คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ประเทศไทย)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ราชอาณาจักรไทย
คณะกรรมการการเลือกตั้ง
280935.jpg
ตรา
ที่ทำการ
ไทย
120 หมู่ 3 ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210
ภาพรวม
วันก่อตั้ง 22 มีนาคม พ.ศ. 2535
เขตอำนาจ ทั่วราชอาณาจักร
ผู้บริหาร ศุภชัย สมเจริญ, ประธาน
สมชัย ศรีสุทธิยากร, กรรมการ
บุญส่ง น้อยโสภณ, กรรมการ
ประวิช รัตนเพียร, กรรมการ
ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์, กรรมการ
ภุชงค์ นุตราวงศ์, เลขาธิการ
ลูกสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เว็บไซต์
ECT.go.th
หมายเหตุ
คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (อังกฤษ: Election Commission) หรือย่อว่า กกต. (EC) เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีหน้าที่หลักในการควบคุมและจัดให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น

คณะกรรมการการเลือกตั้งมีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นสำนักงานเลขานุการ

ประวัติและโครงสร้างองค์กร[แก้]

แต่เดิมการจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของกองการเลือกตั้ง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ต่อมาในการเลือกตั้งครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 รัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งรับผิดชอบดำเนินการเลือกตั้ง ได้ตระหนักถึงปัญหาการซื้อขายเสียงที่มีอยู่ทั่วไป จึงแต่งตั้ง "คณะกรรมการติดตามและสอดส่องดูแลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" หรือที่รู้จักกันในชื่อ องค์กรกลาง เป็นหน่วยงานอิสระไม่มีผลประโยชน์ใดๆ กับการเลือกตั้ง ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง และตรวจสอบการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อส่งเสริมการเลือกตั้งอย่างยุติธรรมในประเทศไทย โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประกอบด้วยคณะกรรมการจำนวน 5 คน ซึ่งเลือกสรรโดยวุฒิสภา ดำรงตำแหน่งได้สมัยเดียวเป็นเวลา 7 ปี (ยกเว้นชุดแรก ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน ตามเงื่อนไขใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง)

ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นและเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง

กรรมการการเลือกตั้งต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด และไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด

หน้าที่[แก้]

คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

  1. ควบคุมและดำเนินการจัด หรือจัดให้มีการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
  2. ออกประกาศกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
  3. มีคำสั่งให้ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ปฏิบัติการทั้งหลายอันจำเป็นตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
  4. ออกข้อกำหนดเป็นแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ
  5. ดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งที่ใช้วิธีการแบ่งเขตเลือกตั้ง และจัดให้มีบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  6. สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
  7. สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้ง หรือสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
  8. ประกาศผลการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ
  9. ดำเนินการหรือประสานงานกับหน่วยราชการ ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือสนับสนุนองค์การเอกชนในการให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  10. จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีและข้อสังเกตเสนอต่อรัฐสภา
  11. ดำเนินการอื่นตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่น หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด บุคคล คณะบุคคลหรือผู้แทนองค์การเอกชน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายได้.


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช ๒๕๔๐) ม. ๑๓๖, ๑๓๙, ๑๔๔ และ ๑๔๕ และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ ม. ๑๐ และ ๑๑

รายนามคณะกรรมการการเลือกตั้ง[แก้]

ชุดแรก (พ.ศ. 2540 - พ.ศ. 2544)[แก้]

วาระการดำรงตำแหน่ง 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 - 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2544[1]

ชุดที่สอง (พ.ศ. 2544 - พ.ศ. 2549)[แก้]

วาระการดำรงตำแหน่ง 21 ตุลาคม พ.ศ. 2544 - 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2549[2] ถูกตั้งฉายาว่า "สามหนาห้าห่วง"

การปรับระบบการทำงาน หลังการเสียชีวิตของนายจรัล บูรณพันธุ์ศรี[แก้]

ภายหลังการเสียชีวิตของนายจรัล บูรณพันธุ์ศรี และยังไม่มีการสรรหาบุคคลใหม่มาทดแทน กกต.ที่เหลืออยู่ 4 คน ได้แบ่งหน้าที่ใหม่ จากเดิมที่แบ่งตามลักษณะงานตามความเชี่ยวชาญของ กกต. แต่ละคน ออกเป็น 4 เขตพื้นที่ให้ กกต. แต่ละคนดูแล โดยแต่ละคนต่างก็มีอำนาจเด็ดขาดทั้งการบริหาร การเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้ง การสืบสวนสอบสวน และวินิจฉัย ในเขตพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ คือ

  • พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ ดูแลภาคกลางและกรุงเทพ
  • นายปริญญา นาคฉัตรีย์ ดูแลภาคใต้
  • นายวีระชัย แนวบุญเนียร ดูแลภาคเหนือ
  • พลเอกจารุภัทร เรืองสุวรรณ ดูแลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ทั้งนี้ได้มีการเพิ่มบุคลากรทั้งในสำนักงาน กกต.กลาง และ กกต.จังหวัด จากเดิม 300 คน เป็น 3000 คน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร

มีการปรับโครงสร้างหน่วยงานการวินิจฉัยสืบสวนสอบสวน จากเดิมที่มีสองส่วน เพื่อการตรวจสอบและคานอำนาจ คือ

  • สำนักสืบสวนสอบสวน มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน และสอบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง
  • สำนักวินิจฉัย มีหน้าที่พิจารณากลั่นกรองพยานหลักฐานจากเจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนสอบสวนสืบสวนก่อนเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่ามีมูลหรือไม่ หากหลักฐานไม่เพียงพอ ก็ส่งเรื่องให้เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือรองเลขาธิการที่ได้รับมอบหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติม แล้วจึงส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยเป็นผู้พิจารณาก่อนส่งความเห็นในเรื่องนั้นต่อให้ กกต.กลาง วินิจฉัยชี้ขาดขั้นสุดท้าย แต่ในกรณีที่มีความเร่งด่วน ก็อาจส่งเรื่องให้ กกต.กลางวินิจฉัยได้

การจัดโครงสร้างเดิม คล้ายกับการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรม ที่มีสำนักสืบสวนสอบสวนทำหน้าที่คล้ายตำรวจ สำนักวินิจฉัยทำหน้าที่คล้ายอัยการ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยทำหน้าที่คล้ายเป็นศาลชั้นต้น และ กกต.กลางทำหน้าที่คล้ายกับเป็นศาลสูงสุด

แต่หลังจากที่ กกต. ชุดที่สองเข้ามาดำเนินการไม่นาน ก็มีการปรับให้หน่วยงานทั้งสองมารวมเป็นสำนักเดียวกัน คือ สำนักสืบสวนและวินิจฉัย แต่แบ่งพื้นที่การทำงานเป็นภาค ไม่ได้แบ่งเนื้อหาสาระของการทำงาน มีลักาณะการทำงานคล้ายตำรวจภูธรภาค ไม่มีอัยการ(สำนักวินิจฉัย)

กรณีคำพิพากษาของศาล[แก้]

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ศาลอาญาได้ตัดสินตามคำฟ้องของโจทย์คือ นายถาวร เสนเนียม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในข้อหาการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบของ กกต โดยการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคไทยรักไทย ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 มีโทษตามมาตรา 42 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน (ไม่ได้ลงโทษตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา) ศาลได้มีคำตัดสินว่าให้คณะกรรมการสามคนได้แก่ พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ, นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร ต้องคำพิพากษาศาลอาญา ให้จำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง กกต. เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ

ชุดที่สาม (พ.ศ. 2549 - 2556)[แก้]

วาระการดำรงตำแหน่ง 20 กันยายน พ.ศ. 2549 - 19 กันยายน พ.ศ. 2556 และ รักษาการจนถึงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

  • นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง รับผิดชอบด้านบริหารกลาง
  • นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง รับผิดชอบงานด้านการบริหารการเลือกตั้ง
  • นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง รับผิดชอบด้านการสืบสวนสอบสวน
  • นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง รับผิดชอบด้านกิจการพรรคการเมือง
  • นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง รับผิดชอบด้านการมีส่วนร่วม,พ้นตำแหน่งเมื่ออายุครบ 70 ปี เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 ผู้ที่มารับตำแหน่งสืบแทนคือ นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น(อายุ 59 ปี)ที่ได้รับโปรดเกล้าฯเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 ภายหลังจากที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งแทน

การสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2549[แก้]

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา 3 คน ประธานแผนกคดีต่างๆ ในศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา จำนวน 84 คน ได้ลงมติเพื่อสรรหาผู้สมควรเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 10 คน [4] ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 138 (2) และ (3) จากจำนวนผู้สมัคร 42 คน เพื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติคัดเลือกเหลือ 5 คน

คณะกรรมการเลือกตั้งชุดนี้จะปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา 2 ปี ตามวาระที่เหลืออยู่ของคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สอง

รายชื่อผู้สมควรเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง 5 คน ตามมาตรา 138 (2)

  1. นายวิชา มหาคุณ - ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา
  2. นายอุดม เฟื่องฟุ้ง - ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา กรุงเทพใต้
  3. นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ - ประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา
  4. นายสมชัย จึงประเสริฐ - ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
  5. นายอภิชาต สุขัคคานนท์ - ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา

รายชื่อผู้สมควรเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง 5 คน ตามมาตรา 138 (3) (ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ทำหน้าที่คัดเลือกแทน คณะกรรมการสรรหาจากตัวแทนพรรคการเมือง ซึ่งไม่มีอยู่ในขณะนี้)

  1. นายประพันธ์ นัยโกวิท - รองอัยการสูงสุด
  2. นายแก้วสรร อติโพธิ - อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร
  3. นายสุเมธ อุปนิสากร - ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา กรุงเทพใต้
  4. นางสดศรี สัตยธรรม - ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
  5. นายนาม ยิ้มแย้ม - อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2549 ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติคัดเลือกคณะกรรมการเลือกตั้ง ประกอบด้วย

  1. นายประพันธ์ นัยโกวิท
  2. นายสุเมธ อุปนิสากร
  3. นายอภิชาต สุขัคคานนท์
  4. นายสมชัย จึงประเสริฐ
  5. นางสดศรี สัตยธรรม

ต่อมา นายสุเมธได้หมดวาระไปเมื่ออายุครบ 70 ปี เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติคัดเลือกคณะกรรมการเลือกตั้งคนใหม่แทน มีมติด้วยคะแนน 107 ต่อ 11 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง เลือกนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดำรงตำแหน่งแทน[5]

ชุดที่สี่ (พ.ศ. 2556-ปัจจุบัน)[แก้]

วาระการดำรงตำแหน่ง 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556 - ปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ห้องประชุมศาลฎีกา ได้เรียกประชุมผู้พิพากษาศาลฎีกา ทั้ง 139 คน เพื่อประชุมใหญ่ มีผู้ออกเสียงทั้งหมด พิจารณาสรรหาบุคคลที่สมควรถูกเสนอชื่อให้เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนที่ประชุมจะเลือกคณะกรรมการเลือกตั้งทั้งหมด 2 ตำแหน่ง ซึ่งครั้งนี้ได้เพียง 1 ตำแหน่ง โดยจะเรียกประชุมผู้พิพากษาศาลฎีกา อีกครั้ง ในวันที่ 9 ตุลาคม และอีก 3 ตำแหน่ง จะมาจากการประกาศรับสมัครจากบุคคลทั่วไป จะมีการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหากกต. 6 คน ซึงประกอบไปด้วย 1.ประธานศาลฎีกา 2.ประธานศาลปกครอง 3.ประธานสภาผู้แทนราษฎร 4.ผู้นำฝ่ายค้าน 5.ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกมา 1คน ที่ไม่ใช่ตุลาการ 6.ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดเลือกมา 1 คน โดยที่ไม่ใช่ตุลาการ

  1. นายศุภชัย สมเจริญ ที่มา การสรรหาจากที่ประชุมใหญ่ศาลศาลฎีกา เป็น ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง รับผิดชอบด้านกิจการบริหารกลาง
  2. ดร.ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ ที่มา การสรรหาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา รับผิดชอบด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ
  3. นายประวิช รัตนเพียร ที่มา คณะกรรมการสรรหา กกต. รับผิดชอบด้านกิจการการมีส่วนร่วม
  4. นายบุญส่ง น้อยโสภณ ที่มา คณะกรรมการสรรหา กกต. รับผิดชอบด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย
  5. รองศาสตราจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร ที่มา คณะกรรมการสรรหา กกต. รับผิดชอบด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง

โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 5 คน ได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งในวันที่ 13 ธันวาคม 2556

ข้อวิจารณ์[แก้]

เมื่อวันที่ 19 กันยายน หนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ สมาชิกคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งไม่เต็มใจจัดการเลือกตั้งร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์การลงประชามติเอกราชสกอตแลนด์ พ.ศ. 2557 โดยกลุ่มข้าราชการเดินทางไปสกอตแลนด์เป็นเวลาเจ็ดวันด้วยภาษีของคนไทย

ก่อนหน้านี้ มีข้าราชการการเลือกตั้งอาวุโสคนหนึ่งว่า "การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์เป็นไปไม่ได้ มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดการเลือกตั้งอย่างสันติและยุติธรรม เพราะมีบางประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่คุณล้วนทราบดี" ในการเลือกตั้ง ข้าราชการคณะกรรมการการเลือกตั้งปิดหลายคูหาเลือกตั้งเมื่อเผชิญกับเหตุที่อ้างว่าเป็นแรงกดดันจากฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เมื่อศาลวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์เป็นโมฆะ คณะกรรมการการเลือกตั้งค้านความพยายามของรัฐบาลในการจัดการเลือกตั้งอีกหน[6]

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]