ความซึมเศร้า (อารมณ์)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ความซึมเศร้า
A man diagnosed as suffering from melancholia with strong su Wellcome L0026693.jpg
ใบหน้าของคนมีอารมณ์ซึมเศร้า
การจำแนกและแหล่งข้อมูลภายนอก
ICD-10 F32.8{{{2}}}
DiseasesDB 3589
MeSH D003863

ความซึมเศร้า หรือ อารมณ์ซึมเศร้า (อังกฤษ: Depression) เป็นสภาวะอารมณ์หดหู่และไม่ชอบทำอะไร ๆ ที่อาจมีผลต่อความคิด พฤติกรรม ความรู้สึก และความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคล[1][2]

คนซึมเศร้าอาจรู้สึกเศร้า วิตกกังวล ไร้ความหมาย สิ้นหวัง ไม่มีที่พึ่ง ไม่ภูมิใจในตนเอง/ไม่มีค่า รู้สึกผิด หงุดหงิด โกรธ[3] อับอาย หรือกระวนกระวาย อาจจะสูญความสนใจในกิจกรรมที่เคยชอบ ไม่อยากอาหารหรือทานมากเกินไป ไม่มีสมาธิ คอยระลึกถึงรายละเอียดในการตัดสินใจอะไรบางอย่าง มีปัญหาทางความสัมพันธ์ และอาจคิด พยายาม และทำการฆ่าตัวตาย การนอนไม่หลับ การนอนมากเกินไป อ่อนเปลี้ย เจ็บปวด มีปัญหาย่อยอาหาร และมีกำลังน้อยลง ก็อาจเป็นอาการร่วมด้วย[4]

อารมณ์ซึมเศร้าเป็นลักษณะอาการทางจิตเวชบางอย่าง เช่น โรคซึมเศร้า (major depressive disorder)[2] แต่ก็อาจะเป็นปฏิกิริยาปกติต่อเหตุการณ์ในชีวิต เช่น สูญเสียคนรัก ถ้าไม่คงยืนเป็นระยะยาว และอาจเป็นอาการเจ็บป่วยทางกาย หรือเป็นผลข้างเคียงของยาหรือการรักษาทางแพทย์บางอย่าง

Melencolia I (ราว พ.ศ. 2057), โดยจิตรกรชาวเยอรมัน อัลเบรชท์ ดือเรอร์

เหตุ[แก้]

เหตุการณ์ในชีวิต[แก้]

เหตุการณ์ร้ายในวัยเด็ก เช่น การสูญเสียคนรัก การถูกทอดทิ้ง การถูกทารุณกรรมทางกายหรือทางใจ ทารุณกรรมทางเพศ หรือการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกันของพ่อแม่ระหว่างพี่น้อง อาจมีผลเป็นอารมณ์ซึมเศร้าในวัยผู้ใหญ่[5][6] ทารุณกรรมทางกายและทารุณกรรมทางเพศเป็นพิเศษ ถ้าไม่จัดการ จะเพิ่มโอกาสประสบความซึมเศร้าในช่วงชีวิต[7]

เหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่อาจจุดชนวนอารมณ์ซึมเศร้ารวมทั้ง การคลอดบุตร การถึงวัยทอง ปัญหาการเงิน ปัญหาการงาน โรค (เช่นมะเร็ง เอชไอวี) การถูกรังแก การสูญเสียคนรัก ภัยธรรมชาติ การถูกกีดกันในสังคม การถูกข่มขืน ปัญหาความสัมพันธ์ ความอิจฉาริษยา การแยกจากคู่ และความบาดเจ็บสาหัสต่อกระดูกสันหลัง ไขสันหลัง หรือสมอง[8][9][10] วัยรุ่นมีโอกาสสูงเป็นพิเศษที่จะรู้สึกซึมเศร้าหลังจากถูกเพื่อนไม่ยอมรับ ถูกเพื่อนกดดัน หรือถูกรังแก[11]

การรักษาทางการแพทย์[แก้]

มียาบางอย่างที่รู้ว่าเป็นเหตุของอารมณ์ซึมเศร้าในคนไข้เป็นจำนวนสำคัญ รวมทั้งยาสำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดซี (เช่น อินเตอร์เฟียรอน) ยาแก้วิตกกังวล และยานอนหลับ (เช่นยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน เช่น alprazolam, คโลนะเซแพม, lorazepam และ diazepam) ยากันความดันสูง (เช่น เบต้า บล็อกเกอร์, methyldopa, และ reserpine) และการรักษาด้วยฮอร์โมน (เช่น corticosteroid และยาคุมกำเนิด)[12][13][14][15] เป็นเรื่องสำคัญที่จะพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เมื่อรักษาโรคซึมเศร้า

สารทำให้เกิด[แก้]

ยาที่ใช้เสพติดหลายจำพวกสามารถเป็นเหตุหรือทำความซึมเศร้าให้แย่ลง ไม่ว่าจะเป็นตอนเมายา ตอนขาดยา และจากการเสพเป็นระยะเวลานาน ๆ รวมทั้งสุรา ยาระงับประสาท (รวมทั้งยาที่แพทย์สั่งกลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน) ยากลุ่มโอปิออยด์ (รวมทั้งยาระงับปวดที่แพทย์สั่ง และยาที่ผิดกฎหมายเช่น เฮโรอีน) สารกระตุ้น (เช่น โคเคน และแอมเฟตามีน) สารหลอนประสาท และยาดมยาสูด[12] แม้ว่าคนเป็นจำนวนมากจะใช้สารพวกนี้เพื่อแก้ความซึมเศร้าเอง อาการที่ดีขึ้นมักเป็นเพียงแค่ระยะสั้น ๆ (โดยจะมีอาการซึมเศร้าที่หนักขึ้นในระยะยาว บางครั้งทันทีที่ยาหมดฤทธิ์) และมักจะรู้สึกเกินจริง (เช่น "คนจำนวนมากรายงานความครึ้มใจเมื่อเมา แม้ว่าตอนที่เมาจริง ๆ จะร้องไห้และกระวนกระวาย")[15]

ความเจ็บป่วยที่ไม่เกี่ยวกับจิตเวช[แก้]

อารมณ์ซึมเศร้าอาจเป็นผลของโรคติดต่อหลายอย่าง การขาดสารอาหาร อาการทางประสาท[16] และอาการทางแพทย์อื่น ๆ รวมทั้ง Androgen deficiency (การทำงานขาดของระบบฮอร์โมนแอนโดรเจน) ในชาย, Addison's disease, กลุ่มอาการคุชชิง, โรคไทรอยด์, โรคไลม์, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง, โรคพาร์คินสัน, ความเจ็บปวดเรื้อรัง, โรคหลอดเลือดสมอง[17] เบาหวาน[18] และมะเร็ง[19]

อาการทางจิตเวช[แก้]

อาการทางจิตเวชจำนวนหนึ่งมีอารมณ์ซึมเศร้าเป็นหลักอย่างหนึ่ง โดยมีความผิดปกติทางอารมณ์เป็นกลุ่มโรคที่มีปัญหาในด้านอารมณ์เป็นหลัก ซึ่งรวมทั้งโรคซึมเศร้า (MDD) ที่บุคคลมีอารมณ์ซึมเศร้าอย่างน้อยเป็น 2 อาทิตย์และสูญเสียความยินดีในกิจกรรมเกือบทั้งหมด และโรค dysthymia ซึ่งเป็นอารมณ์ซึมเศร้าเรื้อรัง ที่ไม่ถึงเกณฑ์วินิยฉัยของโรคซึมเศร้า ความผิดปกติทางอารมณ์อีกอย่างหนึ่งคือโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder) ที่มีระยะ/คราวอารมณ์ครึกครื้น มีระดับการรู้คิดและพลังสูง แต่ก็อาจสลับกับคราวซึมเศร้า[20] และถ้าโรคดำเนินไปตามฤดู โรคอาจจะเรียกว่าเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ตามฤดู (seasonal affective disorder)

นอกจากกลุ่มความผิดปกติทางอารมณ์แล้วความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (Borderline personality disorder) บ่อยครั้งมีอารมณ์ซึมเศร้าที่รุนแรง ส่วนความผิดปกติในการปรับตัวที่มีอารมณ์ซึมเศร้า (adjustment disorder with depressed mood) เป็นปัญหาทางอารมณ์ที่ปรากฏเป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์หรือตัวสร้างความเครียดที่ระบุได้ ซึ่งอาการทางอารมณ์และพฤติกรรมที่เป็นผลอยู่ในระดับสำคัญแต่ไม่ผ่านเกณฑ์วินิจฉัยของโรคซึมเศร้า[21]:355 และความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (PTSD) ซึ่งเป็นความผิดปกติแบบวิตกกังวลอย่างหนึ่งที่บางครั้งติดตามความบาดเจ็บทางใจ และเกิดร่วมกับอารมณ์ซึมเศร้าอย่างสามัญ[22] นอกจากนั้นแล้ว ความซึมเศร้าบางครั้งยังสัมพันธ์กับความผิดปกติเพราะการใช้สาร (substance use disorder) โดยยาทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายล้วนแต่สามารถเป็นเหตุของโรค[23]

รอยด่างทางมรดก[แก้]

นักวิจัยได้เริ่มพิจารณากระบวนการที่รอยด่างทางประวัติศาสตร์ในเรื่องการเดียดฉันท์โดยผิวพรรณ หรือการล่าอาณานิคม อาจสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดความซึมเศร้า[24][25]

ปัญหาทางเชื้อชาติ[แก้]

มีความแตกต่างกันระหว่างเชื้อชาติเมื่อเผชิญหน้ากับความซึมเศร้าในสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่ผิวดำมีโอกาสรายงานความทุกข์ที่สร้างปัญหา 20% มากกว่าผู้ใหญ่ผิวขาว[26] นอกจากนั้นแล้ว ชายอเมริกันเชื้อสายแอฟริกายังมีปัญหาโรคเรื้อรังเช่นเบาหวานและมะเร็งในอัตราที่สูงกว่าชายผิวขาว และโรคหรือความผิดปกติเหล่านั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อความซึมเศร้า[27]

แต่ว่าโดยปี 2559 บุคลากรที่เชี่ยวชาญในเรื่องจิตใจในบรรดาคนผิวดำก็ยังขาดแคลน โดยมีคนขาวเป็นหลักที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาหรือจิตเวช เพราะว่า มีมืออาชีพสุขภาพจิตที่ได้ใบอนุญาตเพียงแค่ 2% ที่มีเชื้อสายแอฟริกา และ 3/4 ในจำนวนนั้นก็ยังเป็นผู้หญิงอีกด้วย ชายอเมริกันเชื้อสายแอฟริกามักจะไม่สบายใจแสดงความรู้สึกของตนกับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่เหมือน ๆ กัน และการขาดแคลนบุคลากรที่เป็นผู้บำบัดเพศชายหมายถึงความขาดแคลนบุคคลตัวอย่าง ที่นักศึกษาในอนาคตผู้ต้องการทำงานอุทิศให้กับสังคมจะสามารถเลียนแบบตาม[28]

งานศึกษาโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาแสดงว่า คนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกามองความซึมเศร้าว่าเป็นความอ่อนแอ ไม่ใช่เป็นปัญหาทางสุขภาพ[29]

แบบประเมินความซึมเศร้าแบบ 9Q

การประเมิน[แก้]

ผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตสามารถใช้แบบวัดความซึมเศร้าเช่น Beck Depression Inventory หรือ Children's Depression Inventory เพื่อช่วยตรวจจับ ความรุนแรงของความซึมเศร้า[30] ยกตัวอย่างเช่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขแนะแนวให้ผู้รักษาพยาบาลขั้นปฐมภูมิใช้แบบคำถาม 9 คำถามเป็นขั้นตอนในการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า[31]

การรักษา[แก้]

ดูบทความหลักที่: การจัดการความซึมเศร้า

อารมณ์ซึมเศร้าอาจไม่ต้องรักษาโดยมืออาชีพ เพราะอาจเป็นปฏิกิริยาปกติต่อเหตุการณ์ในชีวิต เป็นอาการของโรคอื่น ๆ หรือเป็นผลข้างเคียงของยาหรือการรักษาทางแพทย์ แต่ว่าอารมณ์ซึมเศร้าที่คงยืน โดยเฉพาะเมื่อมีกับอาการอื่น ๆ อาจจะเข้าเกณฑ์วินิจฉัยทางจิตเวชหรือทางแพทย์แบบต่าง ๆ ซึ่งสามารถได้ประโยชน์จากการรักษา[32] โดยการรักษาโรคต่าง ๆ ในกลุ่มโรคซึมเศร้าจะแตกต่างกัน[33]

ในสหรัฐอเมริกา ประเมินว่า คน 2/3 ที่มีโรคจะไม่หาวิธีรักษา[34] องค์การอนามัยโลก (WHO) พยากรณ์ในปี 2551 ว่า โดยปี 2573 ความซึมเศร้าจะเป็นโรคที่ทำให้เกิดการพิการในระดับสูงสุดของโลกในบรรดาความผิดปกติทางกายและทางใจ[35]

แนวทางการรักษาปี 2552 ขององค์การสาธารณสุขแห่งสหราชอาณาจักร (NICE) ชี้ว่า ยาแก้ซึมเศร้าไม่ควรใช้เป็นปกติเพื่อรักษาโรคซึมเศร้าขั้นอ่อน เพราะว่ามีอัตราความเสี่ยง-ประโยชน์ที่ไม่ดี[36] การรักษาโรคจัดการได้ดีที่สุดโดยการเปลี่ยนรูปแบบชีวิต รวมทั้ง การทานอาหาร การหลับนอน และการออกกำลังกาย งานวิเคราะห์อภิมานปี 2559 แสดงว่า ยาแก้ซึมเศร้าโดยมากนอกจากฟลูอ๊อกซิติน ดูจะไม่มีประโยชน์ที่ชัดเจนเพื่อรักษาโรคซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นแบบฉับพลัน[37]

ความแตกต่างระหว่างเพศ[แก้]

หญิงมีอัตราเป็นโรคซึมเศร้าที่สูงกว่าชาย หญิงมีอาการทางกายในระดับที่สูงกว่า เช่น ความเปลี่ยนแปลงในความอยากอาหาร การนอน และความอ่อนเปลี้ย ที่มีพร้อมกับความเจ็บปวดและความวิตกกังวล แต่ว่า ความแตกต่างระหว่างเพศในด้านอื่น ๆ อยู่ที่ระดับน้อยกว่ามาก[38]

ส่วนชายฆ่าตัวตายในระดับที่สูงกว่า ในประเทศสวีเดน มีหลักฐานแล้วว่า ชายฆ่าตัวตายในอัตราที่สูงกว่าหญิงเป็น 3 เท่า และในสหรัฐอเมริกา องค์กรของรัฐบาลกลาง (CDC และ NCIPC) รายงานว่าชายฆ่าตัวตายในอัตราสูงเป็น 4 เท่าของหญิง[39] แม้ว่าหญิงจะมีอัตราคิดถึงและพยายามฆ่าตัวตายมากกว่า[ต้องการอ้างอิง] โดยความต่างก็คือ ชายเลือกวิธีฆ่าตัวตายที่สำเร็จผลในอัตราสูงกว่าหญิง[40][41] งานวิจัยนี้อาจแสดงว่า หญิงมีโอกาสคุยกับคนอื่นเรื่องความซึมเศร้าของตนมากกว่า เทียบกับชายที่มีโอกาสพยายามซ่อนเรื่องสูงกว่า วัฒนธรรมที่ให้หญิงแสดงออกได้มากกว่าชาย อาจจะเป็นปัจจัยต่อปรากฏการณ์นี้[ต้องการอ้างอิง]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. Salmans, Sandra (1997). Depression: Questions You Have - Answers You Need. People's Medical Society. ISBN 978-1-882606-14-6. 
  2. 2.0 2.1 Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fifth Edition (DSM-5). American Psychiatric Association. 2013. 
  3. "Irritability, Anger Indicators of Complex, Severe Depression". 
  4. "NIMH · Depression". National Institute of Mental Health. สืบค้นเมื่อ 2012-10-15. 
  5. Heim, Christine; Newport, D Jeffrey; Mletzko, Tanja; Miller, Andrew H; Nemeroff, Charles B (2008-07). "The link between childhood trauma and depression: Insights from HPA axis studies in humans". Psychoneuroendocrinology 33 (6): 693–710. PMID 18602762. doi:10.1016/j.psyneuen.2008.03.008. สืบค้นเมื่อ 2014-04-20. 
  6. Pillemer, Karl; Suitor, J. Jill; Pardo, Seth; Henderson Jr, Charles (2010). "Mothers' Differentiation and Depressive Symptoms Among Adult Children". Journal of Marriage and Family 72 (2): 333–345. PMC 2894713. PMID 20607119. doi:10.1111/j.1741-3737.2010.00703.x. 
  7. Lindert, J; von Ehrenstein, OS; Grashow, R; Gal, G; Braehler, E; Weisskopf, MG (2014-04). "Sexual and physical abuse in childhood is associated with depression and anxiety over the life course: systematic review and meta-analysis". Int J Public Health 59 (2): 359–72. PMID 24122075. doi:10.1007/s00038-013-0519-5. 
  8. Schmidt, Peter (2005). "Mood, Depression, and Reproductive Hormones in the Menopausal Transition". The American Journal of Medicine. 118 Suppl 12B (12): 54–8. PMID 16414327. doi:10.1016/j.amjmed.2005.09.033. 
  9. Rashid, T.; Heider, I. (2008). "Life Events and Depression". Annals of Punjab Medical College 2 (1). สืบค้นเมื่อ 2012-10-15. 
  10. Mata, D. A.; Ramos, M. A.; Bansal, N; Khan, R; Guille, C; Di Angelantonio, E; Sen, S (2015). "Prevalence of Depression and Depressive Symptoms Among Resident Physicians: A Systematic Review and Meta-analysis". JAMA 314 (22): 2373–2383. PMC 4866499. PMID 26647259. doi:10.1001/jama.2015.15845. 
  11. Davey, C. G.; Yücel, M; Allen, N. B. (2008). "The emergence of depression in adolescence: Development of the prefrontal cortex and the representation of reward". Neuroscience & Biobehavioral Reviews 32 (1): 1–19. PMID 17570526. doi:10.1016/j.neubiorev.2007.04.016. 
  12. 12.0 12.1 American Psychiatric Association (2013). Diagnostic and statistical manual of mental disorders, fifth edition. Arlington, VA: American Psychiatric Association. 
  13. Ehret, M; Sobieraj, DM (2014-02). "Prevention of interferon-alpha-associated depression with antidepressant medications in patients with hepatitis C virus: a systematic review and meta-analysis". Int. J. Clin. Pract. 68 (2): 255–61. PMID 24372654. doi:10.1111/ijcp.12268. 
  14. Medical Treatment of Mood Disorder. 
  15. 15.0 15.1 Guina, Jeffrey; Rossetter, Sarah R.; DeRHODES, Bethany J.; Nahhas, Ramzi W.; Welton, Randon S. (2015-07-01). "Benzodiazepines for PTSD: A Systematic Review and Meta-Analysis". Journal of Psychiatric Practice 21 (4): 281–303. ISSN 1538-1145. PMID 26164054. doi:10.1097/PRA.0000000000000091. 
  16. Murray, ED; Buttner, N; Price, BH (2012). "Depression and Psychosis in Neurological Practice". In Bradley, WG; Daroff, RB; Fenichel, GM; Jankovic, J. Neurology in Clinical Practice (6th ed.). ISBN 978-1437704341. 
  17. Saravane, D; Feve, B; Frances, Y; Corruble, E; Lancon, C; Chanson, P; Maison, P; Terra, JL และคณะ (2009). "Drawing up guidelines for the attendance of physical health of patients with severe mental illness". L'Encephale 35 (4): 330–9. PMID 19748369. doi:10.1016/j.encep.2008.10.014. 
  18. Rustad, JK; Musselman, DL; Nemeroff, CB (2011). "The relationship of depression and diabetes: Pathophysiological and treatment implications". Psychoneuroendocrinology 36 (9): 1276–86. PMID 21474250. doi:10.1016/j.psyneuen.2011.03.005. 
  19. Li, M; Fitzgerald, P; Rodin, G (2012). "Evidence-based treatment of depression in patients with cancer". Journal of Clinical Oncology 30 (11): 1187–96. PMID 22412144. doi:10.1200/JCO.2011.39.7372. 
  20. Gabbard, Glen O. Treatment of Psychiatric Disorders 2 (3rd ed.). Washington, DC: American Psychiatric Publishing. p. 1296. 
  21. American Psychiatric Association (2000a). Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fourth Edition, Text Revision: DSM-IV-TR. Washington, DC: American Psychiatric Publishing, Inc. ISBN 0-89042-025-4. 
  22. Vieweg, W. V.; Fernandez, D. A.; Beatty-Brooks, M; Hettema, J. M.; Pandurangi, A. K.; Pandurangi, Anand K. (2006-05). "Posttraumatic Stress Disorder: Clinical Features, Pathophysiology, and Treatment". Am. J. Med. 119 (5): 383–90. PMID 16651048. doi:10.1016/j.amjmed.2005.09.027. 
  23. Zwolinski, Richard; Zwolinski, C.R. "Depression and Substance Abuse: The Chicken or the Egg?". psychcentral. 
  24. Cvetkovich, Ann (2012). Depression: A Public Feeling. Durham, NC: Duke University Press Books. ISBN 0822352389. 
  25. Cox, William T.L.; Abramson, Lyn Y.; Devine, Patricia G.; Hollon, Steven D. (2012). "Stereotypes, Prejudice, and Depression: The Integrated Perspective". Perspectives on Psychological Science 7 (5): 427. PMID 26168502. doi:10.1177/1745691612455204. 
  26. "African American Communities and Mental Health". [Mental Health America]. 2016-06-01. 
  27. "Breaking the Taboo of Depression Among African American Men". [Lucida Treatment]. 2014-05-12. 
  28. "Breaking the Taboo of Depression Among African American Men". [Lucida Treatment]. 2014-05-12. 
  29. "Unseen Depression Plaguing Black Communities". [Blackmattersus]. 2016-06-25. 
  30. Kovacs, M (1992). Children's Depression Inventory. North Tonawanda, NY: Multi-Health Systems, Inc. 
  31. คณะทำงานจัดทำแนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในในสถานบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ (2010). "แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในสถานบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ (CPG-MDD-GP)" (PDF). กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. pp. 15–17. Archived from the original on 2012-05-26. 
  32. Cheog, J; et al (2010-08-26 (Last reviewed)). "Frequently Asked Questions About Depression". PsychCentral. สืบค้นเมื่อ 2013-05-11. 
  33. "Depression" (PDF). UK National Institute for Health and Clinical Excellence (NICE). 2009-10. Archived from the original on 2010-10-10. 
  34. "Depression Facts". Psychiatry.wustl.edu. สืบค้นเมื่อ 2015-11-24. 
  35. Manicavasagar, Vijaya (2012-02). "A review of depression diagnosis and management". Australian Psychological Society. 
  36. "NICE guidelines". Nice. 2009-10 (published). สืบค้นเมื่อ 2015-11-24. 
  37. Cipriani, Andrew (2016-06-08). "Comparative efficacy and tolerability of antidepressants for major depressive disorder in children and adolescents: a network meta-analysis". The Lancet. doi:10.1016/S0140-6736(16)30385-3. สืบค้นเมื่อ 2016-06-10. 
  38. Silverstein, Brett (2002). "Gender Differences in the Prevalence of Somatic Versus Pure Depression: A Replication". American Journal of Psychiatry 159 (6): 1051–2. PMID 12042198. doi:10.1176/appi.ajp.159.6.1051. 
  39. Nauert, Rick. "Men's Suicide Rate is 3 times that of Women". Psychcentral.com. 
  40. Langhinrichsen-Rohling, Jennifer. A Gendered Analysis of Sex Differences in Suicide-Related Behaviors:. University of South Alabama. 
  41. AFSP. "Facts and Figures". AFSP. สืบค้นเมื่อ 2015-04-16. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • APA treatment page for Depression
  • Bennet, JK (2014). "Psychiatric Services". Cost utility analysis in depression: the mcsad utility measure for depression health states 51 (9): 1171–1176. doi:10.1176/appi.ps.51.9.1171. 
  • Stuber, JP; Rocha, A; Stuber, JP; Rocha, A; Christian, A; Link, BG (2014). "Psychiatric Services". Concepts of mental illness:attitudesof mental health professional and the general public 65 (4): 490–497. doi:10.1176/appi.ps.201300136.