เบนิโต มุสโสลินี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก มุสโสลินี)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เบนิโต มุสโสลินี
ดูเชฟาสซิสต์
ดำรงตำแหน่ง
9 พฤศจิกายน 1921 – 25 กรกฎาคม 1943
กษัตริย์ พระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3
ก่อนหน้า สถาปนาตำแหน่ง
ถัดไป ยุบเลิกตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรีอิตาลีคนที่ 27
ดำรงตำแหน่ง
31 ตุลาคม 1922 – 25 กรกฎาคม 1943
กษัตริย์ พระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3
ก่อนหน้า หลุยจี ฟาคตา
ถัดไป ปีเอโตร บาโดลโย
ดูเชแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลี
ดำรงตำแหน่ง
23 กันยายน 1943 – 25 เมษายน 1945
ก่อนหน้า สถาปนาตำแหน่ง
ถัดไป ยุบเลิกตำแหน่ง
จอมพลอันดับที่หนึ่งแห่งจักรวรรดิ
ดำรงตำแหน่ง
30 มีนาคม 1938 – 25 กรกฎาคม 1943
ก่อนหน้า สถาปนาตำแหน่ง
ถัดไป ยุบเลิกตำแหน่ง
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด Benito Amilcare Andrea Mussolini
29 กรกฎาคม ค.ศ. 1883(1883-07-29)
โดวีอาดีเปรดัปปีโอ ฟอร์ลิ
 อิตาลี
เสียชีวิต 28 เมษายน ค.ศ. 1945 (61 ปี)
Giulino di Mezzegra, Como
 อิตาลี
ที่ฝังร่าง San Cassiano cemetery, เปรดัปปีโอ, ฟอร์ลิ
สัญชาติ อิตาลี
พรรคการเมือง พรรคฟาสซิสต์แห่งชาติ
(1921–1943)
เครือข่ายการเมืองอื่น ๆ พรรคริพับลิกันฟาสซิสต์
(1943–1945)
Italian Fasci of Combat
(1919–1921)
Fasci of Revolutionary Action
(1914–1919)
Autonomous Fasci of Revolutionary Action
(1914)
พรรคสังคมนิยมอิตาลี
(1901–1914)
คู่สมรส Rachele Mussolini
ความสัมพันธ์ Ida Dalser
Margherita Sarfatti
คลาล่า แปตะชิ
บุตร เบนิโต อัลบิโน มุสโสลินี
เอ็ดดา มุสโสลินี
วิคตอริโอ มุสโสลินี
บรูโน มุสโสลินี
โรมาโน มุสโสลินี
แอนนา มาเรีย มุสโสลินี
วิชาชีพ ผู้เผด็จการ, นักการเมือง, สื่อสารมวลชน, ผู้ประพันธ์บันเทิงคดี, ครู
ศาสนา ไม่มี
ลายมือชื่อ
การเข้าเป็นทหาร
รับใช้  อิตาลี
 สาธารณรัฐสังคมอิตาลี
สังกัด แม่แบบ:Country data กองทัพบกราชอาณาจักรอิตาลี
ปีปฏิบัติงาน ประจำการ: 1915–1917
ยศ จอมพลอันดับที่หนึ่งแห่งจักรวรรดิ
สิบโท
หน่วย กรมทหาร Bersaglieri ที่ 11
การยุทธ์ สงครามโลกครั้งที่ 1
สงครามโลกครั้งที่ 2

เบนีโต อามิลกาเร อานเดรอา มุสโสลีนี (อิตาลี: Benito Amilcare Andrea Mussolini) เป็นนักการเมืองชาวอิตาลีและนักเขียนข่าวที่เป็นผู้นำของพรรคชาตินิยมฟาสซิสต์ เขาได้ขึ้นปกครองอิตาลีในฐานะนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1922 ถึง 1943 เขาได้กลายเป็นผู้นำประเทศจนกระทั่งปี ค.ศ. 1945 เมื่อเขาได้ทำลายการหลอกลวงของระบอบประชาธิปไตยและสร้างระบอบเผด็จการ

เป็นที่รู้จักกันในฐานะ"อิลดูเช"(ท่านผู้นำ), มุสโสลินีได้เป็นผู้ก่อตั้งลัทธิฟาสซิสต์อิตาลี[1][2][3] ในปี ค.ศ. 1912 มุสโสลินีได้เป็นสมาชิกชั้นนำของคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคสังคมนิยมอิตาลี(PSI)[4] แต่ถูกขับออกจากพรรค PSI จากการสนับสนุนในการเข้าแทรกแซงการทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในฐานะที่เป็นผู้คัดค้านต่อจุดยืนของพรรคที่วางตัวเป็นกลาง มุสโสลินีได้รับใช้ในกองทัพบกแห่งราชอาณาจักรอิตาลีในช่วงสงครามจนกระทั่งเขาได้รับบาดเจ็บและถูกปลดประจำการในปี ค.ศ. 1917 มุสโสลินีได้กล่าวประณามต่อพรรค PSI มุมมองของเขาในตอนนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่ลัทธิชาตินิยมแทนที่จะเป็นลัทธิสังคมนิยมและต่อมาได้ก่อตั้งขบวนการฟาสซิสต์ซึ่งได้ต่อต้านสมภาคนิยม[5] และความขัดแย้งระหว่างชนชั้น แทนที่จะเรียกร้องให้"คณะปฏิวัติชาตินิยม"ได้เอาชนะการแบ่งชนชั้น[6] ภายหลังการเดินขบวนสู่โรมในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1922 มุสโสลินีได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีอิตาลีคนสุดท้องในประวัติศาสตร์อิตาลีจนกระทั่งได้แต่งตั้งให้แก่มัตเตโอ เรนซี ในเดือนกุมภาพันธ์ ปีค.ศ. 2014 ภายหลังจากได้กำจัดคู่แข่งทางการเมืองทั้งหมดด้วยตำรวจลับของเขาและการนัดหยุดแรงงานของคนงาน[7] มุสโสลินีและผู้ติดตามของเขาได้รวบรวมอำนาจผ่านหนึ่งในกฎหมายที่เปลี่ยนประเทศให้เป็นระบอบเผด็จการพรรคการเมืองเดียว ภายในห้าปีที่ผ่านมา มุสโสลินีได้จัดตั้งอำนาจเผด็จการด้วยวิธีทั้งทางกฎหมายและวิธีที่ไม่ธรรมดาและต้องการที่จะสร้างรัฐระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ในปี ค.ศ. 1929 มุสโสลินีได้ลงนามสนธิสัญญาลาเตรันกับนครรัฐวาติกัน ซึ่งเป็นการสิ้นสุดในช่วงหลายทศวรรษของการสู้รบระหว่างรัฐอิตาลีและพระสันตะปาปาและได้ยอมรับการเป็นรัฐอิสระของนครวาติกัน

ภายหลังวิกฤตการณ์อะบิสซิเนีย ปี ค.ศ. 1935-1936 มุสโสลินีได้ส่งกองทัพเข้ารุกรานเอธิโอเปียในสงครามอิตาลี-เอธิโอเปียครั้งที่สอง การรุกรานครั้งนี้ได้ถูกประณามโดยมหาอำนาจตะวันตกและตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิตาลี ความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีและอิตาลีที่ดีขึ้น เนื่องจากการสนับสนุนของฮิตเลอร์ในการรุกราน มุสโสลินีได้ยอมรับให้ประเทศออสเตรียอยู่ภายใต้เขตอิทธิพลของเยอรมนี, ได้ลงนามสนธิสัญญาในการร่วมมือกับเยอรมนีและประกาศก่อตั้ง อักษะ โรม-เบอร์ลิน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1936 ถึง 1939 มุสโสลินีได้ส่งทหารจำนวนมากไปให้การสนับสนุนแก่กองกำลังของฟรังโกในสงครามกลางเมืองเสปน การแทรกแซงอย่างรวดเร็วครั้งนี้ยิ่งทำให้อิตาลีห่างเหินจากฝรั่งเศสและบริเตน มุสโสลินีได้พยายามชะลอสงครามครั้งใหญ่ในทวีปยุโรป แต่เยอรมนีได้เข้ารุกรานโปแลนด์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 ส่งผลทำให้มีการประกาศสงครามโดยฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรและจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1940-ด้วยฝรั่งเศสพ่ายแพ้และถูกยึดครองใกล้มาถึง—อิตาลีได้เข้าร่วมสงครามอย่างเป็นทางการโดยเข้าข้างฝ่ายเยอรมัน แม้ว่ามุสโสลินีได้ทราบดีว่าอิตาลีไม่มีขีดความสามารถทางทหารและทรัพยากรในการทำสงครามอันยืดเยื้อกับจักรวรรดิบริติซ[8] เขาเชื่อว่าภายหลังจากการสงบศึกกับฝรั่งเศสที่ใกล้มาถึง อิตาลีอาจจะได้รับดินแดนจากฝรั่งเศส และเขาจะสามารถรวบรวมกองกำลังของเขาในการรุกครั้งใหญ่ในแอฟริกาเหนือ ที่กองกำลังบริติซและเครือจักรภพมีจำนวนมากกว่ากองทัพอิตาลี[9] อย่างไรก็ตาม, รัฐบาลบริติซได้ปฏิเสธที่ยอมรับข้อเสนอเพื่อสันติภาพที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับชัยชนะของฝ่ายอักษะในยุโรปตะวันออกและตะวันตก แผนการสำหรับการรุกรานสหราชอาณาจักรไม่ได้ดำเนินต่อไปและสงครามยังคงดำเนินต่อไป ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1940 มุสโสลินีได้ส่งกองทัพอิตาลีเข้าไปยังกรีซ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามอิตาลี-กรีซ  การรุกรานครั้งนี้ล้มเหลวและหลังจากกรีซได้โจมตีตอบโต้กลับผลักดันอิตาลีกลับไปยังเขตยึดครองแอลเบเนีย การล่มสลายของกรีซและพร้อมกับความปราชัยต่อบริติซในแอฟริกาเหนือทำให้อิตาลีต้องพึ่งพาเยอรมนี

เริ่มต้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 มุสโสลินีได้ส่งกองทัพอิตาลีเพื่อเข้าร่วมในการรุกรานสหภาพโซเวียตและอิตาลีได้ประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาในเดือนธันวาคม ในปี ค.ศ. 1943 อิตาลีต้องประสบหายนะหลายครั้งภายหลังจากนั้นอีก: ในเดือนกุมภาพันธ์ กองทัพแดงได้ทำลายกองทัพอิตาลีในรัสเซียอย่างราบคาบ ในเดือนพฤษภาคม, ฝ่ายอักษะถูกขับไล่ออกจากแอฟริกาเหนือ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม, ฝ่ายสัมพันธมิตรได้บุกครองเกาะซิซิลี และเมื่อถึงวันที่ 16 ได้เห็นอย่างชัดเจนว่าการรุกรานในช่วงฤดูร้อนในสหภาพโซเวียตล้มเหลว ด้วยผลที่ตามมา, เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม สภาใหญ่แห่งฟาสซิสต์ได้ผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจต่อมุสโสลินี วันต่อมา กษัตริย์ได้ปลดเขาออกจากผู้นำคณะรัฐบาลและควบคุมตัวเขาให้อยู่ในความดูแล เพื่อแต่งตั้งปีเอโตร บาโดลโยขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนต่อจากเขา มุสโสลินีได้ถูกปลดปล่อยจากที่คุมขังในการตีโฉบฉวยแกรน์ แซสโซโดยทหารโดดร่มเยอรมันและหน่วยคอมมานโดวัฟเฟิน-เอ็สเอ็สภายใต้การนำโดยพันตรี  Otto-Harald Mors

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, ภายหลังที่ได้เข้าพบกับอดีตผู้นำเผด็จการที่ได้ให้ความช่วยเหลือ จากนั้นก็ได้ให้มุสโสลินีเข้าไปปกครองในรัฐหุ่นเชิดในทางภาคเหนือของอิตาลี สาธารณรัฐสังคมอิตาลี(อิตาลี: Repubblica Sociale Italiana, RSI),[10] เป็นที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐซาโล ในช่วงปลายเดือนเมษายน ค.ศ. 1945 ในช่วงความพ่ายแพ้ทั้งหมดได้ใกล้เข้าถึง มุสโสลินีและอนุภรรยาของเขา คลาล่า แปตะชิ ได้พยายามหลบหนีไปยังสวิตเซอร์แลนด์[11] แต่ทั้งคู่ถูกจับกุมโดยพลพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีและถูกประหารชีวิตอย่างรวบรัดโดยชุดทีมยิงเป้า เมื่อวันที่ 28 เมษายน ใกล้กับทะเลสาบโกโม ร่างของเขาถูกนำไปยังเมืองมิลาน ที่ถูกนำไปแขวนประจานไว้ที่หน้าสถานที่ราชการเพื่อเป็นการยืนยันแก่สาธารณชนต่อการตายของเขา[12]

อ้างอิง[แก้]

  1. Hakim, Joy (1995). A History of Us: War, Peace and all that Jazz. New York: Oxford University Press. ISBN 0-19-509514-6.
  2. "BBC - History - Historic Figures: Benito Mussolini (1883-1945)". bbc.co.uk.
  3. "Mussolini founds the Fascist party – Mar 23, 1919". HISTORY.com.
  4. Anthony James Gregor (1979). Young Mussolini and the Intellectual Origins of Fascism. University of California Press. ISBN 978-0520037991.
  5. Simonetta Falasca-Zamponi (1997). Fascist Spectacle: The Aesthetics of Power in Mussolini's Italy. U of California Press. p. 45.
  6. Gregor 1979, p. 191.
  7. Haugen, pp. 9, 71
  8. MacGregor Knox. Mussolini unleashed, 1939–1941: Politics and Strategy in Fascist Italy's Last War. Edition of 1999. Cambridge, England, UK: Cambridge University Press, 1999. Pp. 122–123.
  9. MacGregor Knox. Mussolini unleashed, 1939–1941: Politics and Strategy in Fascist Italy's Last War. Edition of 1999. Cambridge, England, UK: Cambridge University Press, 1999. Pp. 122–127.
  10. Moseley 2004.
  11. Viganò, Marino (2001), "Un'analisi accurata della presunta fuga in Svizzera", Nuova Storia Contemporanea (in Italian), 3
  12. "1945: Italian partisans kill Mussolini". BBC News. 28 April 1945. สืบค้นเมื่อ 17 October 2011.

อัตชีวประวัติ[แก้]

  • 2007. Mussolini's Cities: Internal Colonialism in Italy, 1930–1939, Cambria Press.
  • Bosworth, R.J.B. 2002. Mussolini. London, Hodder.
  • Bosworth, R.J.B. 2006. "Mussolini's Italy: Life Under the Dictatorship 1915–1945". London, Allen Lane.
  • Corvaja, Santi. 2001. Hitler and Mussolini. The Secret Meetings. Enigma. ISBN 1-929631-00-6
  • Daldin, Rudolph S. The Last Centurion. http://www.benito-mussolini.com ISBN 0-921447-34-5
  • De Felice, Renzo (1965). Mussolini. Il Rivoluzionario,1883–1920 (in Italian) (1 ed.). Torino: Einaudi.
  • De Felice, Renzo (1966). Mussolini. Il Fascista. 1: La conquista del potere, 1920–1925 (in Italian) (1 ed.). Torino: Einaudi.
  • De Felice, Renzo (1969). Mussolini. Il Fascista. 2: L'organizzazione dello Stato fascista, 1925–1929 (in Italian) (1 ed.). Torino: Einaudi.
  • De Felice, Renzo (1974). Mussolini. Il Duce. 1: Gli anni del consenso, 1929–1936 (in Italian) (1 ed.). Torino: Einaudi.
  • De Felice, Renzo (1981). Mussolini. Il Duce. 2: Lo stato totalitario, 1936–1940 (in Italian) (1 ed.). Torino: Einaudi.
  • De Felice, Renzo (1990). Mussolini. L'Alleato, 1940–1942. 1: L'Italia in guerra I. Dalla "guerra breve" alla guerra lunga (in Italian) (1 ed.). Torino: Einaudi.
  • De Felice, Renzo (1990). Mussolini. L'Alleato. 1: L'Italia in guerra II: Crisi e agonia del regime (in Italian) (1 ed.). Torino: Einaudi.
  • De Felice, Renzo (1997). Mussolini. L'Alleato. 2: La guerra civile, 1943–1945 (in Italian) (1 ed.). Torino: Einaudi.
  • Golomb, Jacob; Wistrich, Robert S. 2002. Nietzsche, godfather of fascism?: on the uses and abuses of a philosophy. Princeton, New Jersey: Princeton University Press.
  • Farrell, Nicholas. 2003. Mussolini: A New Life. London: Phoenix Press, ISBN 1-84212-123-5.
  • Garibaldi, Luciano. 2004. Mussolini. The Secrets of his Death. Enigma. ISBN 1-929631-23-5
  • Gregor, Anthony James. 1979. Young Mussolini and the intellectual origins of fascism. Berkeley and Los Angeles, California, USA; London, England, UK: University of California Press.
  • Hibbert, Christopher. Il Duce.
  • Haugen, Brenda (2007). Benito Mussolini: Fascist Italian Dictator. Minneapolis, Minnesota: Compass Point Books. ISBN 0-7565-1988-8.
  • Kallis, Aristotle. 2000. Fascist Ideology. London: Routledge.
  • Kroener, Bernhard R.; Muller, Rolf-Dieter; Umbreit, Hans (2003). Germany and the Second World War Organization and Mobilization in the German Sphere of Power. VII. New York: Oxford University Press, Inc. ISBN 0-19-820873-1.
  • Lowe, Norman. Italy, 1918–1945: the first appearance of fascism. In Mastering Modern World History.
  • Morris, Terry; Murphy, Derrick. Europe 1870–1991.
  • Moseley, Ray. 2004. Mussolini: The Last 600 Days of Il Duce. Dallas: Taylor Trade Publishing.
  • Mussolini, Rachele. 1977 [1974]. Mussolini: An Intimate Biography. Pocket Books. Originally published by William Morrow, ISBN 0-671-81272-6, Library of Congress Catalog Card Number: 74-1129
  • O'Brien, Paul. 2004. Mussolini in the First World War: The Journalist, the Soldier, the Fascist. Oxford: Berg Publishers.
  • Painter, Jr., Borden W. (2005). Mussolini's Rome: rebuilding the Eternal City.
  • Passannanti, Erminia, Mussolini nel cinema italiano Passione, potere egemonico e censura della memoria. Un'analisi metastorica del film di Marco Bellocchio Vincere!, 2013. ISBN 978-1-4927-3723-0
  • Petacco, Arrigo (ed.). 1998. L'archivio segreto di Mussolini. Mondadori. ISBN 88-04-44914-4.
  • Smith, Denis Mack (1982). Mussolini: A biography, Borzoi Book published by Alfred A. Knopf, Inc. ISBN 0-394-50694-4.
  • Sternhell, Zeev; Sznajder, Mario; Asheri, Maia (1994). The Birth of Fascist Ideology: From Cultural Rebellion to Political Revolution. Princeton, NJ: Princeton University Press. ISBN 0-691-04486-4.
  • Stang, G. Bruce (1999). "War and peace: Mussolini's road to Munich". In Lukes, Igor; Goldstein, Erik. The Munich crisis 1938: prelude to World War II. London: Frank Cass. pp. 160–190.
  • Tucker, Spencer. 2005. Encyclopedia of World War I: a political, social, and military history. Santa Barbara, California: ABC-CLIO.
  • Weinberg, Gerhard. 2005. A World in arms. Cambridge: Cambridge University Press.
  • Zuccotti, Susan. 1987. "Italians and the Holocaust". Basic Books, Inc.

บทความของมุสโสลินี[แก้]

  • Giovanni Hus, il Veridico (Jan Hus, True Prophet), Rome (1913). Published in America as John Hus (New York: Albert and Charles Boni, 1929). Republished by the Italian Book Co., NY (1939) as John Hus, the Veracious.
  • The Cardinal's Mistress (trans. Hiram Motherwell, New York: Albert and Charles Boni, 1928).
  • There is an essay on "The Doctrine of Fascism" written by Benito Mussolini that appeared in the 1932 edition of the Enciclopedia Italiana, and excerpts can be read at Doctrine of Fascism. There are also links to the complete text.
  • La Mia Vita ("My Life"), Mussolini's autobiography written upon request of the American Ambassador in Rome (Child). Mussolini, at first not interested, decided to dictate the story of his life to Arnaldo Mussolini, his brother. The story covers the period up to 1929, includes Mussolini's personal thoughts on Italian politics and the reasons that motivated his new revolutionary idea. It covers the march on Rome and the beginning of the dictatorship and includes some of his most famous speeches in the Italian Parliament (Oct 1924, Jan 1925).
  • Vita di Arnaldo (Life of Arnaldo), Milano, Il Popolo d'Italia, 1932.
  • Scritti e discorsi di Benito Mussolini (Writings and Discourses of Mussolini), 12 volumes, Milano, Hoepli, 1934–1940.
  • Parlo con Bruno (Talks with Bruno), Milano, Il Popolo d'Italia, 1941.
  • Storia di un anno. Il tempo del bastone e della carota (History of a Year), Milano, Mondadori, 1944.
  • From 1951 to 1962, Edoardo and Duilio Susmel worked for the publisher "La Fenice" to produce Opera Omnia (the complete works) of Mussolini in 35 volumes.

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • Hibbert, Christopher. Benito Mussolini, a Biography. London: Reprint Society, [196-]. 415 p., ill. with b&w photos.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า เบนิโต มุสโสลินี ถัดไป
หลุยจี ฟาคตา 2leftarrow.png นายกรัฐมนตรีแห่งอิตาลี
(1922 – 1943)
2rightarrow.png ปีเอโตร บาโดลโย
คาร์โล ชานเซอร์ 2leftarrow.png รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิตาลี
(1922 – 1929)
2rightarrow.png ดีโน กรันดี
ดีโน กรันดี 2leftarrow.png รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิตาลี
(1932 – 1936)
2rightarrow.png กาลีซโซ ชิอานี
กาลีซโซ ชิอานี 2leftarrow.png รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิตาลี
(1943)
2rightarrow.png ราฟฟาเอเล กัวรียา
เปาลีโน ทาดเดอี 2leftarrow.png รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของอิตาลี
(1922 – 1924)
2rightarrow.png หลุยจี เฟแดร์ซอนี
หลุยจี เฟแดร์ซอนี 2leftarrow.png รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของอิตาลี
(1926 – 1943)
2rightarrow.png บรูโน ฟอร์นาชารี
ตำแหน่งตั้งขึ้นใหม่ 2leftarrow.png ประมุขแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลี
(1943 – 1945)
2rightarrow.png ตำแหน่งถูกยกเลิก
ตำแหน่งตั้งขึ้นใหม่ 2leftarrow.png รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลี
(1943 – 1945)
2rightarrow.png ตำแหน่งถูกยกเลิก