พรรคมัชฌิมาธิปไตย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พรรคมัชฌิมาธิปไตย
บุคลากร
หัวหน้าพรรค นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน
เลขาธิการพรรค นางพรทิวา นาคาศัย
โฆษกพรรค นายศุภพรพงษ์ ชวนบุญ
ผู้อำนวยการพรรค
ทั่วไป
ก่อตั้ง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ยุบพรรค 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 (อายุ 1 ปี)
สำนักงานใหญ่ 131 ถนนขาว แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
อื่น ๆ
นโยบายพรรค ชีวิตร่ำรวย ประชาเป็นสุข ได้รับความเป็นธรรม
สีของพรรค แดงและน้ำเงิน
เว็บไซต์ http://www.matchima.or.th

พรรคมัชฌิมาธิปไตย (อังกฤษ: Neutral Democratic Party) เดิมชื่อ พรรคมัชฌิมา เป็นพรรคการเมือง ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มมัชฌิมา ซึ่งนำโดยนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน (ภรรยานายสมศักดิ์ เทพสุทิน) และกลุ่มนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาราช มีนโยบายรวม 42 ข้อ โดยนโยบายหลักๆ ได้แก่ ขุดบ่อน้ำทั้งประเทศ 9 ล้านบ่อ, ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าตลอดสาย เหลือเพียง 15 บาทเป็นระยะเวลา 10 ปี, ประกันราคาพืชผลทางการเกษตรในราคาที่สูง, เรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี เป็นต้น

ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2551 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติให้นายประชัยพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เนื่องจากวินิจฉัยว่า การยื่นใบลาออกของนายประชัยตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2550 มีผลโดยสมบูรณ์แล้ว ทั้งนี้อาจเป็นแผนของพรรคนี้ที่จะหลอกใช้เงินของนายประชัยเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง และเขี่ยนายประชัยทิ้งเมื่อหมดประโยชน์แล้ว เนื่องจากพรรคต้องการนายทุนที่จะใช้ในการซื้อเสียง และการใช้เงินซื้อเสียงนี้เองเป็นเหตุให้ต้องถูกยุบพรรคในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 หลังจากก่อตั้งพรรคมาได้ไม่นาน

ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ที่ประชุมของพรรคได้มีมติให้ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็นหัวหน้าคนใหม่สืบไป รวมทั้งได้เปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค โดยมีทั้งหมด 14 คน แต่ยังคงนโยบายเดิม รวมทั้งเปลี่ยนที่ทำการพรรคใหม่ด้วยจาก ชั้น 10 อาคารทีพีไอทาวเวอร์ ถนนจันทน์ตัดใหม่ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นเลขที่ 131 ถนนขาว แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร อันเป็นที่ตั้งเดิมของกลุ่มมัชฌิมา ที่นายประชัยได้สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง เมื่อศาลประกาศคำสั่งยุบพรรค นางอนงค์วรรณ จึงถึงว่าเป็นกรรมเก่า [1]ทั้งนี้นางอนงค์วรรณอาจรู้เรื่องราวที่พรรคได้หลอกเงินของนายประชัยก็เป็นได้

ต่อมาในวันที่ 11 เมษายน ปีเดียวกันนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณากรณี พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้ลงมติ 4 ต่อ 1 เห็นชอบตามที่นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เสนอให้ส่งเรื่องถึงอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยยุบพรรคพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยมติเสียงข้างน้อย 1 เสียง คือ นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายกิจการสอบสวนสอบสวน

เนื้อหา

[แก้] ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค

เมื่อเวลา 12.30 น. ของวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ภายหลังนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย แถลงด้วยวาจาเสร็จสิ้นแล้ว โดยไม่รอพรรคพลังประชาชนไม่ได้ส่งตัวเข้าแถลงปิดคดีแต่อย่างใด

ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในส่วนของพรรคพลังประชาชน ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค 5 ปี เท่ากับว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยปริยาย

จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในส่วนของพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยมีมติให้ยุบพรรคมัฌชิมาฯ และตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี อันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 8 ต่อ 1 สั่งยุบพรรคชาติไทยตามไปอีกพรรค โดยศาลฯได้วินิจฉัยว่ามีความผิดตามมาตรา 237 วรรค 2 และมาตรา 68 ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ และกฎหมายได้เอาไว้เป็นเด็ดขาด แม้จะมีการโต้แย้งว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นฟังไม่ขึ้น[2]

[แก้] กรรมการผู้บริหารพรรค

  • นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรค
  • นางพรทิวา นาคาศัย เลขาธิการพรรค
  • พลตรีอินทรัตน์ ยอดบางเตย รองหัวหน้าพรรค
  • พันตำรวจโทบรรยิน ตั้งภากรณ์ รองหัวหน้าพรรค
  • นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา รองหัวหน้าพรรค
  • นายวีระศักดิ์ จินารัตน์ รองหัวหน้าพรรค
  • ร้อยเอกรชฏ พิสิษฐบรรณกร รองเลขาธิการพรรค
  • นายดิษฐ์อัชพณ สูตรสุคนธ์ รองเลขาธิการพรรค
  • นายศุภพรพงษ์ ชวนบุญ โฆษกพรรค
  • นายพิเชษฐ์ หวังเทพอนุเคราะห์ รองโฆษกพรรค

[แก้] นโยบายพรรค

พรรคมัชฌิมาธิปไตย มีนโยบายพรรค 42 ข้อ แบ่งออกเป็น 13 กลุ่ม คือ

  1. บททั่วไป
  2. ด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังและการลงทุน
  3. ด้านการคมนาคมขนส่ง
  4. ด้านแรงงาน
  5. ด้านการท่องเที่ยว
  6. ด้านพลังงาน
  7. ด้านการเพิ่มรายได้เกษตรกร
  8. ด้านที่ดินและแหล่งน้ำ
  9. ด้านการบริหารระบบราชการและส่วนท้องถิ่น
  10. ด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
  11. ด้านสาธารณสุข
  12. ด้านการส่งเสริมกลุ่มสตรีและความมั่นคงของสถาบันครอบครัว
  13. ด้านกีฬา

[แก้] อ้างอิง

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

เครื่องมือส่วนตัว
ภาษาอื่น