โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความ

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เกิดในปี พ.ศ. 2499 ที่ ไวต์เพลนส์ รัฐนิวยอร์ก และได้ย้ายไปที่ ออตตาวา ประเทศแคนาดา จึงได้เติบโตเป็นพลเมืองของประเทศแคนาดา

ทนายความที่มีความสามารถในการใช้ศัพท์ด้านรัฐศาสตร์ เป็นผู้ก่อตั้งสำนักกฎหมาย Amsterdam & Peroff ที่มีสำนักงานในสามประเทศได้แก่ เมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ทนายความ[แก้]

ประวัติอย่างเป็นทางการของ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม การทำงานมีประวัติโดดเด่นของการให้บริการลูกค้าในกรณีสิทธิมนุษยชน, ข้อพิพาทผู้ที่ถือหุ้น, การปรับโครงสร้างองค์กร, การฉ้อโกงสินทรัพย์, ปัญหาด้านกฎระเบียบ และภาษี. นอกจากนี้เขายังเป็น ที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมือง และให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์หลายบริษัท

การศึกษา[แก้]

  • ในปี 1975 ได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Carleton University
  • ในปี 1978 ได้รับปริญญาตรีทางกฎหมาย (LL.B.) จากมหาวิทยาลัย Queen’s University

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ[แก้]

โรเบิร์ตได้รับการว่าจ้างพฤษภาคม 2553 โดยอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร เพื่อใช้เป็นทนายความและที่ปรึกษาระหว่างประเทศ ให้คำปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศกับกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ

สมุดปกขาว โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ได้จัดทำสมุดปกขาว จำนวนกว่า 70 หน้า โจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการดำเนินการของฝ่ายกองทัพ เกี่ยวกับการจัดการต่อเหตุการณ์ชุมนุมที่ผ่านมา ได้แก่ ประการแรก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกคนปัจจุบันของประเทศไทยขึ้นสู่อำนาจจากความช่วยเหลือของทหารโดยการทำรัฐประหาร ‎​ผนวกกับร่วมกันบิดเบือนกระบวนการศาลยุติธรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการขึ้นสู่อำนาจของตนเอง ‎​ประการที่สองคือ บุคคลในกองทัพซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้อมปราบประชาชน จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปี 2516, 2519, 2535 และ 2553 ไม่เคยถูกสอบสวนหรือนำตัวมาลงโทษ ‎​สิทธิเหล่านี้ได้ถูกทำลายลงด้วยการบังคับใช้กฎหมายเผด็จการของกลุ่มทหารอำมาตยาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งการกระทำนี้ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากสัมพันธมิตรอย่างกองทัพสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลาช้านาน

ฟ้องคดีเสื้อแดงต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยมีข้อสรุปดังนี้

  • กองทัพจงใจสลายการชุมนุมเข่นฆ่าประชาชน โดยเฉพาะแกนนำ เมื่อ 10 เมษายน
  • กองทัพจงใจสลายโดยเข้าสลายจากทุกจุดพร้อมกัน จงใจปิดล้อมจงใจฆ่าหมู่ไม่มีช่องทางให้หนีออกไปได้
  • เมื่อไม่สำเร็จก็ใช้สไนเปอร์ยิงจากระยะไกล มีการใช้สไนเปอร์อย่างเป็นทีมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีคำสั่งให้ใช้สไนเปอร์เป็นทีมตั้งแต่ 10-19 พ.ค.
  • การใช้อาวุธต่างๆ ได้มีหลักฐานวิดีโอทั้งหมด ซึ่งเป็นวิดีโอจากกองทัพ
  • กรณีชายชุดดำ รัฐพยายามบอกว่าชายชุดดำคือคนเสื้อแดง แต่ไม่เคยจับชายชุดดำได้เลยแม้แต่คนเดียวทั้งที่มีภาพข่าวและหลักฐานทาง โทรทัศน์มากมาย
  • มีหลักฐานและพยานมากมายว่าผุ้ชุมนุม ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ
  • การทำลายล้างโดยทหารและ ศอฉ. เกิดขึ้นจริง และมีการทำลายหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุทั้งหมดโดยรัฐฯ (เช่นที่วัดปทุมฯ ทีทุบพื้น เทปูรอบโบสถ์ลบรอยกระสุนทิ้งทั้งหมด)
  • มีหลักฐานในมือแล้วว่าคนเผาตึกเซ็นทรัลเวิร์ล ไม่ใช่คนเสื้อแดง เป็นชายชุดดำที่เตรียมการ ทั้งชุดและอุปกรณ์อย่างดี โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐให้การช่วยเหลือ
  • การพิจารณาคดีในประเทศไทยนั้น ยาวนานเกินไป และหยุดนิ่งมานานเกินควรแล้ว
  • ช่วงเมษา- พ.ค. เกิดสังหารหมู่ใหญ่ที่สุดใน ประวัติศาสตร์ไทย แต่ก็ไม่มีใครออกมาร้องขอความยุติธรรมให้กับคนกลุ่มนี้ คนกรุงเทพนิ่งปิดปากกับเหตุการณ์ทีเกิดขึ้น จึงเป็นหน้าที่ที่เสื้อแดงต้องรุกนำคดีขึ้นสู่ศาลทุกศาลในโลกนี้
  • เหตุการปี 1976 / 1976 / 1992 ในประเทศไทยเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ เมื่อมีการสอบสวนสักพักก็หายเงียบไป
  • รัฐบาลไทยยังคงอยู่ได้ ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบใดๆ และรู้สึกมั่นใจอย่างสูงในอำนาจพิเศษที่ปกป้องตน
  • ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นที่โดนฆ่าตายโดยไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวนใดๆ ก็เป็นหลักฐานหนึ่งที่รัฐพยายามจะถ่วงเวลา ปิดกั้นและทำลายหลักฐานทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหลักฐานต่างๆมากมายตรงหน้ายืนยันว่าการฆ่าเสื้อแดงเป็นการฆาตกรรมหมู่ จึงอดรนทนไม่ได้ที่จะไม่นำคดีขึ้นฟ้อง และไม่สามารถทนได้ที่จะนิ่งเฉยปล่อยกระบวนการยุติธรรมของไทยดำเนินไปยังล่า ช้า
  • หลังรัฐประหาร มีผู้มีบารมี ออกมาใช้กำลังทางการทหาร และตลอดจนการสลายการชุมนุมก็มีการชี้นำจากผู้มีบารมี มีคำสั่งให้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้ผู้เชี่ยวชาญทางการทหารยิงสไนเปอร์ มาในลักษณะ มือที่สาม เพื่อโยนความผิดให้ฝั่งคนเสื้อแดง

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]