สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
Muangthongutd.png
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
SCG Muangthong United Football Club
ฉายา กิเลนผยอง
ก่อตั้ง พ.ศ. 2532[1]
สนาม เอสซีจี สเตเดียม
อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ประเทศไทย
Ground ความจุ 17,500 ที่นั่ง
เจ้าของ บริษัท เมืองทอง ยูไนเต็ด จำกัด
ประธาน พงษ์ศักดิ์ ผลอนันต์
ผู้จัดการ เพียรศักดิ์ อ่อนสำอางค์
ผู้ฝึกสอน ธชตวัน ศรีปาน
ลีก ไทยลีก
2559 ไทยลีก, อันดับที่ 1
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
ฤดูกาลปัจจุบัน


สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เป็นสโมสรฟุตบอลในประเทศไทย ลงเล่นในระดับไทยพรีเมียร์ลีก โดยเลื่อนชั้นขึ้นมาในฐานะแชมป์ดิวิชั่น 1 เมื่อจบฤดูกาลไทยลีกดิวิชัน 1 2551

ประวัติสโมสร[แก้]

ยุคแรก[แก้]

เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2532 ชื่อแรกที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยคือ "ทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสสรณ์" เริ่มแข่งขันจากถ้วยพระราชทานประเภท ง ซึ่งเป็นถ้วยที่เล็กสุด กระทั่งในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกดิวิชัน 1 ฤดูกาล 2545–2546 ทีมโรงเรียนนองจอกพิทยานุสรณ์ ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สโมสรฟุตบอลไข่มุกดำหนองจอก"[2] โดยได้วีระ มุสิกพงศ์ อดีตนักการเมืองเข้ามาทำทีม แต่ทำทีมได้เพียงแค่ฤดูกาลเดียว เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ วีระก็เลิกลาไปโดยที่ทีมยังคงอยู่ในลีกดิวิชัน 1 ต่อไป[3]

เข้าสู่ระบบลีก[แก้]

ฤดูกาลต่อมาของไทยลีกดิวิชัน 1 2546 - 2547 ทีมเปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามกลุ่มที่เข้ารับทำทีมต่อคือ สโมสรฟุตบอลหลักทรัพย์โกล์เบล็ค หนองจอก โดยมีสมศักดิ์ เซ็นเชาวนิช เป็นผู้จัดการทีม แต่ปีนั้นทีมทำผลงานได้ย่ำแย่ จนสุดท้ายก็ต้องตกชั้นไปเล่นในถ้วยพระราชทานประเภท ข ในฤดูกาล 2547-2548 โดยกลับไปใช้ชื่อเดิม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ต่อมา สมาคมฟุตบอลฯ ต้องการยกระดับลีกการแข่งขันในประเทศของไทย ให้เป็นสากลมากขึ้น จึงก่อตั้ง ลีกภูมิภาค ดิวิชัน 2 ขึ้นมา โดยนำทีมจากถ้วยพระราชทาน ข และ ค มาผสมรวมกันเพื่อแข่งขันในลีกนี้ในฤดูกาล ซึ่ง ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ได้สิทธิ์เข้าแข่งขันด้วย และปีนั้นกับลีกดิวิชัน 2 ของไทยครั้งแรกในชื่อทีม เมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด โดยผู้สนับสนุนทีมคือ ระวิ โหลทอง ที่รับตำแหน่งประธานสโมสร[1]

เริ่มต้นความสำเร็จ[แก้]

เริ่มต้นที่ปี พ.ศ. 2550 ปีนั้นทีมใชผู้ฝึกสอนอย่าง นพพร เอกศาสตรา คุมทีมโดยมี โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ ชาวเบลเยี่ยมเป็นผู้จัดการทีม ปีนั้นเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ดได้แชมป์ลีกดิวิชัน 2 ครั้งแรกพร้อมได้สิทธิ์ขึ้นไปเล่นลีกดิวิชัน 1 ในปี พ.ศ. 2551 ในปีต่อมา ผู้ฝึกสอนอย่าง สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ สามารถพาทีมคว้าแชมป์ไทยลีกดิวิชัน 1 2551 มาครอบครองได้สำเร็จ พร้อมขึ้นชั้นมาเล่นไทยพรีเมียร์ลีก 2552 (ไทยลีก ครั้งที่ 13)

ไทยพรีเมียร์ลีก 2552 อันเป็นครั้งแรกของทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ที่ได้ขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดของประเทศ นับจากก่อตั้งสโมสรมา 20 ปีนั้น ปีนั้น เมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ดสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกของไทยไล่จากลีกดิวิชัน 2, ดิวิชัน 1 จนถึงลีกสูงสุดโดยใช้เวลาเพียง 3 ปี

ไทยพรีเมียร์ลีก[แก้]

ขันนั้นก็ได้แชมป์ ถ้วยพระราชทานประเภท ก ที่สามารถชนะการท่าเรือไทย ได้ 2-0 ส่วนถ้วยอื่น ๆ อย่างเอเอฟซีคัพ และไทยคม เอฟเอคัพ ได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ

ฤดูกาล 2554 สโมสรฟุตบอลเมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ดได้ลงป้องกันแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ครั้งนี้ทีมพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะได้เป็นแชมป์ 3 สมัยติดต่อกัน แต่ด้วยการไปเล่นเอเอฟซีคัพ ทำให้มีการเหนื่อยล้าของนักเตะ[4]รวมถึงการเปลี่ยนผู้ฝึกสอนใหม่จากเรอเน เดอซาแยร์ ชาวเบลเยี่ยมมาเป็นกาสโมสรฟุตบอลเมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2552 ในฤดูกาลก่อนได้ลงป้องกันแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก โดยตลอดทั้งฤดูกาลก็ทำผลงานได้ดีจนได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2553 เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ซึ่งการได้ 2 สมัยนั้นทำให้มีสถิติเทียบเท่าบีอีซี เทโรศาสน, ธนาคารกรุงไทย และทหารอากาศ (หรือแอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) [5] ส่วนก่อนฤดูกาลแข่งร์ลูส โรเบร์ตู จี การ์วัลยู ชาวบราซิลและเฮ็นริเก คาลิสโต ชาวโปรตุเกสในช่วงเลก 2 ของฤดูกาลมีการเซ็นสัญญาซื้อร็อบบี ฟาวเลอร์ ตำนานกองหน้าของ ลิเวอร์พูล เข้าร่วมทีม ต่อมาในเดือนกันยายน คาลิสโต ที่พาทีมตกรอบเอเอฟซีคัพ ถูกทางสโมสรปลดออก และร็อบบี ฟาวเลอร์ ตำแหน่งเพลเยอร์-เมเนเจอร์ (เป็นทั้งผู้จัดการทีมและผู้เล่น) โดยทำการคุมทีมนัดแรกในนัดที่พบกับเอสซีจี สมุทรสงคราม หลังจากนั้นอีกไม่นาน เมื่อเมืองทอง ยูไนเต็ด ได้เพียงอันดับ 3 ในฤดูกาลนี้ ทำให้ฟาวเลอร์ ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง[6]

ในฤดูกาล 2555 เอสซีจี ได้เซ็นสัญญาเพื่อมาเป็นผู้สนับสนุนของทีม โดยมีมูลค่าสัญญามากถึง 600 ล้านบาท[7] และได้ทำการเปลี่ยนชื่อสนาม จาก ยามาฮ่า สเตเดียม มาเป็น เอสซีจี สเตเดียม และชื่อทีมจาก เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด มาเป็น เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ส่วนโลโก้ของสโมสรก็มีการเปลี่ยนให้ตัวกิเลนทั้ง 2 ตัว มีขาชิดกันมากขึ้นกว่าเดิม ช่วงก่อนเปิดฤดูกาลก็ได้มีการซื้อเอกภูมิ โพธารุ่งโรจน์, มงคล นามนวด, อัดนัน บาราคัท และมารีโอ ยูโรฟสกี มิดฟิลด์ทีมชาติมาซิโดเนียเข้ามาร่วมทีม รวมถึงการเซ็นสัญญาผู้ฝึกสอนคนใหม่ คือ สลาวีชา วอคานอวิช ชาวเซอร์เบียโดยผลงานจบเลกแรก ด้วยการเป็นอันดับที่ 1 ของตารางไทยพรีเมียร์ลีก 2555 หลังจากนั้นก่อนเปิดเลกที่ 2 ก็ได้มีการซื้อนักเตะเพิ่มเติม โดยมีเอดีบัลโด โรคัซ เอร์โมซา ปีกทีมชาติโบลิเวีย และเปาโล เรนเกิล นักเตะบราซิล ต่อมาในช่วงเดือนกันยายน ทีมได้ตกรอบโตโยต้า ลีกคัพ ด้วยการแพ้ทีโอที เอสซี และตกรอบไทยคม เอฟเอคัพด้วยการแพ้อาร์มี ยูไนเต็ด แต่ทีมยังรักษาอันดับ 1 ไว้ได้ตั้งแต่เลกแรก และจนถึงช่วงปลายเลกที่ 2 ทีมก็ยังรักษาฟอร์มที่ดีไว้ได้ จนเหลือ 3 นัดสุดท้าย เมื่อแต้มได้ทิ้งห่าง ชลบุรี เอฟซี ทีมอันดับที่ 2 มากพอที่จะได้เป็นแชมป์อย่างเป็นทางการตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาล โดยมีการฉลองแชมป์ที่เอสซีจี สเตเดียม ในนัดที่พบกับชัยนาท เอฟซี โดยหลังจบเกม ทางสโมสรให้แฟนบอลได้ฉลองกันอย่างเต็มที่ และให้ลงมาสัมผัสสนามหญ้าของเอสซีจี สเตเดียม รวมไปถึงให้พบกับนักฟุตบอลของทีมอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง และฤดูกาลหน้า สโมสรจึงได้สิทธิ์ไปเล่นเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกในรอบแบ่งกลุ่ม และปีนี้เองที่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้ทำสถิติไร้พ่ายเป็นทีมแรกของเมืองไทยและของสโมสร

คู่แข่ง[แก้]

ชลบุรี[แก้]

หลังจากที่เมืองทอง ยูไนเต็ด สามารถขึ้นชั้นและได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2552 ก็ได้แข่งขันแย่งตำแหน่งแชมป์กับชลบุรี มาโดยตลอด ทำให้เมื่อพบกันจึงได้รับขนานนามว่า "เอลกลาซีโกเมืองไทย"[8] ในปี พ.ศ. 2554 มีการแข่งขันนัดสำคัญคือการแข่งขัน ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ก โดยชลบุรีชนะ 2–1 และต่อมาเมื่อทั้งสองทีมลงแข่งขันกัน ก็จะมีแฟนบอลให้ความสนใจติดตามเป็นจำนวนมาก ปัจจุบัน เริ่มมีความสนใจลดน้อยลง เพราะ ช่วงนั้น บุรีรัมย์มาแรงมาก ทีมชลบุรีก็เริ่มดร็อปลงตามลำดับ

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด[แก้]

ภายหลังการเข้าซื้อทีมการไฟฟ้าของเนวิน ชิดชอบ สำหรับการแข่งขันไทยพรีเมียร์ลีก 2553 ในชื่อ "บุรีรัมย์ พีอีเอ" ด้วยทุนมหาศาล ทำให้บุรีรัมย์ขึ้นมาเป็นทีมแถวหน้าในการแข่งขันไทยลีก และเป็นคู่แข่งกับเมืองทอง ยูไนเต็ด จนถึงปัจจุบัน โดยมีการแข่งขันสำคัญมากมาย เช่น ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ก. ในปี พ.ศ. 2556, 2557 และ 2559 ซึ่งตั้งแต่การเข้าซื้อทีมและเปลี่ยนเป็นชื่อบุรีรัมย์นั้น เมืองทองยังไม่สามารถชนะบุรีรัมย์ได้ จนถึงในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559 เมืองทอง ยูไนเต็ด สามารถบุกไปเอาชนะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ 3-0 ซึ่งได้ 2 ประตูจากเคลย์ตง ซิลวา และ อดิศักดิ์ ไกรษร อีก 1 ประตู[9]

ตราสัญลักษณ์และชุดแข่งขัน[แก้]

ผู้ผลิตชุดแข่งขัน[แก้]

ฤดูกาล เสื้อ ผู้สนับสนุน
2008 แกรนด์ สปอร์ต ยามาฮ่า
2009–2010 อาดิดาส ยามาฮ่า
2011 แกรนด์ สปอร์ต ยามาฮ่า
2012– แกรนด์ สปอร์ต เอสซีจี, ยามาฮ่า

สนาม[แก้]

เอสซีจี สเตเดียม
เอสซีจี สเตเดียม
Thunder Dome Stadium (Thailand).jpg
ที่ตั้ง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ประเทศไทย
เจ้าของ สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
ผู้ดำเนินการ สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
พื้นสนาม หญ้า
ความจุ 15,000 ที่นั่ง[1]
การก่อสร้าง
เปิดใช้สนาม พ.ศ. 2541
ผู้ใช้งาน
สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลเมืองทองยูไนเต็ด ใช้สนามเอสซีจีสเตเดียม เป็นสนามเหย้า โดยสนามแห่งนี้อยู่หลังอาคารชาเลนเจอร์ นอกจากนี้ยังมีห้องวีไอพีบ็อก ให้บริการ และพื้นที่สำหรับผู้สื่อข่าว รวมถึงห้องแถลงข่าว

สำหรับสนามเอสซีจี สเตเดียม นั้นปัจจุบันมีความจุ 15,000 ที่นั่ง ได้มาตรฐานสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย[10] ย้อนกลับไปปี พ.ศ 2550 สภาพสนามเอสซีจีสเตเดียม ซึ่งยังเรียกว่า ธันเดอร์โดมสเตเดียม แสดงพัฒนาการให้เห็นขึ้นตามลำดับ ไล่มาตั้งแต่การคว้าแชมป์ดิวิชัน 2 ในปี 2550 ก่อนจะก้าวไปอีกขั้นกับ แชมปืดิวิชัน 1 ในปี 2551 ต่อด้วย แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก ในปี 2552 จนแฟนคลับมีจำนวนเพื่มขึ้นตามลำดับ จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อสนามเป็น ยามาฮ่า สเตเดี้ยม พร้อมลงมือก่อสร้างอัฒจรรย์ทั้ง 3ด้าน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและในปี 2553 ได้ทำการปรับปรุงพื้นสนาม โดยใช้หญ้าพันธุ์ดีอย่าง "พาสพาลัม"[11] ขณะที่ส่วนอัฒจรรย์ ที่นั่งของสนามยามาฮ่าสเตเดียม ยังติดตั้งเก้าอี้ จำนวน 9,000 ที่นั้ง ในอัฒจรรย์ฝั่งทิศตะวันออกและตะวันตก ปี 2555 ได้เปลี่ยนชื่อตามสปอนเซอร์ใหม่เป็น "เอสซีจี สเตเดียม"

อนาคตทางเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดมีแผน 2 แผนคือ ต่อเติมให้มีความจุ 40,000 คน หรือสร้างสนามใหม่เพื่อรองรับแฟนบอล 35,000 คน ซึ่งใช้งบราว 500-700 ล้านบาท[12]

เกียรติประวัติ[แก้]

จนถึงฤดูกาล 2558 เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้แชมป์ไทยลีก 3 สมัย, ฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ก. 1 สมัย, ไทยลีกดิวิชั่น 1 1 สมัย และ ลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 1 สมัย

เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้แชมป์ลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ในฤดูกาล 2550 ทำให้ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นใน ไทยลีกดิวิชั่น 1 ในฤดูกาลถัดมา จากผลงานที่ยอดเยี่ยมทำให้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยพรีเมียร์ลีก ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ฤดูกาล อีกทั้งยังสามารถคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลแรกที่ขึ้นชั้นและในฤดูกาลถัดมาอีกด้วย และเป็นแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2555 ด้วยการไม่แพ้ในลีก

การแข่งขัน[แก้]

ไทยลีก[แก้]

ผู้เล่น[แก้]

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]

ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2560[13]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1 ไทย GK กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ (รองกัปตันทีม)
2 ไทย DF พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา
3 ไทย DF ธีราทร บุญมาทัน (รองกัปตันทีมที่ 2)
5 ญี่ปุ่น DF นะโอะอะกิ อะโอะยะมะ
6 ไทย MF สารัช อยู่เย็น
7 บราซิล FW เอเบร์ชี เฟร์นังจิส
8 ไทย MF ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร
10 ไทย FW ธีรศิลป์ แดงดา (กัปตันทีม)
11 ไทย FW อดิศักดิ์ ไกรษร
13 ไทย MF รัชพล นาวันโน
15 เกาหลีใต้ MF อี โฮ
16 ไทย MF ศนุกรานต์ ถิ่นจอม
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
19 ไทย DF ทริสตอง โด
21 ไทย MF ประกิต ดีพร้อม
23 ไทย MF ชาริล ชับปุยส์
25 ไทย DF อดิศร พรหมรักษ์
28 ไทย GK ประสิทธิ์ ผดุงโชค
29 บราซิล DF ซีลีอู ซังตูซ
33 ไทย DF พิทักษ์พงษ์ กุลสุวรรณ
34 ไทย MF วัฒนา พลายนุ่ม
37 ไทย GK พุทธิพงษ์ พรมลี
59 ไทย DF นุกูลกิจ ครุฑใหญ่
77 บราซิล FW เลอันโดร อัสซัมเซา
99 ไทย FW สิโรจน์ ฉัตรทอง

ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว[แก้]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
ไทย GK ทาโร่ ประสานการ (ไป บางกอก จนจบฤดูกาล)
ไทย MF วสันต์ สมานสินธุ์ (ไป นครปฐม ยูไนเต็ด จนจบฤดูกาล)
ไทย MF ปฏิภาณ ปิ่นเสริมสูตรศรี (ไป นครปฐม ยูไนเต็ด จนจบฤดูกาล)
ไทย MF พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี (ไป พัทยา ยูไนเต็ด จนจบฤดูกาล)
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
ไทย MF วงศกร ชัยกุลเทวินทร์ (ไป พัทยา ยูไนเต็ด จนจบฤดูกาล)
ไทย MF ชนาธิป สรงกระสินธ์ (ไป คอนซาโดเล ซัปโปะโระ จนจบฤดูกาลปี 2561)
ไทย MF สรวิทย์ พานทอง (ไป ศรีสะเกษ จนจบฤดูกาล)
ไทย MF อนุวัฒน์ เพียรแก้ว (ไป ศรีสะเกษ จนจบฤดูกาล)

ผลงานตามฤดูกาลแข่งขัน[แก้]

ฤดูกาล ลีก เอฟเอคัพ ลีกคัพ ถ้วย ก เอเอฟซี
แชมเปียนส์ลีก
เอเอฟซีคัพ อาเซียน
คลับ
ผู้ทำประตูสูงสุด
ระดับแข่งขัน แต้ม อันดับ ชื่อผู้ทำประตู ประตู
2550 ดิวิชัน 2 22 15 5 2 39 19 50 1
2551 ดิวิชัน 1 30 19 8 3 58 17 65 1 ยาย่า 12
2552 ไทยลีก 30 19 8 3 48 20 65 1 รอบ 3 ดาโน 10
2553 ไทยลีก 30 20 7 3 64 19 67 1 รอบ 2 รอบ 4 1 รอบคัดเลือก รอบรองชนะเลิศ ดาโน 15
2554 ไทยลีก 34 17 9 8 54 32 60 3 รองชนะเลิศ รอบ 5 รองชนะเลิศ คัดเลือก ก่อนรองชนะเลิศ ธีรศิลป์ 13
2555 ไทยลีก 34 25 9 0 78 31 84 1 รอบก่อนรองชนะเลิศ รอบ 5 ธีรศิลป์ 24
2556 ไทยลีก 32 21 8 3 61 33 71 2 รอบรองชนะเลิศ รอบ 16 ทีม รองชนะเลิศ แบ่งกลุ่ม ธีรศิลป์ 18
2557 ไทยลีก 38 20 11 7 66 36 62 5 รอบ 8 ทีม รอบ 8 ทีม รองชนะเลิศ เพลย์ออฟ มารีโอ 13
2558 ไทยลีก 34 21 8 5 81 35 71 2 รองชนะเลิศ รอบ 32 ทีม เคลย์ตง 25
2559 ไทยลีก 31 26 2 3 73 24 80 1 รอบ 8 ทีม 1 รองชนะเลิศ รอบคัดเลือกรอบที่ 3 เคลย์ตง 27
ชนะเลิศ รองชนะเลิศ ตกชั้น เลื่อนชั้น

บุคลากร[แก้]

หัวหน้าผู้ฝึกสอน[แก้]

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึงปัจจุบัน

วันที่ ชื่อ สัญชาติ
2550 นพพร เอกศาสตรา ไทย ไทย
2551 สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ ไทย ไทย
2552 อรรถพล ปุษปาคม ไทย ไทย
11 ม.ค. 2553 – 7 ม.ค. 2554 เรอเน เดอซาแยร์ เบลเยียม เบลเยียม
31 ธ.ค. 2553 – 28 ก.พ. 2554 การ์ลูส โรเบร์ตู จี การ์วัลยู บราซิล บราซิล
6 มี.ค. 2554 – 29 พ.ย. 2554 เองรีกือ คาลิสตู โปรตุเกส โปรตุเกส
1 ต.ค. 2554 - 31 ม.ค. 2555 ร็อบบี ฟาวเลอร์ อังกฤษ อังกฤษ
27 ก.พ. 2555 – 4 มิ.ย. 2556 สลาวีชา ยอคานอวิช เซอร์เบีย เซอร์เบีย
5 มิ.ย. 2556 – 16 ก.ค. 2556 วินฟรีด เชเฟอร์ เยอรมนี เยอรมนี
19 ก.ค. 2556 – 31 ธ.ค. 2556 เรอเน เดอซาแยร์ เบลเยียม เบลเยียม
2 ม.ค .2557 – 30 มี.ค. 2557 สก็อต คูเปอร์ อังกฤษ อังกฤษ
2 ก.ค. 2557 – ม.ค. 2559 ดราแกน ทาลายิช โครเอเชีย โครเอเชีย
21 ม.ค. 2559 – ปัจจุบัน ธชตวัน ศรีปาน ไทย ไทย

เจ้าหน้าที่สโมสร[แก้]

ตำแหน่ง ชื่อ
ประธานสโมสร ไทย พงษ์ศักดิ์ ผลอนันต์
ประธานที่ปรึกษา ไทย ระวิ โหลทอง
รองประธานสโมสร ไทย วิลักษณ์ โหลทอง
เลขานุการ ไทย พงศกร อดิศรเกษม
ผู้อำนวยการสโมสร ไทย รณฤทธิ์ ซื่อวาจา
ผู้จัดการทั่วไป ไทย เพียรศักดิ์ อ่อนสำอางค์
หัวหน้าผู้ฝึกสอน ไทย ธชตวัน ศรีปาน
ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน ไทย สันติ ไชยเผือก
ผู้อำนวยการอะคาเดมี สเปน เซอัน เซนส์บิวรี
ผู้ฝึกสอนการรักษาประตู สเปน โคเซบา อีตูอาร์เต
โค้ชฟิตเนส เกาหลีใต้ ชุน จิฮุน
แพทย์ประจำสโมสร ไทย นท.นพ.พรเทพ ม้ามณี
ไทย กิตติพงศ์ สืบเสาะ
แพทย์กายภาพสโมสร ไทย วินวัฒน์ คงสุข

ไทย ปรัชญา วิลัยสุทธิ์

นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ไทย ศุภชัย กลางกระแส
ผู้จัดการฝ่ายจัดการแข่งขัน ไทย หิรัญ นิรันดร
เจ้าหน้าที่ทีม ไทย ปิยะ ปานบุญ
ไทย พิมุกต์ เขนย
ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ไทย วสันต์ จันทร์ประนต
ผู้จัดการสนามและพิพิธภัณฑ์ ไทย บรรลือศักดิ์ สุขประพฤติ
เจ้าหน้าที่ประสานงานแฟนคลับ ไทย ชาญวิทย์ โพธิ์ชัย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ไทย อนุสรณ์ ประดิษฐวงค์
เจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ไทย ชนิดา วรพันธ์กิจ
ผู้จัดการฝ่ายขายและสปอนเซอร์ ไทย พิรียา ถีระวัฒนาสวัสดิ์
ไทย กรทิพย์ นาชัยดูลย์

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 ข้อมูลจำเพาะสโมสร
  2. เปิดตำนานเมืองทอง แชมป์ไทยลีก
  3. เมืองทองหนองจอกยูไนเต็ด
  4. เมืองทองเจาะคูเวตไม่เข้าเจ๊า 0-0 พ่ายประตูรวม
  5. ประวัติความเป็นมา แอร์ฟอร์ซยูไนเต็ด
  6. ชัดเจน!ฟาวเลอร์ประกาศลาออกจากกิเลนไปกินโรตี
  7. 'กิเลน'จับมือ'เอสซีจี'ทุ่มงบ600ล้าน 5 ปี เปลี่ยนชื่อทีม-รังเหย้า
  8. "Toyota Thai League Preview : ไทยแลนด์ กลาซิโก้ (ยกแรก)". โกล ประเทศไทย. 30 เมษายน 2559. สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2559. 
  9. "ปลดล็อก!คลีตันเบิ้ลนำกิเลนผยองบุกอัดบุรีรัมย์3-0". สยามกีฬา. 27 เมษายน 2559. สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2559. 
  10. AFC ตรวจสนาม YAMAHA ผ่านฉลุย
  11. เสี่ยเป้เผยสนามยามาฮ่าใกล้เสร็จ คาดต้นปีหน้าเตรียมเปิดใช้
  12. กิเลน เตรียมสร้างรังเหย้าใหม่จุ 3 หมื่น
  13. "ผู้เล่นและทีมงาน". mtutd.tv. สืบค้นเมื่อ 23 มกราคม 2560. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]