โรคซนสมาธิสั้น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก สมาธิสั้น)
สมาธิสั้น
An image of children
เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะมีความยากลำบากในการจดจ่อกับการทำงานให้เสร็จ
บัญชีจำแนกและลิงก์ไปภายนอก
ICD-10 F90
ICD-9 314.00, 314.01
OMIM 143465
DiseasesDB 6158
MedlinePlus 001551
eMedicine med/3103 ped/177
MeSH D001289

สมาธิสั้น (อังกฤษ: Attention deficit hyperactivity disorder, ADHD) เป็นโรคประสาท[1][2]ประเภทความผิดปกติในการเจริญเติบโตของระบบประสาท ซึ่งจะมีปัญหาเกี่ยวกับการเรียกร้องความสนใจ การแสดงออกอย่างหุนหันพันแล่น ซึ่งไม่เหมาะสมตามวัย[3] ลักษณะอาการจะเริ่มที่อายุ 6 ขวบถึง 12 ขวบและมีอาการต่อเนื่องมากกว่า 6 เดือน[4][5] พบเห็นมากในวัยที่เข้าเรียนแล้ว และมักจะส่งผลให้มีผลการเรียนที่ย่ำแย่

แม้ว่ามีการศึกษาอย่างแพร่หลายกับกลุ่มเด็กและวัยรุ่น แต่ก็ยังไม่พบสาเหตุของโรคที่เกิดกับคนส่วนใหญ่ ในจำนวนเด็กทั้งหมด พบว่ามีเด็กประมาณ 6-7% ที่เป็นโรคสมาธิสั้นเมื่อคัดตามเกณฑ์ DSM-IV[6] และ 1-2% เมื่อคัดตามเกณฑ์ ICD-10[7] อัตราการเป็นโรคใกล้เคียงกันในแต่ละประเทศ และส่วนใหญ่แล้วแตกต่างกันตามวิธีการตรวจ[8] อาการนี้มีการพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิงถึง 3 เท่า[9][10] ประมาณ 30-50% ของผู้ที่เข้ารับการรักษาตั้งแต่วัยเด็กมีอาการต่อจนโตเป็นผู้ใหญ่[11] และมีผู้ใหญ่ 2-5% ที่มีอาการสมาธิสั้น[1] อาการสมาธิสั้นนั้นอาจจะยากที่จะแยกออกจากความผิดปกติอื่น ๆ และอาการของคนทั่วไปที่กระตือรือร้นมากกว่าปกติ

การจัดการกับโรคสมาธิสั้นมักจะเป็นการให้คำปรึกษา การเปลียนแปลงวิถีการใช้ชีวิต และการให้ยา รวมกัน แต่การให้ยานั้นแนะนำให้ใช้ในกรณีของเด็กที่มีอาการรุนแรงและอาจจะพิจารณาให้กับผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางที่ล้มเหลวจากวิธีให้คำปรึกษา[12]:p.317 ผลกระทบระยะยาวนั้นยังไม่ชัดเจน และไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กก่อนวันเรียน วัยรุ่นและผู้ใหญ่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาทักษะในการเผชิญปัญหาได้ด้วยเช่นกัน[13]

โรคสมาธิสั้นและการรักษาเป็นที่ถกเถียงตั้งแต่ช่วงปี 1970[14] มีการโต้เถียงระหว่างแพทย์กับครู ผู้กำหนดนโยบาย พ่อแม่ และสื่อ โดยหัวข้อนั้นเกี่ยวกับสาเหตุของสมาธิสั้น และการใช้ยากระตุ้นเพื่อเป็นการรักษา[15][16] ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ให้การดูแลสุขภาพได้ยอมรับว่าสมาธิสั้นเป็นโรค ข้อโต้เถียงในวงการวิทยาศาสตร์จะเกี่ยวกับเกณฑ์ของอาการและวิธีการรักษา

สัญญาณและอาการ[แก้]

สมาธิสั้นแบ่งได้ออกเป็น 3 กลุ่ม: กลุ่มเฉื่อยชา กลุ่มอยู่นิ่งไม่ได้ และกลุ่มที่มีการอาการทั้งสองอย่าง[17]:p.4

กลุ่มเฉื่อยชามีอาการบางส่วนดังนี้[18]

  • ฟุ้งซ่านได้อย่างได้ง่าย ขาดรายละเอียด ลืมของ และเปลี่ยนกิจกรรมหนึ่งไปยังอีกกิจกรรมหนึ่งบ่อยครั้ง
  • มีปัญหาในการมุ่งที่จะทำงานหนึ่งอย่าง
  • กลายเป็นคนเบื่องานในเวลาอันสั้น หากไม่ได้ทำงานที่สนุก
  • มีปัญหาในการมุ่งที่จะจัดระเบียบในการดำเนินงาน หรือ การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
  • มีปัญหาในการส่งการบ้าน และมักจะทำของหาย (เช่น ดินสอ ของเล่น งานที่ได้รับมอบหมาย) ที่จำเป็นต้องใช้ให้งานเสร็จ
  • ไม่ฟังเวลาที่ผู้อื่นพูด
  • ฝันกลางวัน สับสนได้ง่าย และเคลื่อนไหวช้า
  • ลำบากในการคิด การประมวลผล และไม่ถูกต้องเหมือนคนอื่น ๆ
  • ไม่ฟังตามคำแนะนำ

กลุ่มอยู่นิ่งไม่ได้จะมีอาการดังต่อไปนี้[18]

  • อยู่ไม่เป็นที่ กระสับกระส่าย
  • พูดไม่หยุด
  • ชน แตะ เล่น กับทุกอย่างที่อยู่ในสายตา
  • มีปัญหากับการนั่งในที่ทานอาหาร นั่งในโรงเรียน ทำการบ้าน
  • มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา
  • มีปัญหาในการทำงานหรือกิจกรรมที่ใช้ความเงียบ

อาการอยู่นิ่งไม่ได้นี้มีแนวโน้มจะหายไปเมื่อมีอายุมากขึ้น และจะกลับกลายเป็นอาการ "ความระส่ำระส่ายภายใน" ในกลุ่มวัยรุ่นและกลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นสมาธิสั้น[1]

ผู้ทีมีอาการขาดความยับยั้งชั่งใจ จะมีอาการดังต่อไปนี้[18]

  • ไม่มีความอดทน
  • ระเบิดความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม แสดงอารมณ์โดยขาดการควบคุม และ แสดงโดยไม่ได้คำนึงถึงผลที่ตามมา
  • มีปัญหาในการรอคอยสิ่งที่ต้องการ หรือขัดการสนทนาของบุคคลอื่น

คนที่มีสมาธิสั้นนั้นมักจะมีความยากลำบากในการเข้าสังคม เช่น การมีปฏิสัมพันธ์กันในสังคม การรักษามิตรภาพ ซึ่งเป็นอาการที่พบกับผู้ป่วยสมาธิสั้นทุกกลุ่ม เด็กและวัยรุ่นประมาณครึ่งหนึ่งที่เป็นสมาธิสั้นถูกปฏิเสธจากสังคมและเพื่อนร่วมงาน ในขณะที่มีเพียง 10-15% ของกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นคนสมาธิสั้นที่ถูกปฏิเสธจากสังคม ผู้ที่เป็นสมาธิสั้นมีสมาธิที่ไม่ปกติ ส่งผลให้มีความยากลำบากในการประมวลผลทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา ซึ่งอาจจะส่งผลลบต่อการการมีปฏิสัมพันธ์ในสังคม พวกเขาอาจจะเหม่อลอยในวงสนทนา ทำให้ตามวงสนทนาไม่ทัน[19]

เด็กที่มีสมาธิสั้นจะมีความยากลำบากในการจัดการความโกรธ [20] เช่นเดียวกับการเขียน[21] มีพัฒนาการทางการพูด เขียนหนังสือและเคลื่อนไหวที่ช้า[22][23] ถึงแม้ว่าโรคสมาธิสั้นจะทำให้เกิดความบกพร่องเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่ เด็กหลายคนที่มีสมาธิสั้นสามารถรวมสมาธิเพื่อทำงานที่พวกเขาสนใจได้[24]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Kooij, SJ.; Bejerot, S.; Blackwell, A.; Caci, H.; Casas-Brugué, M.; Carpentier, PJ.; Edvinsson, D.; Fayyad, J.; Foeken, K. และคณะ (2010). "European consensus statement on diagnosis and treatment of adult ADHD: The European Network Adult ADHD". BMC Psychiatry 10: 67. PMC 2942810. PMID 20815868. doi:10.1186/1471-244X-10-67. 
  2. Lange, Klaus W.; Reichl, Susanne; Lange, Katharina M.; Tucha, Lara; Tucha, Oliver (December 2010). "The history of attention deficit hyperactivity disorder". ADHD Attention Deficit and Hyperactivity Disorders 2 (4): 241–255. PMC 3000907. PMID 21258430. doi:10.1007/s12402-010-0045-8. สิ่งพิมพ์เผยแพร่เข้าถึงแบบเปิด อ่านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  3. Childress, AC; Berry, SA (12 February 2012). "Pharmacotherapy of attention-deficit hyperactivity disorder in adolescents". Drugs 72 (3): 309–25. PMID 22316347. doi:10.2165/11599580-000000000-00000. 
  4. "Attention-Deficit / Hyperactivity Disorder (ADHD) : Symptoms and Diagnosis". Centers for Disease Control and Prevention. National Center on Birth Defects and Developmental Disabilities. 12 December 2010. สืบค้นเมื่อ 3 July 2013. 
  5. Dulcan, Mina K.; Lake, MaryBeth (2011). Concise guide to child and adolescent psychiatry (4th ed.). Washington, DC: American Psychiatric Pub. p. 34. ISBN 9781585624164. OCLC 754798360. สืบค้นเมื่อ 17 January 2014. 
  6. Willcutt EG (July 2012). "The prevalence of DSM-IV attention-deficit/hyperactivity disorder: a meta-analytic review". Neurotherapeutics 9 (3): 490–9. PMC 3441936. PMID 22976615. doi:10.1007/s13311-012-0135-8. 
  7. Cowen, Philip (2012). Shorter Oxford Textbook of Psychiatry (6th ed.). Oxford University Press. p. 546. ISBN 9780199605613. OCLC 818564703. สืบค้นเมื่อ 17 January 2014.  Cited source of Cowen (2012) : Taylor, Eric. "Attention deficit and hyperkinetic disorders in childhood and adolescence". New Oxford Textbook of Psychiatry (2 ed.). doi:10.1093/med/9780199696758.003.0215. 
  8. Ming Tsuang, Mauricio Tohen, Peter B. Jones, ed. (25 March 2011). Textbook of psychiatric epidemiology (3rd ed.). Chichester, West Sussex: Wiley-Blackwell. p. 450. ISBN 9780470977408. OCLC 678397561. 
  9. Emond V, Joyal C, Poissant H (April 2009). "Structural and functional neuroanatomy of attention-deficit hyperactivity disorder (ADHD)". Encephale (ใน French) 35 (2): 107–14. PMID 19393378. doi:10.1016/j.encep.2008.01.005. 
  10. Singh I (December 2008). "Beyond polemics: science and ethics of ADHD". Nature Reviews Neuroscience 9 (12): 957–64. PMID 19020513. doi:10.1038/nrn2514. 
  11. Bálint S, Czobor P, Mészáros A, Simon V, Bitter I (2008). "[Neuropsychological impairments in adult attention deficit hyperactivity disorder: a literature review]". Psychiatr Hung (ใน Hungarian) 23 (5): 324–35. PMID 19129549. 
  12. National Collaborating Centre for Mental Health (London) (2009). "Attention deficit hyperactivity disorder : diagnosis and management of ADHD in children, young people and adults Attention deficit hyperactivity disorder" (PDF). National Clinical Practice Guideline Number 72 (Leicester : British Psychological Society). ISBN 9781854334718. OCLC 731439170. สืบค้นเมื่อ 17 January 2014. 
  13. Gentile, Julie; Atiq, R; Gillig, PM (2004). "Adult ADHD: diagnosis, differential diagnosis and medication management". Psychiatry 3 (8): 24–30. PMC 2957278. PMID 20963192. 
  14. Parrillo, Vincent (2008). Encyclopedia of Social Problems. SAGE. p. 63. ISBN 978-1-4129-4165-5. สืบค้นเมื่อ 2 May 2009. 
  15. Mayes R, Bagwell C, Erkulwater J (2008). "ADHD and the rise in stimulant use among children". Harv Rev Psychiatry 16 (3): 151–66. PMID 18569037. doi:10.1080/10673220802167782. 
  16. Cohen, Donald J.; Cicchetti, Dante (2006). Developmental psychopathology. Chichester: John Wiley & Sons. ISBN 0-471-23737-X. 
  17. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Ramsay25
  18. 18.0 18.1 18.2 National Institute of Mental Health (2008). "Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD)". United States: National Institutes of Health. 
  19. Coleman WL (August 2008). "Social competence and friendship formation in adolescents with attention-deficit/hyperactivity disorder". Adolesc Med State Art Rev 19 (2): 278–99, x. PMID 18822833. 
  20. "ADHD Anger Management Directory". Webmd.com. สืบค้นเมื่อ 17 January 2014. 
  21. Racine, MB.; Majnemer, A.; Shevell, M.; Snider, L. (Apr 2008). "Handwriting performance in children with attention deficit hyperactivity disorder (ADHD)". J Child Neurol 23 (4): 399–406. PMID 18401033. doi:10.1177/0883073807309244. 
  22. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ICD10
  23. Bellani, M.; Moretti, A.; Perlini, C.; Brambilla, P. (Dec 2011). "Language disturbances in ADHD". Epidemiol Psychiatr Sci 20 (4): 311–5. PMID 22201208. doi:10.1017/S2045796011000527. 
  24. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ pmid22851461

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]