ประแสง มงคลศิริ
ประแสง มงคลศิริ | |
|---|---|
| สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี | |
| ดำรงตำแหน่ง 3 มีนาคม พ.ศ. 2545 – 30 ตุลาคม พ.ศ. 2548 | |
| ก่อนหน้า | ธีรพันธ์ วีระยุทธวัฒนะ |
| ถัดไป | ธีรพันธ์ วีระยุทธวัฒนะ |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | 14 มีนาคม พ.ศ. 2505 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ประเทศไทย |
| พรรคการเมือง | ไทยรักไทย (2543–2550) พลังประชาชน (2550–2551) เพื่อไทย (2551–2556) พลังประชาธิปไตย (2556–ปัจจุบัน) |
| บุพการี |
|
| ญาติ | ประเสริฐ มงคลศิริ (พี่ชาย) |
| ศิษย์เก่า | โรงเรียนอนุศิษย์วิทยา โรงเรียนอุทัยวิทยาลัย โรงเรียนเมืองอุทัยธานี โรงเรียนทวีธาภิเศก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยโตเกียว |
ประแสง มงคลศิริ เป็นอาจารย์ นักวิชาการ ผู้บริหารและนักการเมือง อดีตอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี สังกัดพรรคไทยรักไทย อดีตเลขานุการและที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ อดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด
ประวัติ
[แก้]นายประแสง มงคลศิริ เกิดเมื่อ 14 มีนาคม พ.ศ. 2505 ที่ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี เป็นลูกคนที่ 9 จาก 11 คน ของนายเง๊กฮ้อ แซ่อึ้ง กับนางกิมเช็ง มงคลศิริ และเป็นน้องชายของ นายแพทย์ประเสริฐ มงคลศิริ อดีต สส. อุทัยธานี เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนอนุศิษย์วิทยา โรงเรียนอุทัยวิทยาลัย และโรงเรียนเมืองอุทัยธานี เดินทางเข้ามากรุงเทพมหานครขณะมีอายุ 12 ปี มาอยู่อาศัยที่ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ท่าพระจันทร์ เรียนต่อมัธยมที่ โรงเรียนทวีธาภิเศก จบปริญญาตรีและปริญญาโทสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบการศึกษาสูงสุดปริญญาเอกด้าน Urban Engineering จาก มหาวิทยาลัยโตเกียว ด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (Monbusho)
การทำงาน
[แก้]งานราชการและงานด้านการศึกษา
[แก้]พ.ศ. 2529 หลังจบปริญญาโท เข้ารับราชการประจำที่กรมโยธาธิการ 1 ปี จากนั้นสอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่นเข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัยโตเกียว ในปี พ.ศ. 2530 จบปริญญาเอกในปี 2534 กลับมาเป็นอาจารย์ประจำที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาเป็นผู้ช่วยคณบดี และได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาตราจารย์ แล้วโอนไปเป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผน สภาพัฒน์ฯ ก่อนลาออกจากราชการในปี 2542
เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการการเมือง อาทิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีประสบการณ์ทำงานทางวิชาการและด้านวิศวกรรมทั้งราชการและภาคเอกชนรวมกันกว่า 40 ปีอย่างต่อเนื่อง จากการเป็นอาจารย์ประจำที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นอาจารย์พิเศษให้กับอีกหลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์[1] เคยเป็นที่ปรึกษากองบรรณาธิการวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร [2] เคยเป็นผู้ชำนาญการประจำ คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมาธิการและโฆษกคณะกรรมาธิการ พรบ.การจัดการศึกษาเพื่อผู้พิการ พ.ศ. 2556 วุฒิสภา [3] เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย (ผู้ทรงคุณวุฒิ) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ฯลฯ
ประสบการณ์ทำงานการเมืองและอื่นๆ
[แก้]ปี พ.ศ. 2544 ได้สมัครรับเลือกตั้ง สส.สังกัดพรรคไทยรักไทย ซึ่งมี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ในพื้นที่บ้านเกิดจ.อุทัยธานี เขต 1 แพ้แก่ธีรพันธ์ วีระยุทธวัฒนะ สส.จากพรรคชาติไทย แต่ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่เพราะ ธีรพันธ์ถูกใบเหลือง ประแสงจึงพลิกกลับมาชนะได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก
ปี พ.ศ. 2548 ประแสงได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยที่ 2 ในสังกัดพรรคไทยรักไทยอีกครั้ง โดยทำหน้าที่ สส. ไปจนถึงปลายปี 2548 กกต.มีประกาศให้ใบเหลือง จึงต้องมีการจัดเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง โดยธีรพันธ์กลับเป็นฝ่ายชนะ และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.แทน
ปี พ.ศ. 2549 มีการยุบสภา ลงสมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคไทยรักไทย ได้รับเลือกตั้งและกกต.ให้การรับรองเป็น สส.สมัยที่ 3 ต่อมาศาลปกครองมีคำสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งหมดทั่วประเทศ เพราะจัดให้หันคูหากาบัตรออกด้านนอก จากนั้นมีชุมนุมทางการเมืองขับไล่นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จนมีการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 เขาจึงกลับไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนหนังสือที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และต่อมาได้เข้าร่วมงานกับภาคประชาชน แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) โดยการชักชวนของ วีระ มุสิกพงศ์ เคลื่อนไหวต่อต้านและการชุมนุมขับไล่คณะรัฐประหาร รวมตัวกัน ณ ท้องสนามหลวง
ปี พ.ศ. 2550 พรรคไทยรักไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ ประแสงและลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม พรรคพลังประชาชน ที่มี สมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค แต่ถูกข้อกล่าวหากกต.ให้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ (ใบแดง) จากการใช้ภาพและเสียงของ ทักษิณ ชินวัตร หาเสียงและประกาศพาทักษิณกลับบ้าน ทั้งๆ ที่ กกต.ได้มีมติห้ามไว้[4] ต่อมาพรรคพลังประชาชนก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบอีก จึงเข้าสังกัด พรรคเพื่อไทย ต่อมา
ปี พ.ศ. 2551-2553 เป็นผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร และร่วมกับ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับคนเสื้อแดงเป็นผู้ประสานงาน 17 จังหวัดภาคเหนือ นำขบวนคนเสื้อแดงภาคเหนือเดินทางเข้าร่วม การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ณ สะพานผ่านฟ้า ถนนราชดำเนินและสี่แยกราชประสงค์ แต่ต้องยุติการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เมื่อรัฐบาลซึ่งนำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามเข้าปราบปราม จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 99 ศพ เมื่อยุติการชุมนุม เขาต้องทำหน้าที่รักษาการเลขาธิการ นปช. ปี 2553-2554 แทน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.ซึ่งถูกคุมขังและดำเนินคดีข้อหาก่อการร้าย
ปี พ.ศ. 2554 ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย บัญชีรายชื่อลำดับที่ 83 และได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (บุญรื่น ศรีธเรศ) ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (สุชาติ ธาดาธำรงเวช) และปี พ.ศ. 2556 เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พงศ์เทพ เทพกาญจนา)
ปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประแสงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (วิสาร เตชะธีราวัฒน์)[5] ต่อมา นปช.ประกาศคัดค้านการออกกฎหมายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเหมาเข่ง (สุดซอย) ซึ่งมีข้อครหาว่าพรรคเพื่อไทย "ลักหลับ" ลงมติกฎหมายตอนตี 4 เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับ นปช.ที่มี จตุพร พรหมพันธุ์ เป็นประธาน ต่อมาครม.ยิ่งลักษณ์มีมติให้ปลดประแสงออกจากตำแหน่งที่ปรึกษารมช.มหาดไทย มีการชุมนุมม๊อบนกหวีด กปปส.นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จนในที่สุดนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องยอมยุบสภา
เมื่อมีการยุบสภา เขาร่วมกับแกนนำ นปช.ต่างจังหวัดจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ พรรคพลังประชาธิปไตย[6] ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 พรรคประชาธิปัตย์บอยคอตเลือกตั้ง ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ การชุมนุมของม๊อบนกหวีดขับไล่นายกยิ่งลักษณ์ขยายตัวเพื่อเปิดทางให้ทหารทำรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค.2557 มีพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นายประแสงถูกทหารจับกุมตัวที่เวทีชุมนุมคนเสื้อแดง ถ.อักษะ ถูกนำไปคุมขังที่จ.นครปฐม ห้องขังเดี่ยวในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 เมื่อครบ 7 วันตามกฎอัยการศึกจึงได้รับการปล่อยตัว[7]
เมื่อพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ตั้งรัฐบาลปกครองประเทศ นายประแสงตัดสินใจเดินทางไปทำงานในเหมืองแร่ลิกไนต์และบิทูมินัสที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ส่งสินค้าไปจำหน่ายในประเทศกัมพูชา พม่า และไทยเป็นเวลาประมาณ 5 ปี โดยใช้เวลาว่างวันหยุดเป็นผู้นำเที่ยวคณะคนไทยทัวร์อินโดนีเซียทั้งเกาะชวา สุมาตรา บาหลี และกะลิมันตัน
กระทั่งต้นปี พ.ศ. 2563 มีการระบาดทั่วของโควิด-19 ทั่วโลกและอินโดนีเซียเองมีผู้เสียชีวิตหลายแสนคน นายประแสงจึงยุติงานเหมืองแร่ที่อินโดนีเซียและเดินทางกลับไทย และกลับไปสอนหนังสือเป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยนเรศวรและมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีอีกครั้ง
ปี พ.ศ. 2564 จึงเข้าร่วมเป็นทีมนโยบาย Better Bangkok ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อชัชชาติได้รับเลือกตั้งในวันที่ 22 พ.ค2565 เป็นผู้ว่ากทม.ได้มอบหมายให้ประแสงเป็นกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด วิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ต่อมาคณะกรรมการมีมติให้นายประแสงดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการในปี 2565
ปี พ.ศ. 2567-69 เป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรน้ำให้กับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น JICA (Japan International Cooperation Agency)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
[แก้]- พ.ศ. 2546 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.)[8] - พ.ศ. 2545 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ 2 ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)[9]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ ประวัติ ผศ.ดร.ประแสง มงคลศิริ
- ↑ [ลิงก์เสีย]
- ↑ [ลิงก์เสีย]
- ↑ “ประแสง” จ่อรับใบแดง ติดรูป “แม้ว” หาเสียงเย้ย กกต.[ลิงก์เสีย]
- ↑ คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๔๙๘/๒๕๕๖ เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประแสง มงคลศิริ นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย)
- ↑ ‘จิตรา-ประแสง’เปิดพรรคใหม่ ชูรัฐสวัสดิการ ต้านคอรัปชั่น กระจายอำนาจ
- ↑
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย เก็บถาวร 2022-05-22 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๑๒๐ ตอนที่ ๑๙ ข หน้า ๗๑, ๑ ธันวาคม ๒๕๔๖
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย เก็บถาวร 2022-11-23 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๒๑ ข หน้า ๑, ๔ ธันวาคม ๒๕๔๕
- บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2505
- บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่
- ชาวไทยเชื้อสายจีน
- ข้าราชการพลเรือนชาวไทย
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์
- อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์
- นักการเมืองจากจังหวัดอุทัยธานี
- นักวิชาการจากจังหวัดอุทัยธานี
- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี
- นักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์
- นักการเมืองพรรคไทยรักไทย
- พรรคพลังประชาชน (พ.ศ. 2541)
- นักการเมืองพรรคเพื่อไทย
- พรรคพลังประชาธิปไตย
- บุคคลจากโรงเรียนทวีธาภิเศก
- แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
- นิสิตเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- บุคคลจากมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์
- บุคคลจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ท.ช.
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ป.ม.