ความผิดปกติทางอารมณ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ภาวะซึมเศร้านอกแบบ)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สำหรับรูปแบบอื่น ๆ ของโรคซึมเศร้า ดู โรคซึมเศร้า
ความผิดปกติทางอารมณ์
(Mood disorder)
ชื่ออื่นAffective disorder
A depressive man standing by a country pond in the pouring r Wellcome V0011388.jpg
ชายซึมเศร้ายืนอยู่ใกล้ ๆ สระในชนบทช่วงฝนตกหนัก
สาขาวิชาจิตเวช
ประเภทโรคอารมณ์สองขั้ว, cyclothymia, disruptive mood dysregulation disorder, ภาวะอารมณ์ซึมเศร้า (dysthymia), โรคซึมเศร้า, โรคอารมณ์ละเหี่ยก่อนประจำเดือน (premenstrual dysphoric disorder), ความผิดปกติทางอารมณ์ตามฤดู (seasonal affective disorder)
ยายาแก้ซึมเศร้า, mood stabilizers

ความผิดปกติทางอารมณ์ หรือ โรคอารมณ์แปรปรวน (อังกฤษ: Mood disorder, mood affective disorders) เป็นกลุ่มอาการที่อารมณ์แปรปรวนเป็นอาการหลัก[1] การจำแนกโรคเช่นนี้มีอยู่ในทั้งคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (DSM) และบัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง (ICD) ความผิดปกติจะจัดอยู่ในกลุ่มพื้นฐาน 3 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มอารมณ์ครึกครื้นเช่น อาการฟุ้งพล่าน (mania) หรืออาการเกือบฟุ้งพล่าน (hypomania)
  • กลุ่มอารมณ์ซึมเศร้า เช่นที่รู้จักดีที่สุดและมีงานวิจัยมากที่สุดคือโรคซึมเศร้า (MDD)
  • กลุ่มอารมณ์กลับไปกลับมาระหว่างระยะฟุ้งพล่านกับระยะซึมเศร้าที่รู้จักกันว่าโรคอารมณ์สองขั้ว (BD)

มีกลุ่มย่อย ๆ ของกลุ่มโรคซึมเศร้า (depressive disorders) หรือว่าอาการทางจิตเวชอื่น ๆ ที่มีอาการรุนแรงน้อยกว่า เช่น dysthymia (คล้ายกับโรคซึมเศร้าแต่เบากว่า) และ cyclothymia (คล้ายกับ BD แต่เบากว่า)[2][ต้องการหน้า] ความผิดปกติอาจเกิดจากสารหรือเป็นการตอบสนองต่ออาการของโรคอื่น ๆ

จิตแพทย์ชาวอังกฤษเสนอหมวดโรคที่ครอบคลุมเรียกว่า affective disorder ในปี พ.ศ. 2477[3] ต่อมาจึงแทนด้วยชื่อว่า mood disorder เพราะคำหลังหมายถึงสภาวะทางอารมณ์ที่เป็นเหตุโดยตรง[4] เทียบกับคำแรกซึ่งหมายถึงการแสดงออกภายนอกที่คนอื่นสังเกตเห็นได้[1]

หมวดหมู่[แก้]

โรคซึมเศร้า[แก้]

  • โรคซึมเศร้า (major depressive disorder ตัวย่อ MDD) เป็นโรคที่บุคคลมีคราวซึมเศร้า (major depressive episode) หนึ่งครั้งหรือมากกว่านั้น ดังนั้น หลังจากมีคราวซึมเศร้าครั้งเดียว ก็จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า (คราวเดียว) และหลังจากคราวแรก ก็จะวินิจฉัยเป็นโรคซึมเศร้า (ซ้ำ) โรคซึมเศร้าที่ไร้ระยะฟุ้งพล่าน (mania) บางครั้งเรียกว่าโรคซึมเศร้าขั้วเดียว (unipolar depression) เพราะอารมณ์ติดอยู่ที่ขั้วอารมณ์ซึมเศร้า โดยไม่ย้ายไปที่ขั้วอารมณ์ฟุ้งพล่านเหมือนกับที่พบในโรคอารมณ์สองขั้ว (BD)[5]
    บุคคลที่มีคราวซึมเศร้าหรือเป็นโรคซึมเศร้ามีโอกาสเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงขึ้น การหาความช่วยเหลือและการรักษาจากแพทย์พยาบาลช่วยลดโอกาสเสี่ยงอย่างสำคัญ และงานวิจัยก็แสดงว่า การถามคนซึมเศร้าหรือสมาชิกในครอบครัวว่าคิดฆ่าตัวตายหรือไม่ เป็นวิธีที่มีประสิทธิผลในการระบุบุคคลที่เสี่ยง และไม่เป็นการชี้ทางหรือเพิ่มโอกาสเสี่ยงฆ่าตัวตายโดยประการทั้งปวง[6]
    งานศึกษาทางวิทยาการระบาดในยุโรปแสดงว่า ในปัจจุบัน ประชากรประมาณ 8.5% ของโลกมีโรคซึมเศร้า ไม่มีวัยใดที่ยกเว้น งานศึกษาได้แสดงว่า โรคปรากฏในทารกตั้งแต่ 6 เดือนเพราะถูกพรากจากมารดา[7]
  • กลุ่มโรคซึมเศร้า (depressive disorders) เป็นสิ่งที่พบบ่อยในสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิหรือในการรักษาพยาบาลทั่วไปแม้บ่อยครั้งก็ตรวจจับไม่ได้เหมือนกัน โรคที่ไม่ได้วินิจฉัยอาจจะทำให้คนไข้ฟื้นสภาพได้ไม่ดีหรือทำพยากรณ์โรคอื่นทางกายให้แย่ลง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญว่า แพทย์ทุกคนควรสามารถวินิจฉัยโรค รักษากรณีที่ไม่รุนแรง และระบุคนไข้ที่จำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางได้[8]
    ผู้วินิจฉัยสามารถจำแนกแบบต่าง ๆ ของโรค โดยเป็นแบบย่อยหรือโดยวิถีการดำเนินของโรค คือ
    • Atypical depression (AD แปลได้ว่าโรคซึมเศร้านอกแบบ) กำหนดโดยการมีปฏิกิริยาเป็นอารมณ์ดีต่อเหตุการณ์ที่ดีหรือเหตุการณ์ที่น่ายินดี (mood reactivity) น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญหรือความอยากอาหารเพิ่มขึ้น (โดยรับประทานเพื่อให้สบายใจ) การนอนมากเกินไปหรือรู้สึกง่วงนอนมาก (hypersomnia) แขนขาหนัก และความพิการทางสังคมในระดับสำคัญเนื่องจากความอ่อนไหวต่อการไม่ยอมรับทางสังคม[9] ปัญหาการระบุแบบย่อยนี้ทำให้น่าสงสัยว่า สมเหตุผลหรือไม่ และมีความชุกแค่ไหน[10]
    • Melancholic depression (โรคซึมเศร้ารุนแรง) กำหนดโดยการสูญเสียความสุขในกิจกรรมเกือบทั้งหมดหรือทั้งหมด (anhedonia) คือไม่มีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าที่น่าชอบใจ เป็นความซึมเศร้าที่รุนแรงกว่าความเศร้าโศกหรือการสูญเสียทั่ว ๆ ไป โดยมีอาการแย่ลงในช่วงเช้า ๆ, ตื่นเช้า, เคลื่อนไหวเชื่องช้าลง, น้ำหนักลดอย่างผิดปกติ (โดยไม่ควรสับสนกับโรคเบื่ออาหารสาเหตุทางจิตใจ [anorexia nervosa]) และรู้สึกผิดอย่างไม่สมเหตุผล[11]
    • Psychotic major depression (PMD แปลได้ว่าโรคซึมเศร้าที่มีอาการโรคจิต) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า psychotic depression เป็นคำเรียกคราวซึมเศร้าโดยเฉพาะแบบรุนแรง (melancholic) ที่คนไข้มีอาการโรคจิต (psychotic) เช่น อาการหลงผิด (delusion) และประสาทหลอน (hallucination) ที่เกิดน้อยกว่า และมักจะเป็นไปตามอารมณ์ คือเป็นไปตามเรื่องที่ทำให้เศร้า[12]
    • Catatonic depression (โรคซึมเศร้าที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหว) เป็นรูปแบบโรคซึมเศร้าที่น้อยแต่รุนแรงที่คนไข้มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวและอาการอื่น ๆ คนไข้จะไม่พูดและมีอาการกึ่งโคม่า (stuporose) และจะไม่เคลื่อนไหวหรือเคลื่อนไหวแบบไม่มีจุดหมายหรือแปลก ๆ แต่อาการเช่นนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยในโรคจิตเภท หรือในระยะฟุ้งพล่านของโรคอารมณ์สองขั้ว หรืออาจเกิดเพราะกลุ่มอาการร้ายจากยารักษาโรคจิต (neuroleptic malignant syndrome)[13]
    • ความซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum depression ตัวย่อ PPD) ถือเป็นวิถีดำเนินของโรค (course specifier) ใน DSM-IV-TR โดยหมายถึงความซึมเศร้าที่รุนแรง คงยืน และบางครั้งก่อความพิการ ที่ประสบโดยหญิงหลังคลอดบุตร โดยคุณแม่มีอัตราที่ 10-15% ปกติเริ่มภายใน 3 เดือนหลังคลอด และอาจคงยืนถึง 3 เดือน[14] แม้เป็นเรื่องสามัญที่คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยและเศร้าใน 2-3 อาทิตย์แรกหลังจากคลอด แต่ความซึมเศร้าหลังคลอดจะต่างกันเพราะเป็นเหตุให้เป็นทุกข์และให้ใช้ชีวิตเป็นปกติไม่ได้ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่ทำงาน ในสถานศึกษา และอาจจะมีปัญหาความสัมพันธ์กับสมาชิกครอบครัว กับคู่ชีวิต กับเพื่อน หรือแม้แต่ปัญหาสร้างความผูกพันกับทารกที่เกิดใหม่[15] ในการรักษาความซึมเศร้าหลังคลอดและความซึมเศร้าขั้วเดียวอื่น ๆ สำหรับหญิงที่กำลังให้นม โดยทั่วไปแล้วพิจารณาว่าควรเลือกยา nortriptyline, paroxetine และ sertraline[16] หญิงที่มีประวัติส่วนตัวหรือประวัติสมาชิกครอบครัวว่ามีความผิดปกติทางอารมณ์ จะมีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะต่อความซึมเศร้าหลังคลอด[17]
    • โรคอารมณ์ละเหี่ยก่อนประจำเดือน (premenstrual dysphoric disorder, PMDD) เป็นกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (premenstrual syndrome) แบบรุนแรงและทำให้พิการโดยมีผลต่อหญิงวัยมีประจำเดือน 3-8%[18] ความผิดปกติประกอบด้วย "กลุ่มอาการทางอารมณ์ พฤติกรรม และทางกาย" ซึ่งเกิดซ้ำ ๆ ทุกเดือนในระยะ luteal ของรอบประจำเดือน[A][18] PMDD ได้เพิ่มในรายการโรคซึมเศร้าของ DSM ในปี พ.ศ. 2556 พยาธิกำเนิดของโรคนี้ยังไม่ชัดเจนและเป็นประเด็นงานวิจัยที่ยังทำอย่างแอ๊กถีฟ โรครักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้าที่ปรับระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนินโดยยับยั้งการดูดซึมเซโรโทนินเข้าไปใช้อีก และด้วยการคุมกำเนิดที่ระงับการตกไข่[18][19]
    • ความผิดปกติทางอารมณ์ตามฤดู (Seasonal affective disorder หรือ SAD) ถือเป็นวิถีการดำเนินของโรค สำหรับบางคนเป็นรูปแบบความซึมเศร้าที่แสดงออกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว และหายไปในฤดูใบไม้ผลิ จะใช้วินิจฉัยนี้ถ้ามีคราวแสดงออกของโรคอย่างน้อย 2 คราวในฤดูหนาวและไม่มีคราวที่เป็นในฤดูอื่น ๆ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี[20] มีสมมติฐานที่สามัญว่า คนที่อยู่ในประเทศที่มีละติจูดสูงกว่ามักจะได้รับแสงอาทิตย์น้อยกว่าในช่วงฤดูหนาว และดังนั้นจึงประสบ SAD ในอัตราที่สูงกว่า แต่หลักฐานทางวิทยาการระบาดสำหรับสมมติฐานนี้ไม่หนักแน่น (และละติจูดก็ไม่ใช่ตัวกำหนดตัวเดียวของการได้รับแสงอาทิตย์ในช่วงฤดูหนาว) อนึ่ง SAD ยังมีความชุกสูงกว่าในคนอายุน้อยและหญิงมักจะเป็นมากกว่าชาย[21] นักวิชาการบางพวกเชื่อว่า โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยแสง (light therapy)[22]
    • Dysthymia (ภาวะอารมณ์ซึมเศร้า) เป็นโรคที่สัมพันธ์กับโรคซึมเศร้าขั้วเดียว โดยมีปัญหาทางกายและทางประชานที่คล้ายกัน แต่รุนแรงน้อยกว่าและมักจะเป็นนานกว่า (ปกติอย่างน้อย 2 ปี)[23] การรักษาโดยมากเหมือนกับโรคซึมเศร้า รวมทั้งให้ยาแก้ซึมเศร้าและจิตบำบัด[24]
    • Double depression กำหนดว่าเป็นภาวะอารมณ์ซึมเศร้า (dysthymia) ที่คงยืนอย่างน้อย 2 ปี แต่ขัดจังหวะด้วยการผ่านเกณฑ์โรคซึมเศร้าในระหว่าง ๆ[23]
    • Depressive Disorder Not Otherwise Specified (DD-NOS) กำหนดโดย DSM-IV ว่ามีรหัส 311 สำหรับโรคซึมเศร้าที่ทำให้พิการแต่ไม่เข้ากับเกณฑ์วินิจฉัยอื่น ๆ ตาม DSM-IV โรคแบบ DD-NOS จะรวม "โรคซึมเศร้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์โดยเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง" ซึ่งรวมการวินิจฉัยที่ยังต้องวิจัย คือ recurrent brief depression (โรคซึมเศร้าสั้นซ้ำ ๆ) และ minor depressive disorder ดังจะกล่าวต่อไป
    • Depressive personality disorder (DPD แปลได้ว่า ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบซึมเศร้า) เป็นเกณฑ์วินิจฉัยที่สร้างความขัดแย้งที่หมายเอาความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่มีอาการซึมเศร้า ซึ่งดั้งเดิมรวมอยู่ใน DSM-II แต่ได้เอาออกจาก DSM-III และ DSM-III-R[25] แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ หมวดนี้ได้รับพิจารณาเพื่อใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง ภาคผนวก B ใน DSM-IV-TR กำหนด Depressive personality disorder ว่าเป็นอาการที่ควรจะศึกษาต่อไป
    • Recurrent brief depression (RBD) ต่างกับโรคซึมเศร้าโดยระยะเวลาที่อาการคงยืน คนไข้ RBD มีคราวซึมเศร้าเดือนละครั้งโดยประมาณ แต่ละครั้งมีระยะน้อยกว่า 2 อาทิตย์ และปกติน้อยกว่า 2-3 วัน การวินิจฉัยว่ามี RBD บังคับว่า ต้องมีคราวซึมเศร้าเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลา 1 ปี และในหญิง ต้องเกิดเป็นอิสระจากรอบประจำเดือน[26] คนไข้โรคซึมเศร้าสามารถเกิดโรค RBD และนัยตรงข้ามก็จริงด้วย และโรคทั้งสองก็มีความเสี่ยงคล้าย ๆ กัน[27]
    • Minor depressive disorder หรือเรียกสั้น ๆ ว่า minor depression หมายถึงความซึมเศร้าที่ไม่ถึงเกณฑ์โรคซึมเศร้า (MDD) แต่มีอาการอย่างน้อย 2 อย่างเป็นเวลา 2 สัปดาห์[28]

โรคอารมณ์สองขั้ว[แก้]

ดูบทความหลักที่: โรคอารมณ์สองขั้ว

โรคอารมณ์สองขั้ว (BD, manic depression, manic-depressive disorder) เป็นสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่เสถียรเป็นวงจรประกอบด้วยอารมณ์ครึกครื้น คืออาการฟุ้งพล่าน (mania) ที่คงยืนและผิดปกติ สลับกับอารมณ์ซึมเศร้า[29] ซึ่งเคยรู้จักในชื่อว่า "manic depression" และในบางราย จะมีวงจรที่สลับขั้วอย่างรวดเร็ว หรือมีอารมณ์ผสมผเสกัน หรือมีอาการโรคจิต (psychosis)[30] โรคแบ่งเป็นหมวดย่อย ๆ รวมทั้ง

  • Bipolar I จำแนกโดยการมีประวัติหรือมีคราวอารมณ์ฟุ้งพล่านหรือคราวอารมณ์ผสมผเส และมีหรือไม่มีคราวซึมเศร้าด้วย การมีคราวซึมเศร้าไม่จำเป็นเพื่อเกณฑ์วินิจฉัยนี้ แต่ก็มักจะเป็นส่วนของการดำเนินโรค
  • Bipolar II ประกอบด้วยภาวะเกือบฟุ้งพล่าน (hypomania) สลับกับคราวซึมเศร้าหรือคราวอารมณ์ผสมผเสที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
  • Cyclothymia เป็นรูปแบบหนึ่งของโรคอารมณ์สองขั้ว ประกอบด้วยคราวอารมณ์เกือบฟุ้งพล่าน (hypomania) สลับกับอารมณ์เกือบซึมเศร้า (dysthymia) แต่ไม่มีทั้งคราวฟุ้งพล่านหรือคราวซึมเศร้าสมบูรณ์แบบ
  • Bipolar Disorder Not Otherwise Specified (BD-NOS) หรือบางครั้งเรียกว่าโรคอารมณ์สองขั้วแบบเกือบถึงเกณฑ์ (sub-threshold) ซึ่งแสดงว่า คนไข้ต้องมีอาการแบบเดียวกับที่พบในโรค (คือ อารมณ์ฟุ้งพล่านและ/หรืออารมณ์ซึมเศร้า) แต่ไม่ผ่านเกณฑ์การวินิจฉัย DSM-IV อื่น ๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว

ประเมินว่า ประมาณ 1% ของประชากรผู้ใหญ่มีโรค bipolar I, อีก 1% มีโรค bipolar II หรือ cyclothymia และอีกประมาณ 2-5% มีโรคแบบเกือบถึงเกณฑ์ (sub-threshold) นอกจากนั้นแล้ว โอกาสมีโรคเมื่อพ่อหรือแม่คนหนึ่งมี อยู่ที่ระหว่าง 15-30% และถ้าทั้งพ่อแม่มี โอกาสอยู่ที่ 50-75% ในระหว่างพี่น้อง โอกาสเสี่ยงอยู่ที่ 15-25% แต่ถ้าเป็นแฝดเหมือน โอกาสอยู่ที่ 70%[31]

คนไข้ส่วนน้อยจะมีพรสวรรค์ เช่น ความคิดสร้างสรรค์สูง อารมณ์ศิลป์ หรือความสามารถอื่น ๆ ในช่วงที่อาการไม่รุนแรง ลักษณะของอาการฟุ้งพล่านต่าง ๆ รวมทั้งพละกำลัง ความทะเยอทะยาน ความกระตือรือร้น และความรู้สึกเก่งบ่อยครั้งจะช่วยให้คนไข้ได้สร้างผลงานชิ้นเอกของชีวิต[29] มีหลักฐานบ้างว่า คนที่ทำอาชีพในเรื่องสร้างสรรค์มีโรคอารมณ์สองขั้วในอัตราสูงกว่าในอาชีพอื่น ๆ[32]

โรคที่เกิดจากสาร[แก้]

ความผิดปกติทางอารมณ์สามารถจัดเป็นแบบที่เกิดจากสาร (substance-induced) ถ้าสมุฏฐานของโรคสามารถสืบไปยังผลทางสรีรภาพโดยตรงของยาที่มีฤทธิ์ทางจิต (psychoactive drug) หรือสารเคมีอื่น ๆ หรือว่า โรคเกิดพร้อมกับสารเป็นพิษ (substance intoxification) หรือการขาดสาร นอกจากนั้นแล้ว บุคคลอาจจะมีความผิดปกติทางอารมณ์พร้อมกับการติดสารเสพติด (substance abuse) บางอย่าง ความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดจากสารอาจมีคราวฟุ้งพล่าน เกือบฟุ้งพล่าน อารมณ์ผสมผเส หรือคราวซึมเศร้า สารโดยมากสามารถก่อความผิดปกติทางอารมณ์หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น สารกระตุ้นเช่นแอมเฟตามีน, methamphetamine, และโคเคน สามารถก่อทั้งคราวฟุ้งพล่าน เกือบฟุ้งพล่าน อารมณ์ผสมผเส และคราวซึมเศร้า[33]

เกิดจากเหล้า[แก้]

มีอัตราโรคซึมเศร้าสูงในบุคคลที่ดื่มเหล้าหนักหรือที่ติดเหล้า เคยมีประเด็นขัดแย้งเกี่ยวกับว่าคนที่ใช้เหล้าในทางผิดแล้วเกิดความซึมเศร้า ความจริงแล้วกำลังให้ยาตัวเองสำหรับอาการซึมเศร้าที่มีมาก่อน ๆ แต่งานศึกษาเมื่อไม่นานนี้สรุปว่า แม้นี่อาจจะจริงในบางราย การใช้เหล้าอย่างผิด ๆ เป็นเหตุโดยตรงของการเกิดโรคซึมเศร้าในผู้ดื่มเหล้าหนักเป็นจำนวนมาก ผู้ร่วมการทดลองในงานศึกษานี้ได้ประเมินในช่วงที่มีเหตุการณ์เครียดในชีวิตด้วยแบบวัดความรู้สึกที่ไม่ดี (Feeling Bad Scale) และโดยนัยเดียวกัน มีการประเมินความสัมพันธ์กับการมีเพื่อนที่ผิดปกติ (deviant) ความว่างงาน และการเสพยาเสพติดหรือพฤติกรรมอาชญากรรมของคู่ชีวิต[34][35][36] อัตราการฆ่าตัวตายก็สูงด้วยในบุคคลที่มีปัญหาเรื่องเหล้า[37]

ปกติจะสามารถจำแนกความซึมเศร้าที่เกี่ยวกับเหล้าและที่ไม่เกี่ยวโดยสืบประวัติคนไข้อย่างละเอียด[36][38][39] ความซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับการกินเหล้าอาจจะมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมอง และมักจะดีขึ้นเองหลังจากอดเหล้าสักพักหนึ่ง[40]

เกิดจากยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน[แก้]

ยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน เช่น alprazolam, คโลนะเซแพม, lorazepam และ diazepam สามารถเป็นเหตุของทั้งอารมณ์ซึมเศร้าและอารมณ์ฟุ้งพล่าน[41]

ยากลุ่มนี้ใช้อย่างสามัญเพื่อรักษาโรควิตกกังวล โรคตื่นตระหนก การนอนไม่หลับ และใช้เป็นยาเสพติด บุคคลที่มีโรคเหล่านี้มักจะมีอารมณ์และความคิดเชิงลบ อารมณ์ซึมเศร้า ความคิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย และบ่อยครั้งจะมีโรคซึมเศร้าเป็นไปร่วม แม้ฤทธิ์คลายกังวล (anxiolytic) และฤทธิ์ให้นอนหลับ (hypnotic) ของยาจะหายไปเมื่อคนไข้ชินยา แต่ความซึมเศร้าและความหุนหันพลันแล่นพร้อมกับโอกาสเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงก็กลับคงยืนโดยสามัญ[42] โชคไม่ดีว่า อาการเหล่านี้ "มักตีความว่า เป็นความแย่ลงหรือเป็นวิถีดำเนินตามธรรมชาติของโรคที่มีอยู่แล้วและ [ดังนั้น] จึงมองข้ามเหตุคือการใช้ยาเพื่อระงับประสาทเป็นประจำไป"[42] ยากลุ่มนี้ไม่ช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า สามารถทำโรคที่มีอยู่ให้แย่ลง สามารถเป็นเหตุแห่งความซึมเศร้าในบุคคลที่โดยประวัติไม่เคยมีโรค และอาจทำให้พยายามฆ่าตัวตาย[42][43][44][45][46] ปัจจัยเสี่ยงสำหรับการพยายามหรือการฆ่าตัวตายสำเร็จเมื่อใช้ยารวมทั้ง กินยาขนาดสูง (แม้เมื่อไม่ได้กินยาอย่างไม่สมควร) ยาเป็นพิษ และโรคซึมเศร้าที่เป็นมูลฐาน[41][47][48]

การใช้ยาในระยะยาวอาจมีผลต่อสมองคล้ายกับเหล้า และเป็นเหตุของโรคซึมเศร้าด้วยเหมือนกัน[49] และเหมือนกับเหล้า ผลของยาต่อระบบเคมีประสาท รวมทั้งการทำงานที่ลดลงของระบบเซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟริน เชื่อว่าเป็นเหตุของความซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้น[50][51][52][53][54][55]

นอกจากนั้นแล้ว ยายังสามารถทำให้อารมณ์แย่ลงโดยอ้อมเพราะนอนได้แย่ลง (benzodiazepine-induced sleep disorder) คือเหมือนกับเหล้า ยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีนแม้สามารถช่วยให้นอนหลับ แต่ก็กวนรูปแบบของการนอนด้วย คือ ลดระยะเวลานอน ผัดผ่อนช่วงการนอนแบบ REM sleep และลดเวลาของช่วงที่หลับลึกที่สุด (slow-wave sleep) ซึ่งเป็นช่วงที่ช่วยฟื้นสภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจมากที่สุด[56][57][58]

เหมือนกับที่ยาแก้ซึมเศร้าบางอย่างสามารถเป็นเหตุหรือทำความวิตกกังวลในคนไข้บางคนให้แย่ลงเพราะมีฤทธิ์กระตุ้น เบ็นโซไดอาเซพีนสามารถเป็นเหตุหรือทำความซึมเศร้าให้แย่ลงเพราะเป็นยาระงับระบบประสาทกลาง และทำให้การคิด สมาธิ และการแก้ไขปัญหาแย่ลง (ซึ่งเป็นอาการของ benzodiazepine-induced neurocognitive disorder)[41] แต่ที่ไม่เหมือนกันก็คือ ผลกระตุ้นของยาแก้ซึมเศร้าปกติจะดีขึ้นเมื่อการรักษาดำเนินต่อไป เทียบกับผลให้เกิดความซึมเศร้าของยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน ที่โอกาสดีขึ้นนั้นมีน้อยจนกว่าจะหยุดยา

ในงานศึกษาระยะยาวที่ติดตามคนไข้ที่ติดยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน พบว่า คนไข้ 10 คน (20%) ได้ตั้งใจทานยาเกินเมื่อใช้ยาในระยะยาวแม้จะมีคนไข้เพียง 2 คนที่มีอาการซึมเศร้ามาก่อน แต่หลังจากการค่อย ๆ หยุดยาในช่วงปีหนึ่ง ก็ไม่มีคนไข้อื่นที่ทานยาเกินอีก[59]

เหมือนกับอาการยาเป็นพิษหรือเมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน การขาดยาเบ็นโซไดอาเซพีนก็สามารถเป็นเหตุของโรคซึมเศร้าได้ด้วย[60][61][62] แม้ความซึมเศร้าเนื่องจากยา (benzodiazepine-induced depressive disorder) จะแย่ลงทันทีที่เลิกใช้ยา แต่หลักฐานก็แสดงว่า อารมณ์จะดีขึ้นหลังจากผ่านช่วงขาดยา โดยดีกว่าในช่วงใช้ยาอย่างสำคัญ[42] โรคซึมเศร้าที่เกิดจากการขาดยาปกติจะหายภายใน 2-3 เดือนแต่ในบางกรณีอาจจะคงยืนนานถึง 6-12 เดือน[63][64]

เนื่องจากความเจ็บป่วยอื่น ๆ[แก้]

การวินิจฉัย Mood disorder due to a general medical condition ใช้ใน DSM-IV เพื่อระบุคราวฟุ้งพล่านหรือคราวซึมเศร้าซึ่งเกิดเป็นส่วนของอาการทางการแพทย์อย่างอื่น ๆ[65] ซึ่งมีหลายอย่างที่สามารถจุดชนวนคราวซึมเศร้า รวมทั้ง[65]

Not otherwise specified[แก้]

Mood disorder not otherwise specified (MD-NOS) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่ทำให้พิการแต่ไม่เข้ากับเกณฑ์วินิจฉัยอื่น ๆ DSM-IV กล่าวถึง MD-NOS ว่าเป็น "ความผิดปกติทางอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่ผ่านเกณฑ์ความผิดปกติเฉพาะอย่างหนึ่ง"[66] เป็นป้ายทะเบียนที่ไม่ได้ใช้ในการรักษาแต่ใช้เพื่อเก็บสถิติ[67]

กรณีโดยมากของ MD-NOS เป็นลูกผสมระหว่างความผิดปกติทางอารมณ์และความวิตกกังวล เช่น mixed anxiety-depressive disorder (โรควิตกกังวล-ซึมเศร้าแบบผสม) หรือ atypical depression (โรคซึมเศร้านอกแบบ)[67] ตัวอย่างหนึ่งของ MD-NOS ก็คือ การมีความซึมเศร้าแบบอ่อน ๆ (minor) บ่อย ๆ ในช่วงเวลาต่าง ๆ เช่น ครั้งหนึ่งต่อเดือนหรือครั้งหนึ่งทุกสามวัน[66] มีความเสี่ยงว่า แพทย์จะไม่สังเกตเห็น MD-NOS และดังนั้นโรคก็จะไม่ได้รักษา[68]

เหตุ[แก้]

งานวิเคราะห์อภิมานได้แสดงว่า การได้คะแนนบุคลิกภาพเป็นคนวิตกจริต (neuroticism) สูงเป็นตัวพยากรณ์ที่มีกำลังในการเกิดความผิดปกติทางอารมณ์[69] นักวิชาการจำนวนหนึ่งได้เสนอว่า ความผิดปกติทางอารมณ์เป็นการปรับตัวทางวิวัฒนาการ[70] คือ อารมณ์ซึมเศร้าอาจเพิ่มสมรรถภาพในการรับมือกับสถานการณ์ที่ความพยายามทำให้ถึงเป้าหมายสำคัญอาจมีผลเป็นอันตราย การสูญเสีย หรือเสียแรงเปล่า[71] ในสถานการณ์เช่นนี้ ความไม่กระตือรือร้นอาจเป็นข้อดีเพราะช่วยระงับไม่ให้ทำอะไรบางอย่าง ทฤษฎีนี้ช่วยอธิบายว่า ทำไมเหตุการณ์ร้ายในชีวิตจึงมาก่อนโรคซึมเศร้าในกรณีราว ๆ 80%[72][73] และทำไมจึงเกิดกับคนในช่วงชีวิตที่กำลังเจริญพันธุ์มากที่สุด ลักษณะเหล่านี้อธิบายได้ยากถ้าความซึมเศร้าเป็นการทำงานผิดปกติ[71]

อารมณ์ซึมเศร้าเป็นการตอบสนองที่พยากรณ์ได้ต่อเหตุการณ์ในชีวิตบางอย่าง เช่นการสูญเสียสถานะ การหย่าร้าง หรือการเสียชีวิตของลูกหรือคู่ชีวิต ซึ่งล้วนเป็นการสูญเสียสมรรถภาพหรือโอกาสทางการสืบพันธุ์ หรือว่าเคยเป็นของบรรพบุรุษมนุษย์ อารมณ์ซึมเศร้าจึงอาจมองว่าเป็นการตอบสนองที่เป็นการปรับตัว เพราะช่วยให้บุคคลหันหลังให้กับพฤติกรรมซึ่งไม่ประสบผลสำเร็จทางการสืบพันธุ์ที่เคยมีแต่ก่อน

อารมณ์ซึมเศร้ายังเป็นเรื่องสามัญเมื่อป่วย เช่น เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่ ดังนั้น จึงอ้างว่านี่เป็นกลไกทางวิวัฒนาการที่ช่วยบุคคลให้ฟื้นสภาพโดยจำกัดกิจกรรมทางกาย[74]

การเกิดความซึมเศร้าในระดับต่ำในช่วงฤดูหนาว หรือที่พบในโรคซึมเศร้าตามฤดู (seasonal affective disorder) อาจเป็นการปรับตัวที่ดีในอดีต คือช่วยจำกัดกิจกรรมทางกายในช่วงที่อาหารมีน้อย[74] จึงอ้างว่า มนุษย์ยังเหลือสัญชาตญาณที่จะมีอารมณ์ซึมเศร้าในฤดูหนาว แม้ภูมิอากาศจะไม่ได้กำหนดการได้อาหารอีกต่อไป[74]

ความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับอิทธิพลของพันธุกรรมต่อโรคซึมเศร้าอาศัยงานวิจัยที่ทำกับแฝดเหมือน เพราะมีรหัสพันธุกรรมที่เหมือนกันอย่างสมบูรณ์ งานวิจัยพบว่า เมื่อแฝดคนหนึ่งเกิดโรคซึมเศร้า อีกคนหนึ่งก็จะเกิดโรคเหมือนกันในอัตรา 76% และเมื่อแฝดเหมือนเติบโตขึ้นในคนละบ้าน ทั้งสองจะเป็นโรคทั้งคู่ในอัตรา 67% เนื่องจากแฝดทั้งคู่เกิดโรคในอัตราที่สูงเช่นนี้ นี่หมายความว่า อิทธิพลทางพันธุกรรมต่อโรคสูงมาก และถ้าสมมุติว่า เมื่อแฝดคนหนึ่งเกิดโรค อีกคนหนึ่งก็จะเกิดโรคอย่างแน่นอน นี่ก็น่าจะหมายความว่าความซึมเศร้าเกิดจากพันธุกรรมร้อยเปอร์เซ็นต์[75]

เกณฑ์วินิจฉัย[แก้]

DSM-5[แก้]

DSM-5 ที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 ได้แยกบทเรื่องความผิดปกติทางอารมณ์ที่พบใน DSM-IV-TR ออกเป็น 2 ภาค คือ Depressive and Related Disorders และ Bipolar and Related Disorders โดยโรคอารมณ์สองขั้วตกอยู่ระหว่างความผิดปกติแบบซึมเศร้า และ Schizophrenia Spectrum and Related Disorders (โรคที่เกี่ยวกับโรคจิตเภท) “เพื่อยอมรับบทบาทของโรคว่าเป็นสะพานเชื่อมเกณฑ์วินิจฉัยสองหมวดโดยอาการ ประวัติครอบครัว และพันธุกรรม[76] รายะละเอียดของโรคอารมณ์สองขั้วใน DSM-5 เปลี่ยนไปหลายอย่าง ที่เด่นที่สุดก็คือการเพิ่มอาการที่เฉพาะเจาะขึ้นเกี่ยวกับสภาวะเกือบฟุ้งพล่าน (hypomanic) และสภาวะอารมณ์ผสมผเส (mixed manic states)

ส่วนกลุ่มโรคซึมเศร้าเปลี่ยนไปมากกว่าอีก โดยเพิ่มโรค 3 อย่าง คือ disruptive mood dysregulation disorder (DMDD), persistent depressive disorder (ก่อนนั้นเรียกว่า dysthymia) และ premenstrual dysphoric disorder (ก่อนหน้านั้นอยู่ในภาคผนวก B ซึ่งกล่าวถึงความผิดปกติที่จำเป็นต้องวิจัยเพิ่มขึ้น) DMDD หมายเป็นวินิจฉัยสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่ปกติอาจจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว เพื่อจำกัดการวินิจฉัยโรคอารมณ์สองขั้วในบุคคลวัยนี้ โรคซึมเศร้า (MDD) ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดด้วย คือ ได้ตัดข้อยกเว้นเกี่ยวกับความเศร้าโศกที่คนรักเสียชีวิต (bereavement) ออกไป ซึ่งก่อนหน้านั้นยกเว้นบุคคลเช่นนี้จากวินิจฉัยว่าเป็น MDD แต่ตอนนี้จัดว่าเป็นโรคนี้ได้[77]

การรักษา[แก้]

ความผิดปกติทางอารมณ์รักษาได้หลายวิธี เช่น การบำบัดและการให้ยา พฤติกรรมบำบัด (behaviour therapy) การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) และ interpersonal psychotherapy ล้วนอาจมีประโยชน์ในโรคซึมเศร้า[78][79] ยาสำหรับโรคซึมเศร้ารวมทั้งยาแก้ซึมเศร้า ส่วนโรคอารมณ์สองขั้วอาจรวมยาระงับอาการทางจิต ยาที่ทำอารมณ์ให้เสถียร (mood stabilizers) ยากันชัก[80] และ/หรือยาลิเทียม (lithium)

ลิเทียมโดยเฉพาะได้พิสูจน์แล้วว่าลดการฆ่าตัวตายและอัตราการตายเหตุทั้งหมดในคนไข้ที่มีโรคเช่นนี้[81] ถ้าการทำงานผิดปกติของไมโทคอนเดรีย หรือกลุ่มโรคไมโทคอนเดรีย (mitochondrial diseases) เป็นเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์เหมือนกับโรคอารมณ์สองขั้ว[82] ก็มีสมมติฐานว่า ยาต่าง ๆ รวมทั้ง N-acetyl-cysteine (NAC), acetyl-L-carnitine (ALCAR), S-adenosylmethionine (SAMe), coenzyme Q10 (CoQ10), alpha-lipoic acid (ALA), creatine monohydrate (CM) และ melatonin อาจเป็นทางเลือกในการรักษา[83]

เพื่อกำหนดวิธีการรักษา มีมาตราความซึมเศร้า (depression scale) หลายแบบที่ใช้ อย่างหนึ่งให้คนไข้รายงานเองซึ่งเรียกว่า Beck Depression Inventory (BDI) อีกอย่างคือ Hamilton Depression Rating Scale (HAMD) โดยเป็นมาตราวัดในคลินิกที่แพทย์พยาบาลสังเกตคนไข้แล้วลงคะแนน[84]

ส่วนมาตรา Center for Epidemiologic Studies Depression Scale (CES-D) ใช้สำหรับอาการซึมเศร้าของประชากรทั่วไป โดยปกติใช้เพื่องานวิจัย และไม่ได้ให้บุคคลรายงานเอง ส่วน PHQ-9 (Patient-Health Questionnaire-9) ก็เป็นแบบคำถามที่คนไข้รายงานเองเช่นกัน และแบบคำถาม Mood Disorder Questionnaire (MDQ) ใช้สำหรับประเมินโรคอารมณ์สองขั้ว[85]

วิทยาการระบาด[แก้]

ตามงานศึกษาทางวิทยาการระบาดจำนวนมาก หญิงมีโอกาสเกิดความผิดปกติทางอารมณ์บางชนิดมากกว่าชายถึง 2 เท่า รวมทั้งโรคซึมเศร้า (MDD) และแม้จำนวนหญิงชายที่วินิจฉัยว่าเป็นโรค bipolar II จะเท่ากัน แต่หญิงก็ยังเกิดโรคในอัตราสูงกว่าเล็กน้อย[86]

ในปี พ.ศ. 2554 ความผิดปกติทางอารมณ์เป็นเหตุผลสามัญที่สุดที่เด็กอายุ 1-17 ปีเข้าโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา โดยเข้าอยู่ที่ รพ. 112,000 ครั้ง[87] ในบรรดาผู้ที่ใช้บริการระบบสุขภาพ Medicaid ในสหรัฐอเมริกามากที่สุดในปี พ.ศ. 2555 ความผิดปกติทางอารมณ์เป็นโรคที่วินิจฉัยมากที่สุดอย่างหนึ่ง[88] นอกจากนั้นแล้ว งานศึกษาในรัฐ 18 รัฐพบว่า ความผิดปกติทางอารมณ์เป็นเหตุกลับเข้าโรงพยาบาลอีกในคนไข้ที่ใช้ระบบ Medicaid และที่ไม่มีประกัน โดยมีคนไข้ Medicaid 41,600 คน และคนไข้ไม่มีประกัน 12,200 คนที่รับเข้า รพ. อีกภายใน 30 วันหลังจากออกจาก รพ. ในเบื้องต้น ซึ่งเป็นอัตราการรับเข้าโรงพยาบาลอีกที่ 19.8% ของจำนวนคนไข้ที่รับเข้าโรงพยาบาล และ 12.7% ตามลำดับ[89] ในปี พ.ศ. 2555 ความผิดปกติทางอารมณ์และทางพฤติกรรมอื่น ๆ เป็นวินิจฉัยที่สามัญที่สุดสำหรับคนไข้ Medicaid และคนไข้ไม่มีประกันที่อยู่ในโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา (คือ 6.1% ของคนไข้ Medicaid และ 5.2% ของคนไข้ไม่มีประกัน)[90]

งานศึกษาที่ทำระหว่างปี พ.ศ. 2531-2537 ในผู้ใหญ่ชาวอเมริกันวัยต้นโดยเลือกลักษณะทางประชากรศาสตร์และทางสุขภาพบางอย่าง มีตัวอย่างประชากรทั้งหญิงชายจำนวน 8,602 คนอายุระหว่าง 17-39 ปีเข้าร่วมการทดลอง ได้ประเมินความชุกชั่วชีวิต 6 อย่าง คือ[91]

  1. คราวซึมเศร้า (major depressive episode ตัวย่อ MDE) 8.6%
  2. โรคซึมเศร้าที่รุนแรง (major depressive disorder ตัวย่อ MDE-s) 7.7%
  3. dysthymia 6.2%,
  4. MDE-s พร้อมกับ dysthymia 3.4%
  5. โรคอารมณ์สองขั้วทุกแบบ 1.6%
  6. ความผิดปกติทางอารมณ์ทุกรูปแบบ 11.5%

งานวิจัย[แก้]

มีนักวิชาการ เช่นศาสตราจารย์สาขาจิตเวชที่มหาวิทยาลัยการแพทย์จอนส์ฮอปกินส์ (Kay Redfield Jamison) ที่ได้ตรวจสอบความสัมพันธ์ที่อาจมีระหว่างความผิดปกติทางอารมณ์โดยเฉพาะโรคอารมณ์สองขั้ว กับการสร้างสรรค์ แล้วเสนอว่า "บุคลิกภาพแบบครุ่นคิดอาจมีบทบาทต่อทั้งความผิดปกติทางอารมณ์และศิลปะ"[92]

นักเขียนท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตกับงานศึกษาที่มหาวิทยาลัยออริกอนสเตตว่า

[ผู้เขียน]ได้ตรวจดูอาชีพของคนไข้ทั่วไปกลุ่มใหญ่แล้วพบว่า ‘ผู้ที่มีโรคอารมณ์สองขั้วดูจะอยู่ในหมวดอาชีพสร้างสรรค์มากที่สุดโดยเกินสัดส่วน’ และยังพบว่า โอกาส ‘ทำสิ่งสร้างสรรค์เมื่อทำงาน’ อยู่ในระดับสูงกว่าสำหรับคนไข้อารมณ์สองขั้วมากกว่าผู้ทำงานคนอื่น ๆ[93]

ในบทความ "โรคอารมณ์สองขั้วและความคิดสร้างสรรค์"[94] ผู้ประพันธ์ได้เขียนไว้ว่า

ความจำและความสร้างสรรค์สัมพันธ์กับอาการฟุ้งพล่าน (mania) งานศึกษาทางคลินิกแสดงว่า คนที่อยู่ในภาวะฟุ้งพล่านจะใช้เสียงสัมผัส หาคำไวพจน์ และใช้การสัมผัสอักษร มากกว่ากลุ่มควบคุม ความว่องไวของจิตใจอาจมีส่วนต่อการสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นแล้ว สภาวะฟุ้งพล่านยังเพิ่มทั้งผลิตผลและพลัง ผู้ที่มีภาวะฟุ้งพล่านไวอารมณ์มากกว่า และยับยั้งทัศนคติต่าง ๆ น้อยกว่า ซึ่งอาจทำให้แสดงออกได้มากกว่า งานศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ตรวจดูความคิดต้นฉบับที่ใช้แก้ปัญหาสร้างสรรค์ บุคคลที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว เมื่อโรคยังไม่ถึงระดับรุนแรง มักจะมีความสร้างสรรค์สูงกว่า

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างโรคซึมเศร้ากับความสร้างสรรค์ดูจะแรงเป็นพิเศษในบรรดานักกวี[95][96]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. ระยะ luteal เป็นระยะหลังของรอบประจำเดือนในมนุษย์และสัตว์บางอย่างอื่น ๆ หรือระยะแรกของ estrous cycle ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีรกอื่น ๆ ระยะนี้เริ่มด้วยการเกิด corpus luteum และยุติด้วยการตั้งครรภ์หรือ luteolysis (การเสื่อมทั้งโดยโครงสร้างและการทำงานของ corpus luteum) ฮอร์โมนหลักที่สัมพันธ์กันก็คือ progesterone ซึ่งสูงกว่าในระยะนี้อย่างสำคัญ ระยะตรงข้ามกับระยะนี้ คือที่เกิดในสองอาทิตย์ที่เหลือ เรียกว่า follicular phase

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Sadock 2002, p. 534
  2. Carlson 2007
  3. Lewis, AJ (1934). "Melancholia: A Historical Review". Journal of Mental Science. 80 (328): 1–42. doi:10.1192/bjp.80.328.1.
  4. Berrios, G E (1985). "The Psychopathology of Affectivity: Conceptual and Historical Aspects". Psychological Medicine. 15 (4): 745–758. doi:10.1017/S0033291700004980. PMID 3909185.
  5. Parker 1996, p. 173
  6. The ICD-10 Classification of Mental and Behavioural Disorders. World Health Organisation. 1993.
  7. Ayuso-Mateos, JL; และคณะ (2001). "Depressive Disorders in Europe: Prevalence figures from the ODIN study". British Journal of Psychiatry. 179 (4): 308–316. doi:10.1192/bjp.179.4.308. PMID 11581110.
  8. Gelder; Mayou, Geddes (2005). Psychiatry. New York, NY: Oxford University Press Inc. p. 170.
  9. American Psychiatric Association 2000, pp. 421-22
  10. Sadock 2002, p. 548
  11. American Psychiatric Association 2000, pp. 419-20
  12. American Psychiatric Association 2000, p. 412
  13. American Psychiatric Association 2000, pp. 417-18
  14. Nonacs, Ruta M (2007-12-04). "Postpartum depression". eMedicine. Archived from the original on 2008-10-13. สืบค้นเมื่อ 2008-10-30.
  15. O'Hara, Michael W (1995). Postpartum Depression: Causes and consequences. New York: Springer-Verlag. ISBN 978-1-4613-8418-2.
  16. Weissman, AM; Levy, BT; Hartz, AJ; Bentler, S; Donohue, M; Ellingrod, VL; Wisner, KL (2004). "Pooled analysis of antidepressant levels in lactating mothers, breast milk, and nursing infants". Am J Psychiatry. 161 (6): 1066–78. doi:10.1176/appi.ajp.161.6.1066. PMID 15169695.
  17. Parry, Barbara L (January 1996). "Premenstrual and Postpartum Mood Disorders". Current Opinion in Psychiatry. 9 (1): 11–16.
  18. 18.0 18.1 18.2 Rapkin, AJ; Lewis, EI (November 2013). "Treatment of premenstrual dysphoric disorder". Womens Health (Lond Engl). 9 (6): 537–56. doi:10.2217/whe.13.62. PMID 24161307.
  19. American Psychiatric Association (2013). Diagnostic and statistical manual of mental disorders : DSM-5 (5th ed.). Washington, D.C.: American Psychiatric Association. pp. 171–175. ISBN 978-0-89042-554-1.
  20. American Psychiatric Association 2000, p. 425
  21. Lam, Raymond W; Levitan, Robert D. (2000). "Pathophysiology of seasonal affective disorder: a review". Journal of Psychiatry and Neuroscience. 25 (5): 469–480. PMC 1408021. PMID 11109298.
  22. Rosenthal, N.E (1984). "A Description of the syndrome and preliminary findings with Light Therapy". Archives of General Psychiatry. 41 (1): 72–80. doi:10.1001/archpsyc.1984.01790120076010. PMC 2686645. PMID 6581756.
  23. 23.0 23.1 Schacter, Daniel L; Gilbert, Daniel T; Wegner, Daniel M (2010). "Chapter 14: Psychological Disorders.". Psychology (2nd ed.). Worth, Incorporated. pp. 564–65.
  24. The ICD-10 Classification of Mental and Behavioural Disorders World Health Organisation 1993
  25. Millon, T (2006). "Personality subtypes". Archived from the original on 2013-10-23.
  26. American Psychiatric Association 2000, p. 778
  27. Carta, Mauro Giovanni; Altamura, Alberto Carlo; Hardoy, Maria Carolina; และคณะ (2003). "Is recurrent brief depression an expression of mood spectrum disorders in young people?". European Archives of Psychiatry and Clinical Neuroscience. 253 (3): 149–53. doi:10.1007/s00406-003-0418-5. PMID 12904979.
  28. Rapaport, MH; Judd, LL; Schettler, PJ; Yonkers, KA; Thase, ME; Kupfer, DJ; Frank, E; Plewes, JM; Tollefson, GD; Rush, AJ (2002). "A descriptive analysis of minor depression". American Journal of Psychiatry. 159 (4): 637–43. doi:10.1176/appi.ajp.159.4.637. PMID 11925303.
  29. 29.0 29.1 Schacter, D; Gilbert, D; Wegner, D (2011). Psychology (2nd ed.). Worth Publishers. p. 570.
  30. "Bipolar Disorder (cont.)". MedicineNet, Inc. Archived from the original on 2013-10-18. สืบค้นเมื่อ 2013-10-27. |contribution= ignored (help)
  31. Abell, S.; Ey, J. L. (2009-06-04). "Bipolar Disorder". Clinical Pediatrics. 48 (6): 693–694. doi:10.1177/0009922808316663. PMID 19498214.
  32. Collingwood, Jane. "The Link Between Bipolar Disorder and Creativity". Psychcentral. สืบค้นเมื่อ 2018-12-26.
  33. "Methods for Diagnosing Mood Disorders". faqs.org. Archived from the original on 2013-12-03. สืบค้นเมื่อ 2013-11-26.
  34. Fergusson, DM; Boden, JM; Horwood, LJ (March 2009). "Tests of causal links between alcohol abuse or dependence and major depression". Arch. Gen. Psychiatry. 66 (3): 260–6. doi:10.1001/archgenpsychiatry.2008.543. PMID 19255375.
  35. Falk, DE; Yi, HY; Hilton, ME (April 2008). "Age of Onset and Temporal Sequencing of Lifetime DSM-IV Alcohol Use Disorders Relative to Comorbid Mood and Anxiety Disorders". Drug Alcohol Depend. 94 (1–3): 234–45. doi:10.1016/j.drugalcdep.2007.11.022. PMC 2386955. PMID 18215474.
  36. 36.0 36.1 Schuckit, MA; Smith, TL; Danko, GP; และคณะ (November 2007). "A comparison of factors associated with substance-induced versus independent depressions". J Stud Alcohol Drugs. 68 (6): 805–12. doi:10.15288/jsad.2007.68.805. PMID 17960298.
  37. Chignon, JM; Cortes, MJ; Martin, P; Chabannes, JP (1998). "[Attempted suicide and alcohol dependence: results of an epidemiologic survey]". Encephale (in French). 24 (4): 347–54. PMID 9809240.
  38. Schuckit, MA; Tipp, JE; Bergman, M; Reich, W; Hesselbrock, VM; Smith, TL (July 1997). "Comparison of induced and independent major depressive disorders in 2,945 alcoholics". Am J Psychiatry. 154 (7): 948–57. doi:10.1176/ajp.154.7.948. PMID 9210745.
  39. Schuckit, MA; Tipp, JE; Bucholz, KK; และคณะ (October 1997). "The life-time rates of three major mood disorders and four major anxiety disorders in alcoholics and controls". Addiction. 92 (10): 1289–304. doi:10.1111/j.1360-0443.1997.tb02848.x. PMID 9489046.
  40. Wetterling, T; Junghanns, K (December 2000). "Psychopathology of alcoholics during withdrawal and early abstinence". Eur Psychiatry. 15 (8): 483–8. doi:10.1016/S0924-9338(00)00519-8. PMID 11175926.
  41. 41.0 41.1 41.2 American Psychiatric Association (2013). Diagnostic and statistical manual of mental disorders, fifth edition. Arlington, VA: American Psychiatric Association.
  42. 42.0 42.1 42.2 42.3 Michelini, S.; Cassano, G. B.; Frare, F.; Perugi, G. (1996-07-01). "Long-term use of benzodiazepines: tolerance, dependence and clinical problems in anxiety and mood disorders". Pharmacopsychiatry. 29 (4): 127–134. doi:10.1055/s-2007-979558. ISSN 0176-3679. PMID 8858711.
  43. Lydiard, R. B.; Brawman-Mintzer, O.; Ballenger, J. C. (1996-08-01). "Recent developments in the psychopharmacology of anxiety disorders". Journal of Consulting and Clinical Psychology. 64 (4): 660–668. doi:10.1037/0022-006x.64.4.660. ISSN 0022-006X. PMID 8803355.
  44. Baldwin, David S.; Anderson, Ian M.; Nutt, David J.; Bandelow, Borwin; Bond, A.; Davidson, Jonathan R. T.; den Boer, J. A.; Fineberg, Naomi A.; Knapp, Martin (2005-11-01). "Evidence-based guidelines for the pharmacological treatment of anxiety disorders: recommendations from the British Association for Psychopharmacology". Journal of Psychopharmacology (Oxford, England). 19 (6): 567–596. doi:10.1177/0269881105059253. ISSN 0269-8811. PMID 16272179.
  45. Ashton, H. (1987-06-01). "Benzodiazepine withdrawal: outcome in 50 patients". British Journal of Addiction. 82 (6): 665–671. doi:10.1111/j.1360-0443.1987.tb01529.x. ISSN 0952-0481. PMID 2886145.
  46. Gelpin, E.; Bonne, O.; Peri, T.; Brandes, D.; Shalev, A. Y. (1996-09-01). "Treatment of recent trauma survivors with benzodiazepines: a prospective study". The Journal of Clinical Psychiatry. 57 (9): 390–394. ISSN 0160-6689. PMID 9746445.
  47. Hawkins, Eric J.; Malte, Carol A.; Imel, Zac E.; Saxon, Andrew J.; Kivlahan, Daniel R. (2012-07-01). "Prevalence and trends of benzodiazepine use among Veterans Affairs patients with posttraumatic stress disorder, 2003-2010". Drug and Alcohol Dependence. 124 (1–2): 154–161. doi:10.1016/j.drugalcdep.2012.01.003. ISSN 1879-0046. PMID 22305658.
  48. Pfeiffer, Paul N.; Ganoczy, Dara; Ilgen, Mark; Zivin, Kara; Valenstein, Marcia (2009-01-01). "Comorbid Anxiety as a Suicide Risk Factor Among Depressed Veterans". Depression and Anxiety. 26 (8): 752–757. doi:10.1002/da.20583. ISSN 1091-4269. PMC 2935592. PMID 19544314.
  49. Semple, David; Smyth, Roger; Burns, Jonathan; Darjee, Rajan; McIntosh, Andrew (2007) [2005]. "13". Oxford Handbook of Psychiatry. United Kingdom: Oxford University Press. p. 540. ISBN 9780198527831.
  50. Collier, Judith; Longmore, Murray (2003). "4". In Scally, Peter. Oxford Handbook of Clinical Specialties (6 ed.). Oxford University Press. p. 366. ISBN 978-0-19-852518-9.
  51. Ashton, Heather (2002). "Benzodiazepines: How They Work and How to Withdraw".
  52. Lydiard, RB; Laraia, MT; Ballenger, JC; Howell, EF (May 1987). "Emergence of depressive symptoms in patients receiving alprazolam for panic disorder". Am J Psychiatry. 144 (5): 664–5. doi:10.1176/ajp.144.5.664. PMID 3578580.
  53. Nathan, RG; Robinson, D; Cherek, DR; Davison, S; Sebastian, S; Hack, M (1985-01-01). "Long-term benzodiazepine use and depression". Am J Psychiatry. 142 (1): 144–5. PMID 2857068.
  54. Longo, L. P.; Johnson, B. (2000-04-01). "Addiction: Part I. Benzodiazepines--side effects, abuse risk and alternatives". American Family Physician. 61 (7): 2121–2128. ISSN 0002-838X. PMID 10779253.
  55. Tasman, A; Kay, J; Lieberman, JA, eds. (2008). Psychiatry (3rd ed.). Chichester, England: John Wiley & Sons. pp. 2603–2615.
  56. Ashton, Heather (2005-05-01). "The diagnosis and management of benzodiazepine dependence". Current Opinion in Psychiatry. 18 (3): 249–255. doi:10.1097/01.yco.0000165594.60434.84. ISSN 0951-7367. PMID 16639148.
  57. Morin, Charles M.; Bélanger, Lynda; Bastien, Célyne; Vallières, Annie (2005-01-01). "Long-term outcome after discontinuation of benzodiazepines for insomnia: a survival analysis of relapse". Behaviour Research and Therapy. 43 (1): 1–14. doi:10.1016/j.brat.2003.12.002. ISSN 0005-7967. PMID 15531349.
  58. Poyares, Dalva; Guilleminault, Christian; Ohayon, Maurice M.; Tufik, Sergio (2004-06-01). "Chronic benzodiazepine usage and withdrawal in insomnia patients". Journal of Psychiatric Research. 38 (3): 327–334. doi:10.1016/j.jpsychires.2003.10.003. ISSN 0022-3956. PMID 15003439.
  59. Ashton, C Heather (1987). "Benzodiazepine Withdrawal: Outcome in 50 Patients". British Journal of Addiction. 82: 655–671.
  60. Fyer, AJ; Liebowitz, MR; Gorman, JM; Campeas, R; Levin, A; Davies, SO; Goetz, D; Klein, DF (March 1987). "Discontinuation of Alprazolam Treatment in Panic Patients". Am J Psychiatry. benzo.org.uk. 144 (3): 303–8. doi:10.1176/ajp.144.3.303. PMID 3826428. สืบค้นเมื่อ 2008-12-10.
  61. Modell, JG (Mar-April 1997). "Protracted benzodiazepine withdrawal syndrome mimicking psychotic depression" (PDF). Psychosomatics. Psychiatry Online. 38 (2): 160–1. doi:10.1016/S0033-3182(97)71493-2. PMID 9063050. Check date values in: |date= (help)
  62. Lader, M (1994). "Anxiety or depression during withdrawal of hypnotic treatments". J Psychosom Res. 38 (Suppl 1): 113–23, discussion 118-23. doi:10.1016/0022-3999(94)90142-2. PMID 7799243.
  63. Ashton, CH (March 1995). "Protracted Withdrawal From Benzodiazepines: The Post-Withdrawal Syndrome". Psychiatric Annals. benzo.org.uk. 25 (3): 174–179. doi:10.3928/0048-5713-19950301-11.
  64. Ashton, Heather (2004). "Protracted Withdrawal Symptoms From Benzodiazepines". Comprehensive Handbook of Drug & Alcohol Addiction.
  65. 65.0 65.1 Hales, E; Yudofsky, JA, eds. (2003). The American Psychiatric Press Textbook of Psychiatry. Washington, DC: American Psychiatric Publishing, Inc.
  66. 66.0 66.1 American Psychiatric Association (2000). Diagnostic and statistical manual of mental disorders (4th ed.).
  67. 67.0 67.1 AKISKAL, HAGOP S (2004-11-02). "MOOD DISORDERS: CLINICAL FEATURES" (PDF). Kaplan & Sadock’s Comprehensive Textbook of Psychiatry. สืบค้นเมื่อ 2013-03-21.
  68. Williams, Daniel T; Hirsch, Scott; Coffey, Barbara (2007). "Mood and Anxiety Symptoms in An Adolescent with Pervasive Developmental Disorder Not Otherwise Specified and Moderate Mental Retardation". Journal of Child and Adolescent Psychopharmacology. 17 (5): 721–726. doi:10.1089/cap.2007.17503.
  69. Jeronimus; และคณะ (2016). "Neuroticism's prospective association with mental disorders: A meta-analysis on 59 longitudinal/prospective studies with 443 313 participants". Psychological Medicine. 46 (14): 2883–2906. doi:10.1017/S0033291716001653. PMID 27523506.
  70. Allen, N.; Badcock, P. (2006). "Darwinian models of depression: A review of evolutionary accounts of mood and mood disorders". Progress in Neuro-Psychopharmacology and Biological Psychiatry. 30 (5): 815–826. doi:10.1016/j.pnpbp.2006.01.007. PMID 16647176.
  71. 71.0 71.1 Nesse, R (2000). "Is Depression an Adaptation?" (PDF). Arch. Gen. Psychiatry. 57 (1): 14–20. CiteSeerX 10.1.1.318.2659. doi:10.1001/archpsyc.57.1.14. PMID 10632228. Archived (PDF) from the original on 2011-11-25.
  72. Kessler, R (1997). "The Effects of Stressful Life Events on Depression". Annual Review of Psychology. 48: 191–214. doi:10.1146/annurev.psych.48.1.191. PMID 9046559.
  73. Nolen-Hoeksema, S (2013). Abnormal Psychology (6th ed.). McGraw-Hill Higher Education. p. 188. ISBN 9780077499693. สืบค้นเมื่อ 2014-12-05.
  74. 74.0 74.1 74.2 Nesse, Randolphe M; Williams, George C (1994). Why We Get Sick: The New Science of Darwinian Medicine. Vintage Books. ISBN 0-8129-2224-7.
  75. "What are the main causes of depresssion or despressive disorders (psychology)". Archived from the original on 2015-06-10. สืบค้นเมื่อ 2015-06-10.
  76. American Psychiatric Association (2013). Diagnostic and Statistical Manual (5th ed.). Arlington, VA: American Psychiatric Association. Ref.1, p 123. in recognition of their place as a bridge between the two diagnostic classes in terms of symptomatology, family history and genetics
  77. Parker, George (2014). "DSM-5 and Psychotic and Mood Disorders". Journal of the American Academy of Psychiatry and the Law. 42: 182–190.
  78. Nolen-Hoeksema, S (2013). Abnormal Psychology (6th ed.). McGraw-Hill Higher Education. p. 203. ISBN 9780077499693. สืบค้นเมื่อ 2014-12-05.
  79. Weston, Drew; Morrison, Kate (2001). "A multidimensional meta-analysis of treatments for depression, panic, and generalized anxiety disorder: An empirical examination of the status of empirically supported therapies". Journal of Consulting and Clinical Psychology. 69 (6): 875–899. CiteSeerX 10.1.1.200.7241. doi:10.1037/0022-006X.69.6.875.
  80. Keck Jr., Paul E.; McElroy, Susan L.; Strakowski, Stephen M. (1998). "Anticonvulsants and antipsychotics in the treatment of bipolar disorder". The Journal of Clinical Psychiatry. 59 (Suppl 6): 74–82. PMID 9674940.
  81. Cipriani, A (2013). "Lithium in the prevention of suicide in mood disorders: updated systematic review and meta-analysis". DARE: 1.
  82. Pieczenik, Steve R; Neustadt, John (2007). "Mitochondrial dysfunction and molecular pathways of disease". Experimental and Molecular Pathology. 83 (1): 84–92. doi:10.1016/j.yexmp.2006.09.008. PMID 17239370.
  83. Nierenberg, undefined; Andrew, A; Kansky, undefined; Christine, undefined; Brennan, undefined; Brian, P; Shelton, undefined; Richard, C; Perlis, undefined; Roy, undefined; Iosifescu, undefined; Dan, V (2012). "Mitochondrial modulators for bipolar disorder: A pathophysiologically informed paradigm for new drug development". Australian & New Zealand Journal of Psychiatry. 47 (1): 26–42. doi:10.1177/0004867412449303. PMID 22711881.
  84. Kim, Eun Young; Hwang, Samuel Suk-Hyun; Lee, Nam Young; Kim, Se Hyun; Lee, Hyun Jeong; Kim, Yong Sik; Ahn, Yong Min (June 2013). "Intelligence, temperament, and personality are related to over- or under-reporting of affective symptoms by patients with euthymic mood disorder". Journal of Affective Disorders. 148 (2–3): 235–242. doi:10.1016/j.jad.2012.11.065. ISSN 0165-0327. PMID 23270973.
  85. Choi, Seung W.; Schalet, Benjamin; Cook, Karon F.; Cella, David (2014). "Establishing a common metric for depressive symptoms: Linking the BDI-II, CES-D, and PHQ-9 to PROMIS Depression". Psychological Assessment. 26 (2): 513–527. doi:10.1037/a0035768. ISSN 1939-134X. PMC 5515387. PMID 24548149.
  86. Bauer, M; Pfenning, A (2005). "Epidemiology of Bipolar Disorders". Epilepsia. 46 (s4): 8–13.
  87. Pfuntner, A; Wier, LM; Stocks, C (September 2013). "Most Frequent Conditions in U.S. Hospitals, 2011 (HCUP Statistical Brief #162)". Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality. Archived from the original on 2016-03-04.
  88. Jiang, HJ; Barrett, ML; Sheng, M (November 2014). "Characteristics of Hospital Stays for Nonelderly Medicaid Super-Utilizers, 2012". HCUP Statistical Brief #184. Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality. Archived from the original on 2015-04-11.
  89. Hines, AL; Barrett, ML; Jiang, HJ; Steiner, CA (April 2014). "Conditions With the Largest Number of Adult Hospital Readmissions by Payer, 2011". HCUP Statistical Brief #172. Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality. Archived from the original on 2016-03-04.
  90. Lopez-Gonzalez, L; Pickens, GT; Washington, R; Weiss, AJ (October 2014). "Characteristics of Medicaid and Uninsured Hospitalizations, 2012". HCUP Statistical Brief #183. Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality. Archived from the original on 2014-11-29.
  91. Jonas, BS; Brody, D; Roper, M; Narrow, WE (2003). "Prevalence of mood disorders in a national sample of young American adults" (PDF). Social Psychiatry and Psychiatric Epidemiology. 38 (11): 618–624. doi:10.1007/s00127-003-0682-8. PMID 14614549.
  92. "Experts ponder link between creativity, mood disorders - CNN.com". CNN. 2009-04-02. Archived from the original on 2010-03-27. สืบค้นเมื่อ 2010-05-13.
  93. Collingwood, Jane (2011-11-19). "The Link Between Bipolar Disorder and Creativity". Psych Central - Trusted Mental Health, Depression, Bipolar, ADHD and Psychology Information. Archived from the original on 2011-10-22.
  94. Paterek, Liz (2006). "Bipolar Disorder and the Creative Mind". Serendip.
  95. Kaufman, JC (2001). "The Sylvia Plath effect: Mental illness in eminent creative writers" (PDF). Journal of Creative Behavior. 35 (1): 37–50. doi:10.1002/j.2162-6057.2001.tb01220.x. ISSN 0022-0175. Archived from the original (PDF) on 2012-03-02.
  96. Bailey, DS (2003). "Considering Creativity: The 'Sylvia Plath' effect". Monitor on Psychology. APA. 34 (10): 42. Archived from the original on 2008-10-20.
หนังสือที่อ้างอิง
  • American Psychiatric Association (2000). Diagnostic and statistical manual of mental disorders, Fourth Edition, Text Revision: DSM-IV-TR. Washington, DC: American Psychiatric Bold textPublishing, Inc. p. 943. ISBN 978-0-89042-025-6.
  • Parker, Gordon; Hadzi-Pavlovic, Dusan; Eyers, Kerrie (1996). Melancholia: A disorder of movement and mood: a phenomenological and neurobiological review. Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-47275-3.
  • Sadock, Benjamin J; Sadock, Virginia A. (2002). Kaplan and Sadock's Synopsis of Psychiatry: Behavioral Sciences/Clinical Psychiatry (9th ed.). Lippincott Williams & Wilkins. ISBN 978-0-7817-3183-6.
  • Carlson, Neil R.; C. Donald Heth (2007). Psychology the science of behaviour (4th ed.). Pearson Education Inc. ISBN 978-0-205-64524-4.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Mood disorders
การจำแนกโรค
V · T · D