กฎหมายอาญา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


กฎหมายอาญา (อังกฤษ criminal law) กฎหมายเป็นกฎหมายที่รัฐบัญญัติขึ้น จากเจตจำนงค์ของประชาชนว่าอะไรถูก อะไรผิด โดยประชาชนทุกคนรู้สึกอย่างเดียวกัน หรือ เป็นกฎหมายที่รัฐต้องการที่จะกำหนดลักษณะของการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิด และกำหนดบทลงโทษทางอาญาสำหรับความผิดนั้น เป็นกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดเป็นความผิด

เนื้อหา

[แก้] ประวัติศาสตร์กฎหมายอาญา

[แก้] ประวัติศาสตร์กฎหมายอาญาไทย

แม้ว่าตามแนวคิดและทฤษฎีของกฎหมายอาญา กฎหมายควรจะมีการบัญญัติขึ้นจากเจตจำนงค์ของประชาชน (ภาษาเยอรมัน Volkgeist) ก็ตาม แต่ในประเทศไทย ประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้ในปัจจุบัน มิได้มีการบัญญัติขึ้นตามแนวคิดดังกล่าว หากแต่เป็นการเร่งรัดและรีบให้มีการออกกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้กฎหมายมีความเหมาะสมตามกาลสมัยที่พัฒนามาจาก กฎหมายลักษณะอาญา รศ.๑๒๗ เพื่อให้กฎหมายมีความทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ (ศ.ดร.หยุด แสงอุทัย เป็นผู้ร่างประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีการประกาศใช้ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙)

[แก้] ประวัติศาสตร์กฎหมายอาญาสากล

[แก้] หลักกฎหมายอาญาภาคทั่วไป

  1. กฎหมายอาญาต้องแน่นอนชัดเจนคือ “ถ้อยคำ” ในบทบัญญัติกม.อาญาต้องมีความชัดเจนหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่จะทำให้การตัดสินคดีขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่เป็นอัตวิสัย และอำเภอใจผู้พิจารณาคดี
  2. ห้ามใช้กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง (การให้เหตุผลโดยอ้างความคล้ายคลึงกัน) ลงโทษทางอาญาแก่บุคคล
  3. กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังไปลงโทษการกระทำที่ผ่านมาแล้วเป็นกม.ที่ใช้ในขณะกระทำการนั้นกม.อาญาในที่นี้ คือ บทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับการกระทำผิดและโทษ
  4. กฎหมายอาญาต้องแปลหรือตีความโดยเคร่งครัด โดยจะต้องตีความตามตัวอักษรก่อน หากตัวอักษรอ่านแล้วข้อความไม่ชัดเจนก็ต้องค้นหาเจตนารมณ์ของกม. และตีความไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
  5. ห้ามใช้จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นลงโทษทางอาญาแก่บุคคล เพราะตัวบทมาตรา 2 ใช้คำว่า “บัญญัติ” และสอดคล้องกับข้อ 1 เพราะจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นเรื่องของแต่ละท้องถิ่น ไม่ชัดเจนแน่นอน แตกต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

[แก้] ประเภทของความผิด

ความผิดทางอาญามี 2 ประเภทคือ

  1. ความผิดในตัวเอง (ละติน: mala in se) คือความผิดที่คนทั่วไปเห็นชัดเจนว่าเป็นความผิดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
  2. ความผิดเพราะกฎหมายห้าม (ละติน: mala prohibita) คือความผิดที่เกิดจากการที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด โดยอาจมิได้เกี่ยวกับศีลธรรมเลย ซึ่งหากกล่าวถึงทฤษฎีกฎหมายสามยุค ความผิดเพราะกฎหมายห้ามอยู่ในยุคกฎหมายเทคนิค

[แก้] ลักษณะของการเกิดความผิด

กฎหมายอาญาแบ่งลักษณะของการกระทำความผิดไว้ 3 ประเภทคือ

  1. ความผิดโดยการกระทำ
  2. ความผิดโดยการงดเว้นการกระทำ
  3. ความผิดโดยการละเว้นการกระทำ

[แก้] สภาพบังคับของกฎหมายอาญา

[แก้] เขตอำนาจศาลของไทยในคดีอาญา

[แก้] เขตอำนาจระหว่างประเทศ

[แก้] เขตอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา

[แก้] โครงสร้างความรับผิดทางอาญา

โครงสร้างความรับผิดทางอาญาเป็นโครงสร้างที่ใช้พิจารณาความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำว่ามีความผิดมีโทษหรือไม่ประการใด แบ่งออกเป็น 3 ขั้นในการพิจารณาได้แก่

  1. การกระทำครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติ
  2. อำนาจกระทำ (กฎหมายยกเว้นความผิด)
  3. กฎหมายยกเว้นโทษ (เป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ)

[แก้] โครงสร้างที่ 1 การกระทำครบองค์ประกอบ

  1. มีการกระทำ (ม.59) คือ เคลื่อนไหว หรือ ไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก
  2. ครบองค์ประกอบภายนอกของการกระทำความผิดในเรื่องนั้น
  3. ครบองค์ประกอบภายในของการกระทำความผิดในเรื่องนั้น
  4. ผลของการกระทำสัมพันธ์กับการกระทำตามหลักเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างการกระทำและผล
    1. ผู้กระทำจะต้องรับผิดในผลบั้นปลาย ถ้าผลนั้นเป็น “ผลโดยตรง” (ทฤษฎีเงื่อนไข) มาจากการกระทำของผู้กระทำ คือ ถ้าไม่ทำ ผลไม่เกิด ผลที่เกิดนั้นถือว่าเป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำของผู้กระทำ แต่ถ้าไม่ทำผลก็เกิด ผลที่เกิดไม่ใช่เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำของผู้กระทำ
    2. ถ้าผลแห่งการกระทำทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผู้กระทำจะต้องรับผิดในผลบั้นปลายก็ต่อเมื่อ ผลนั้นเป็น “ผลโดยตรง” และเป็น “ผลธรรมดา” (ม.63)”ผลธรรมดา” คือ ผลที่ผู้กระทำคาดเห็นความเป็นไปได้ของผลนั้น ไม่จำต้องถึงขนาดเล็งเห็นผล ระดับการวินิจฉัยคือ “วิญญูชน” หากวิญญูชนไม่สามารถคาดเห็นได้ แม้ผู้กระทำจะคาดเห็นได้ ผู้กระทำก็ไม่ต้องรับผิดในผลบั้นปลายนั้น
    3. ถ้าผลแห่งการกระทำเกิดขึ้นโดยมีเหตุแทรกแซง (คือ:เหตุที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังการกระทำของผู้กระทำในตอนแรก และเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดผลในบั้นปลายขึ้น) ผู้กระทำจะต้องรับผิดในผลบั้นปลาย ก็ต่อเมื่อเหตุแทรกแซงนั้นเป็นสิ่งที่ “วิญญูชน” คาดหมายได้ แต่ถ้าวิญญูชนคาดหมายไม่ได้ ผู้กระทำก็ไม่ต้องรับผิดในผลบั้นปลาย แต่ต้องรับผิดเพียงเท่าที่ตนได้กระทำไปแล้วก่อนมีเหตุแทรกแซง

[แก้] โครงสร้างที่ 2 อำนาจกระทำ

  1. การกระทำความผิดโดยจำเป็น (ม.67)
  2. การกระทำความผิดของเด็กอายุไม่เกิน 10 ปี และไม่เกิน 15 ปี (ม.73 และ ม.74)
  3. การกระทำความผิดของคนวิกลจริต (ม.65 ว.1)
  4. การกระทำความผิดของผู้มึนเมาที่เข้าข้อยกเว้น (ม.66)
  5. การกระทำความผิดตามคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงาน (ม.70)
  6. การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในบาง ความผิดระหว่างสามีและภรรยา (ม.71 ว.แรก)

[แก้] โครงสร้างที่ 3 กฎหมายยกเว้นโทษ

กฎหมายยกเว้นโทษ มีที่มาจากการคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหาย ซึ่งเกิดจากการการกระทำ อันละเมิดต่อกฎหมายของบุคคลอื่น ตามหลักทั่วไปในเรื่อง สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ โดยได้บัญญัติหลักของการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ไว้ 2 หลักด้วยกัน คือ

  1. หลักกฎหมายยกเว้นโทษ
  2. หลักกฎหมายยกเว้นความผิด

หลักกฎหมายยกเว้นโทษนั้น เป็นกรณีที่มีการกระทำอันเป็นความผิดเกิดขึ้นแล้วแต่กฎหมายไม่ประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดนั้น เช่น กรณีตาม ป.อ.มาตรา 67 เป็นเรื่องของ การกระทำความผิดด้วยความจำเป็น หากการกระทำนั้นไม่เกินสมควรแก่เหตุผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ผู้กระทำความผิดด้วยความจำเป็นนั้นถือว่าได้กระทำความผิดแล้ว แต่กฎหมายไม่ประสงค์จะลงโทษ เนื่องจากเป็นการกระทำเพราะความจำเป็นเพื่อให้ตนหรือบุคคลอื่นพ้นจากภยันตรายอันใกล้จะถึงและไม่อาจหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้

หลักกฎหมายยกเว้นความผิด เป็นกรณีที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้วเหมือนกันแต่ กฎหมายให้ถือว่าไม่มีการกระทำความผิด ตัวอย่าง เช่นป.อ.มาตรา 68 การกระทำเพื่อป้องกัน เป็นกรณีที่มีการกระทำผิดขึ้นแต่กฎหมายถือว่าไม่เป็นความผิด

[แก้] เหตุลดโทษ

 ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียไทยได้โดยการเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนนี้

[แก้] หลักกฎหมายอาญาเปรียบเทียบ

กฎหมายอาญา เป็นบทความเกี่ยวกับ การเมือง การปกครอง หรือ กฎหมาย ที่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องการตรวจสอบ เพิ่มเนื้อหาหรือเพิ่มแหล่งอ้างอิง คุณสามารถช่วยเพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น
ข้อมูลเกี่ยวกับ กฎหมายอาญา ในภาษาอื่น อาจสามารถหาอ่านได้จากเมนู ภาษาอื่น ด้านซ้ายมือ
เครื่องมือส่วนตัว