ยา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ยา
12-08-18-tilidin-retard.jpg

ยา เป็นวัตถุที่รับรองไว้ในตำรายาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศ, วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วยของมนุษย์หรือสัตว์, วัตถุที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์หรือเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป หรือวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพ โครงสร้างหรือการกระทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์

ประเภทของยา[แก้]

แบ่งตาม พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม[1]

  • ยาสามัญประจำบ้าน เป็นยาที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่าปลออดภัย โอกาสเป็นอันตรายต่อสุขภาพมีน้อย ให้วางจำหน่ายได้โดยทั่วไป และผู้ซื้อสามารถตัดสินใจซื้อด้วยตนเองตามอาการเจ็บป่วย แต่ยาที่เป็นยาสามัญประจำบ้านได้นั้นต้องมีตำรับยา สรรพคุณ ขนาด วิธีใช้ คำเตือนการเก็บรักษา และขนาดบรรจุตามที่กำหนด
  • ยาอันตราย เป็นยาที่ต้องขายเฉพาะในร้านขายยาแผนปัจจุบันภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเท่านั้น
  • ยาควบคุมพิเศษ เป็นยาที่จ่ายได้เมื่อมีการนำใบสั่งยามาซื้อยา กลุ่มนี้เป็นยาที่มีความเป็นพิษภัยสูงหรืออาจก่ออันตรายต่อสุขภาพได้ง่าย จึงเป็นยาที่ถูกจำกัดการใช้

ชื่อยา[แก้]

ยาแต่ละตัวจะมีชื่อเรียกได้หลายแบบ ได้แก่

  • ชื่อสามัญ เป็นชื่อตัวยาสำคัญของยา ยาแต่ละตัวจะมีชื่อสามัญทางยาได้เพียงชื่อเดียวเท่านั้น และชื่อสามัญของยาไม่สามารถซ้ำกันได้ การเรียกชื่อยาด้วยชื่อสามัญจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการสั่งใช้ยาหรือรับยาน้อยกว่าการเรียกด้วยชื่อการค้า
  • ชื่อการค้า เป็นชื่อที่บริษัทผู้ผลิตยาตั้งขึ้นเพื่อเป็นชื่อเรียกทางการค้า ดังนั้น ยา 1 ตัวอาจมีชื่อการค้าได้หลายชื่อขึ้นกับว่ามีบริษัทผู้ผลิตกี่บริษัท และยาบางตัวอาจมีชื่อการค้าใกล้เคียงกับชื่อสามัญของยาเพื่อให้จำชื่อตัวยาได้
  • ชื่อย่อ ยาบางตัวอาจมีชื่อย่อเพื่อให้ง่ายต่อการเรียกหรือการสั่งใช้ เช่น ceftriaxone เป็น cef-3, methotrexate เป็น MTX แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรเรียกยาด้วยชื่อย่อเพราะอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดได้

หมวดหมู่ทางเภสัชวิทยา[แก้]

หมายถึง การจัดกลุ่มของยาตามการออกฤทธิ์หรือโครงสร้างของยา เช่น Amoxicillin (อะม็อกซีซิลิน) จัดอยู่ในกลุ่มยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเพนนิซิลิน

ข้อบ่งใช้ของยา[แก้]

ข้อบ่งใช้ของยา หมายถึง อาการหรือโรคที่สามารถใช้ยานั้นรักษาได้ เช่น ยา paracetamol (พาราเซตามอล) มีข้อบ่งใช้สำหรับแก้ปวดหรือลดไข้ โดยยาบางตัวอาจมีข้อบ่งใช้ได้เดียวหรือหลายข้อบ่งใช้ การที่จะระบุได้ว่า ยานั้น ๆ มีข้อบ่งใช้ใด จะต้องผ่านการขึ้นทะเบียนรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยาก่อน อย่างไรก็ตาม ยาบางชนิดอาจมีข้อบ่งใช้ที่ไม่ได้รับการรับรอง (off-label use) ซึ่งการใช้ยานอกเหนือข้อบ่งใช้สามารถทำได้โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณา การไม่ใช้ยาตามข้อบ่งใช้โดยไม่ผ่านคำสั่งแพทย์อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรืออาจเกิดอันตรายจากยาได้

ข้อควรพิจารณาสำหรับหญิงตั้งครรภ์[แก้]

ยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายหรืออาการข้างเคียงต่อทารกในครรภ์ได้ ยาที่จะสามารถใช้ในหญิงตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยจะต้องเป็นยาที่ผ่านการทดลองแล้วว่าไม่มีอันตรายต่อทารก สำหรับยาที่ยังไม่มีข้อมูลการทดลองการใช้ในหญิงตั้งครรรภ์จะต้องได้รับการพิจารณาประโยชน์เปรียบเทียบกับความเสี่ยงที่จะได้รับจากยาก่อนทุกครั้ง นอกจากนี้มียาบางประเภทที่ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์โดยเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ทารกในครรภ์พิการหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงควรแจ้งแพทย์ทุกครั้ง

ข้อควรพิจารณาสำหรับหญิงให้นมบุตร[แก้]

ยาแต่ละชนิดสามารถผ่านออกจากกระแสเลือดของมารดาเข้าสู่น้ำนมได้แตกต่างกัน หากยาผ่านออกสู่น้ำนมได้มากอาจทำให้ทารกได้รับผลจากยานั้นได้ ดังนั้นหญิงให้นมบุตรจึงควรแจ้งแพทย์ผู้ทำการรักษาทุกครั้ง

ข้อห้ามใช้ยา[แก้]

หมายถึง ไม่ควรใช้ยานี้โดยเด็ดขาดหากผู้ป่วยมีคุณสมบัติตรงกับข้อห้ามใช้ยาตามที่ฉลากยาระบุไว้ เช่น หากแพ้ยาใดก็ตาม ไม่ควรใช้ยานั้น ๆ โดยเด็ดขาด หรือผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะท้าย จะมีข้อห้ามใช้ยาบางชนิด

ข้อควรระวังการใช้ยา[แก้]

หมายถึง หากต้องการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตรงกับข้อควรระวังการใช้ยา อาจสามารถใช้ได้ แต่จะต้องเฝ้าระวังหรือติดตามอาการไม่พึงประสงค์อย่างใกล้ชิด

อาการไม่พึงประสงค์จากยา[แก้]

หรือ Adverse drug reactions หมายถึง อาการที่อาจเกิดขึ้นได้หลังใช้ยาในขนาดปกติ โดยอาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางราย อาการไม่พึงประสงค์จากยาอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่การใช้ยาครั้งแรกหรืออาจเกิดขึ้นหลังจากการใช้ยาต่อเนื่องหลายครั้ง อาการไม่พึงประสงค์บางชนิด อาจสัมพันธ์กับกลไกการออกฤทธิ์ของยา เรียกว่า อาการข้างเคียงจากยา (side effects) ซึ่งบางครั้งอาการข้างเคียงนี้อาจสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยปรับเปลี่ยนวิธีใช้ยาหรือขนาดยา เช่น ยาแก้ปวดบางชนิดที่มีผลระคายเคืองกระเพาะอาหาร หากรับประทานหลังอาหารทันทีจะช่วยลดการเกิดอาการข้างเคียงได้ แต่อาการไม่พึงประสงค์บางชนิดอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับกลไกการออกฤทธิ์ของยา เช่น การแพ้ยา (drug allergy) ซึ่งถือเป็นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อยานั้น ๆ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการปรับเปลี่ยนวิธีใช้ยา

ปัจจุบัน ยารุ่นใหม่ ๆ ได้ถูกพัฒนามาให้สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้นและมีอาการไม่พึงประสงค์ลดลง

อันตรกิริยาระหว่างยา[แก้]

หรือ Drug interactions หมายถึง ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อมีการให้ยามากกว่า 1 ชนิดร่วมกัน โดยอันตรกิริยาระหว่างยาจะเกิดขึ้นกับเฉพาะยาบางคู่เท่านั้น ผลคืออาจทำให้ประสิทธิภาพของยาตัวใดตัวหนึ่งเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยาเพียงตัวเดียว และอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาได้ ดังนั้น ยาบางชนิดต้องหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกันเพราะอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่รุนแรง หรือหากจำเป็นต้องใช้ร่วมกันอาจต้องติดตามการใช้ยาอย่างใกล้ชิด โดยการเกิดอันตรกิริยาระหว่างยาอาจเป็นผลจากปฏิกิริยาที่คาดเดาได้ เช่น การที่ยาตัวหนึ่งมีผลยับยั้งหรือกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์จากตับที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงยาอีกตัวหนึ่ง แต่ยาบางคู่อาจเกิดอันตรกิริยาระหว่ายาได้โดยยังไม่ทราบกลไกที่ชัดเจน

การเก็บรักษายา[แก้]

ยาทุกตัวควรเก็บรักษาในอุณภูมิหรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ยาเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ยาบางชนิดอาจเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้ ขณะที่ยาบางชนิดอาจต้องเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำหรือแช่เย็น ยาบางชนิดอาจต้องเก็บให้พ้นแสงโดยบรรจุในภาชนะทึบแสง แต่โดยทั่วไปยาทุกตัวควรเก็บให้พ้นจากความร้อนและความชื้นโดยเก็บในภาชนะบรรจุที่เหมาะสม

กลไกการออกฤทธิ์ของยา[แก้]

ยาต่างชนิดกันจะมีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันแม้ว่ายานั้น ๆ จะมีข้อบ่งใช่เดียวกัน เว้นแต่ว่าจะเป็นยาในกลุ่มเดียวกัน อาจมีกลไกการออกฤทธิ์ที่ใกล้เคียงกันได้

เภสัชพลศาสตร์และเภสัชจลนศาสตร์[แก้]

เภสัชพลศาสตร์ หมายถึง การออกฤทธิ์ของยาต่อร่างกายหรือการที่ยามีผลต่อร่างกาย

เภสัชจนศาสตร์ หมายถึง กระบวนการที่ร่างกายจัดการกับยาที่ได้รับ ซึ่งได้แก่ การดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย (adsorption) การกระจายของตัวยาไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (distribution) การเปลี่ยนแปลงตัวยาในร่างกาย (metabolism) ไปจนถึงการขจัดยาออกจากร่างกาย (excretion) ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้จะสัมพันธ์กับระยะเวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ (onset of action) ซึ่งหมายถึงระยะเวลานับตั้งแต่เริ่มรับประทานยาไปจนถึงระยะเวลาที่ยาเริ่มเห็นผลในการรักษา และระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์กับร่างกาย (duration of action) ซึ่งหมายถึงช่วงระยะเวลาที่ยาให้ผลการรักษากับร่างกาย

ขนาดยา[แก้]

ขนาดยาที่เหมาะสมจะขึ้นกับข้อบ่งใช้ ยาชนิดเดียวกันหากมีข้อบ่งใช้ต่างกันอาจให้ในขนาดยาที่แตกต่างกันได้ ยาบางชนิดอาจเริ่มต้นใช้ในขนาดต่ำก่อนแล้วจึงปรับเพิ่มตามผลการรักษา การใช้ยาในขนาดต่ำกว่าขนาดการรักษา (dosage too low) จะทำให้ไม่เห็นผลในการรักษา ในขณะเดียวกัน การใช้ยาในขนาดสูงเกินกว่าขนาดการรักษา (dosage too high) อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาได้ ยาบางชนิดอาจต้องมีการคำนวณขนาดยาเป็นพิเศษ เช่น ยาน้ำในผู้ป่วยเด็กอาจต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวหรือพื้นที่ผิว ขนาดยาที่เหมาะสมยังขึ้นกับความถี่ในการใช้ยา ยาที่มีค่าครึ่งชีวิตสั้นอาจต้องใช้หลายครั้งต่อวันเพิ่อให้ได้ระดับยาที่ต้องการขณะที่ยาที่มีค่าครึ่งชีวิตยาวอาจใช้ในความถี่ที่ลดลง นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของผู้ป่วยแต่ละรายอีกด้วย เช่น ผู้ป่วยเด็กหรือผู้สูงอายุขนาดยาอาจแตกต่างจากผู้ใหญ่ หรือผู้ป่วยที่การทำงานของตับหรือไตบกพร่องขนาดยาอาจแตกต่างจากผู้ป่วยที่การทำงานของตับหรือไตเป็นปกติ

การบริหารยา[แก้]

หมายถึง วิธีการใช้ยาหรือการนำยาเข้าสู่ร่างกาย ยาบางชนิดอาจถูกพัฒนาขึ้นให้บริหารได้หลายวิธีเพื่อความสะดวก และวิธีการบริหารยาที่แตกต่างกันจะมีผลต่อระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยาที่ต่างกันด้วย เช่น ยาฉีดจะออกฤทธิ์ได้เร็วกว่ายารูปแบบอื่นเนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดก่อนแต่จะไม่สะดวกในการบริหารเพราะต้องใช้อุปกรณ์เช่นเข็มฉีดยาช่วยรวมถึงต้องใช้เทคนิคในการฉีดยา การบริหารยาด้วยวิธีหรือเทคนิคที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ได้รับขนาดยาสูงหรือต่ำกว่าขนาดที่ต้องการซึ่งจะส่งผลต่อการรักษาได้

ช่องทางการบริหารยา ปัจจุบันการบริหารยาสามารถทำได้หลายวิธี

  • การรับประทาน
  • การฉีดโดยใช้เข็มฉีดยาเข้าสู่จุดที่ต้องการ เช่น ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ไขสันหลัง
  • การเหน็บทางทวาร
  • การสอดทางช่องคลอด
  • การแปะบนผิวหนัง
  • การทา
  • การสูดดมหรือการพ่นเข้าทางจมูกหรือปาก
  • การอมใต้ลิ้นหรือกระพุ้งแก้ม
  • การหยอดหรือการป้ายตา
  • การฝังเข้าใต้ชั้นผิวหนัง


การผลิตยา[แก้]

จีนเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในการผลิตยา API ของโลกในปี พ.ศ. 2550 ยอดการส่งออกยาของจีนคิดเป็น 2% ของทั่วโลก[2]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]