สนธิ ลิ้มทองกุล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ สนธิ
สนธิ ลิ้มทองกุล
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 (66 ปี)
สุโขทัย ประเทศไทย
คู่สมรส นางจันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล
ศาสนา พุทธ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล (7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 — ) เป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน ผู้ก่อตั้งและเจ้าของหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ ผู้ดำเนินรายการกลางแจ้ง เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่ปรึกษาสำนักพิมพ์ซุปเปอร์บันเทิง และเคยเป็นผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ก่อนที่ถูกระงับการถ่ายทอดเนื่องจากการกล่าวถึงพระราชอำนาจ

ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2549 นายสนธิเป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำการชุมนุมเพื่อขับไล่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

และในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 นายสนธิได้กลับมาเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และ รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากยุติบทบาทหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

ประวัติ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล (ชื่อเดิม ตั๊บ แซ่ลิ้ม) เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ที่จังหวัดสุโขทัย ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ โดยเป็นลูกของนายวิเชียร แซ่ลิ้ม อดีตสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋ง และผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยหว่างผู่ กับนางไชย้ง แซ่ลิ้ม ทั้งคู่มาตั้งรกรากทำกิจการโรงพิมพ์ และออกหนังสือพิมพ์จีน จำหน่ายให้กับชาวจีนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร

นายสนธิจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษา จากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา รุ่น 18 เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับทนง พิทยะ หลังจากจบจากโรงเรียนประจำที่อัสสัมชัญศรีราชา สนธิ ถูกส่งตัวไปเรียนภาษาจีนที่ไต้หวัน พร้อมกับเรียนวิชาวิศวกรรมเครื่องกลที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน เป็นเวลาปีเศษ ก่อนที่จะไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ยูซีแอลเอ เมืองลอสแอนเจลิส และปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์ ที่ มหาวิทยาลัยยูทาห์สเตต เมืองโลแกน รัฐยูทาห์ นอกจากนี้ยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาอักษรศาสตร์ ที่วิทยาลัยฮาร์ตวิคก์ เมืองโอนีโอนตา รัฐนิวยอร์ก และได้รับปริญญาสาขาประวัติศาสตร์ ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายหลังจบการศึกษาได้ศึกษาต่อ MBA ที่ประเทศออสเตรเลีย ได้รับปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานิเทศศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรังสิต และได้รับปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจ การเมือง ที่มหาวิทยาลัยรังสิต

ต่อมานายสนธิได้บริจาคเงินสร้าง The Sondhi Limthongkul Center for Interdependence (The S.L. Center for Interdependence) ให้แก่ วิทยาลัยฮาร์ตวิคก์[1]

นายสนธิ สมรสกับนางจันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล (ช่องดารากุล) ชาวจังหวัดตรัง เมื่อ พ.ศ. 2516 ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ 9 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีบุตรชายด้วยกันคือ นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บริหารกิจการในเครือผู้จัดการ

นายสนธิ เข้าทำงานเป็นบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย เมื่ออายุได้เพียง 27 ปี จากนั้นได้ร่วมกับพร (หรือ พอล) สิทธิอำนวย ตั้งบริษัท Advance Media ในเครือพีเอสเอกรุ๊ป ออกหนังสือดิฉัน แต่ประสบปัญหาขาดทุน จึงได้ขายกิจการให้กับนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา สนธิกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง ด้วยการตั้งบริษัท ตะวันออกแมกกาซีน ทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายเดือน เมื่อปี 2526 และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ จากความสำเร็จในการเป็นหนังสือแนวธุรกิจของผู้จัดการรายสัปดาห์และรายเดือน ทำให้สนธิ นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2533 ต่อมาหุ้น MGR ถูกตลาดหลักทรัพย์แขวนป้ายระงับการซื้อขาย เนื่องจากปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของบริษัท ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 นายสนธิ ได้ส่งมอบการบริหารธุรกิจในเครือผู้จัดการให้กับ นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ผู้เป็นบุตรชาย[2]

ในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ศาลล้มละลายกลางได้พิพากษาให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลล้มละลาย [3]

นายสนธิ เคยเป็นที่ปรึกษากลุ่มหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอาจารย์พิเศษ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับฉายาจากสื่อต่างประเทศว่า Media Mogul หรือ Media Tycoon ในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2546 นายสนธิได้เขียนข่าวทำนายว่าเงินดอลล่าร์สหรัฐจะตกต่ำในปี พ.ศ. 2553 พร้อมทั้งสนับสนุนให้ลดการส่งออก[4] และขณะเดียวกันแนะนำให้ผู้คนลงทุน ด้วยการซื้อทองสะสมไว้

นายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยอุปสมบท 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2541 ที่วัดป่าสามัคคีศิริพัฒนาราม จังหวัดหนองบัวลำภู โดยมีพระครูปภัศรคุณ (หลวงปู่ญาท่าน) เป็นพระอุปัชฌาย์ และนับตั้งแต่นั้นมา นายสนธิก็ได้ไว้ผมสั้นเกรียนมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน[5] และอีกครั้งที่วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระอุดมญาณโมลี เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550[6] ได้ฉายา สนฺตจิตฺโต หรือ ผู้มีจิตสงบ

เหตุการณ์ 6 ตุลา และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นายสนธิขณะนั้นเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ได้เข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อที่จะถ่ายรูปเหตุการณ์ โดยอ้างว่าเป็นผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ดาวสยามที่มีจุดยืนอยู่ข้างกลุ่มผู้ต่อต้านกลุ่มนิสิต นักศึกษาที่ประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร และในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 นายสนธิได้พิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับพิเศษ ขนาดแท็บลอยด์ออกเผยแพร่โดยไม่จำหน่ายภายในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้ผู้คนได้รับทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและเรียกให้ออกมาชุมนุม จากนั้นนายสนธิได้อ้างว่าถูกคุกคามเอาชีวิตจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) จึงได้เดินทางหนีออกนอกประเทศไป โดยมีความคิดถึงขั้นจะตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นที่ต่างแดนเพื่อต่อสู้ และก่อนออกเดินทางนายสนธิได้ออกเช็คฉบับหนึ่งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการชุมนุมด้วย[7]

เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร

สัญลักษณ์เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร

จุดเริ่มต้นของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2544 ในขณะนั้น รุ่นน้องของนายสนธิ ได้เข้าไปทำรายการชื่อ "เมืองไทยรายวัน" ณ โมเดิร์นไนน์ทีวี โดยนำเสนอเป็นรายการความรู้ ข่าวสาร และปกิณกะ อยู่ จนกระทั่งเกิดปัญหาทางด้านการเงิน ค้างชำระกับทาง โมเดิร์นไนน์ทีวี จนในที่สุดรายการก็ถูกถอดออก และรวมเวลาทั้งหมดไปออกอากาศในวันศุกร์แทน ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เมืองไทยรายสัปดาห์" เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2546 แต่ก็ยังคงนำเสนอเนื้อหาเดิมแบบเมืองไทยรายวัน จนกระทั่งทาง อสมท. ได้ปรับผังใหม่เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 นายสนธิ ลงมาเป็นผู้ดำเนินรายการเอง ร่วมกับ พิธีกรสาว นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์

ในเดือน กันยายน พ.ศ. 2548 หลังจากที่ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ระงับรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และถูกฟ้องร้องโดยนายกรัฐมนตรีขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา เป็นจำนวนเงินรวม 2,000 ล้านบาท ด้วยข้อหาหมิ่นประมาท และดูหมิ่น สนธิได้จัดรายการของตนเองขึ้นมาใหม่ ในชื่อว่า เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร โดยจัดเป็นเวทีนอกสถานที่ ณ หอประชุมเล็ก และ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ลุมพินีสถาน เวทีลีลาศ สวนลุมพินี ทุกคืนวันศุกร์ โดยเนื้อหาของรายการเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการกล่าวถึงการคอรัปชันของนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และเครือญาติมิตร เพียงอย่างเดียว ภายใต้สโลแกน "เราจะสู้เพื่อในหลวง" "ถวายคืนพระราชอำนาจ" และ "ขอเป็นยามเฝ้าแผ่นดิน" ทำให้มีผู้สนใจเข้าชมรายการเป็นจำนวนมาก

รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ได้มีเก็บข้อมูลบทสนทนาในรายการที่ผ่านมาทั้งหมด รวมทั้งเสียงบันทึกรายการ ด้วยระบบออนไลน์ รวบรวมไว้ในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทำให้ผู้คนเข้าเว็บไซต์เพิ่มขึ้นประมาณเกือบสองเท่า จากประมาณ 80,000 เป็น 150,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ ได้มีการแจกฟรีซีดีบันทึกเสียงจากรายการที่ผ่านมา ให้แก่ประชาชนทั่วไป ที่บริเวณหน้าวัดพระแก้วและบริเวณต่างๆ ในเกาะรัตนโกสินทร์ และจัดจำหน่ายวีซีดีบันทึกภาพงาน และเสื้อเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร

ปลายปี พ.ศ. 2548 ทักษิณได้ฟ้องร้องต่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ, นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการร่วม เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร และพวก เป็นจำนวนเงินสูงถึง 2,000 ล้านบาทและตามมาด้วยคดีอาญามากมาย เพื่อให้หยุดการกล่าวหาเกี่ยวกับ "ปฏิญญาฟินแลนด์" โดยจุดนี้ทำให้ดัชนีเสรีภาพสื่อทั่วโลก (World Press Freedom) ที่จัดอันดับโดย องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) ตกลงจากอันดับ 59 ไปที่อันดับ 107 [8][9]

นักวิจารณ์หลายคนให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของนายสนธิ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลประโยชน์ของประชาชน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราโชวาทเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ทาง พต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า พรรคไทยรักไทย ได้ดำเนินการสั่งให้ทนาย คือ นายธนา เบญจาธิกุล ไปที่ศาลอาญาและศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ดำเนินการถอนฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพวกทั้งหมด และทางนายสนธิเองก็มิได้ฟ้องกลับแต่อย่างใด

ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร

สนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทุกคน มีกำหนดการที่จะเดินขบวนต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 ในวันนั้นเอง ก่อนที่จะมีเดินขบวน ปรากฏว่ามีข่าวลือว่าจะมีเหตุการณ์นองเลือด อย่างไรก็ตาม วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ และยุบสภา และยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกเนรเทศออกไปอย่างไม่มีกำหนด และสมาชิกหลายคนในคณะรัฐมนตรีของเขาถูกเรียกตัวไปสอบสวน แกนนำพันธมิตรจึงประกาศยกเลิกกรประท้วงในครั้งนั้น และประกาศสลายตัวไประยะหนึ่ง

สนธิสนับสนุนการรัฐประหาร และหลังจากนั้นเดินทางไปทัวร์ยัง ลอนดอน วอชิงตัน ดี.ซี. และนิวยอร์ก เพื่อไปเฉลิมฉลองกับพันธมิตรฯ ที่อยู่ต่างประเทศ[10] ในระหว่างที่เขาเดินทางนั้น เขายังได้เพิ่มเงินกองทุน IPO เพื่อธุรกิจดาวเทียมของเขาด้วย และชี้แจงว่าเขาได้ใช้เงินเกือบ 420 ล้านบาทที่ได้มาจากการประท้วงของพันธมิตรฯ เขาประกาศทีหลังว่าจุดเน้นทางการเมืองของเขานั้น จะเป็นการให้การศึกษากับสงคมไทยเกี่ยวกับสิ่งที่ พ.ต.ท. ทักษิณเคยสร้างความเลวร้ายกับประเทศในช่วงที่ยังบริหารประเทศ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ สนธิจัดรายการ "ยามเฝ้าแผ่นดิน" เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่รับเงินบริจาคจากกลุ่มพันธมิตรฯ เขาประกาศว่าเขาจะยุติบทบาทต่อสาธารณะภายใน 5 ปี

สนธิต่อต้านรัฐบาลทหารหลังจากแต่งตั้งคนในรัฐบาลทักษิณเข้ามาอยู่ในคณะรัฐมนตรี

เขาขอโทษ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ลูกพี่ลูกน้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในศาลทีหลังที่ไปกล่าวหาว่า ตระกูล "ชินวัตร" และ "ดามาพงษ์" ได้ปล้นชาติ ต่อมา พล.อ.ชัยสิทธิ์ถอนฟ้องสนธิ ศาลแถลงว่าโดยการกล่าวหาทั้งตระกูลนั้น สนธิไม่สามารถฟ้องร้องได้ ซึ่งเป็นตัวอย่างของระบบกฎหมายที่แปลกประหลาดของประเทศไทย[11]

เป็นผลตอบแทนสำหรับสิ่งที่สนับสนุนเขา สนธิถูกเชิญโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ให้ไปออกรายการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทางช่อง 11[12]

ผู้ประท้วงที่ต้อต้านรัฐบาลทหารเริ่มเคลื่อนไหวหลังเหตุการณ์รัฐประหารเพียงไม่กี่เดือน สนธิและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดินขบวนสนับสนุนรัฐบาลทหาร และเรียกร้องให้กองทัพใช้สื่อของรัฐเพื่อเตือนให้ประชาชนรับรู้ถึงความชั่วร้ายของผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลทหาร[13]

ถูกลอบยิง

บาดแผลถูกยิงที่ขมับขวาและหน้าอกของนายสนธิ และ รถที่ถูกกระสุนยิง

ในวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552 เวลาประมาณ 05.45 น. ขณะที่นายสนธิ กำลังเดินทางโดยรถส่วนตัว โตโยต้า เวลไฟร์ ไปยังสถานีโทรทัศน์ ASTV เพื่อจัดรายการในตอนเช้าเหมือนปกติ ได้มีกลุ่มคนไม่ทราบจำนวน ขับรถ อีซุซุ ดีแม็กซ์ 2 ประตู สีบรอนซ์ทอง ตามประกบ และได้ใช้อาวุธปืนยิงล้อรถของนายสนธิ ทำให้ยางล้อแตก แล้วใช้อาวุธปืนเอเค 47 เอชเค 33 เอ็ม 16 และเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 รัวยิงกระหน่ำเข้าไปในรถของนายสนธิ แล้วขับรถหนีไป โดยใช้ถนนเทเวศร์ เจ้าหน้าที่นับปลอกกระสุนปืนได้ 84 นัด และลูกระเบิดเอ็ม 79 ขนาด 40 มม. ที่ยังไม่ระเบิด 1 นัด

นายสนธิ ถูกกระสุนบริเวณคิ้ว, หน้าอก และแขน ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลวชิระแต่อาการไม่บาดเจ็บมากนัก ส่วนนายอดุลย์ แดงประดับ คนขับรถคันดังกล่าว ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลมิชชั่น[14]

พรรคการเมืองใหม่

วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกพรรค เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ [15] ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร นายสนธิได้ประกาศว่าจะไม่เล่นการเมืองและไม่รับตำแหน่งทางการเมืองทั้งสิ้นตลอดชีวิตนี้ หากตระบัดสัตย์เมื่อไหร่ ให้แฟนรายการของตนที่เป็นผู้ชายถุยน้ำลายใส่หน้า ผู้ที่เป็นผู้หญิงถอดรองเท้าส้นสูงตบหน้าตนได้ทันที[16][17]

วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 สนธิประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ เพื่อกลับมาทำงานภาคประชาชนในฐานะแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเช่นเดิม [18][19]

ผลงานในปัจจุบัน

  • ผู้ดำเนินรายการ และ เจ้าของรายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ทุกวันศุกร์ 20.00 - 22.30 น.ทางช่อง เอเอสทีวี (5 ตุลาคม พ.ศ. 2555 - ปัจจุบัน)

ผลงาน

ผลงานหนังสือ

เมืองไทยรายสัปดาห์ 1
  • Newcomer. กรุงเทพฯ : ผู้จัดการ. ISBN 978-974-9535-09-7
  • Big Story. กรุงเทพฯ : แมเนเจอร์คลาสสิค. ISBN 978-974-7085-96-9
  • “เจ้าพ่อ”. กรุงเทพฯ : แมเนเจอร์คลาสสิค. ISBN 978-974-93511-7-8
  • ต้องแพ้เสียก่อนจึงจะชนะได้. กรุงเทพฯ : ผู้จัดการ, 2544. ISBN 978-974-7085-89-1
  • The global link ศึกษาธุรกิจผ่านการเดินทาง. กรุงเทพฯ : ผู้จัดการ, 2545. ISBN 978-974-90823-0-0
  • พระอาจารย์วัลลภ ชวนปัญโญ และสนธิ ลิ้มทองกุล. เจาะรหัสกรรม. กรุงเทพฯ : บ้านพระอาทิตย์, 2548. ISBN 978-974-93217-9-9
  • สนธิ ลิ้มทองกุล และสโรชา พรอุดมศักดิ์. เมืองไทยรายสัปดาห์. กรุงเทพฯ : บ้านพระอาทิตย์. (พร้อมวีซีดี)
  • สนธิ ลิ้มทองกุล และสโรชา พรอุดมศักดิ์. เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ถวายคืนพระราชอำนาจ. กรุงเทพฯ : บ้านพระอาทิตย์. ISBN 978-974-93442-3-1
  • สนธิ ลิ้มทองกุล และสโรชา พรอุดมศักดิ์. เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร 2 ยามเฝ้าแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : บ้านพระอาทิตย์. ISBN 978-974-93442-8-6

ผลงานวีซีดี

  • ตะวันออกไม่แพ้
  • แพ้แล้วอย่างไร ชนะแล้วอย่างไร
  • ยุบสภา! ทักษิณทรยศประชาชน
  • เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเฉพาะกิจ ภารกิจกู้ชาติ
  • ปิดบัญชีทักษิณ
  • เล่าเรื่องเลี้ยงลูก

อ้างอิง

  1. The Sondhi Limthongkul Center for Interdependence (ศูนย์สนธิลิ้มทองกุลเพื่อการพึ่งพาอาศัยกัน)
  2. เปิดตัวก้าวใหม่ผู้จัดการ"สนธิ"ส่งไม้ต่อ"จิตตนาถ", ผู้จัดการรายวัน 31 ตุลาคม พ.ศ. 2546, เรียกดู 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
  3. ราชกิจจานุเบกษา ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำพิพากษาให้ล้มละลาย
  4. ข่าวทำนายเงินดอลล่าร์จะตกต่ำในปี 2553 จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
  5. หนังสือปรากฏการณ์สนธิ จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า โดย คำนูณ สิทธิสมาน ISBN 974-94609-7-9
  6. “สนธิ ลิ้มทองกุล” เข้าพิธีอุปสมบทแล้ว, แนวหน้า, เรียกดู 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
  7. หนังสือปรากฏการณ์สนธิ จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า โดย คำนูณ สิทธิสมาน ISBN 974-94609-7-9
  8. ดัชนีเสรีภาพสื่อทั่วโลกปีพ.ศ. 2547 ที่จัดอันดับโดย รีพอร์ตเตอรส์วิทเอาต์บอร์เดอรส์ ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 59
  9. ดัชนีเสรีภาพสื่อทั่วโลกปีพ.ศ. 2548 ที่จัดอันดับโดย รีพอร์ตเตอรส์วิทเอาต์บอร์เดอรส์ ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 107
  10. [1] Speech by Sondi and Kraisak Chunhawan given at School of Oriental and African Studies, University of London (in Real Media format)
  11. The Nation, Media tycoon Sonthi apologises to Chaisit, 15 January 2007
  12. The Nation, Govt must tolerate dissent, 21 February 2007
  13. The Nation, Counter rally held against anti-coup group, 23 July 2007
  14. รัวอาก้า-เอ็ม16ถล่ม'สนธิ' รถพรุนทั้งคันคนขับสาหัส จาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
  15. พรรคการเมืองใหม่ ได้ก.ก.บริหารฯครบแล้ว “สนธิ” นั่งหัวหน้าพรรค จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ
  16. คลิปเสียงนายสนธิประกาศว่าจะไม่เล่นการเมือง จากyoutube
  17. ได้เวลาถุยน้ำลายใส่'ลิ้ม' หรือจะ'ถอดรองเท้า'ตบ! ผิดคำพูดนั่ง'หน.ก.ม.ม.' สมเกียรติจ่อทิ้งเก้าอี้สส., เว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์
  18. สนธิ ลาออกจากหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ จาก โพสต์ทูเดย์
  19. "สนธิ"ประกาศลาออกหน.พรรคการเมืองใหม่ จาก คมชัดลึก
  • กองบรรณาธิการผู้จัดการ. ท้ากกก....ษิณออกไป. กรุงเทพฯ : บ้านพระอาทิตย์. ISBN 978-974-94187-4-1

แหล่งข้อมูลอื่น