สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
Surachaisaedan.jpg
เกิด สุรชัย แซ่ด่าน
24 ธันวาคม พ.ศ. 2485 (73 ปี)
จังหวัดนครศรีธรรมราช ประเทศไทย
การศึกษา สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
พรรคการเมือง
พรรคไทยรักไทย
ศาสนา พุทธ

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ มีชื่อเดิมว่า สุรชัย แซ่ด่าน เป็นนักเคลื่อนไหว และอดีตนักโทษการเมืองคดีคอมมิวนิสต์คนสุดท้ายของประเทศไทย เป็นอดีตคณะทำงานพรรคไทยรักไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันเป็นแกนนำกลุ่มแดง

ประวัติ[แก้]

นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ชื่อเดิม สุรชัย แซ่ด่าน (陳嘉前) เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2485 (73 ปี) ที่ตำบลท่าพญา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายยกย้วนและนางสมเช้า แซ่ด่าน จบการศึกษาจากสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก่อนจะเข้าสู่แวดวงการเมืองเคยมีอาชีพซ่อมวิทยุและโทรทัศน์มาก่อน

สมรสกับภรรยาทั้งหมด 3 คน มีบุตรกับภรรยาคนแรก 3 คน เป็นชาย 2 หญิง 1 และบุตรชายอีก 1 คนกับภรรยาคนที่ 2[1]

บทบาทการเมือง[แก้]

นายสุรชัย เดิมทีเป็นที่รู้จักดีในการเมืองช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา จากการเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ทื่เคลื่อนไหวแบบยุทธวิธีกองโจรในป่า ซึ่งต่อมาได้รับโทษถึงประหารชีวิตอันเนื่องจากคดีฆาตกรรมจากการปล้นรถไฟ แต่ต่อมาได้รับการพระราชทานอภัยโทษในปี พ.ศ. 2531

ต่อมา นายสุรชัยได้เข้าร่วมการเมืองในระบบรัฐสภาด้วยการเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่ จากการชักชวนของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง

นายสุรชัย เข้าร่วมการชุมนุมขับไล่ คมช. ที่ท้องสนามหลวง และต่อมาได้แยกตัวออกมาจัดตั้งกลุ่ม "แดงสยาม" ร่วมกับนายจักรภพ เพ็ญแข โดยมิได้ข้องเกี่ยวอะไรกับกลุ่ม นปช.อีกต่อไป

ในการขึ้นเวที นปช. เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2550 นายสุรชัย ได้กล่าวหมิ่นประมาทนายชวน หลีกภัย และศาลอาญามีคำพิพากษาปรับ 50,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษเหลือ 25,000 บาท[2]

ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ตำรวจได้จับกุมตัวนายสุรชัย ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 27/2554 ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (กฎหมายอาญามาตรา 112 ในประเทศไทย) หลังจากการปราศรัยบริเวณใกล้ท้องสนามหลวง [3] ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ศาลอาญา มีคำพิพากษา ให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน จากคดีดังกล่าว[4] ต่อมาในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เขาจึงได้รับพระราชทานอภัยโทษ[5]และได้รับการปล่อยตัวออกมาในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556 [6]

ปัจจุบันนายสุรชัย กำลังส่องสุมกำลังเพื่อทำการปฏิวัติประเทศไทย โดยได้จัดทำรายการ "ปฏิวัติประเทศไทย" แพร่ภาพผ่านยูทูป โดยมีเป้าประสงค์ของรายการคือการนำเสนอข่าวสารและสาระตามแนวทางล้มล้างสถาบันกษัตริย์เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปเป็นสาธารณรัฐไทย โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข เหตุการณ์ล่าสุด 29 มกราคม 2558 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้แจ้งเรื่องนี้ให้ ครม.จัดการ ข้อหากบฏต่อแผ่นดิน

เขาเป็นผู้ฝ่าฝืน คำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 57/2557 จนกระทั่งศาลทหารออกหมายจับ

ผลงานเขียน[แก้]

ตำนานนักสู้ สุรชัย แซด่าน เล่มที่ 1และ2 (ชื่อเดิม นักโทษประหารคนที่ 310) อัตชีวประวัติของสุรชัย ตั้งแต่สมัยที่ยังต่อสู้เคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคใต้ การเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและชีวิตในเรือนจำโดยสุรชัยใช้เวลาที่ถูกจำคุกในการเขียนหนังสือเล่มนี้[7]

การปราศรัย[แก้]

หลังการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ พ.ศ. 2553 สุรชัยเริ่มเปิดเวทีปราศรัยที่ราชบุรีเป็นครั้งแรกที่ราชบุรีในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 [8] จากนั้นก็ได้เดินทางปราศรัยตามคำเชิญทั่วประเทศ

วิธีปราศรัยของสุรชัยเป็นสิ่งที่สุรชัยเรียกว่าการพูดแบบเฉียดฉิว นั่นคือการที่สุรชัยใช้วาทกรรมเปรียบเปรยสังคมไทยเป็นปริศนาที่ทำให้ผู้ฟังต้องนำไปตีความ สุรชัยบอกในการปราศรัยเสมอว่าปัญหาของประเทศไทยนั้นมาจากชนชั้นสูง ทั้งที่ความเป็ฯจริงปัญหาเกิดมาจากนัการเมืองทั้งสิ้น ดังนั้นการแก้ปัญหาของประเทศต้องใช้แนวทางปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศใหม่ สุรชัยเน้นในการปราศรัยว่าการปฏิวัตินั้นเป็นสิ่งที่ดีทำให้ประเทศมีความเจริญขึ้น แตกต่างจากรัฐประหารที่ทำให้ประเทศตกต่ำลง โดยการปฏิวัติประเทศไทยเคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวคือการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 นอกนั้นเป็นการรัฐประหารทั้งสิ้น ทำให้นายสุรชัยเป็นแนวร่วมกับขบวนการล้มเจ้าในประเทศไทย อย่างชัดเจน

แฟชั่นหมวกดาวแดง[แก้]

สุรชัยมักจะปรากฏตัวด้วยแฟชั่น หมวกเขียว-ดาวแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการต่อสู้ของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ซึ่งนายเทพไท เสนพงศ์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า "“เหิมเกริม ท้าทายอำนาจรัฐ" หมวกดาวแดงของสุรชัยรุ่นล่าสุด มีการพิมพ์คำว่า "แดงสยาม"ที่หน้าหมวก ซึ่งลักษณะการแสดงออกทางสัญลักษณ์นี้ขัดแย้งกับกับวาทกรรม "การเรียกร้องประชาธิปไตย" แต่ใช้สัญลักษณ์คอมมิวนิสท์ในการต่อสู้

อ้างอิง[แก้]