โรคกลัวที่ชุมชน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โรคกลัวที่ชุมชน
(Agoraphobia)
Crowded BTS skytrain Bangkok.jpg
บัญชีจำแนกและลิงก์ไปภายนอก
ICD-10F40.00 หากไม่พบร่วมกับโรคตื่นตระหนก, F40.01 หากพบร่วมกับโรคตื่นตระหนก
ICD-9300.22 หากไม่พบร่วมกับโรคตื่นตระหนก, 300.21 หากพบร่วมกับโรคตื่นตระหนก

โรคกลัวที่ชุมชน[1] หรือ อาการกลัวที่โล่ง[2] (อังกฤษ: Agoraphobia) เป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากความกลัวที่จะเกิดอาการตื่นตระหนก (panic attack) ในสถานที่ที่หนีออกไปลำบากหรือไม่มีคนช่วยเหลือ ผู้ป่วยจากโรคกลัวที่ชุมชนจึงมักหลีกเลี่ยงสถานที่สาธารณะหรือสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงอาจหมกตัวอยู่ในบ้านและไม่กล้าออกจากสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัย

นิยาม[แก้]

คำว่า "agoraphobia" เป็นคำภาษาอังกฤษที่มีที่มาจากคำภาษากรีกคือ agora (αγορά) และ phobos (φόβος) รวมความแปลว่า โรคกลัวที่ชุมชน

โรคกลัวที่ชุมชนคือภาวะที่บุคคลมีอาการวิตกกังวลในสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยหรือรู้สึกว่าตนเองควบคุมได้น้อย สิ่งเร้าสำหรับอาการวิตกกังวลนี้ได้แก่ ฝูงชน ที่โล่งแจ้ง หรือการเดินทาง (แม้ระยะทางสั้นๆ) อาการวิตกกังวลนี้มักจะประกอบด้วยความกลัวการขายหน้าต่อประชุมชน เพราะโรคกลัวที่ชุมชนเป็นอาการนำของอาการตื่นตระหนกที่ทำให้ผู้ป่วยคลุ้มคลั่งต่อหน้าผู้อื่น

ผู้ที่มีโรคกลัวที่ชุมชนจะมีอาการตื่นตระหนกในสถานการณ์ที่ตนเองอึดอัด รู้สึกไม่ปลอดภัย ควบคุมไม่ได้ หรือห่างไกลจากสิ่งที่สามารถช่วยเหลือเขาได้ ในรายที่มีอาการมากจะอยู่แต่กับบ้านไม่ออกไปไหนเป็นปีๆ ผู้มีอาการจำนวนมากชอบที่จะมีผู้มาเยี่ยมอยู่ในบริเวณที่พวกเขาควบคุมได้และชอบที่จะทำงานในที่ๆรู้สึกว่าปลอดภัย ถ้าผู้กลัวที่โล่งออกไปจากเขตปลอดภัยของตน อาจจะเกิดอาการตื่นตระหนกได้

ความชุก[แก้]

ความชุกของโรคกลัวที่ชุมชนในสหรัฐอเมริกาคือประมาณร้อยละ 5 ต่อปี [3] ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (National Institute of Mental Health) ระบุว่า ณ ขณะหนึ่งๆ มีชาวอเมริกันอายุ 18-24 ปีประมาณ 3.2 ล้านคนมีโรคกลัวที่ชุมชน ประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่เป็นโรคตื่นตระหนก (panic disorder) จะดำเนินโรคต่อเป็นโรคกลัวที่ชุมชน [4]

ความแตกต่างระหว่างเพศ[แก้]

โรคกลัวที่ชุมชนเกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 2 เท่า[5] ความแตกต่างระหว่างเพศอาจจะเกิดจากปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมที่เอื้อให้เพศหญิงแก้ปัญหาด้วยการหลีกเลี่ยงมากกว่าเพศชาย ทฤษฎีอื่นๆได้เสนอว่าผู้หญิงมักจะใฝ่หาความช่วยเหลือจึงทำให้ได้รับการวินิจฉัยมากกว่าเพศชายที่มักจะพึ่งสุราเพื่อหลีกหนีความวิตกกังวลและทำให้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้เสพติดสุราแทน และบทบาททางเพศของหญิงตามประเพณีเดิมก็ทำให้ผู้หญิงตอบสนองต่อความวิตกกังวลด้วยการพึ่งพาและความสิ้นหวัง [6] ผลการวิจัยยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างแน่ชัดเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างเพศในโรคกลัวที่ชุมชน

สาเหตุและปัจจัยเกื้อหนุน[แก้]

สาเหตุของโรคกลัวที่ชุมชนยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด คาดว่าโรคกลัวที่ชุมชนเกี่ยวข้องกับอาการวิตกกังวลอื่นๆ, สภาพแวดล้อมที่เคร่งเครียดและการใช้สารเสพติด อาการนี้พบมากในเพศหญิง [7] การใช้ยากดประสาทและยานอนหลับ เช่น เบนโซไดอะซีพีน (benzodiazepines) อย่างต่อเนื่องจัดเป็นเหตุให้เกิดโรคกลัวที่ชุมชนเพราะการหยุดใช้ยาและการรักษาอาการติดยาดังกล่าว ทำให้โรคกลัวที่ชุมชนทุเลาลง[8]

งานวิจัยยังได้กล่าวถึงความเกี่ยวข้องกันระหว่างโรคกลัวที่ชุมชนและความลำบากในการรับรู้เชิงสถานที่ (spatial orientation) [9] [10] คนปกติสามารถรักษาสมดุลของข้อมูลรวมจากระบบการรักษาสมดุล (vestibular system) ระบบการรับภาพ (visual system) และการรับรู้อากัปกิริยา (proprioception) แต่ในผู้ที่มีโรคกลัวที่ชุมชนจะพึ่งพาระบบการรับภาพและการรับรู้อากัปกิริยามากขึ้นเพราะระบบการรักษาสมดุลทำหน้าที่ลดลง ทำให้เสียการรับรู้ได้ง่ายเมื่อการมองเห็นกระจัดกระจาย เช่น ในที่โล่งแจ้งหรือท่ามกลางฝูงชน และอาจจะมีอาการสับสนเมื่อประสบกับความลาดเอียงหรือพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอเช่นเดียวกัน[11] ในการศึกษาความจริงเสมือน (virtual reality) ผู้กลัวที่ชุมชนโดยเฉลี่ยสามารถจัดการข้อมูลภาพและเสียงที่เปลี่ยนไปได้แย่กว่ากลุ่มควบคุม[12]

อ้างอิง[แก้]

  1. บัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ ฉบับประเทศไทย (อังกฤษ-ไทย) ฉบับปี 2009. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, 2552.
  2. ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถาน Archived 2017-07-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน ข้อมูลปรับปรุงวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2544
  3. Anxiety Disorders (PDF). NIH Publication No. 06-3879. 2006. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 2007-09-26. สืบค้นเมื่อ 2009-02-11.
  4. Robins, LN; Regier, DN, บ.ก. (1991), Psychiatric Disorders in America: the Epidemiologic Catchment Area Study, New York, NY: The Free Press
  5. Magee, W. J., Eaton, W. W. , Wittchen, H. U., McGonagle, K. A., & Kessler, R. C. (1996). Agoraphobia, simple phobia, and social phobia in the National Comorbidity Survey, Archives of General Psychiatry, 53, 159–168.
  6. Agoraphobia Research Center. "Is agoraphobia more common in men or women?". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2007-12-02. สืบค้นเมื่อ 2007-11-15.
  7. "Agoraphobia".
  8. Professor C Heather Ashton (1987). "Benzodiazepine Withdrawal: Outcome in 50 Patients". British Journal of Addiction. 82: 655–671.
  9. Yardley, L (1995 May). "Relationship between balance system function and agoraphobic avoidance". Behav Res Ther. 33 (4): 435–9. doi:10.1016/0005-7967 (94) 00060-W Check |doi= value (help). PMID 7755529 : 7755529 Check |pmid= value (help). Check date values in: |date= (help)
  10. "Panic, agoraphobia, and vestibular dysfunction". Am J Psychiatry. 153: 503–512. 1996.
  11. "Surface dependence: a balance control strategy in panic disorder with agoraphobia". Psychosom Med. 59 (3): 323–30. 1997 May-June. PMID 9178344 : 9178344 Check |pmid= value (help). Check date values in: |date= (help)
  12. "High sensitivity to multisensory conflicts in agoraphobia exhibited by virtual reality". Eur Psychiatry. 21 (7): 501–8. 2006 October. PMID 17055951 : 17055951 Check |pmid= value (help). Check date values in: |date= (help)