วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์

วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ หรือที่นิยมเรียกกันว่า อาจารย์วิโรจน์ เป็นคนไทยเชื้อสายจีนแซ่ตั้ง จบการมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัดราชาธิวาสจบการศึกษามหาวิทยาลัยจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เอกประวัติศาสตร์) ระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้นเคยเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับขบวนการนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ 6 ตุลา เมื่อปี พ.ศ. 2519 เป็นนักศึกษา 1 ใน 2 คนที่แสดงละครล้อการเมืองที่ต่อมาถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (อีก 1 คนนั้นคือ อภินันท์ บัวหภักดี) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ต่อมา

หลังจากเหตุการณ์นี้ได้ถูกจองจำในเรือนจำถึง 2 ปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2521 จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมาสู่อิสรภาพ จากนั้นจึงเดินทางไปภาคใต้ หาเลี้ยงชีพด้วยการร้องเพลงในสถานบันเทิงต่าง ๆ ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2526 จะเดินทางไปศึกษาปริญญาโทด้านภาษาจีนต่อที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยใช้เวลาศึกษาอยู่นาน 5 ปี[1]

หลังจากนั้นแล้ว ได้เป็นวิทยากรและอาจารย์พิเศษบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวในแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับจีนหรือภูมิปัญญาจีน ตามสถานศึกษาต่าง ๆ จนมาถึงปัจจุบัน[2]

เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางครั้งแรกจากการเป็นพิธีกรภาคสนามจากรายการ ตามไปดู ทางช่อง 9

ชีวิตส่วนตัว เป็นบุคคลสาธารณะอีกหนึ่งคนในสังคมไทยที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นกะเทย

นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นนักแสดงในบทประกอบจากภาพยนตร์และละครเรื่องต่าง ๆ อาทิ สุริโยไท (พ.ศ. 2544), หมวยอินเตอร์ (พ.ศ. 2551), มงกุฎดอกส้ม (พ.ศ. 2554) และในการถ่ายทอดพิธีเปิดและพิธีปิดโอลิมปิก 2008 ที่ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทีวีพูล) เป็นผู้ถ่ายทอดสัญญาณในประเทศไทย ก็รับหน้าที่ผู้บรรยายร่วมด้วย

งานการเมือง[แก้]

ในเหตุการณ์วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-พ.ศ. 2551 ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2551 เป็นผู้กำกับการแสดง "งิ้วธรรมศาสตร์" ที่เป็นการแสดงงิ้วล้อการเมืองระหว่างการชุมนุม ซึ่งเป็นที่ฮือฮาและกล่าวขานถึงอีกด้วย[3]

เคยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2549 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง เพราะได้รับการเลือกมาป็นลำดับที่ 27 ได้คะแนน 11,438 คะแนน[4]

ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 ได้ลงสมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ลำดับที่ 9[5] แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง[6]

อ้างอิง[แก้]