จักรวรรดิซิกข์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก อาณาจักรซิกข์)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ระวังสับสนกับ ราชอาณาจักรสิกขิม
จักรวรรดิสิกข์

ਸਰਕਾਰ-ਏ-ਖਾਲਸਾ
سرکارِ خالصہ
Sarkar-i Khalsa
1799–1849
ธงชาติของจักรวรรดิสิกข์
อินเดียราวปี 1805 แสดงการปกครองของสิกข์ทางตอนบนของแผนที่
อินเดียราวปี 1805 แสดงการปกครองของสิกข์ทางตอนบนของแผนที่
เมืองหลวงลาฮอร์
ภาษาทั่วไป
ศาสนา
ศาสนาสิกข์ และศาสนอื่น ๆ
การปกครองราชาธิปไตย
มหาราชา 
• 1801–1839
รณชีต สิงห์
• 1839
ขารัก สิงห์
• 1839–1840
นาว นิหัล สิงห์
• 1840–1841
จันทะ กาวร์
• 1841–1843
เชร์ สิงห์
• 1843–1849
ทุลีป สิงห์
• 1843–1849
ชินทะ กาวร์
(ผู้สำเร็จราชการ)
วะซีร์ 
• 1799–1818
Jamadar Khushal Singh[4]
• 1818–1843
Dhian Singh Dogra
• 1843–1844
Hira Singh Dogra
• 14 May 1845 – 21 September 1845
Jawahar Singh Aulakh
• 1845–1846
ลาล สิงห์
• 31 มกราคม 1846 – 9 มีนาคม 1846
กุหลาบ สิงห์[5]
ยุคประวัติศาสตร์ยุคใหม่ตอนต้น
• รณชีต สิงห์ เข้ายึดครองเมืองลาฮอร์
7 กรกฎาคม 1799
29 มีนาคม 1849
ประชากร
• 1831
3,500,000[6]
สกุลเงินนานักชาฮีซิกเก (Nanak Shahi Sikke)
ก่อนหน้า
ถัดไป
Sikh Confederacy
Durrani Empire
Maratha Empire
Punjab Province (British India)
Jammu and Kashmir (princely state)
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ประวัติศาสตร์อินเดีย
Satavahana gateway at Sanchi, 1st century CE

จักรวรรดิซิกข์ หรือ จักรวรรดิสิกข์ (หรือ สิกข์ขาลสาราช หรือ Sarkar-i Khalsa[7]) เป็นอดีตรัฐที่มีอาณาเขตอยู่ในอนุทวีปอินเดีย ตั้งขึ้นภายใต้การนำของมหาราชารณชีต สิงห์ ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิฆราวาสนิยมขึ้นในภูมิภาคปัญจาบ[8] จักรวรรดิเริ่มต้นขึ้นในปี 1799 เมื่อมหาราชารณชีต สิงห์ เข้ายึดครองเมืองลาฮอร์ และสิ้นสุดในปี 1849[1][9] ระหว่างจุดรุ่งเรืองสูงสุดของจักรวรรดิในศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิครอบคลุมพื้นที่จากไคเบอร์พาสส์ทางตะวันตกไปถึงทิเบตตะวันตกในทางตะวันออก และจากมิตันโกตในทางใต้ ไปถึงกัศมีร์ในทางเหนือ จักรวรรดิสิกข์มีประชากรราว 3.5 ล้านคนในปี 1831 (ทำให้เป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดเป็นลำดับที่ 19) ด้วยประชากรที่มีความหลากหลายทางศาสนาสูง[6]

การก่อตั้งของจักรวรรดิสิกข์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมหาราชารณชีต สิงห์ เข้ายึดครองเมืองลาฮอร์จากผู้ปกครองเดิม ซะมัน ชาห์ ดูร์รานี ตามด้วยการค่อย ๆ ขับไล่ชาวอัฟกันออกจากบริเวณผ่านสวครามอัฟกัน-สิกข์ และการรวมกันของมิสล์ (misls) ย่อย ๆ ของชาวซิกข์ในบริเวณ รณชีต สิงห์ แต่งตั้งตนเองเป็นมหาราชาแห่งปัญจาบในวันที่ 12 เมษายน 1801 (ตรงกับวันวิสาขี) โดยมีท่านซาฮิบสิงห์เบดี (Sahib Singh Bedi) ลูกหลานของคุรุนานัก เป็นผู้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษก[10]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Wikisource-logo.svg Chisholm, Hugh, บ.ก. (1911). "Ranjit Singh" . สารานุกรมบริตานิกา ค.ศ. 1911. 22 (11 ed.). สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์. p. 892.
  2. Grewal, J. S. (1990). The Sikhs of the Punjab, Chapter 6: The Sikh empire (1799–1849). The New Cambridge History of India. Cambridge University Press. p. 112. ISBN 0-521-63764-3. The continuance of Persian as the language of administration.
  3. Fenech, Louis E. (2013). The Sikh Zafar-namah of Guru Gobind Singh: A Discursive Blade in the Heart of the Mughal Empire. Oxford University Press (USA). p. 239. ISBN 978-0199931453. We see such acquaintance clearly within the Sikh court of Maharaja Ranjit Singh, for example, the principal language of which was Persian.
  4. Grewal, J.S. (1990). The Sikhs of the Punjab. Cambridge University Press. p. 107. ISBN 0-521-63764-3. สืบค้นเมื่อ 15 April 2014.
  5. Satinder Singh, Raja Gulab Singh's Role 1971, pp. 46–50.
  6. 6.0 6.1 Amarinder Singh's The Last Sunset: The Rise and Fall of the Lahore Durbar
  7. Waheeduddin 1981, p. 15.
  8. "Ranjit Singh: A Secular Sikh Sovereign by K.S. Duggal. (Date:1989. ISBN 8170172446)". Exoticindiaart.com. 3 September 2015. สืบค้นเมื่อ 2009-08-09.
  9. Grewal, J. S. (1990). The Sikhs of the Punjab, Chapter 6: The Sikh empire (1799–1849). The New Cambridge History of India. Cambridge University Press. ISBN 0-521-63764-3.
  10. The Encyclopaedia of Sikhism Archived 8 May 2014 at the Wayback Machine., section Sāhib Siṅgh Bedī, Bābā (1756–1834).

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]