ข้ามไปเนื้อหา

อักษรรัญชนา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อักษรรัญชนา
'Ranjana Lipi' ในอักษรรัญชนา
ชนิด
ช่วงยุค
ป. ค.ศ. 1100–ปัจจุบัน
ทิศทางซ้ายไปขวา
ภูมิภาคเนปาลและอินเดีย
ภาษาพูดภาษาเนวาร์
สันสกฤต
ทิเบต
อักษรที่เกี่ยวข้อง
ระบบแม่
ระบบลูก
สวยัมภู
ระบบพี่น้อง
ปรัจลิต
ภูชิโมล
ISO 15924
ISO 15924Ranj (303), Ranjana
 บทความนี้ประกอบด้วยสัญกรณ์การออกเสียงในสัทอักษรสากล (IPA) สำหรับคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับสัญลักษณ์ IPA โปรดดู วิธีใช้:สัทอักษรสากล สำหรับความแตกต่างระหว่าง [ ], / / และ   ดูที่ สัทอักษรสากล § วงเล็บเหลี่ยมและทับ

อักษรรัญชนา (रंजना, Rañjanā) หรือกูติลา หรือลันต์ซา (Lantsa)[2] เป็นระบบการเขียนอักษรสระประกอบที่พัฒนาขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11[3] ชาวเนวาร์ ผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมในหุบเขากาฐมาณฑุ ได้ใช้เขียนภาษาสันสกฤตและภาษาเนวาร์ในพื้นที่เนปาลถึงทิเบตจนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันยังใช้เขียนในวัดพุทธในประเทศจีน โดยเฉพาะในพื้นที่ศาสนาพุทธแบบทิเบตภายในเขตปกครองตนเองทิเบต มณฑลเสฉวน, มณฑลยูนนาน, มณฑลชิงไห่ และมณฑลกานซู่; ประเทศมองโกเลีย และประเทศญี่ปุ่น[3] ปกติเขียนจากซ้ายไปขวา แต่รูปแบบ Kutakshar เขียนจากบนลงล่าง[3] อักษรนี้ยังเป็นอักษรวิจิตรมาตรฐานสำหรับเนปาล

ประวัติ

[แก้]

อักษรรัญชนาเป็นอักษรตระกูลพราหมีที่พัฒนาขึ้นในช่วง ค.ศ. 1100 ใช้งานกันในประเทศเนปาล โดยชาวเนวาร์ยังคงใช้อักษรนี้เพื่อเขียนภาษาเนวาร์ในเนปาล[2] และยังใช้งานในอารามมหายานและวัชรยานส่วนใหญ่อีกด้วย[4] เป็นหนึ่งในอักษรของเนปาลร่วมกับอักษรปรัจลิต[5] ชุดพระสูตรปรัชญาปารมิตาที่เขียนด้วยหมึกสีทองโดยภิกษุอานนท์แห่ง Kapitanagar และมีอายุย้อนไปถึงปีเนปาลสมวัต 345 (ค.ศ. 1215) เป็นตัวอย่างแรก ๆ ของอักษรนี้[6]

หลังไม่ได้ใช้งานมานานในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 อักษรชนิดนี้ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งใช้อักษรนี้ โครงการเนปาล-เยอรมนีกำลังพยายามอนุรักษ์เอกสารตัวเขียนอักษรัญชนา[7]

ชุดตัวอักษร

[แก้]

สระ

[แก้]
a अ aḥ अः ā आāḥ आः i इ ī ई u उ ū ऊ ṛ ऋ ṝ ॠ
ḷ ऌ ḹ ॡ e ए ai ऐ o ओ au औ ã अँ aṃ अं ay अय् āy आय् ey एय्

พยัญชนะ

[แก้]
k क kh ख g ग gh घ ṅ ङ
c च ch छ j ज jh झ ñ ञ
ṭ ट ṭh ठ ḍ ड ḍh ढ ṇ ण
t त th थ d द dh ध n न
p प ph फ b ब bh भ m म
y य r र l ल v व
ś श ṣ ष s स h ह
kṣ क्ष tr त्र jñ ज्ञ

เครื่องหมายเสริมสัทอักษรสระ

[แก้]

รูปร่างเครื่องหมายรวมเสียงที่แสดงถึงสระ आ ā, ए e, ऐ ai/ē,ओ o และ औ au/ō ในอักษรรัญชนามีรูปแบบที่แตกต่างกันเมื่อรวมกับพยัญชนะแปดตัว ได้แก่ ख kha, ग ga, n ञ nya, ठ ṭha ण ṇa, थ tha, ध dha หรือ श sha หรือในกรณีที่ตัวใดตัวหนึ่งเป็นพยัญชนะตัวแรกในชุดเสียง[8] (นอกจากนี้ เครื่องหมายแนวตั้งที่แสดงเสียง आ ā หรือ ī อาจมีรูปสั้นกว่าเมื่อรวมกับพยัญชนะ क ka, ज्ञ ja หรือ ठ ṭha)


ตัวเลข

[แก้]
0 ० 1 १ 2 २ 3 ३ 4 ४ 5 ५ 6 ६ 7 ७ 8 ८ 9 ९

การใช้งาน

[แก้]

ในเนปาล

[แก้]

ชุมชนชาวเนวาร์ในกาฐมาณฑุใช้อักษรรัญชนาสำหรับการพิมพ์คัมภีร์และวรรณกรรมทางพุทธศาสนา ปัจจุบันอักษรนี้ยังใช้ในประเทศเนปาลสำหรับการพิมพ์เอกสารพิเศษภาษาเนวาร์ (การ์ดเชิญงานแต่งงาน ใบประกาศนียบัตร ฯลฯ) และสำหรับชื่อหนังสือภาษาเนวาร์อีกด้วย[9][10] ในศาสนาพุทธมหายานและวัชรยาน อักษรนี้นิยมใช้เขียนมนตร์หลายแบบ เช่นมนตร์"โอม มณี ปัทเม หูม"ของพระอวโลกิเตศวร มนตร์พระนางตารา: "โอํ ตาเร ตุตฺตาเร ตุเร สฺวาหา" และมนตร์พระมัญชุศรีโพธิสัตว์: "Om a ra pa ca na dhi"[11][12][13] อักษรนี้ยังใช้ในคัมภีร์ฮินดูด้วย[14]

เอเชียตะวันออก

[แก้]

ในศาสนาพุทธแบบจีนและพุทธเอเชียตะวันออกอื่น ๆ อักษรมาตรฐานสำหรับมนตร์และธารณีไม่ใช่อักษรรัญชนา แต่เป็นอักษรสิทธัมก่อนหน้าที่แพร่หลายในประเทศจีนสมัยราชวงศ์ถัง[15] อย่างไรก็ตาม ในจีนสมัยจักรวรรดิตอนปลาย อิทธิพลของศาสนาพุทธแบบทิเบตทำให้อักษรรัญชนากลายเป็นที่นิยมเช่นกัน และทำให้อักษรนี้ยังพบได้ทั่วเอเชียตะวันออก แต่ไม่ได้พบมากเท่าอักษรสิทธัม[16] ในประเทศเวียดนาม อักษรรัญชนามักใช้ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยพระสงฆ์ในภาคกลาง เช่น เว้ เครื่องรางของขลังมักทำขึ้นจากมนตร์รัญชนาที่อ่านว่า "โอม มณี ปัทเม หูม" หรือ "Om cale cule cundi svaha" ซึ่งเป็นมนตร์ของพระจุนทีโพธิสัตว์ อักษรรัญชนายังถูกหมอผีเวียดนามนำมาใช้ในเครื่องรางของขลัง เช่น Lỗ Ban phái นิกายเต๋าที่มาจากประเทศจีน ตั้งชื่อตามหลู่ ปาน เทพเจ้าผู้คุ้มครองช่างไม้[17]

ในทิเบต

[แก้]

เมื่อมีการนำเข้าอักษรรัญชนาสู่ทิเบต มีการเรียกอักษรนี้เป็น Lantsa (ทิเบต: ལཉྫ་) ซึ่งเป็นรูปถอดความจากศัพท์สันสกฤต (สันสกฤต: लञ्ज) หรือ Lañja (ซึ่งหมายถึง 'หาง' หรือ 'เท้า')[18]

ยูนิโคด

[แก้]

บล็อกยูนิโคดสำหรับอักษรนี้เสนอครั้งแรกใน ค.ศ. 2009 โดย Michael Everson[9] อัปเดตในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2013[19] และแก้ไขล่าสุดพร้อมรายละเอียดเพิ่มเติมในเดือนมกราคม ค.ศ. 2023 โดย Anshuman Pandey[20]

ภาพ

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Masica, Colin (1993). The Indo-Aryan languages. p. 143.
  2. 1 2 Omniglot[แหล่งข้อมูลที่ตีพิมพ์เอง?]
  3. 1 2 3 Jwajalapa[แหล่งข้อมูลที่ตีพิมพ์เอง?] เก็บถาวร 2007-03-10 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  4. Folk tales from the Himalayan kingdom of Nepal: Black rice and other stories, p.47, Kesar Lall, Ratna Pustak Bhandar
  5. Nepalese Inscriptions in the Rubin Collection
  6. Nagarjuna Institute: Buddhist Sites of Nepal – Hiraynavarna Mahavihara
  7. Ranjana Script[แหล่งข้อมูลที่ตีพิมพ์เอง?]
  8. Shakya, Robison (2002). Alphabet of the Nepalese Script:Nepāla lipi varṇamālā. Nakabahila Lalitpur: Motirāj Śhākya, Thayakalaya. p. 23. ISBN 9993334367.
  9. 1 2 Michael Everson (May 4, 2009). "Preliminary proposal for encoding the Rañjana script in the SMP of the UCS" (PDF). n3649.
  10. Min Bahadur Shakya. "Preservation of Sanskrit Buddhist Manuscripts in the Kathmandu Valley: Its importance and future" (PDF).
  11. "Teachings of the Buddha".[แหล่งข้อมูลที่ตีพิมพ์เอง?]
  12. "Dharma Haven".[แหล่งข้อมูลที่ตีพิมพ์เอง?]
  13. "Ranjana font". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-02-23. สืบค้นเมื่อ 2019-07-10.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)[แหล่งข้อมูลที่ตีพิมพ์เอง?]
  14. "Asian art".
  15. Chattopadhayaya, Alaka (1999). Atisa and Tibet: Life and Works of Dipamkara Srijnana: p. 201
  16. Jiang, Wu (2008). Enlightenment in Dispute: The Reinvention of Chan Buddhism in Seventeenth-Century China: p. 146
  17. "Ma Phương :: Tinh Hoa Đông Phương". maphuong.com. สืบค้นเมื่อ 2021-08-24.
  18. "lany+dza". Dharma Dictionary. Tsadra Foundation. สืบค้นเมื่อ 2022-03-19.
  19. Dev Dass Manandhar, Samir Karmacharya and Bishnu Chitrakar (December 31, 2013). "Preliminary proposal to Encode Ranjana Script in ISO/IEC 10646" (PDF).
  20. Anshuman Pandey (January 5, 2023). "Preliminary proposal to encode Ranjana in Unicode" (PDF).

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]