อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อาณาเขตอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ เป็นอารยธรรมในยุคสำริด (ประมาณ 2500 - 1900 ก่อนคริสตกาล) ถือกำเนิดขึ้นบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุในประเทศอินเดียและปากีสถานในปัจจุบัน ถือเป็นอารยธรรมยุคแรกๆของโลก ซึ่งนักโบราณคดีเรียกว่ายุคฮารัปปัน วัฒนธรรมเก่าสุดเริ่มจาก

  1. เมืองอัมรี (Amri) บริเวณปากแม่น้ำสินธุ อายุ 4,000 B.C. พบเครื่องปั้นดินเผาระบายสี คล้ายของเมโสโปเตเมีย
  2. เมืองฮารับปา และโมเหนโจ –ดาโร อายุ 2,600 – 1,900 B.C.
  3. เมืองชุคาร์ และจันหุดาโร อายุ 1,000 – 500 B.C.

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ มีเมืองสำคัญที่ได้รับการขุดค้นแล้ว 2 แห่ง คือ เมืองฮารับปา และโมเหนโจ – ดาโร ทั้งสองเมืองมีอารยธรรมที่เหมือนกันทุกประการ แม้ห่างกัน 350 ไมล์(600 กิโลเมตร) จัดเป็นสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ อินเดีย เพราะพบจารึกจำนวนมาก แต่ยังไม่มีผู้ใดอ่านออก

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุถูกโจมตีอย่างรุนแรง พบโครงกระดูกถูกฆ่าตายจำนวนมาก หรืออาจล่มสลายเพราะภัยธรรมชาติ เช่นน้ำท่วม หรือโรคระบาด หรือเพราะความมั่งคั่ง

ชาวอารยันผู้รุกราน ค่อยๆแพร่จากภาคเหนือไปทางตะวันออก และลงไปทางใต้อย่างช้าๆ ลงไปยังดินแดนคาบสมุทรเดคข่าน (ซึ่งยังเป็นวัฒนธรรมหินใหม่อยู่) นำเอาทองแดง และเหล็กไปเผยแพร่ ทางใต้จึงเปลี่ยนจากหินใหม่เป็นโลหะทันที

เมื่ออารยันตั้งหลักแหล่งในประเทศอินเดียแล้ว จึงเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์อินเดียอย่างแท้จริง


ลักษณะสำคัญของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ[แก้]

ซากเมืองโมเฮนโจดาโร
ประติมากรรมอารยธรรมสินธุ

คือ ความเป็นแบบเดียวกัน (Uniformity) และ เป็นอนุรักษนิยม(Conservation)

  • การวางผังเมือง (City Planning) แผนผังมีระเบียบ งดงาม มีถนนตัดกัน แบ่งเมืองเป็นตารางแยกพื้นที่ใช้สอยออกจากกัน เช่นที่อยู่อาศัย อาคารสาธารณะ ที่อยู่ช่างฝีมือ ยุ้งข้าว ป่าช้า ท่าเรือ พื้นที่ทางศาสนา? แสดงถึงความรู้ด้านวิศวกรรมการสำรวจและเรขาคณิตอย่างดี
  • มีถนน และซอยตัดกันเป็นมุมฉาก บ้านอยู่ 2 ฟาก ถนนมีเสาตะเกียงเป็นระยะๆ
  • การสุขาภิบาล มีประสิทธิภาพมาก ทุกบ้านมีห้องน้ำ มีท่อระบายน้ำเสีย-น้ำดี พบอ่างอาบน้ำใหญ่ เจริญกว่าอารยธรรมอื่นจนสมัยโรมันจึงมีห้องน้ำดีๆเทียบได้
  • มีการสร้างกำแพงเมืองและป้อมปราการเพื่อกันผู้รุกราน มีอาวุธ กระสุนดินเผา
  • การค้าและการขนส่ง ติดต่อเอเชียกลาง อัฟกานิสถาน เปอร์เซีย อินเดียตอนใต้ เพื่อนำวัตถุดิบมาผลิตเครื่องใช้เครื่องประดับ พบภาพเรือบนดวงตรา ลักษณะเรือคล้ายอียิปต์ พบอูฐ พาหนะเทียมเกวียนเทียมวัว มี 2 ล้อ 4 ล้อ พบลูกตุ้มน้ำหนัก
  • การเพาะปลูก ทานข้าวสาลีเป็นอาหารหลัก
  • เลี้ยงสัตว์ สุนัข วัว ควาย หมู แกะ ปลา ไก่ ลา ช้าง แมว
  • ที่อยู่อาศัย ลักษณะอาคารแบบเดียวกันหมด หลังคาแบนราบ มีบ้านใหญ่ บ้านเล็ก ชั้นเดียวและหลายชั้น มีห้องเดียวถึงหลายห้อง สร้างแบบเรียบๆไม่มีการประดับประดา อาคารทำด้วยอิฐเผาไฟ อิฐขนาดเดียวกันทั้งหมด
  • การแต่งกาย ใช้ผ้าฝ้าย และหนังสัตว์ ชาย/หญิง แต่งกายด้วยผ้า 2 ชิ้น ล่างเป็นผ้านุ่งแบบโธติ มีเชือกคาดเอว ท่อนบนเปิดไหล่ขวา มีเครื่องประดับผม และเครื่องประดับอื่นๆ เช่นสร้อย กำไล หวี แหวน เข็มขัด ตุ้มหู ผู้ชายไว้ผมยาว มีสายคาดศีรษะ ผู้หญิงมีทรงผมหลายแบบ
  • ศิลปกรรม ไม่พบศิลปกรรมชิ้นใหญ่เลย เช่น รูปแกะสลักจากหินรูปชายมีเครา(อาจเป็นนักบวช) สูง 7 นิ้ว ที่เมืองโมเหนโจ -ดาโร รูปหญิงสาวในท่าร่ายรำ ทำด้วยสำริด หน้าตาพื้นเมือง รูปสลักหินผู้ชายคล้ายศิลปะกรีกโบราณ รูปปั้นดินเผาชาย/หญิง รูปปั้นสัตว์ เช่น วัวตัวผู้ ควาย สุนัข แกะ ช้าง แรด หมู ลิง เต่า นก พบเกวียนมีล้อ เกวียนเทียมวัว เป็นของเด็กเล่น พบภาชนะดินเผา ภาชนะโลหะ
  • พบนกหวีด พบลูกเต๋า พบของเขย่าเด็กเล่น พบช้อนดินเผา
  • โดยเฉพาะตราประทับ พบมากกว่า 2,000 อัน สลักจากหิน บนตรามีตัวอักษรและมีภาพสัตว์ต่างๆ ภาพสัตว์ผสมหมีกึ่งคน สัตว์ในจินตนาการ 3-6 หัว ภาพคนใต้ต้นไม้มีสัตว์ล้อมรอบ อาจเป็นต้นเค้าพระศิวะต่อมา ภาพต้นโพธิ์ ภาพวัวหน้าแท่นบูชาหรือรางหญ้า ภาพผู้หญิงกับต้นไม้(ยักษิณี) ภาพเรือ ดวงตราสลักฝีมือประณีตมาก ถูกต้องตามลักษณะธรรมชาติ อาจเป็นดวงตราบริษัทการค้า หรือของพ่อค้าแต่ละคน หรือของคนสำคัญประจำตัว หรือเครื่องรางของขลัง
  • ศาสนา ไม่พบโบสถ์วิหารใหญ่โต แต่ชาวสินธุคงนับถือเทพเจ้าหลายองค์ เช่น เทพีเจ้าแม่ เทพเจ้าผู้ชาย ศิวลึงค์ นับถือต้นไทร ต้นโพ ม้ามีเขา เทพมีงูจงอางแผ่แม่เบี้ยเหนือศีรษะ นับถือพระอาทิตย์ มีรูปสวัสดิกะ รูปวงล้อรถ
  • การทำศพ มีการเผาศพ เก็บขี้เถ้าใส่โกศ หรือฝังศพพร้อมของใช้ และนำศพให้แร้งการกิน แล้วจึงเก็บกระดูกใส่โกศ

สามเณร อานนท์ ธูปน้ำคำ

ดูเพิ่ม[แก้]