การฆ่าตัวตาย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นิติเวชศาสตร์
Cro-Magnon-female Skull.png
ขอบเขตนิติเวชศาสตร์
นิติพยาธิวิทยานิติเวชกีฏวิทยา
นิติพิษวิทยานิติเวชคลินิก
นิติเซโรวิทยานิติจิตเวช
พยาธิกายวิภาค
พยาธินิติเวชพยาธิวิทยาคลินิก
เวชศาสตร์จราจรกฎหมายการแพทย์
การตรวจพิสูจน์บุคคล
การศึกษาโครงกระดูก
การชันสูตรพลิกศพ
พยานทางเคมีพยานวัตถุ
การตรวจสถานที่
การสืบสวนกรณีเสียชีวิตการตรวจศพ
การเปรียบเทียบการตาย
การผ่าและพิสูจน์ศพ
ทางนิติเวชทางพยาธิวิทยา
ทางนิติพยาธิทางพิษวิทยา
การตรวจชิ้นเนื้อการหาสาเหตุการตาย
การตรวจสารพันธุกรรม
การตรวจสอบระยะเวลาตาย
การหาระยะเวลาการตาย
การประมวลระยะเวลาการตาย
การเปลี่ยนแปลงหลังการตาย
รอยเขียวช้ำสภาพแข็งทื่อ
ตัวเย็นการเน่าสลายตัว
อาหารในกระเพาะหนอนที่พบในศพ
บาดแผล
ของแข็งไม่มีคมของแข็งมีคม
บาดแผลกระสุนปืนและวัตถุระเบิด
การตายและการตรวจสอบ
ขาดอากาศจมน้ำตายไฟและความร้อน
กระแสไฟฟ้าจราจรข่มขืน
สารพิษการตายกะทันหันสาเหตุอื่น
การฆ่าตัวตายDNAความผิดทางเพศ
ผู้ป่วยคดีและผู้ถูกข่มขืน
หน่วยงานในสังกัด
สถาบันนิติเวชวิทยา
จัดการ: แม่แบบ  พูดคุย  แก้ไข

การฆ่าตัวตาย หรือ อัตวินิบาตกรรม เป็นการกระทำให้ตนเองถึงแก่ความตายอย่างตั้งใจ การฆ่าตัวตายมักเกิดจากภาวะซึมเศร้า ซึ่งเกิดจากความผิดปกติทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว โรคจิตเภท ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง[1] โรคพิษสุรา หรือการใช้สารเสพติด[2] ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดเช่นความลำบากทางการเงิน หรือปัญหากับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็มีส่วนเช่นกัน ความพยายามป้องกันการฆ่าตัวตายหมายรวมถึงการจำกัดการฆ่าตัวตายด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ปืน และสารพิษ การรักษาอาการทางจิตและการใช้สารเสพติด และการปรับปรุงสถานะทางการเงิน แม้ว่าบริการที่ปรึกษาสายด่วนจะมีทั่วไป แต่แทบไม่มีหลักฐานว่าวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพ[3]

วิธีการฆ่าตัวตายที่พบได้บ่อยที่สุดแตกต่างกันไปตามประเทศและส่วนหนึ่งจะขึ้นกับความเป็นไปได้ วิธีการทั่วไปได้แก่ การแขวนคอ การวางยาด้วยสารฆ่าสัตว์รังควาน และอาวุธปืน การฆ่าตัวตายคร่าชีวิตคน 842,000 คนใน ค.ศ. 2013 ขึ้นจาก 712,000 คนใน ค.ศ. 1990[4] ทำให้เป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 10 ทั่วโลก[2][5] อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง[6] โดยผู้ชายมีแนวโน้มฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง 3-4 เท่า มีการฆ่าตัวตายที่ไม่ถึงแก่ชีวิตประมาณ 10-20 ล้านครั้งทุกปี[7] ความพยายามฆ่าตัวตายที่ไม่ถึงแก่ชีวิตมักก่อให้เกิดการบาดเจ็บ และความพิการระยะยาว ความพยายามดังกล่าวนี้มักพบในคนอายุน้อยและผู้หญิง

ทรรศนะที่มีต่อการฆ่าตัวตายมีหลายประเด็น เช่น ด้านศาสนา เกียรติยศ และความหมายของชีวิต ศาสนาอับราฮัมมองการฆ่าตัวตายว่าเป็นการดูหมิ่นพระเจ้าเนื่องจากความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต ในยุคซะมุไรในญี่ปุ่น เซ็ปปุกุจัดเป็นหนึ่งในวิธีการไถ่โทษสำหรับความผิดพลาด หรือเป็นการประท้วงรูปแบบหนึ่ง พิธีสตี ซึ่งปัจจุบันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย คาดหวังให้หญิงม่ายบูชายัญตนเองบนกองฟืนเผาศพของสามี ทั้งสมัครใจหรือจากความกดดันจากครอบครัวและสังคม[8]

ขณะที่ในอดีต การฆ่าตัวตายและความพยายามฆ่าตัวตาย เป็นอาชญากรรมต้องโทษ แต่ปัจจุบันในประเทศตะวันตกมิเป็นเช่นนั้นแล้ว แต่ยังถือว่าเป็นอาชญากรรมในหลายประเทศ ในศตวรรษที่ 20 และ 21 มีการฆ่าตัวตายที่เป็นการบูชายัญตนเองเกิดขึ้นบางโอกาสเป็นสื่อกลางการประท้วง และคะมิกะเซะและการระเบิดฆ่าตัวตายเกิดขึ้นเป็นยุทธวิธีทางทหารหรือการก่อการร้าย[9]

คำจำกัดความ[แก้]

การฆ่าตัวตาย หรือการฆ่าตัวตายสมบูรณ์แบบ เป็น "การกระทำที่ปลิดชีพตน"[10] ความพยายามฆ่าตัวตาย หรือพฤติกรรมเสียงต่อการฆ่าตัวตายคือการทำร้ายตนเองโดยมีความปรารถนาว่าจะจบชีวิตตน แต่ไม่ถึงแก่ความตาย[11] การฆ่าตัวตายแบบมีผู้ช่วย เกิดขึ้นเมื่อมีคนคนหนึ่งนำพาความตายมาให้อีกคนอีกคนทางอ้อม โดยการให้คำแนะนำหรือวิธีการฆ่าตัวตาย[12] การฆ่าตัวตายตรงข้ามกับการุณยฆาตซึ่งคนอีกคนมีบทบาทหลักในการนำพาความตายมาสู่คนคนหนึ่ง[12] การเกิดความคิดฆ่าตัวตายเป็นความคิดในการจบชีวิตคนคนหนึ่งแต่ไม่ต้องใช้ความพยายามเพื่อทำการดังกล่าว[11]

ปัจจัยเสี่ยง[แก้]

การแจกแจงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายใน 16 รัฐของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2008.[13]

ปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ได้แก่ ความผิดปกติทางจิต การใช้ยาในทางที่ผิด ภาวะทางจิตวิทยา สถานการณ์ทางวัฒนธรรม สังคม และครอบครัว และพันธุกรรม[14] อาการป่วยทางจิตใจกับการใช้สารเสพติดนั้นมักเกิดร่วมกันบ่อย ๆ[15] ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ยังรวมถึงความพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน[16] ความเพียบพร้อมในการกระทำดังกล่าว ประวัติการฆ่าตัวตายของครอบครัว หรืออาการบาดเจ็บทางสมอง[17] ตัวอย่างเช่น อัตราการฆ่าตัวตายจะพบได้ในบ้านเรือนที่มีอาวุธปืนมากกว่าบ้านเรือนที่ไม่มีอาวุธปืน[18] ปัญหาทางสังคมเศรษฐกิจ เช่น การว่างงาน ความยากจน การไม่มีที่อยู่ และการเหยียดหยาม อาจกระตุ้นให้เกิดความคิดฆ่าตัวตายได้[19][20] คนที่ฆ่าตัวตาย 15-40% ทิ้งจดหมายฆ่าตัวตายไว้[21] พันธุกรรมมีผลต่อพฤติกรรมการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 38% ถึง 55%[22] ทหารผ่านศึกมีความเป็นไปได้ที่จะฆ่าตัวตายมากกว่า เนื่องจากความเจ็บป่วยทางจิตใจ และปัญหาสุขภาพที่มาจากสงคราม[23]

โรคทางจิตใจ[แก้]

โรคทางจิตใจเกิดขึ้น ณ เวลาที่ฆ่าตัวตายด้วยพิสัยตั้งแต่ 27%[24] จนถึงมากกว่า 90%[16] ในบรรดาคนที่เคยเข้ารับการรักษาทางจิต ความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสำเร็จในช่วงชีวิตอยู่ที่ประมาณ 8.6%[16] ประชาชนครึ่งหนึ่งที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายอาจเป็นโรคเกี่ยวกับความหดหู่ หากมีโรคทางจิตใจอย่างน้อยหนึ่งชนิด เช่น โรคอารมณ์สองขั้ว เพิ่มความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายถึง 20 เท่า[25] โรคอื่น ๆ เช่น โรคจิตเภท (14%) ความผิดปกติด้านบุคลิกภาพ (14%)[26] โรคอารมณ์สองขั้ว[25] และความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ[16] คนที่เป็นโรคจิตเภทราว 5% เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย[27] ความผิดปกติเกี่ยวกับการกินเป็นอีกภาวะหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูง[28]

ประวัติของความพยายามฆ่าตัวตายเป็นตัวทำนายการฆ่าตัวตายสมบูรณ์แบบที่ใหญ่ที่สุด[16] การฆ่าตัวตายประมาณ 20% เคยมีความพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน และในจำนวนผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายนั้น มีผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จภายในเวลาหนึ่งปีเพียง 1 %[16] และฆ่าตัวตายสำเร็จภายใน 10 ปีเพียง 5%[28] การกระทำที่เป็นการทำร้ายตนเองมักไม่ใช่ความพยายามฆ่าตัวตาย และคนที่ทำร้ายตนเองส่วนมากไม่มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย[29] คนที่ทำร้ายตนเองบางคนตัดสินใจจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายจริง และความเสี่ยงของการทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตายอาจทับซ้อนกัน[29]

การฆ่าตัวตายสมบูรณ์ประมาณ 80%[30] ผู้ที่ฆ่าตัวตายได้พบกับหมอภายในเวลาหนึ่งปีก่อนเสียชีวิต 45%[31] ของจำนวนนี้พบหมอในหนึ่งเดือนก่อนหน้า ผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 25-40% ใช้บริการสุขภาพจิตในเวลาหนึ่งปีมาก่อน[24][30]

การใช้สารเสพติด[แก้]

"The Drunkard's Progress", 1846 ภาพบรรยายว่าของมึนเมานำไปสู่ความยากจน อาชญากรรม และการฆ่าตัวตายได้อย่างไร

การใช้สารเสพติดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอันดับที่สองรองจากโรคซึมเศร้าและโรคอารมณ์สองขั้ว[32] ทั้งการใช้สารเสพติดเรื้อรังและการเสพสารมึนเมาก็มีส่วน[15][33] เมื่อรวมกับความโศกเศร้าส่วนตัว เช่น การสูญเสียคนรัก ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้นอีก[33] นอกจากนี้การใช้สารเสพติดยังเป็นเหตุให้เกิดโรคทางสุขภาพจิตใจด้วย[15]

คนส่วนมากได้รับผลกระทบจากฤทธิ์ยาระงับประสาท (เช่น แอลกอฮอล์ หรือเบนโซไดอาเซพีนส์) หลังเขาเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย[34] โดย 15-61% ของคนกลุ่มนี้เป็นโรคพิษสุรา[15] ประเทศที่มีการบริโภคแอลกอฮอล์สูง และมีบาร์ในเมืองอย่างหนาแน่น มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง[35] ผู้ที่ได้รับการรักษาโรคพิษสุราประมาณ 2.2-3.4% ณ เวลาหนึ่งในชีวิตจะเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย[35] คนติดสุราที่พยายามฆ่าตัวตายปกติเป็นผู้ชาย สูงอายุ และเคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน[15] ผู้เสียชีวิตที่ใช้เฮโรอีน 3-35% เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย (มากกว่าผู้ที่ไม่ใช้ประมาณ 14 เท่า)[36] ในผู้ใหญ่ที่ดื่มสุรา การทำงานผิดพลาดของระบบประสาทและทางจิตอาจมีส่วนในการเพิ่มความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย[37]

ปัญหาการพนัน[แก้]

ปัญหาการพนันเป็นเหตุให้เกิดความคิดฆ่าตัวตายและความพยายามฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป[38] นักเล่นพนันระหว่าง 12-24% พยายามฆ่าตัวตาย[39] อัตราการฆ่าตัวตายในสามีภรรยาของพวกเขามีมากกว่าประชากรทั่วไปถึง 3 เท่า[39] ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงในนักเล่นพนัน ได้แก่ ความผิดปกติทางจิตใจ แอลกอฮอล์ และการใช้ยา[40]

สื่อ[แก้]

สื่อต่าง ๆ รวมถึงอินเทอร์เน็ต มีบทบาทสำคัญ[14] ผลกระทบต่อการฆ่าตัวตายจากสื่อมักเป็นทางลบ การรายงานข่าวเด่นซ้ำ ๆ ที่สรรเสริญการฆ่าตัวตายมีผลกระทบสูงสุด[41] เมื่อมีการพรรณนารายละเอียดการฆ่าตัวตายด้วยวิธีเฉพาะทางวิธีหนึ่ง ๆ วิธีการฆ่าตัวตายวิธีนั้นจะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้มาก[42]

แรงกระตุ้นให้เกิด "การฆ่าตัวตายตามกัน" หรือการลอกเลียนแบบการฆ่าตัวตาย ที่เรียกกันว่า ปรากฏการณ์แวเธ่อร์ (Werther effect) ได้ชื่อตามตัวเอกในนวนิยายเรื่อง แวเธ่อร์ระทม ของเกอเทอ ที่ฆ่าตัวตาย และผู้ที่อ่านนวนิยายเรื่องนี้ต่างก็เลียนแบบกัน[43] ความเสี่ยงเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ที่หลงใหลในความตาย[44] ปรากฏว่าขณะที่สื่อข่าวมีผลกระทบมาก ผลกระทบจากสื่อบันเทิงนั้นไม่แน่นอน[45] ตรงกันข้ามกับปรากฏการณ์แวร์เธ่อร์ มีการเสนอว่าเป็นปรากฏการณ์พาพาเกโน ที่การรายงานข่าวกลไกการรับมืออาจมีผลกระทบที่เป็นการป้องกัน คำนี้มาจากตัวละครในละครโอเปราเรื่อง ขลุ่ยวิเศษ ของโมซาร์ท ที่ (กลัวว่าจะสูญเสียคนรัก) วางแผนฆ่าตัวตายจนกระทั่งเพื่อนของเขามาช่วย[43]

วิธีการ[แก้]

อัตราการตายตามวิธีการฆ่าตัวตายในสหรัฐอเมริกา[18]

วิธีการฆ่าตัวตายที่พบมากจะแตกต่างไปตามประเทศต่าง ๆ วิธีการที่พบมากในภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ การแขวนคอ การวางยาด้วยสารฆ่าสัตว์รังควาน และการใช้อาวุธปืน[46] ความแตกต่างเหล่านี้ส่วนหนึ่งเชื่อกันว่ามาจากความเป็นไปได้ของแต่ละวิธี[42] จากการทบทวน ประเทศ 56 ประเทศพบว่าการแขวนคอเป็นวิธีการที่พบมากที่สุด[47] คิดเป็นเพศชาย 53% และเพศหญิง 39%[48]

ในทั่วโลก การฆ่าตัวตาย 30% มาจากสารฆ่าสัตว์รังควาน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ในยุโรปผันแปร 4% และในภูมิภาคแปซิฟิกผันแปรมากกว่า 50%[49] วิธีนี้พบได้บ่อยในลาตินอเมริกาเนื่องจากประชากรที่ทำไร่นาเข้าถึงสารดังกล่าวได้ง่าย[42] ในหลายประเทศ การใช้ยาเกินขนาดคิดเป็นราว 60% ของการฆ่าตัวตายในผู้หญิง และ 30% ในผู้ชาย[50] การฆ่าตัวตายจำนวนมากไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน และเกิดขึ้นในช่วงเวลาอารมณ์รวนเรฉับพลัน[42] อัตราการตายแตกต่างกันไปตามวิธีการ กล่าวคือ จากอาวุธปืน 80-90% การจมน้ำ 65-80% การแขวนคอ 60-85% ท่อไอเสียรถยนต์ 40-60% การกระโดด 35-60% การรมควันจากถ่านไม้ 40-50% สารฆ่าสัตว์รังควาน 6-75% และการใช้ยาเกินขนาด 1.5-4%[42] อัตราการพยายามฆ่าตัวตายที่พบได้บ่อยที่สุดต่างจากอัตราความสำเร็จในการฆ่าตัวตาย กล่าวคือ ความพยายาม 85% เป็นการใช้ยาเกินขนาดในประเทศพัฒนาแล้ว[28]

ในประเทศจีน การบริโภคสารฆ่าสัตว์รังควานเป็นวิธีการฆ่าตัวตายที่พบมากที่สุด[51] ในประเทศญี่ปุ่น วิธีการคว้านไส้ตนเองที่เรียกว่า เซ็ปปุกุ หรือฮาราคีรี ยังคงเกิดขึ้นอยู่[51] อย่างไรก็ตาม การแขวนคอพบได้บ่อยที่สุด[52] การกระโดดจนถึงแก่ชีวิตพบมากในฮ่องกงและประเทศสิงคโปร์ ที่อัตรา 50% และ 80% ตามลำดับ[42] ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีอาวุธปืนอยู่ทั่วไป แต่การฆ่าตัวตายที่พบบ่อยที่สุดคือการแขวนคอ[53] ในสหรัฐอเมริกา การฆ่าตัวตาย 57% เกี่ยวพันกับอาวุธปืน พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง[16] รองลงมาคือการแขวนคอในผู้ชาย และการวางยาพิษตนเองในผู้หญิง[16] วิธีการเหล่านี้รวมกันคิดเป็น 40% ของการฆ่าตัวตายในสหรัฐอเมริกา[54]

วิทยาการระบาด[แก้]

จำนวนผู้เสียชีวิตจากการการทำร้านตนเองต่อผู้อยู่อาศัย 100,000 คนใน ค.ศ. 2004[55]
  ไม่ทราบ
  <3
  3–6
  6–9
  9–12
  12–15
  15–18
  18–21
  21–24
  24–27
  27–30
  30–33
  >33

ประชาชนประมาณ 0.5% - 1.4% เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ด้วยอัตราการตาย 11.6 ต่อ 100,000 คนต่อปี[5][16] การฆ่าตัวตายคร่าชีวิตคน 842,000 คนใน ค.ศ. 2013 ขึ้นจาก 712,000 คนใน ค.ศ. 1990[4] อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 60% จากคริสต์ทศวรรษ 1960 ถึง ค.ศ. 2012[56] ในอัตราที่เพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา[2] นับถึง ค.ศ. 2008-2009 การฆ่าตัวตายทั่วโลกเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่สิบ[2] ในทุก ๆ การฆ่าตัวตายที่ส่งผลให้เกิดผู้เสียชีวิตนั้น 10-40% พยายามฆ่าตัวตายมาก่อน[16]

อัตราการฆ่าตัวตายแตกต่างกันตามแต่ละประเทศและแต่ละช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญ[5] ค่าเปอร์เซนต์ของผู้เสียชีวิตใน ค.ศ. 2008 ได้แก่ แอฟริกา 0.5% เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1.9% อเมริกาเหนือและใต้ 1.2% และยุโรป 1.4%[5] อัตราส่วนต่อคน 100,000 คน ได้แก่ ออสเตรเลีย 8.6 แคนาดา 11.1 จีน 12.7 อินเดีย 23.2 สหราชอาณาจักร 7.6 สหรัฐอเมริกา 11.4 และเกาหลีใต้ 28.9[57][58] การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 10 ในสหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 2009 ที่ 36,000 คดีต่อปี[59] โดยประมาณ 650,000 คนเข้าแผนกฉุกเฉินเนื่องจากพยายามฆ่าตัวตาย[16] อัตราการฆ่าตัวตายของผู้ชายวัย 50 ปีเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งในทศวรรษ 1999-2010[60] ประเทศลิทัวเนีย ญี่ปุ่น และฮังการี มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด[5] ประเทศที่มีตัวเลขจำนวนครั้งการฆ่าตัวตายสูงสุดคือจีน และอินเดีย คิดเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด[5] ในประเทศจีน การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 5[61]

ศาสนาพุทธ[แก้]

พุทธศาสนาถือว่าการฆ่าตัวตายไม่เป็นปาณาติบาต เพราะปาณาติบาตหมายถึงการฆ่าชีวิตอื่น[62] อย่างไรก็ตามผู้ฆ่าตัวตายด้วยความโกรธ ย่อมไปเกิดในอบายภูมิ เช่น นรกภูมิ เพราะความโกรธนั้น[63]

อ้างอิง[แก้]

  1. Paris, J (June 2002). "Chronic suicidality among patients with borderline personality disorder". Psychiatric services (Washington, D.C.) 53 (6): 738–42. doi:10.1176/appi.ps.53.6.738. PMID 12045312. 
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 Hawton K, van Heeringen K (April 2009). "Suicide". Lancet 373 (9672): 1372–81. doi:10.1016/S0140-6736(09)60372-X. PMID 19376453. 
  3. Sakinofsky, I (June 2007). "The current evidence base for the clinical care of suicidal patients: strengths and weaknesses". Canadian Journal of Psychiatry 52 (6 Suppl 1): 7S–20S. PMID 17824349. 
  4. 4.0 4.1 GBD 2013 Mortality and Causes of Death, Collaborators (17 December 2014). "Global, regional, and national age-sex specific all-cause and cause-specific mortality for 240 causes of death, 1990-2013: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2013.". Lancet 385: 117–71. doi:10.1016/S0140-6736(14)61682-2. PMID 25530442. 
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 5.5 Värnik, P (March 2012). "Suicide in the world". International Journal of Environmental Research and Public Health 9 (3): 760–71. doi:10.3390/ijerph9030760. PMC 3367275. PMID 22690161. 
  6. Meier, Marshall B. Clinard, Robert F. (2008). Sociology of deviant behavior (14th ed.). Belmont, CA: Wadsworth Cengage Learning. p. 169. ISBN 978-0-495-81167-1. 
  7. Bertolote JM, Fleischmann A (October 2002). "Suicide and psychiatric diagnosis: a worldwide perspective". World Psychiatry 1 (3): 181–5. PMC 1489848. PMID 16946849. 
  8. "Indian woman commits sati suicide". Bbc.co.uk. 2002-08-07. สืบค้นเมื่อ 2010-08-26. 
  9. Aggarwal, N (2009). "Rethinking suicide bombing". Crisis 30 (2): 94–7. doi:10.1027/0227-5910.30.2.94. PMID 19525169. 
  10. Stedman's medical dictionary (28th ed.). Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins. 2006. ISBN 978-0-7817-3390-8. 
  11. 11.0 11.1 Krug, Etienne (2002). World Report on Violence and Health (Vol. 1). Genève: World Health Organization. p. 185. ISBN 978-92-4-154561-7. 
  12. 12.0 12.1 Gullota, edited by Thomas P.; Bloom, Martin (2002). The encyclopedia of primary prevention and health promotion. New York: Kluwer Academic/Plenum. p. 1112. ISBN 978-0-306-47296-1. 
  13. Karch, DL; Logan, J; Patel, N; Centers for Disease Control and Prevention, (CDC) (Aug 26, 2011). "Surveillance for violent deaths—National Violent Death Reporting System, 16 states, 2008". Morbidity and mortality weekly report. Surveillance summaries (Washington, D.C. : 2002) 60 (10): 1–49. PMID 21866088. 
  14. 14.0 14.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Hawton2012
  15. 15.0 15.1 15.2 15.3 15.4 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Drug2011
  16. 16.00 16.01 16.02 16.03 16.04 16.05 16.06 16.07 16.08 16.09 16.10 Chang, B; Gitlin, D; Patel, R (September 2011). "The depressed patient and suicidal patient in the emergency department: evidence-based management and treatment strategies". Emergency medicine practice 13 (9): 1–23; quiz 23–4. PMID 22164363. 
  17. Simpson, G; Tate, R (December 2007). "Suicidality in people surviving a traumatic brain injury: prevalence, risk factors and implications for clinical management". Brain injury : [BI] 21 (13–14): 1335–51. doi:10.1080/02699050701785542. PMID 18066936. 
  18. 18.0 18.1 Miller, M; Azrael, D; Barber, C (April 2012). "Suicide mortality in the United States: the importance of attending to method in understanding population-level disparities in the burden of suicide". Annual review of public health 33: 393–408. doi:10.1146/annurev-publhealth-031811-124636. PMID 22224886. 
  19. Qin P, Agerbo E, Mortensen PB (April 2003). "Suicide risk in relation to socioeconomic, demographic, psychiatric, and familial factors: a national register-based study of all suicides in Denmark, 1981–1997". Am J Psychiatry 160 (4): 765–72. doi:10.1176/appi.ajp.160.4.765. PMID 12668367. 
  20. Centers for Disease Control and Prevention, (CDC) (May 3, 2013). "Suicide among adults aged 35-64 years--United States, 1999-2010.". MMWR. Morbidity and mortality weekly report 62 (17): 321–5. PMID 23636024. 
  21. Gilliland, Richard K. James, Burl E. (2012-05-08). Crisis intervention strategies (7th ed.). Belmont, CA: Brooks/Cole. p. 215. ISBN 978-1-111-18677-7. 
  22. Brent, DA; Melhem, N (June 2008). "Familial transmission of suicidal behavior". The Psychiatric clinics of North America 31 (2): 157–77. doi:10.1016/j.psc.2008.02.001. PMC 2440417. PMID 18439442. 
  23. Rozanov, V; Carli, V (July 2012). "Suicide among war veterans". International journal of environmental research and public health 9 (7): 2504–19. doi:10.3390/ijerph9072504. PMC 3407917. PMID 22851956. 
  24. 24.0 24.1 University of Manchester Centre for Mental Health and Risk. "The National Confidential Inquiry into Suicide and Homicide by People with Mental Illness". สืบค้นเมื่อ 25 July 2012. 
  25. 25.0 25.1 Chehil, Stan Kutcher, Sonia (2012). Suicide Risk Management A Manual for Health Professionals. (2nd ed.). Chicester: John Wiley & Sons. pp. 30–33. ISBN 978-1-119-95311-1. 
  26. Bertolote, JM; Fleischmann, A; De Leo, D; Wasserman, D (2004). "Psychiatric diagnoses and suicide: revisiting the evidence". Crisis 25 (4): 147–55. doi:10.1027/0227-5910.25.4.147. PMID 15580849. 
  27. van Os J, Kapur S (August 2009). "Schizophrenia". Lancet 374 (9690): 635–45. doi:10.1016/S0140-6736(09)60995-8. PMID 19700006. 
  28. 28.0 28.1 28.2 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Tint2010
  29. 29.0 29.1 Greydanus, DE; Shek, D (September 2009). "Deliberate self-harm and suicide in adolescents". The Keio journal of medicine 58 (3): 144–51. doi:10.2302/kjm.58.144. PMID 19826208. 
  30. 30.0 30.1 Pirkis, J; Burgess, P (December 1998). "Suicide and recency of health care contacts. A systematic review". The British journal of psychiatry : the journal of mental science 173 (6): 462–74. doi:10.1192/bjp.173.6.462. PMID 9926074. 
  31. Luoma, JB; Martin, CE; Pearson, JL (June 2002). "Contact with mental health and primary care providers before suicide: a review of the evidence". The American Journal of Psychiatry 159 (6): 909–16. doi:10.1176/appi.ajp.159.6.909. PMID 12042175. 
  32. Perrotto, Jerome D. Levin, Joseph Culkin, Richard S. (2001). Introduction to chemical dependency counseling. Northvale, N.J.: Jason Aronson. pp. 150–152. ISBN 978-0-7657-0289-0. 
  33. 33.0 33.1 Fadem, Barbara (2004). Behavioral science in medicine. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins. p. 217. ISBN 978-0-7817-3669-5. 
  34. Youssef NA, Rich CL (2008). "Does acute treatment with sedatives/hypnotics for anxiety in depressed patients affect suicide risk? A literature review". Ann Clin Psychiatry 20 (3): 157–69. doi:10.1080/10401230802177698. PMID 18633742. 
  35. 35.0 35.1 Sher, L (January 2006). "Alcohol consumption and suicide". QJM : monthly journal of the Association of Physicians 99 (1): 57–61. doi:10.1093/qjmed/hci146. PMID 16287907. 
  36. Darke S, Ross J (November 2002). "Suicide among heroin users: rates, risk factors and methods". Addiction 97 (11): 1383–94. doi:10.1046/j.1360-0443.2002.00214.x. PMID 12410779. 
  37. Sher L (2007). "Functional magnetic resonance imaging in studies of the neurobiology of suicidal behavior in adolescents with alcohol use disorders". Int J Adolesc Med Health 19 (1): 11–8. doi:10.1515/ijamh.2007.19.1.11. PMID 17458319. 
  38. Pallanti, Stefano; Rossi, Nicolò Baldini; Hollander, Eric (2006). "11. Pathological Gambling". In Hollander, Eric; Stein, Dan J. Clinical manual of impulse-control disorders. American Psychiatric Pub. p. 253. ISBN 978-1-58562-136-1. 
  39. 39.0 39.1 Oliveira, MP; Silveira, DX; Silva, MT (June 2008). "Pathological gambling and its consequences for public health". Revista de saude publica 42 (3): 542–9. doi:10.1590/S0034-89102008005000026. PMID 18461253. 
  40. Hansen, M; Rossow, I (Jan 17, 2008). "Gambling and suicidal behaviour". Tidsskrift for den Norske laegeforening : tidsskrift for praktisk medicin, ny raekke 128 (2): 174–6. PMID 18202728. 
  41. Bohanna, I; Wang, X (2012). "Media guidelines for the responsible reporting of suicide: a review of effectiveness". Crisis 33 (4): 190–8. doi:10.1027/0227-5910/a000137. PMID 22713977. 
  42. 42.0 42.1 42.2 42.3 42.4 42.5 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Yip2012
  43. 43.0 43.1 Sisask, M; Värnik, A (January 2012). "Media roles in suicide prevention: a systematic review". International journal of environmental research and public health 9 (1): 123–38. doi:10.3390/ijerph9010123. PMC 3315075. PMID 22470283. 
  44. Stack S (April 2005). "Suicide in the media: a quantitative review of studies based on non-fictional stories". Suicide Life Threat Behav 35 (2): 121–33. doi:10.1521/suli.35.2.121.62877. PMID 15843330. 
  45. Pirkis J (July 2009). "Suicide and the media". Psychiatry 8 (7): 269–271. doi:10.1016/j.mppsy.2009.04.009. 
  46. Ajdacic-Gross V; Weiss MG; Ring M และคณะ (September 2008). "Methods of suicide: international suicide patterns derived from the WHO mortality database". Bull. World Health Organ. 86 (9): 726–32. doi:10.2471/BLT.07.043489. PMC 2649482. PMID 18797649.  Unknown parameter |name-list-format= ignored (help)
  47. Ajdacic-Gross, Vladeta, et al. "Methods of suicide: international suicide patterns derived from the WHO mortality database"PDF (267 KB). Bulletin of the World Health Organization 86 (9): 726–732. September 2008. Accessed 2 August 2011. Archived 2 August 2011. See html version. The data can be seen here [1]
  48. O'Connor, Rory C.; Platt, Stephen; Gordon, Jacki, eds. (1 June 2011). International Handbook of Suicide Prevention: Research, Policy and Practice. John Wiley and Sons. p. 34. ISBN 978-1-119-99856-3. 
  49. Gunnell D., Eddleston M., Phillips M.R., Konradsen F. (2007). "The global distribution of fatal pesticide self-poisoning: systematic review". BMC Public Health 7: 357. doi:10.1186/1471-2458-7-357. PMC 2262093. PMID 18154668. 
  50. Geddes, John; Price, Jonathan; Gelder, Rebecca McKnight; with Michael; Mayou, Richard (2012-01-05). Psychiatry (4th ed.). Oxford: Oxford University Press. p. 62. ISBN 978-0-19-923396-0. 
  51. 51.0 51.1 Krug, Etienne (2002). World Report on Violence and Health, Volume 1. Genève: World Health Organization. p. 196. ISBN 978-92-4-154561-7. 
  52. (editor), Diego de Leo (2001). Suicide and euthanasia in older adults : a transcultural journey. Toronto: Hogrefe & Huber. p. 121. ISBN 978-0-88937-251-1. 
  53. Eshun, edited by Sussie; Gurung, Regan A.R. (2009). Culture and mental health sociocultural influences, theory, and practice. Chichester, U.K.: Wiley-Blackwell. p. 301. ISBN 978-1-4443-0581-4. 
  54. "U.S. Suicide Statistics (2005)". สืบค้นเมื่อ 2008-03-24. 
  55. "WHO Disease and injury country estimates". World Health Organization. 2009. 
  56. "Suicide prevention". WHO Sites: Mental Health. World Health Organization. Aug 31, 2012. สืบค้นเมื่อ 2013-01-13. 
  57. "Deaths estimates for 2008 by cause for WHO Member States". World Health Organization. สืบค้นเมื่อ 10 February 2013. 
  58. "Suicide rates Data by country". who.int. สืบค้นเมื่อ 23 November 2014. 
  59. Haney, EM; O'Neil, ME; Carson, S; Low, A; Peterson, K; Denneson, LM; Oleksiewicz, C; Kansagara, D (March 2012). Suicide Risk Factors and Risk Assessment Tools: A Systematic Review. PMID 22574340. 
  60. "CDC finds suicide rates among middle-aged adults increased from 1999 to 2010". Centers for Disease Control and Prevention. May 2, 2013. สืบค้นเมื่อ 15 July 2013. 
  61. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ China2009
  62. พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ. ปรมัตถโชติกะ มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา ปริจเฉทที่ ๕ เล่ม ๒ กัมมจตุกกะ และ มรณุปปัตติจตุกกะ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสัทธัมมโชติกะ, 2555. 334 หน้า. หน้า 82-83.
  63. อรรถกถา เอกปัณณชาดก ว่าด้วย ต้นไม้ใบเดียว

ดูเพิ่ม[แก้]