ยุทธการที่อัลอะละมัยน์ครั้งที่สอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ยุทธการที่อัลอะละมัยน์ครั้งที่สอง
เป็นส่วนหนึ่งของ การทัพทะเลทรายตะวันตก ใน สงครามโลกครั้งที่ 2
El Alamein 1942 - British infantry.jpg
24 ตุลาคม 1942: ทหารของกองพลทหารราบที่ 9 ของออสเตรเลียขณะเข้าตี (ช่างภาพ: Len Chetwyn)
วันที่ 23 ตุลาคม–11 พฤศจิกายน 1942
สถานที่ อัลอะละมัยน์, อียิปต์
ผลลัพธ์ สัมพันธมิตรชนะอย่างเด็ดขาด
คู่ขัดแย้ง
อักษะ:
 ไรช์เยอรมัน
 ราชอาณาจักรอิตาลี
สัมพันธมิตร:
 จักรวรรดิอังกฤษ

 ออสเตรเลีย
 นิวซีแลนด์
 แอฟริกาใต้
 ฝรั่งเศสเสรี
 ราชอาณาจักรกรีซ
 สหรัฐ

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
นาซีเยอรมนี เกออร์ก ชตุมม์ 
นาซีเยอรมนี ริทเทอร์ ฟอน โทมา (เชลย)
ราชอาณาจักรอิตาลี เอตโตเร่ บาสติโก้
สหราชอาณาจักร เบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี
กำลัง
ทหาร 116,000 คน[1][a]
รถถัง 547 คัน[b]
รถหุ้มเกราะ 192 คัน[2]
เครื่องบิน 770[4] – 900 ลำ (480 ลำ กำลังซ่อมแซม)[c]
ปืนใหญ่ 552 กระบอก[6]
ปืนต่อต้านรถถัง 496 กระบอก[d] – 1,063[6]
ทหาร 195,000 คน[2]
รถถัง 1,029 คัน[e]
รถหุ้มเกราะ 435 คัน[2]
เครื่องบิน 730 ลำ[f] – 750 ลำ (530 ลำ กำลังซ่อมแซม)[g]
ปืนใหญ่ 892[6] – 908 กระบอก[2]
ปืนต่อต้านรถถัง 1,451 กระบอก[2][h]
กำลังพลสูญเสีย
ทหาร 36,939 ถึง 59,000 คน (9,000 เสียชีวิตหรือสูญหาย, 15,000 บาดเจ็บ, 35,000 ถูกจับเป็นเชลย)
รถถัง 87 คัน
ปืนใหญ่ 254 กระบอก
เครื่องบินเยอรมัน 64 ลำ และ เครื่องบินอิตาลี 20 ลำ
ทหาร 13,560 คน (4,810 เสียชีวิตหรือสูญหาย, 8,950 บาดเจ็บ)
รถถัง 332 คัน
ปืนใหญ่ 111 กระบอก
เครื่องบินอังกฤษ 77 ลำ และ เครื่องบินอเมริกา 20 ลำ

ยุทธการที่อัลอะละมัยน์ครั้งที่สอง (23 ตุลาคม–11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942) เป็นยุทธการในสงครามโลกครั้งที่สองใกล้กับที่หยุดรถไฟอัลอะละมัยน์ (El Alamein) ในอียิปต์ เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรคว้าชัย ยุทธการนี้เป็นจุดเปลี่ยนในการทัพทะเลทรายตะวันตก ยุทธการที่อัลอะละมัยน์ครั้งที่หนึ่งป้องกันฝ่ายอักษะมิให้รุกคืบเข้าไปในอียิปต์มากขึ้น

โดยที่นายพลเออร์วิน รอมเมล แห่งกองกำลังแอฟริกา ของนาซี และนายพลเบอร์นาน มอนโกเมอรี แห่งกองกำลังสัมพันธมิตร กองทัพที่ 8 ต้องใช้แผนทุกวิธีในการรบเพื่อแย่งชิงฐานยุทธศาสตร์คลองสุเอซ ถ้านายพลเออร์วิน รอมเมลสามารถชนะในการรบครั้งนี้ เขาจะสามารถขึ้นเหนือไปสมทบกับกองกำลังนาซีหน่วยอื่น ๆ ที่สหภาพโซเวียต

แต่ถ้านายพลเบอร์นาน มอนโกเมอรี่ชนะในสมรภูมินี้มันจะเป็นจุดพลิกเกมของฝ่ายสัมพันธมิตรทันทีประกอบกับทางฝั่งสัมพันธมิตรก็มีแผนปฏิบัติการยกพลขึ้นบกที่แอฟริกาเหนืออีกต่างหาก

ทั้ง2 ฝ่ายจึงต้องงัดทุกวิธีในการรบครั้งนี้

ซึ่งการรบครั้งแรกนั้นเบอร์นาน มอนโกเมอรี ได้รับชัยชนะในยุทธการย่อย ๆ

การรบครั้งต่อมาคือ การใช้มายากลในการลวงทัพแอฟริกาคอร์ป ว่ามีกองกำลังอยู่ทางใต้จากอัลอะละมัยน์โดยได้ขอช่วยเหลือจากนักมายากลคนหนึ่งในกองทัพจนสามารถสร้างการลวงขนาดใหญ่ได้จน กองทัพแอฟริกาคอร์ปติดกับ

แต่ทว่า มันยังไม่จบเพราะในตอนกลางคืนกองทัพที่8 ของเบอร์นาน มอนโกเมอรี่ ได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีใส่กองทัพแอฟริกาคอร์ป จากทางใต้และทางเหนือ จนกองทัพแอฟริกาครอปได้พ่ายแพ้ในยุทธการอัลอะละมัยน์ จนต้องถอนทัพกลับไปที่ลิเบียและไปสิ้นสุดที่ตูนิเซีย

ชัยของบริเตนพลิกกระแสในการทัพแอฟริกาเหนือและยุติภัยคุกคามของฝ่ายอักษะต่ออียิปต์ คลองสุเอซและทุ่งน้ำมันตะวันออกกลางและเปอร์เซียทางแอฟริกาเหนือ ยุทธการที่อัลอะละมัยน์ครั้งที่สองช่วยฟื้นขวัญกำลังใจของฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นความสำเร็จสำคัญของฝ่ายสัมพันธมิตรครั้งแรกนับแต่ปฏิบัติการครูเซเดอร์ในปลายปี 1941 ยุทธการดังกล่าวสอดคล้องกับการบุกครองแอฟริกาเหนือของฝรั่งเศสของฝ่ายสัมพันธมิตรในปฏิบัติการคบเพลิงซึ่งเริ่มในวันที่ 8 พฤศจิกายน ตลอดจนยุทธการที่สตาลินกราดและการทัพกัวดัลคะแนล

หมายเหตุ[แก้]

  1. In Playfair the estimate for this figure is 104,000 comprising 54,000 Italians and 50,000 Germans including the 19th Flak Division and the Ramcke Parachute Brigade, both Luftwaffe units. In addition, there were approximately a further 77,000 Italians in North Africa who did not come under the Panzerarmee.[2]
  2. 249 German tanks and 298 Italian tanks. Broken down as follows: 31 Panzer II, 85 Panzer III (short 50mm main gun), 88 Panzer III (long 50mm main gun), 8 Panzer IV (short 75mm main gun), 30 Panzer IV (long 75mm main gun), 7 command tanks, 278 Fiat M13/40 variants and 20 Italian light tanks. A further 23 German tanks, that were under repair, have been excluded from the above total.[3]
  3. 275 German ((150 serviceable) including 80 dive bombers) and 400 Italian (200 serviceable) aircraft. There was a further 225 (130 serviceable) German bombers that were based within Italy and Greece. There was an additional 300 German and Italian transport aircraft, which have been excluded from the overall total.[5]
  4. 68 7.65 cm (Source possibly means the 7.62 cm PaK 36(r)) anti-tank guns, 290 50mm Pak 38 anti-tank guns, 88mm flak guns.[7]
  5. 1,029 tanks were ready for action at the start of the battle, this figure consisted of: 170 M3 Grant and 252 M4 Sherman medium tanks, 216 Crusader II and 78 Crusader III cruiser tanks, 119 M3 Stuart (also known as Honey) light tanks and 194 Valentine Infantry tanks. There was also 200 tanks available as replacements and over 1,000 tanks were in various stages of repair, overhaul or being modified within workshops.[8]
  6. There was a front line strength of 420 fighters, of which only 50 were Supermarine Spitfire and nearly half were Hawker Hurricane.[4]
  7. This figure excludes 54 transport aircraft.[5]
  8. Of which, 554 were 2 pounder anti-tank guns and 849 were 6 pounder anti-tank guns.[7]

อ้างอิง[แก้]

  1. Buffetaut, p. 95
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 Playfair, p. 30
  3. Playfair, pp. 9–11
  4. 4.0 4.1 Barr, p. 304
  5. 5.0 5.1 Playfair, p. 3
  6. 6.0 6.1 6.2 Barr, p. 276
  7. 7.0 7.1 Playfair, p. 10
  8. Playfair, p. 9