นิกโกเลาะ มาเกียเวลลี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
นิกโกเลาะ มาเกียเวลลี
Niccolò Machiavelli
Portrait of Niccolò Machiavelli by Santi di Tito.jpg
เกิด3 พฤษภาคม ค.ศ. 1469
ฟลอเรนซ์ สาธารณรัฐฟลอเรนซ์
เสียชีวิต21 มิถุนายน ค.ศ. 1527 (58 ปี)
ฟลอเรนซ์ สาธารณรัฐฟลอเรนซ์
ผลงานเด่น
The Prince, Discourses on Livy
คู่สมรสMarietta Corsini (สมรส ค.ศ. 1502)
ยุคเรอแนซ็องส์
แนวทางปรัชญาตะวันตก
ความสนใจหลัก
การเมือง, ปรัชญาการเมือง, ประวัติศาสตร์, ทฤษฎีทหาร
ลายมือชื่อ
Machiavelli Signature.svg

นิกโกเลาะ ดี แบร์นาโด เดย์ มาเกียเวลลี (อิตาลี: Niccolò di Bernardo dei Machiavelli) เป็นนักปรัชญา นักเขียน และนักรัฐศาสตร์ชาวฟลอเรนซ์ นับเป็นหนึ่งในบิดาแห่งรัฐศาสตร์ยุคใหม่ มีชีวิตอยู่ในยุคเรอเนซองส์ ซึ่งเขาเป็นนักวิชาการ นักปรัชญาการเมือง นักดนตรี กวี นักเขียนบทละคร แต่ที่สำคัญคือเขาเป็นอาสาสมัครสาธารณกิจแห่งสาธารณรัฐฟลอเรนไทน์ เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1498 หลังจากที่ จิโรลาโม ซาโวนาโรลา ถูกไล่ออกและประหารชีวิต สภาใหญ่ได้เลือกให้มาเกียเวลลีเป็นเลขานุการสถานทูตที่สองของสาธารณรัฐฟลอเรนซ์ (second Chancery of the Republic of Florence)[5] ได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งรัฐศาสตร์สมัยใหม่

มาเคียเวลลีถือได้ว่าเป็นบุคคลตัวอย่างของยุคเรอเนซองส์เช่นเดียวกับลีโอนาร์โด ดา วินชี เขามีชื่อเสียงจากงานเขียนเรื่องสั้นการเมืองเรื่อง เจ้าผู้ปกครอง(The Prince) ซึ่งเล่าถึงทฤษฎีทางการเมืองแบบที่เป็นจริง แต่งานเขียนของมาเคียเวลลีไม่ได้รับการตีพิมพ์จนกระทั่งหลังจากเขาเสียชีวิตแล้ว โดยมากเขาจะส่งกันอ่านในหมู่เพื่อนฝูงเท่านั้น ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เกิดระบบการเมืองแบบรัฐชาติ งานเขียนเพียงชิ้นเดียวที่ได้รับตีพิมพ์ในระหว่างที่เขามีชีวิตอยู่คือ The Art of War

นามสกุลของเขา ได้กลายไปเป็นคำศัพท์ในทางการเมือง ว่า "มาเกียเวลลี" (ผู้เฉียบแหลมมีปฏิภาณ) และ "มาเกียเวลเลียน" (การใช้เล่ห์เหลี่ยมอุบายในการเมือง)

ประวัติ[แก้]

นิกโกเลาะ มาเกียเวลลี เกิดเมื่อ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1469 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี บิดาของมาเคียเวลลี คือ แบร์นาร์โด มาเคียเวลลี มีอาชีพเป็นทนายความและสนใจการศึกษาด้านมนุษยศาสตร์ ส่วนมารดา คือ บาร์โรโลเนีย เปลลี ว่ากันว่าเป็นกวีทางศาสนา มาเกียเวลลีเริ่มเรียนหนังสือเมื่ออายุ 7 ปี โดยศึกษาเกี่ยวกับภาษาลาตินเป็นพื้นฐาน เมื่ออายุได้ 12 ปี ได้ศึกษากับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงคือ เปาโล ดารอนิโญนี (Pao Daroniglioni) และได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์ ซึ่งได้พบอาจารย์ที่มีอิทธิพลต่อมาเกียเวลลีเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ มาร์เชลโล อะเดรียนี (Marcello Adriani) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนวิชาคลาสสิคที่มหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์ ต่อมาอาจารย์ท่านนี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ในเมืองฟลอเรนซ์[6]

มาเกียเวลลีเริ่มรับราชการครั้งแรกในช่วงเดือน มิถุนายน ค.ศ.1498 ในตำแหน่งเลขานุการฝ่ายการทูตแห่งมหาชนรัฐฟลอเรนซ์ ขณะนั้น มาเคียเวลลี อายุได้ 19 ปี และได้ดำรงตำแหน่งนี้เป็นนระยะเวลา 14 ปี[7] ซึ่งทำให้มาเคียเวลลีได้เดนทางไปสังเกตการณ์ทางการทูตทั้งภายในและภายนอกประเทศอิตาลี โดยมาเคียเวลลีได้มีโอกาสพบกับบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลทางการเมืองหลายท่านทำให้มีโอกาสได้พบกับ เชซาเร บอร์เจีย (Cesare Borgia)ในปี ค.ศ.1502 ผู้นำทัพเข้ายึดดินแดนของสันตะปาปาอย่างไม่เกรงกลัวต่ออำนาจใดๆทั้งสิ้น ทำให้มาเคียเวลลีประทับใจท่านเชซาเร บอร์เจีย เป็นอย่างมากซึ่งเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่สำคัญในการเขียน The Prince หรือ เจ้าผู้ปกครอง (โดยเฉพาะบทที่7) นอกจากนั้นยังมีโฮกาสได้พบกับสันตะปาปาจูเลียสที่2 เมื่อ ค.ศ.1506 และจักรพรรดิแมกซิมิเลียน เมื่อ ค.ศ.1507[8]

มาเกียเวลลีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการของคณะกรรมการทั้งเก้าของกองทหารแห่งชาติในปี ค.ศ.1506 สามารถจัดตั้งกองทหารดังกล่าวสำเร็จในปี ค.ศ.1509 เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้มาเคียเวลลีมีอิทธิพลและสามารถทำให้ประชาชนในเมืองฟลอเรนซ์ยอมรับในตัวมาเกียเวลลีมากยิ่งขึ้น ในปี ค.ศ.1510 เกิดการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางการเมืองทำให้เมืองฟลอเรนซ์ทำให้เมืองฟลอเรนซ์กลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลเมดิชีอีกครั้ง(ซึ่งตระกูลเมดิชีเคยมีอำนาจในเมืองฟลอเรนซ์มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1432) มาเคียเวลลีถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิการยน ค.ศ.1512 ขณะนั้นมาเคียเวลลีอายุ 43 ปี แต่ความโชคร้ายไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้นเพราะต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1513 มาเคียเวลลีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการโค่นล้มอำนาจของตระกูลเมดิชีที่ถูกจับได้ ทำให้ถูกจับกุมและโดนทรมาน แต่เพราะมาเคียเวลลีไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาจึงได้รับอิสรภาพเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ.1513 ตามประกาศนิรโทษกรรม หลังจากนั้นมาเกียเวลลีได้ย้ายไปอยู่ชนบทพร้อมภรรยาและบุตรอีก 6 คน ที่ซาน อันเดรีย (San Andrea) ในแปร์กุชชินา ห่างไปทางตอนใต้ของเมืองฟลอเรนซ์ 7 ไมล์ และได้อุทิศตัวเองเพื่อการศึกษาและการเขียนตำราทางการเมือง ซึ่งผลงานเหล่านั้นได้สร้างชื่อเสียงให้มาเคียเวลลีไม่ว่าจะเป็น บทความวิชาการ ร้อยแก้วร้อยกรอง หรือบทละครต่างๆ เช่น เจ้าผู้ปกครอง (The Prince) จนเมื่อปี ค.ศ.1520 มาเคียเวลลีได้รับบัญชาจากคาร์ดินัล จูลิโอ เด เมดิซี ให้เขียนประวัติของนครฟลอเรนซ์[9]ในปี ค.ศ.1525 ได้กลับเข้ามาวงการของการเมืองอีกครั้งเป็นระยะเวลาสั้น ในปี ค.ศ.1526 ได้เป็นประธานคณะกรรมการส่วนท้องถิ่นและมาเคียเวลลีได้มีโอกาสไปปฏิบัติการทางการทูตในฐานะกึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักสันตะปาปา ทำให้มาเคียเวลลีมีความหวังที่จะไดกลับมารับตำแหน่งในเมืองฟลอเรนซ์อีกครั้ง แต่ถูกกล่าวหาซึ่งทำให้เสียโอกาสที่จะเข้าไปรับราชการในตำแหน่งเลขานุการ มาเคียเวลลีถึงแก่กรรมด้วยวัย 58 ปี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ.1527 และมีพิธีฝังศพเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ.1527 ณ ซันตา โครเช ฟลอเรนซ์[10]

ผลงาน[แก้]

นิกโกเลาะ มาเกียเวลลี

ผลงานในด้านวรรณกรรมหรืองานเขียนของมาเกียเวลลีมีหลากหลายประเภทโดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้[11]

งานเขียนที่เป็นผลมาจากหน้าที่การงาน[แก้]

  • Reports on The Florentine's Republic's Efforts to Suppress the Pistoia Factions
  • Of the Methods of Dealing with the Rebels of the Valdichiana
  • Discourses on Florentine Military Preparation
  • Description on the Affairs of France
  • Report on the Affair of Germany

งานเขียนหลังจากที่มาเคียเวลลีออกจากราชการ เป็นช่วงที่มีผลงานมากที่สุด[แก้]

  • The Prince(ค.ศ.1513)
  • The Discoureses on the Ten Books of Titus Livius (ค.ศ.1512-16)
  • The Art of WAr (ค.ศ.1520)
  • The Life of Castracani (ค.ศ.1520)
  • The History of Florence (ค.ศ.1520-1525)

งานเขียนที่เป็นบทกวี หรือ บทละครตลก[แก้]

  • The Golden Ass
  • Decennale primo (ค.ศ.1506)
  • Decennale secondo (ค.ศ.1509)
  • Belfagor arcidiavolo (ค.ศ.1515)
  • Andria or The Girl From Andros (ค.ศ.1517)
  • Asino d'oro (ค.ศ.1517)
  • Mandragola (ค.ศ.1518)
  • Frammenti storici (ค.ศ.1525)

อ้างอิง[แก้]

  1. J.-J. Rousseau, Contrat sociale, III, 6
  2. Airaksinen, Timo (2001). The philosophy of the Marquis de Sade. Taylor & Francis e-Library. p. 20. ISBN 0-203-17439-9. Two of Sade’s own intellectual heroes were Niccolò Machiavelli and Thomas Hobbes, both of whom he interpreted in the traditional manner to recommend wickedness as an ingredient of virtue.
  3. Diderot, Denis. "Machivellianism". Encyclopedie.
  4. Najemy, John M. (2010). The Cambridge Companion to Machiavelli. Cambridge University Press. p. 259.
  5. White, Michael (2007). Machiavelli, A Man Misunderstood. Abacus.. ISBN 978-0-349-11599-3.
  6. คำนวล คำมณ๊.(2547).(ปรัชญาการเมือง).หน้า70
  7. ธีระวิทย์.(2523).(สถาปนิกผู้สร้าง ทฤษฎีการเมืองตะวันตก จากแม็คคีเอเวลลีถึงรูสโซ).หน้า11
  8. สมบัติ จันทรวงศ์.(2551).(์Niccolo Machiavelli The Prince เจ้าผู้ปกครอง).หน้า17
  9. สมบัติ จันทรวงศ์.(2551).(Niccolo Machiavelli The Prince เจ้าผู้ปกครอง).หน้า17-22
  10. สมบัติ จันทรวงศ์.(2551).(Niccolo Machiavelli The Prince เจ้าผู้ปกครอง).หน้า21
  11. สมบัติ จันทรวงศ์.(2521).(ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่).หน้า26