ประแสง มงคลศิริ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ประแสง มงคลศิริ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 14 มีนาคม พ.ศ. 2505 (59 ปี)
จังหวัดอุทัยธานี
ศาสนา พุทธ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประแสง มงคลศิริ เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี สังกัดพรรคไทยรักไทย ปัจจุบันประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว

ประวัติ[แก้]

ประแสง มงคลศิริ เกิดเมื่อ 14 มีนาคม พ.ศ. 2505 ที่จังหวัดอุทัยธานี เป็นลูกคนที่ 9 จาก 11 คน ของนายเง๊กฮ้อ แซ่อึ้ง กับนางกิมเช็ง มงคลศิริ และเป็นน้องชายของ นายแพทย์ประเสริฐ มงคลศิริ อดีต ส.ส. อุทัยธานี เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนอนุศิษย์วิทยา โรงเรียนอุทัยวิทยาลัย และโรงเรียนเมืองอุทัยธานี จากนั้นก็เดินทางเข้ามากรุงเทพมหานคร โดยมาพักอาศัยที่ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เพื่อเรียนต่อในชั้นมัธยมที่ โรงเรียนทวีธาภิเศก เรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโท ที่ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปริญญาเอกด้าน Urban Engineeing จาก มหาวิทยาลัยโตเกียว ด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (Monbusho)

การทำงาน[แก้]

รับราชการ[แก้]

ปี พ.ศ. 2529 หลังจบปริญญาโทได้เข้ารับราชการที่กรมโยธาธิการ 1 ปี จากนั้นสอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่นเข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัยโตเกียว ในปี พ.ศ. 2530 จนจบปริญญาเอกในปี 2534 และกลับมารับราชการต่อ โดยเป็นอาจารย์ประจำที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เคยดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง อาทิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีประสบการณ์ทำงานทางวิชาการและการศึกษากว่า 30 ปีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเป็นอาจารย์ประจำที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นอาจารย์พิเศษให้กับ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี และ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์[1] เคยเป็นที่ปรึกษากองบรรณาธิการวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร [2] เป็นผู้ชำนาญการประจำ คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมาธิการและโฆษกคณะกรรมาธิการ พรบ.การจัดการศึกษาเพื่อผู้พิการ พ.ศ. 2556 วุฒิสภา [3] เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย (ผู้ทรงคุณวุฒิ) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ฯลฯ

งานการเมือง[แก้]

ปี พ.ศ. 2544 ได้ลาออกจากราชการ สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.สังกัดพรรคไทยรักไทย ในจังหวัดอุทัยธานี เขต 1 แต่แพ้ให้กับนายธีรพันธ์ วีระยุทธวัฒนะ จากพรรคชาติไทย ต่อมาคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ (นายธีรพันธ์ได้ใบเหลือง) ผลปรากฏว่านายประแสง ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก

ปี พ.ศ. 2548 นายประแสง ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. สมัยที่ 2 หลังจากทำหน้าที่ไปได้ 8 เดือน กกต.ประกาศให้ใบเหลืองและจัดเลือกตั้งใหม่ นายธีรพันธ์ เป็นฝ่ายชนะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แทน

ปี พ.ศ. 2549 มีการยุบสภา นายประแสงได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในนามพรรคไทยรักไทย ได้รับเลือกตั้งและกกต.ให้การรับรองเป็น ส.ส.อุทัยธานีอีกเป็นสมัยที่ 3 แต่ต่อมาศาลปกครองมีคำสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งหมดทั่วประเทศ ด้วยสาเหตุที่กกต.จัดให้หันคูหากาบัตรออกด้านนอก ต่อมาก็มีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองขับไล่นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร กระทั่งมีการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 เขาจึงกลับไปเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยอีกครั้งที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ปี พ.ศ. 2550 หลังจากพรรคไทยรักไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค นายประแสงจึงลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในสังกัดพรรคพลังประชาชนที่มี นาย สมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค แต่ถูกข้อกล่าวหาให้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ (ใบแดง) ก่อนการหย่อนบัตรลงคะแนน เนื่องจากใช้ภาพและเสียงของ ทักษิณ ชินวัตร ในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. ได้มีมติห้ามไว้ก่อนหน้านั้น[4]

ปี 2551-2553 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร และได้เข้าร่วมกับ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับคนเสื้อแดง (Red Shirt) เป็นผู้ประสานงาน 17 จังหวัดภาคเหนือ นำคนเสื้อแดงภาคเหนือเดินทางเข้าร่วม การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ณ ถนนราชดำเนิน และสี่แยกราชประสงค์ แต่ต้องยุติการชุมนุมในวันที่ 19 พ.ค.2553 เมื่อรัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามเข้าปราบปราม จนมีผู้เสียชีวิตไปกว่า 99 คน หลังจากวันนั้น นายประแสงได้ทำหน้าที่ รักษาการเลขาธิการ นปช. ปี 2553-2554 แทนนาย ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ เลขาธิการ นปช. ซึ่งถูกคุมขังและดำเนินคดีข้อหาก่อการร้าย

ปี 2554 พรรคพลังประชาชนถูกยุบ เขาลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในนามพรรคเพื่อไทย โดยอยู่ในบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 83 และต่อมาได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ /ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) ในช่วงปลายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปี 2556[5]

กันยายน-ตุลาคม 2556 นายประแสง ได้ร่วมกับ นปช.เคลื่อนไหวคัดค้านการออกกฎหมายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมของพรรคเพื่อไทย "พ.ร.บ.เหมาเข่ง (สุดซอย)" เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับ นปช. กระทั่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ปลดจากเขาตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประแสงจึงขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

ปี 2556 เขาได้ร่วมกับแกนนำ นปช.ในต่างจังหวัดจัดตั้งพรรคการเมืองโดยใช้ชื่อว่า พรรคพลังประชาธิปไตย[6] และในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 นายประแสงได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 7[7] ซึ่งเป็นลำดับสุดท้าย ต่อมามีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ

ปี 2557 มีวิกฤตทางการเมือง การชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพื่อเปิดทางให้มีการทำรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า ในชื่อคณะผู้รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ช่วงเย็นวันนั้น นายประแสงถูกทหารจับกุมตัวจากเวทีชุมนุมคนเสื้อแดง นปช. บริเวณถนนอักษะ พุทธมณฑล นำตัวไปคุมขังไว้ที่ เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 นครปฐม เมื่อครบกำหนดขังเป็นเวลา 7 วันตามกฎอัยการศึก คสช.จึงได้ปล่อยตัวให้ได้รับอิสรภาพ [8]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ประวัติ ผศ.ดร.ประแสง มงคลศิริ
  2. [1][ลิงก์เสีย]
  3. [2][ลิงก์เสีย]
  4. “ประแสง” จ่อรับใบแดง ติดรูป “แม้ว” หาเสียงเย้ย กกต.
  5. คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๔๙๘/๒๕๕๖ เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประแสง มงคลศิริ นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย)
  6. ‘จิตรา-ประแสง’เปิดพรรคใหม่ ชูรัฐสวัสดิการ ต้านคอรัปชั่น กระจายอำนาจ
  7. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง รายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (พรรคพลังประชาธิปไตย)
  8. [3]
  9. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย