthymia) ที่คงยืนอย่างน้อย 2 ปี แต่ขัดจังหวะด้วยการผ่านเกณฑ์โรคซึมเศร้าในระหว่าง ๆ[20]
  • Depressive Disorder Not Otherwise Specified (DD-NOS) กำหนดโดย DSM-IV ว่ามีรหัส 311 สำหรับโรคซึมเศร้าที่ทำให้พิการแต่ว่าไม่เข้ากับเกณฑ์วินิจฉัยอื่น ๆ ตาม DSM-IV โรคแบบ DD-NOS จะรวม "โรคซึมเศร้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์โดยเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง" ซึ่งรวมเอาการวินิจฉัยที่ยังต้องวิจัย คือ recurrent brief depression (โรคซึมเศร้าสั้นซ้ำ ๆ) และ minor depressive disorder ดังที่จะกล่าวต่อไป
  • Depressive personality disorder (DPD) เป็นเกณฑ์วินิจฉัยที่สร้างความขัดแย้งที่หมายเอาความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่มีอาการซึมเศร้า ซึ่งดั้งเดิมรวมอยู่ใน DSM-II แต่ว่า เอาออกจาก DSM-III และ DSM-III-R[22] แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ หมวดนี้ได้รับพิจารณาเพื่อใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง ภาคผนวก B ใน DSM-IV-TR กำหนด Depressive personality disorder ว่าเป็นอาการที่ควรจะศึกษาต่อไป
  • Recurrent brief depression (RBD) ต่างจากโรคซึมเศร้าโดยระยะเวลาที่อาการคงยืน คนไข้ RBD มีคราวซึมเศร้าเดือนละครั้งโดยประมาณ แต่ละครั้งมีระยะน้อยกว่า 2 อาทิตย์ และปกติน้อยกว่า 2-3 วัน การวินิจฉัยว่ามี RBD บังคับว่า ต้องมีคราวซึมเศร้าเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลา 1 ปี และในหญิง ต้องเกิดเป็นอิสระจากรอบประจำเดือน[23] บุคคลที่มีโรคซึมเศร้าปกติสามารถเกิดโรค RBD นัยตรงข้ามก็จริงด้วย และโรคทั้งสองก็มีความเสี่ยงคล้าย ๆ กัน[24]
  • Minor depressive disorder หรือเรียกสั้น ๆ ว่า minor depression หมายถึงความซึมเศร้าที่ไม่ถึงเกณฑ์โรคซึมเศร้า แต่ว่ามีอาการอย่างน้อย 2 อย่างเป็นเวลา 2 สัปดาห์[25]

โรคอารมณ์สองขั้ว[แก้]

ดูบทความหลักที่: โรคอารมณ์สองขั้ว

โรคอารมณ์สองขั้ว (BD) เป็นสภาวะทางจิตที่ไม่เสถียรกำหนดโดยวงจรที่มีอารมณ์ครึกครื้น คืออาการฟุ้งพล่าน (mania) ที่คงยืนและผิดปกติ สลับกับอารมณ์ซึมเศร้า[26] ซึ่งเคยรู้จักในชื่อว่า "manic depression" และในบางราย จะมีวงจรที่สลับขั้วอย่างรวดเร็ว หรือมีอารมณ์ผสมผเสกัน หรือมีอาการโรคจิต (psychosis)[27] โรคแบ่งเป็นหมวดย่อย ๆ รวมทั้ง

  • Bipolar I จำแนกโดยการมีหรือมีประวัติคราวอารมณ์ฟุ้งพล่านหรือคราวอารมณ์ผสมผเส และมีหรือไม่มีคราวซึมเศร้าด้วย การมีคราวซึมเศร้าไม่จำเป็นเพื่อเกณฑ์วินิจฉัยนี้ แต่คราวซึมเศร้ามักจะเป็นส่วนของการดำเนินโรค
  • Bipolar II ประกอบด้วยภาวะเกือบฟุ้งพล่าน (hypomania) สลับกับคราวซึมเศร้าหรือคราวอารมณ์ผสมผเสที่เกิดขึ้นช้ำ ๆ
  • Cyclothymia เป็นรูปแบบหนึ่งของโรคอารมณ์สองขั้ว ประกอบด้วยคราวอารมณ์เกือบฟุ้งพล่าน (hypomania) สลับกับอารมณ์เกือบซึมเศร้า (dysthymia) แต่ไม่มีทั้งคราวฟุ้งพล่านหรือคราวซึมเศร้าสมบูรณ์แบบ
  • Bipolar Disorder Not Otherwise Specified (BD-NOS) หรือบางครั้งเรียกว่าโรคอารมณ์สองขั้วแบบเกือบถึงเกณฑ์ (sub-threshold) ซึ่งแสดงว่า คนไข้ต้องมีอาการแบบเดียวกับที่พบในโรค (คือ อารมณ์ฟุ้งพล่านและ/หรืออารมณ์ซึมเศร้า) แต่ไม่ผ่านเกณฑ์การวินิจฉัย DSM-IV อื่น ๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว

มีการประเมินว่า ประมาณ 1% ของประชากรผู้ใหญ่มีโรค bipolar I, อีก 1% มีโรค bipolar II หรือ cyclothymia, และอีกประมาณ 2-5% มีโรคแบบเกือบถึงเกณฑ์ (sub-threshold) นอกจากนั้นแล้ว โอกาสมีโรคเมื่อพ่อหรือแม่คนหนึ่งมี อยู่ที่ระหว่าง 15-30% และถ้าทั้งพ่อแม่มี โอกาสอยู่ที่ 50-75% ในระหว่างพี่น้อง โอกาสเสี่ยงอยู่ที่ 15-25% แต่ถ้าเป็นแฝดเหมือน โอกาสอยู่ที่ 70%[28]

คนไข้ส่วนน้อยจะมีพรสวรรค์ เช่น ความคิดสร้างสรรค์สูง อารมณ์ศิลป์ หรือความสามารถอื่น ๆ และก่อนถึงความรุนแรงเกินไป ลักษณะอาการฟุ้งพล่านต่าง ๆ รวมทั้งพลัง ความทะเยอทะยาน ความกระตือรือร้น และความรู้สึกยิ่งใหญ่บ่อยครั้งจะทำให้คนที่มีโรคนี้ได้สร้างผลงานชิ้นเอกของชีวิต[26]

โรคที่เกิดจากสาร[แก้]

ความผิดปกติทางอารมณ์สามารถจัดเป็นแบบที่เกิดจากสาร (substance-induced) ถ้าสมุฏฐานของโรคสามารถสืบไปยังผลทางสรีรภาพโดยตรงของยาที่มีฤทธิ์ทางจิต (psychoactive drug) หรือสารเคมีอื่น ๆ หรือว่า โรคเกิดพร้อมกับการเมาสาร หรือการขาดยา นอกจากนั้นแล้ว บุคคลอาจจะมีความผิดปกติทางอารมณ์เกิดขึ้นพร้อมกับการติดสารเสพติด (substance abuse) บางอย่าง ความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดจากสารอาจมีคราวฟุ้งพล่าน เกือบฟุ้งพล่าน อารมณ์ผสมผเส หรือคราวซึมเศร้า สารโดยมากสามารถทำให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น สารกระตุ้นเช่นแอมเฟตามีน methamphetamine และโคเคน สามารถก่อทั้งคราวฟุ้งพล่าน เกือบฟุ้งพล่าน อารมณ์ผสมผเส และคราวซึมเศร้า[29]

เกิดจากเหล้า[แก้]

มีอัตราโรคซึมเศร้าสูงในบุคคลที่ดื่มเหล้าหนักหรือที่ติดเหล้า เคยมีประเด็นขัดแย้งเกี่ยวกับว่าคนที่ใช้เหล้าในทางผิดแล้วเกิดความซึมเศร้า ความจริงแล้วกำลังให้ยาตัวเองสำหรับอาการซึมเศร้าที่มีมาก่อน ๆ แต่ว่างานศึกษาเมื่อไม่นานนี้สรุปว่า แม้ว่านี่อาจจะจริงในบางราย การใช้เหล้าอย่างผิด ๆ เป็นเหตุโดยตรงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าในผู้ดื่มเหล้าหนักเป็นจำนวนมาก มีการประเมินผู้ร่วมการทดลองในงานศึกษานี้ในช่วงที่มีเหตุการณ์เครียดในชีวิตด้วย โดยวัดด้วยแบบวัดความรู้สึกที่ไม่ดี และโดยนัยเดียวกัน มีการประเมินความสัมพันธ์กับการมีเพื่อนที่มีความผิดปกติ ความว่างงาน และการเสพยาเสพติดหรือพฤติกรรมอาชญากรรมของคู่ชีวิต[30][31][32] อัตราการฆ่าตัวตายก็สูงด้วยในบุคคลที่มีปัญหาเรื่องเหล้า[33]

ปกติจะสามารถจำแนกความซึมเศร้าที่เกี่ยวกับเหล้าและที่ไม่เกี่ยวโดยสืบประวัติคนไข้อย่างละเอียด[32][34][35] ความซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับการกินเหล้าอาจจะมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมอง และมักจะดีขึ้นเองหลังจากอดเหล้าสักพักหนึ่ง[36]

เกิดจากยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน[แก้]

ยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน เช่น alprazolam, คโลนะเซแพม, lorazepam และ diazepam สามารถเป็นเหตุของทั้งอารมณ์ซึมเศร้าและอารมณ์ฟุ้งพล่าน[37]

ยากลุ่มนี้ใช้อย่างสามัญในการรักษาโรควิตกกังวล โรคตื่นตระหนก การนอนไม่หลับ และเป็นสารที่ใช้เป็นยาเสพติดอย่างหนึ่ง บุคคลที่มีโรคเหล่านี้มักจะมีอารมณ์และความคิดเชิงลบ อารมณ์ซึมเศร้า ความคิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย และบ่อยครั้งจะมีโรคซึมเศร้าเป็นไปร่วม ดังนั้น จึงน่าเป็นห่วงว่า ความซึมเศร้าและความคิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายเป็นผลที่ไม่พึงประสงค์ของยากลุ่มนี้[38] แม้ผลต่อความวิตกกังวลและผลช่วยให้นอนหลับจะหายไปเนื่องจากความชินยา แต่ว่า ความซึมเศร้าและความหุนหันพลันแล่นพร้อมกับโอกาสเสี่ยงฆ่าตัวตายสูง กลับคงยืน[39] เป็นเรื่องโชคร้ายว่า อาการเหล่านี้ “มักตีความว่า เป็นความแย่ลงหรือวิวัฒนาการตามธรรมชาติของโรคที่มีมาก่อน และจึงมองข้ามเหตุการใช้ยานอนหลับเป็นประจำไป”[39] ยากลุ่มนี้ไม่ช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า สามารถทำโรคที่มีอยู่ให้แย่ลง สามารถเป็นเหตุแห่งความซึมเศร้าในบุคคลที่ไม่มีประวัติมีโรค และสามารถนำไปสู่การพยายามฆ่าตัวตาย[39][40][41][42][43] ปัจจัยเสี่ยงต่อการพยายามและการฆ่าตัวตายสำเร็จเมื่อใช้ยารวมทั้ง การสั่งยาขนาดสูง (แม้ในบุคคลที่ไม่ได้ใช้เป็นสารเสพติด) ยาเป็นพิษ และโรคซึมเศร้า[37][44][45]

การใช้ยาในระยะยาวอาจมีผลต่อสมองคล้ายกับเหล้า และเป็นเหตุของโรคซึมเศร้าเหมือนกันด้วย[46] และเหมือนกับเหล้า ผลของยาต่อระบบเคมีประสาท รวมทั้งการทำงานที่ลดลงของระบบเซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟริน เชื่อว่าเป็นเหตุของความซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้น[47][48][49][50][51][52]

นอกจากนั้นแล้ว ยายังสามารถทำให้อารมณ์แย่ลงโดยอ้อมเพราะนอนได้แย่ลง (benzodiazepine-induced sleep disorder) คือเหมือนกับเหล้า ยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน แม้สามารถช่วยให้นอน แต่ว่าก็กวนโครงสร้างของการนอนด้วย คือ ลดระยะเวลานอน ผัดผ่อนช่วงการนอนแบบ REM sleep และลดเวลาของช่วงที่หลับลึกที่สุด (Slow-wave sleep) ซึ่งเป็นช่วงที่ช่วยฟื้นสภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจมากที่สุด[53][54][55]

เหมือนกับที่ยาแก้ซึมเศร้าบางอย่างสามารถเป็นเหตุหรือทำความวิตกกังวลในคนไข้บางคนให้แย่ลงเพราะว่ามีฤทธิ์กระตุ้น benzodiazepine สามารถเป็นเหตุหรือทำความซึมเศร้าให้แย่ลงเพราะเป็นยาระงับระบบประสาทกลาง ซึ่งทำให้การคิด สมาธิ และการแก้ไขปัญหาแย่ลง (ซึ่งเป็นอาการของ benzodiazepine-induced neurocognitive disorder)[37] แต่ว่าที่ไม่เหมือนกันก็คือ ผลกระตุ้นของยาแก้ซึมเศร้าปกติจะดีขึ้นเมื่อการรักษาดำเนินต่อไป ผลให้เกิดความซึมเศร้าของยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน มีโอกาสดีขึ้นน้อยจนกว่าจะหยุดยา ในงานศึกษาระยะยาวที่ติดตามคนไข้ที่ติดยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน พบว่า คนไข้ 10 คน (20%) ได้ตั้งใจทานยาเกินเมื่อใช้ยาระยะยาวแม้ว่าจะมีคนไข้เพียง 2 คนที่มีอาการซึมเศร้ามาก่อน แต่หลังจากการค่อย ๆ หยุดยาในช่วงปีหนึ่ง ก็ไม่มีคนไข้อื่นที่ทานยาเกินอีก[56]

เหมือนกับอาการยาเป็นพิษหรือเมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน การขาดยา benzodiazepine ก็สามารถเป็นเหตุต่อโรคซึมเศร้าได้ด้วย[57][58][59] แม้ว่า ความซึมเศร้าเนื่องจากยา (benzodiazepine-induced depressive disorder) จะแย่ลงทันทีที่เลิกใช้ยา หลักฐานแสดงว่า อารมณ์จะดีขึ้นหลังจากช่วงขาดยา และดีกว่าในช่วงใช้ยาอย่างสำคัญ[39] โรคซึมเศร้าที่เกิดจากการขาดยาปกติจะหายภายใน 2-3 เดือนแต่ในบางกรณีอาจจะคงยืนนานถึง 6-12 เดือน[60][61]

เนื่องจากความเจ็บป่วยอื่น ๆ[แก้]

การวินิจฉัย Mood disorder due to a general medical condition ใช้ใน DSM-IV เพื่อกล่าวถึงคราวฟุ้งพล่านหรือคราวซึมเศร้าซึ่งเกิดเป็นส่วนของอาการทางการแพทย์อย่างอื่น ๆ[62] โดยมีอาการทางการแพทย์หลายอย่างที่สามารถจุดชนวนคราวซึมเศร้า รวมทั้ง[62]

Not otherwise specified[แก้]

Mood disorder not otherwise specified (MD-NOS) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่ทำให้พิการแต่ไม่เข้ากับเกณฑ์วินิจฉัยอื่น ๆ DSM-IV กล่าวถึง MD-NOS ว่าเป็น "ความผิดปกติทางอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่ผ่านเกณฑ์ความผิดปกติเฉพาะอย่างหนึ่ง"[63] เป็นป้ายทะเบียนที่ไม่ได้ใช้ในการรักษาแต่ใช้เพื่อเก็บสถิติ[64]

กรณีโดยมากของ MD-NOS เป็นลูกผสมระหว่างความผิดปกติทางอารมณ์และความวิตกกังวล เช่น mixed anxiety-depressive disorder หรือ atypical depression[64] ตัวอย่างหนึ่งของ MD-NOS ก็คือ การมีความซึมเศร้าแบบ minor บ่อย ๆ ในช่วงเวลาต่าง ๆ เช่น ครั้งหนึ่งต่อเดือนหรือครั้งหนึ่งทุกสามวัน[63] มีความเสี่ยงว่า แพทย์จะไม่สังเกตเห็น MD-NOS และดังนั้นโรคก็จะไม่ได้รักษา[65]

เหตุ[แก้]

นักวิชาการจำนวนหนึ่งได้เสนอว่า ความผิดปกติทางอารมณ์เป็นการปรับตัวทางวิวัฒนาการ คือ อารมณ์ซึมเศร้าอาจเพิ่มสมรรถภาพในการรับมือกับสถานการณ์ที่ความพยายามทำให้ถึงเป้าหมายสำคัญอาจมีผลเป็นอันตราย การสูญเสีย หรือเสียแรงเปล่า[66] ในสถานการณ์เช่นนี้ ความไม่กระตือรือร้นอาจเป็นข้อดีเพราะช่วยระงับไม่ให้ทำอะไรบางอย่าง ทฤษฎีนี้ช่วยอธิบายว่า ทำไมเหตุการณ์ร้ายในชีวิตจึงมาก่อนโรคซึมเศร้าในกรณี 80%[67][68] และทำไมจึงเกิดกับคนในช่วงชีวิตที่กำลังเจริญพันธุ์มากที่สุด

สถานการณ์เหล่านี้ยากที่จะอธิบายถ้าความซึมเศร้าเป็นการทำงานผิดปกติ[66] อารมณ์ซึมเศร้าเป็นการตอบสนองที่พยากรณ์ได้ต่อเหตุการณ์ในชีวิตเป็นบางอย่าง เช่นการสูญเสียสถานะ การหย่าร้าง หรือการเสียชีวิตของลูกหรือคู่ชีวิต ซึ่งล้วนเป็นการสูญเสียสมรรถภาพหรือโอกาสทางการสืบพันธุ์ หรือว่าเคยเป็นในสิ่งแวดล้อมของบรรพบุรุษมนุษย์ อารมณ์ซึมเศร้าจึงอาจมองว่าเป็นการตอบสนองที่เป็นการปรับตัว เพราะว่ามันช่วยให้บุคคลหันหลังให้กับพฤติกรรมที่ไม่ประสบผลสำเร็จทางการสืบพันธุ์ที่เคยมีแต่ก่อน

อารมณ์ซึมเศร้ายังเป็นเรื่องสามัญเมื่อป่วย เช่น เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่ ดังนั้น จึงมีการอ้างว่านี่เป็นกลไกทางวิวัฒนาการที่ช่วยบุคคลให้ฟื้นสภาพโดยจำกัดกิจกรรมทางกาย[69]

การเกิดความซึมเศร้าในระดับต่ำในช่วงฤดูหนาว หรือที่พบใน seasonal affective disorder อาจเป็นการปรับตัวที่ดีในอดีต คือช่วยจำกัดกิจกรรมทางกายในช่วงที่อาหารมีน้อย[69] จึงมีการอ้างว่า มนุษย์ยังเหลือสัญชาตญาณที่จะมีอารมณ์ซึมเศร้าในฤดูหนาว แม้ว่า ภูมิอากาศจะไม่ได้กำหนดการได้อาหารอีกต่อไป[69]

ความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับอิทธิพลของพันธุกรรมต่อโรคซึมเศร้าอาศัยงานวิจัยที่ทำกับแฝดเหมือน เพราะแฝดเหมือนมีรหัสพันธุกรรมที่เหมือนกันอย่างสมบูรณ์ งานวิจัยพบว่า เมื่อแฝดคนหนึ่งเกิดโรคซึมเศร้า อีกคนหนึ่งจะเกิดโรคเหมือนกันในอัตรา 76% และเมื่อแฝดเหมือนเติบโตขึ้นในคนละบ้าน ทั้งสองจะเป็นโรคทั้งคู่ในอัตรา 67% เนื่องจากแฝดทั้งคู่เกิดโรคในอัตราที่สูงเช่นนี้ นี่หมายความว่า อิทธิพลทางพันธุกรรมต่อโรคสูงมาก และถ้าสมมุติว่า เมื่อแฝดคนหนึ่งเกิดโรค อีกคนหนึ่งก็จะเกิดโรคอย่างแน่นอน นี่ก็น่าจะหมายความว่าความซึมเศร้าเกิดจากพันธุกรรมร้อยเปอร์เซ็นต์

เกณฑ์วินิจฉัย[แก้]

DSM-5[แก้]

DSM-5 ที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2556 ได้แยกบทเรื่องความผิดปกติทางอารมณ์ที่พบใน DSM-IV-TR ออกเป็น 2 ภาค คือ Depressive and Related Disorders และ Bipolar and Related Disorders โดยโรคอารมณ์สองขั้วตกอยู่ระหว่างความผิดปกติแบบซึมเศร้า และ Schizophrenia Spectrum and Related Disorders (โรคที่เกี่ยวกับโรคจิตเภท) “เพื่อให้การยอมรับบทบาทของโรคว่าเป็นสะพานที่เชื่อมเกณฑ์วินิจฉัยสองหมวดโดยอาการ ประวัติครอบครัว และพันธุกรรม[70] โรคอารมณ์สองขั้วใน DSM-5 เปลี่ยนหลายอย่าง ที่เด่นที่สุดก็คือการเพิ่มอาการที่เฉพาะเจาะขึ้นเกี่ยวกับสภาวะเกือบฟุ้งพล่าน (hypomanic) และสภาวะอารมณ์ผสมผเส (mixed manic states)

ส่วนกลุ่มโรคซึมเศร้าเปลี่ยนมากกว่าอีก โดยเพิ่มโรค 3 อย่าง คือ disruptive mood dysregulation disorder, persistent depressive disorder (ก่อนนั้นเรียกว่า dysthymia) และ premenstrual dysphoric disorder (ก่อนหน้านั้นอยู่ในภาคผนวก B ซึ่งกล่าวถึงความผิดปกติที่จำเป็นต้องวิจัยเพิ่มขึ้น) Disruptive mood dysregulation disorder หมายเป็นวินิจฉัยสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่ปกติอาจจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว เพื่อจำกัดการวินิจฉัยโรคอารมณ์สองขั้วในบุคคลวัยนี้ โรคซึมเศร้า (MDD) ก็เปลี่ยนอย่างเห็นชัดด้วย คือ ได้ตัดข้อยกเว้นเกี่ยวกับความเศร้าโศกที่คนรักเสียชีวิต (bereavement) ออกไป ซึ่งก่อนหน้านั้นยกเว้นบุคคลเช่นนี้จากวินิจฉัยว่าเป็น MDD แต่ตอนนี้จัดว่าเป็นโรคนี้ได้[71]

การรักษา[แก้]

ความผิดปกติทางอารมณ์รักษาได้หลายวิธี เช่น การบำบัดและการให้ยา พฤติกรรมบำบัด (Behaviour therapy) การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) และ interpersonal psychotherapy ล้วนอาจมีประโยชน์ในโรคซึมเศร้า[72][73] ยาสำหรับโรคซึมเศร้ารวมทั้งยาแก้ซึมเศร้า ส่วนโรคอารมณ์สองขั้วอาจรวมยารักษาโรคจิต (antipsychotic) ยาที่ทำอารมณ์ให้เสถียร (mood stabilizers) และ/หรือ lithium

วิทยาการระบาด[แก้]

ตามงานศึกษาทางวิทยาการระบาดจำนวนมาก หญิงมีโอกาสเกิดความผิดปกติทางอารมณ์บางชนิดมากกว่าชายถึง 2 เท่า รวมทั้งโรคซึมเศร้า (MDD) และแม้ว่าจำนวนหญิงชายที่วินิจฉัยว่าเป็นโรค bipolar II จะเท่ากัน แต่หญิงก็ยังเกิดโรคถี่สูงกว่าเล็กน้อย[74]

ในปี 2554 ความผิดปกติทางอารมณ์เป็นเหตุผลสามัญที่สุดที่เด็กอายุ 1-17 ปีเข้าโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา โดยเข้าอยู่ที่ รพ. 112,000 ครั้ง[75] ในบรรดาผู้ที่ใช้บริการระบบสุขภาพ Medicaid ในสหรัฐอเมริกามากที่สุดในปี 2555 ความผิดปกติทางอารมณ์เป็นโรคที่วินิจฉัยมากที่สุดอย่างหนึ่ง[76] นอกจากนั้นแล้ว งานศึกษาในรัฐ 18 รัฐ พบว่า ความผิดปกติทางอารมณ์เป็นเหตุกลับเข้าโรงพยาบาลอีกในคนไข้ที่ใช้ระบบ Medicaid และที่ไม่มีประกัน โดยมีคนไข้ Medicaid 41,600 คน และคนไข้ไม่มีประกัน 12,200 ที่รับเข้า รพ. อีกภายใน 30 วันหลังจากออกจาก รพ. ในเบื้องต้น ซึ่งเป็นอัตราการรับเข้าโรงพยาบาลอีกที่ 19.8% ของจำนวนรับเข้าโรงพยาบาล และ 12.7% ตามลำดับ[77] ในปี 2555 ความผิดปกติทางอารมณ์และทางพฤติกรรมอื่น ๆ เป็นวินิจฉัยที่สามัญที่สุดสำหรับคนไข้ Medicaid และคนไข้ไม่มีประกันที่อยู่ในโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา (คือ 6.1% ของคนไข้ Medicaid และ 5.2% ของคนไข้ไม่มีประกัน)[78]

งานศึกษาที่ทำระหว่างปี 2531-2537 ในผู้ใหญ่ชาวอเมริกันวัยต้นโดยเลือกลักษณะทางประชากรศาสตร์และทางสุขภาพบางอย่าง มีตัวอย่างประชากรทั้งหญิงชายจำนวน 8,602 คนอายุระหว่าง 17-39 ปีเข้าร่วมการทดลอง มีการประเมินความชุกชั่วชีวิต 6 อย่าง คือ[79]

  1. คราวซึมเศร้า (major depressive episode ตัวย่อ MDE) 8.6%
  2. คราวซึมเศร้า (major depressive disorder ตัวย่อ MDE-s) ที่รุนแรง 7.7%
  3. dysthymia 6.2%,
  4. MDE-s พร้อมกับ dysthymia 3.4%
  5. โรคอารมณ์สองขั้วทุกแบบ 1.6%
  6. ความผิดปกติทางอารมณ์ทุกรูปแบบ 11.5%

งานวิจัย[แก้]

มีนักวิชาการ เช่นศาสตราจารย์สาขาจิตเวชที่มหาวิทยาลัยการแพทย์จอนส์ฮอปกินส์ (Kay Redfield Jamison) ที่ได้ตรวจสอบความสัมพันธ์ที่อาจมีระหว่างความผิดปกติทางอารมณ์โดยเฉพาะโรคอารมณ์สองขั้ว กับการสร้างสรรค์ จึงมีการเสนอว่า "บุคลิกภาพแบบครุ่นคิดอาจมีบทบาทต่อทั้งความผิดปกติทางอารมณ์และศิลปะ"[80]

นักเขียนท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตกับงานศึกษาที่มหาวิทยาลัยออริกอนสเตตว่า

“[ผู้เขียน]ได้ตรวจดูอาชีพของคนไข้ทั่วไปกลุ่มใหญ่แล้วพบว่า ‘ผู้ที่มีโรคอารมณ์สองขั้วดูจะอยู่ในหมวดอาชีพสร้างสรรค์มากที่สุดแบบเกินส่วนสัด’ และยังพบว่า โอกาส ‘ทำสิ่งสร้างสรรค์เมื่อทำงาน’ อยู่ในระดับสูงกว่าสำหรับคนไข้อารมณ์สองขั้วมากกว่าผู้ทำงานคนอื่น ๆ”[81]

ในบทความ "โรคอารมณ์สองขั้วและความคิดสร้างสรรค์"[82] ผู้ประพันธ์ได้เขียนไว้ว่า

ความจำและความสร้างสรรค์สัมพันธ์กับอาการฟุ้งพล่าน (mania) งานศึกษาทางคลินิกแสดงว่า คนที่อยู่ในภาวะฟุ้งพล่านจะใช้เสียงสัมผัส หาคำไวพจน์ และใช้การสัมผัสอักษร มากกว่ากลุ่มควบคุม ความว่องไวของจิตใจอาจมีส่วนต่อการสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นแล้ว สภาวะฟุ้งพล่านยังเพิ่มทั้งผลิตผลและพลัง ผู้ที่มีภาวะฟุ้งพล่านไวอารมณ์มากกว่า และยับยั้งทัศนคติต่าง ๆ น้อยกว่า ซึ่งอาจทำให้แสดงออกได้มากกว่า งานศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ตรวจดูความคิดต้นฉบับที่ใช้แก้ปัญหาสร้างสรรค์ บุคคลที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว เมื่อโรคยังไม่ถึงระดับรุนแรง มักจะมีความสร้างสรรค์สูงกว่า” ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างโรคซึมเศร้ากับความสร้างสรรค์ดูจะแรงเป็นพิเศษในบรรดานักกวี[83][84]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Sadock 2002, p. 534
  2. Lewis, AJ (1934). "Melancholia: A Historical Review.". Journal of Mental Science 80 (328): 1–42. doi:10.1192/bjp.80.328.1. 
  3. Berrios, G E (1985). "The Psychopathology of Affectivity: Conceptual and Historical Aspects". Psychological Medicine 15 (4): 745–758. PMID 3909185. doi:10.1017/S0033291700004980. 
  4. Carlson 2007
  5. Parker 1996, p. 173
  6. The ICD-10 Classification of Mental and Behavioural Disorders. World Health Organisation. 1993.
  7. Ayuso-Mateos, JL (2001). "Depressive Disorders in Europe: Prevalence figures from the ODIN study". British Journal of Psychiatry 179: 308–316. doi:10.1192/bjp.179.4.308. 
  8. Gelder; Mayou, Geddes (2005). Psychiatry. New York, NY: Oxford University Press Inc. p. 170. 
  9. American Psychiatric Association 2000, pp. 421-22
  10. Sadock 2002, p. 548
  11. American Psychiatric Association 2000, pp. 419-20
  12. American Psychiatric Association 2000, p. 412
  13. American Psychiatric Association 2000, pp. 417-18
  14. Nonacs, Ruta M (2007-12-04). "Postpartum depression". eMedicine. สืบค้นเมื่อ 2008-10-30. 
  15. O'Hara, Michael W (1995). Postpartum Depression: Causes and consequences. New York: Springer-Verlag. ISBN 978-1-4613-8418-2. 
  16. Weissman, A.M; et al (2004-06). "Pooled Analysis of Antidepressant Levels in Lactating Mothers, Breast Milk, and Nursing Infants". American Journal of Psychiatry 161: 1066–1078. 
  17. Parry, Barbara L (1996-01). "Premenstrual and Postpartum Mood Disorders". Current Opinion in Psychiatry 9 (1): 11–16. 
  18. American Psychiatric Association 2000, p. 425
  19. Lam, Raymond W; Levitan, Robert D. (2000). "Pathophysiology of seasonal affective disorder: a review". Journal of Psychiatry and Neuroscience 25 (5): 469–480. PMC 1408021. PMID 11109298. 
  20. 20.0 20.1 Schacter, Daniel L; Gilbert, Daniel T; Wegner, Daniel M (2010). "Chapter 14: Psychological Disorders.". Psychology (2nd ed.). Worth, Incorporated. pp. 564–65. 
  21. The ICD-10 Classification of Mental and Behavioural Disorders World Health Organisation 1993
  22. Millon, T (2006). "Personality subtypes". 
  23. American Psychiatric Association 2000, p. 778
  24. Carta, Mauro Giovanni; Altamura, Alberto Carlo; Hardoy, Maria Carolina (2003). "Is recurrent brief depression an expression of mood spectrum disorders in young people?". European Archives of Psychiatry and Clinical Neuroscience 253 (3): 149–53. PMID 12904979. doi:10.1007/s00406-003-0418-5. 
  25. Rapaport, MH; Judd, LL; Schettler, PJ; Yonkers, KA; Thase, ME; Kupfer, DJ; Frank, E; Plewes, JM; Tollefson, GD; Rush, AJ (2002). "A descriptive analysis of minor depression". American Journal of Psychiatry 159 (4): 637–43. PMID 11925303. doi:10.1176/appi.ajp.159.4.637. 
  26. 26.0 26.1 Schacter, D; Gilbert, D; Wegner, D (2011). Psychology (2nd ed.). Worth Publishers. p. 570. 
  27. "Reviewed by Melissa Conrad Stöppler, MD". Bipolar Disorder (cont.). MedicineNet, Inc. สืบค้นเมื่อ 2013-10-27. 
  28. Abell, S.; Ey, J. L. (2009-06-04). "Bipolar Disorder". Clinical Pediatrics 48 (6): 693–694. PMID 19498214. doi:10.1177/0009922808316663. แม่แบบ:Registration required
  29. "Methods for Diagnosing Mood Disorders". faqs.org. สืบค้นเมื่อ 2013-11-26. แม่แบบ:Unreliable source?
  30. Fergusson, DM; Boden, JM; Horwood, LJ (2009-03). "Tests of causal links between alcohol abuse or dependence and major depression". Arch. Gen. Psychiatry 66 (3): 260–6. PMID 19255375. doi:10.1001/archgenpsychiatry.2008.543. 
  31. Falk, DE; Yi, HY; Hilton, ME (2008-04). "Age of Onset and Temporal Sequencing of Lifetime DSM-IV Alcohol Use Disorders Relative to Comorbid Mood and Anxiety Disorders". Drug Alcohol Depend 94 (1-3): 234–45. PMC 2386955. PMID 18215474. doi:10.1016/j.drugalcdep.2007.11.022. 
  32. 32.0 32.1 Schuckit, MA; Smith, TL; Danko, GP (2007-11). "A comparison of factors associated with substance-induced versus independent depressions". J Stud Alcohol Drugs 68 (6): 805–12. PMID 17960298. doi:10.15288/jsad.2007.68.805. 
  33. Chignon, JM; Cortes, MJ; Martin, P; Chabannes, JP (1998). "[Attempted suicide and alcohol dependence: results of an epidemiologic survey]". Encephale (ใน French) 24 (4): 347–54. PMID 9809240. 
  34. Schuckit, MA; Tipp, JE; Bergman, M; Reich, W; Hesselbrock, VM; Smith, TL (1997-07). "Comparison of induced and independent major depressive disorders in 2,945 alcoholics". Am J Psychiatry 154 (7): 948–57. PMID 9210745. doi:10.1176/ajp.154.7.948. 
  35. Schuckit, MA; Tipp, JE; Bucholz, KK (1997-10). "The life-time rates of three major mood disorders and four major anxiety disorders in alcoholics and controls". Addiction 92 (10): 1289–304. PMID 9489046. doi:10.1111/j.1360-0443.1997.tb02848.x. 
  36. Wetterling, T; Junghanns, K (2000-12). "Psychopathology of alcoholics during withdrawal and early abstinence". Eur Psychiatry 15 (8): 483–8. PMID 11175926. doi:10.1016/S0924-9338(00)00519-8. 
  37. 37.0 37.1 37.2 American Psychiatric Association (2013). Diagnostic and statistical manual of mental disorders, fifth edition. Arlington, VA: American Psychiatric Association. 
  38. Guina, Jeffrey; Rossetter, Sarah R.; DeRHODES, Bethany J.; Nahhas, Ramzi W.; Welton, Randon S. (2015-07-01). "Benzodiazepines for PTSD: A Systematic Review and Meta-Analysis". Journal of Psychiatric Practice 21 (4): 281–303. ISSN 1538-1145. PMID 26164054. doi:10.1097/PRA.0000000000000091. 
  39. 39.0 39.1 39.2 39.3 Michelini, S.; Cassano, G. B.; Frare, F.; Perugi, G. (1996-07-01). "Long-term use of benzodiazepines: tolerance, dependence and clinical problems in anxiety and mood disorders". Pharmacopsychiatry 29 (4): 127–134. ISSN 0176-3679. PMID 8858711. doi:10.1055/s-2007-979558. 
  40. Lydiard, R. B.; Brawman-Mintzer, O.; Ballenger, J. C. (1996-08-01). "Recent developments in the psychopharmacology of anxiety disorders". Journal of Consulting and Clinical Psychology 64 (4): 660–668. ISSN 0022-006X. PMID 8803355. doi:10.1037/0022-006x.64.4.660. 
  41. Baldwin, David S.; Anderson, Ian M.; Nutt, David J.; Bandelow, Borwin; Bond, A.; Davidson, Jonathan R. T.; den Boer, J. A.; Fineberg, Naomi A. และคณะ (2005-11-01). "Evidence-based guidelines for the pharmacological treatment of anxiety disorders: recommendations from the British Association for Psychopharmacology". Journal of Psychopharmacology (Oxford, England) 19 (6): 567–596. ISSN 0269-8811. PMID 16272179. doi:10.1177/0269881105059253. 
  42. Ashton, H. (1987-06-01). "Benzodiazepine withdrawal: outcome in 50 patients". British Journal of Addiction 82 (6): 665–671. ISSN 0952-0481. PMID 2886145. doi:10.1111/j.1360-0443.1987.tb01529.x. 
  43. Gelpin, E.; Bonne, O.; Peri, T.; Brandes, D.; Shalev, A. Y. (1996-09-01). "Treatment of recent trauma survivors with benzodiazepines: a prospective study". The Journal of Clinical Psychiatry 57 (9): 390–394. ISSN 0160-6689. PMID 9746445. 
  44. Hawkins, Eric J.; Malte, Carol A.; Imel, Zac E.; Saxon, Andrew J.; Kivlahan, Daniel R. (2012-07-01). "Prevalence and trends of benzodiazepine use among Veterans Affairs patients with posttraumatic stress disorder, 2003-2010". Drug and Alcohol Dependence 124 (1-2): 154–161. ISSN 1879-0046. PMID 22305658. doi:10.1016/j.drugalcdep.2012.01.003. 
  45. Pfeiffer, Paul N.; Ganoczy, Dara; Ilgen, Mark; Zivin, Kara; Valenstein, Marcia (2009-01-01). "Comorbid Anxiety as a Suicide Risk Factor Among Depressed Veterans". Depression and anxiety 26 (8): 752–757. ISSN 1091-4269. PMC 2935592. PMID 19544314. doi:10.1002/da.20583. 
  46. Semple, David; Smyth, Roger; Burns, Jonathan; Darjee, Rajan; McIntosh, Andrew (2007) [2005]. "13". Oxford Handbook of Psychiatry. United Kingdom: Oxford University Press. p. 540. ISBN 0-19-852783-7. 
  47. Collier, Judith; Longmore, Murray (2003). "4". In Scally, Peter. Oxford Handbook of Clinical Specialties (6 ed.). Oxford University Press. p. 366. ISBN 978-0-19-852518-9. 
  48. Ashton, Heather (2002). "Benzodiazepines: How They Work and How to Withdraw". 
  49. Lydiard, RB; Laraia, MT; Ballenger, JC; Howell, EF (1987-05). "Emergence of depressive symptoms in patients receiving alprazolam for panic disorder". Am J Psychiatry 144 (5): 664–5. PMID 3578580. doi:10.1176/ajp.144.5.664. 
  50. Nathan, RG; Robinson, D; Cherek, DR; Davison, S; Sebastian, S; Hack, M (1985-01-01). "Long-term benzodiazepine use and depression". Am J Psychiatry (American Journal of Psychiatry) 142 (1): 144–5. PMID 2857068. 
  51. Longo, L. P.; Johnson, B. (2000-04-01). "Addiction: Part I. Benzodiazepines--side effects, abuse risk and alternatives". American Family Physician 61 (7): 2121–2128. ISSN 0002-838X. PMID 10779253. 
  52. Tasman, A; Kay, J; Lieberman, JA, ed. (2008). Psychiatry, third edition. Chichester, England: John Wiley & Sons. pp. 2603–2615. 
  53. Ashton, Heather (2005-05-01). "The diagnosis and management of benzodiazepine dependence". Current Opinion in Psychiatry 18 (3): 249–255. ISSN 0951-7367. PMID 16639148. doi:10.1097/01.yco.0000165594.60434.84. 
  54. Morin, Charles M.; Bélanger, Lynda; Bastien, Célyne; Vallières, Annie (2005-01-01). "Long-term outcome after discontinuation of benzodiazepines for insomnia: a survival analysis of relapse". Behaviour Research and Therapy 43 (1): 1–14. ISSN 0005-7967. PMID 15531349. doi:10.1016/j.brat.2003.12.002. 
  55. Poyares, Dalva; Guilleminault, Christian; Ohayon, Maurice M.; Tufik, Sergio (2004-06-01). "Chronic benzodiazepine usage and withdrawal in insomnia patients". Journal of Psychiatric Research 38 (3): 327–334. ISSN 0022-3956. PMID 15003439. doi:10.1016/j.jpsychires.2003.10.003. 
  56. Ashton, C Heather (1987). "Benzodiazepine Withdrawal: Outcome in 50 Patients". British Journal of Addiction 82: 655–671. 
  57. Fyer, AJ; Liebowitz, MR; Gorman, JM; Campeas, R; Levin, A; Davies, SO; Goetz, D; Klein, DF (1987-03). "Discontinuation of Alprazolam Treatment in Panic Patients". Am J Psychiatry (benzo.org.uk) 144 (3): 303–8. PMID 3826428. doi:10.1176/ajp.144.3.303. สืบค้นเมื่อ 2008-12-010. 
  58. Modell, JG (Mar-April 1997). "Protracted benzodiazepine withdrawal syndrome mimicking psychotic depression" (PDF). Psychosomatics (Psychiatry Online) 38 (2): 160–1. PMID 9063050. doi:10.1016/S0033-3182(97)71493-2. 
  59. Lader, M (1994). "Anxiety or depression during withdrawal of hypnotic treatments". J Psychosom Res 38 (Suppl 1): 113–23; discussion 118–23. PMID 7799243. doi:10.1016/0022-3999(94)90142-2. 
  60. Ashton, CH (1995-03). "Protracted Withdrawal From Benzodiazepines: The Post-Withdrawal Syndrome". Psychiatric Annals (benzo.org.uk) 25 (3): 174–179. doi:10.3928/0048-5713-19950301-11. 
  61. Ashton, Heather (2004). "Protracted Withdrawal Symptoms From Benzodiazepines". Comprehensive Handbook of Drug & Alcohol Addiction. 
  62. 62.0 62.1 Hales, E; Yudofsky, JA, ed. (2003). The American Psychiatric Press Textbook of Psychiatry. Washington, DC: American Psychiatric Publishing, Inc. 
  63. 63.0 63.1 American Psychiatric Association (2000). Diagnostic and statistical manual of mental disorders. (4th ed.). 
  64. 64.0 64.1 AKISKAL, HAGOP S (2004/11/02). "MOOD DISORDERS: CLINICAL FEATURES" (PDF). Kaplan & Sadock’s Comprehensive Textbook of Psychiatry. สืบค้นเมื่อ 2013-03-21. 
  65. Williams, Daniel T; Hirsch, Scott; Coffey, Barbara (2007). "Mood and Anxiety Symptoms in An Adolescent with Pervasive Developmental Disorder Not Otherwise Specified and Moderate Mental Retardation". Journal of Child and Adolescent Psychopharmacology 17 (5): 721–726. doi:10.1089/cap.2007.17503. 
  66. 66.0 66.1 Nesse, R (2000). "Is Depression an Adaptation?" (PDF). Arch. Gen. Psychiatry 57 (1): 14–20. PMID 10632228. doi:10.1001/archpsyc.57.1.14. 
  67. Kessler, R (1997). "The Effects of Stressful Life Events on Depression". Annual Review of Psychology 48: 191–214. PMID 9046559. doi:10.1146/annurev.psych.48.1.191. 
  68. Nolen-Hoeksema, S (2013). Abnormal Psychology (6th ed.). McGraw-Hill Higher Education. p. 188. ISBN 9780077499693. สืบค้นเมื่อ 2014-12-05. 
  69. 69.0 69.1 69.2 Nesse, Randolphe M; Williams, George C (1994). Why We Get Sick: The New Science of Darwinian Medicine. Vintage Books. 
  70. American Psychiatric Association (2013). Diagnostic and Statistical Manual (5th ed.). Arlington, VA: American Psychiatric Association. Ref.1, p 123. "in recognition of their place as a bridge between the two diagnostic classes in terms of symptomatology, family history and genetics" 
  71. Parker, George (2014). "DSM-5 and Psychotic and Mood Disorders". Journal of the American Academy of Psychiatry and the Law 42: 182–190. 
  72. Nolen-Hoeksema, S (2013). Abnormal Psychology (6th ed.). McGraw-Hill Higher Education. p. 203. ISBN 9780077499693. สืบค้นเมื่อ 2014-12-05. 
  73. Weston, Drew; Morrison, Kate (2001). "A multidimensional meta-analysis of treatments for depression, panic, and generalized anxiety disorder: An empirical examination of the status of empirically supported therapies". Journal of Consulting and Clinical Psychology 69 (6): 875–899. doi:10.1037/0022-006X.69.6.875. 
  74. Bauer, M; Pfenning, A (2005). "Epidemiology of Bipolar Disorders". Epilepsia 46 (s4): 8–13. 
  75. Pfuntner, A; Wier, LM; Stocks, C (2013-09). "Most Frequent Conditions in U.S. Hospitals, 2011 (HCUP Statistical Brief #162)". Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality. 
  76. Jiang, HJ; Barrett, ML; Sheng, M (2014-11). "Characteristics of Hospital Stays for Nonelderly Medicaid Super-Utilizers, 2012". HCUP Statistical Brief #184. Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality. 
  77. Hines, AL; Barrett, ML; Jiang, HJ; Steiner, CA (2014-04). "Conditions With the Largest Number of Adult Hospital Readmissions by Payer, 2011.". HCUP Statistical Brief #172. Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality. 
  78. Lopez-Gonzalez, L; Pickens, GT; Washington, R; Weiss, AJ (2014-10). "Characteristics of Medicaid and Uninsured Hospitalizations, 2012". HCUP Statistical Brief #183. Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality. 
  79. Jonas, BS; Brody, D; Roper, M; Narrow, WE (2003). "Prevalence of mood disorders in a national sample of young American adults" (PDF). Social Psychiatry and Psychiatric Epidemiology 38 (11): 618–624. PMID 14614549. doi:10.1007/s00127-003-0682-8. 
  80. "Experts ponder link between creativity, mood disorders - CNN.com". CNN. 2009-04-02. สืบค้นเมื่อ 2010-05-13. 
  81. Collingwood, Jane (2011-11-19). "The Link Between Bipolar Disorder and Creativity". Psych Central - Trusted Mental Health, Depression, Bipolar, ADHD and Psychology Information. 
  82. Paterek, Liz (2006). "Bipolar Disorder and the Creative Mind". Serendip. 
  83. Kaufman, JC (2001). "The Sylvia Plath effect: Mental illness in eminent creative writers". Journal of Creative Behavior 35 (1): 37–50. ISSN 0022-0175. doi:10.1002/j.2162-6057.2001.tb01220.x. 
  84. Bailey, DS (2003). "Considering Creativity: The 'Sylvia Plath' effect". Monitor on Psychology (APA) 34 (10): 42. 
หนังสือที่อ้างอิง
  • American Psychiatric Association (2000). Diagnostic and statistical manual of mental disorders, Fourth Edition, Text Revision: DSM-IV-TR. Washington, DC: American Psychiatric Bold textPublishing, Inc. p. 943. ISBN 0-89042-025-4. 
  • Parker, Gordon; Dusan Hadzi-Pavlovic, Kerrie Eyers (1996). Melancholia: A disorder of movement and mood: a phenomenological and neurobiological review. Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 0-521-47275-X. 
  • Sadock, Benjamin J.; Sadock, Virginia A. (2002). Kaplan and Sadock's Synopsis of Psychiatry: Behavioral Sciences/Clinical Psychiatry (9th ed.). Lippincott Williams & Wilkins. ISBN 0-7817-3183-6. 
  • Carlson, C. Donald; Heth (2007). Psychology the science of behaviour (4th ed.). Pearson Education Inc. ISBN 0-205-64524-0.