วิกิพีเดีย:มุมมองที่เป็นกลาง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เว็บย่อ:
WP:POV
WP:NPOV
นโยบาย
นโยบายและแนวปฏิบัติในวิกิพีเดีย
หลักการสากล
ห้าเสาหลัก
อะไรที่ไม่ใช่วิกิพีเดีย
ปล่อยวางกฎทั้งหมด
พฤติกรรม
ประพฤติเยี่ยงอารยชน
นโยบายการเขียน
สงครามแก้ไข
ความเป็นเจ้าของบทความ
อย่าว่าร้ายผู้อื่น
เนื้อหา
มุมมองที่เป็นกลาง
งดงานค้นคว้าต้นฉบับ
การพิสูจน์ยืนยันได้
หลักการตั้งชื่อบทความ
ชีวประวัติของบุคคลที่มีชีวิตอยู่
การลบ
นโยบายการลบ
เงื่อนไขสำหรับการลบทันที
กฎข้อบังคับ
ผู้ดูแลระบบ
นโยบายการบล็อกผู้ใช้
บอต
นโยบายการล็อก
หุ่นเชิด
ชื่อผู้ใช้
การก่อกวน
ลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์
นโยบายการใช้ภาพ
เนื้อหาที่ใช้งานโดยชอบธรรม
ดูเพิ่ม
รายชื่อนโยบายทั้งหมด
รายชื่อแนวปฏิบัติทั้งหมด

นโยบายของวิกิพีเดีย กำหนดว่า การเขียนบทความทุกชิ้นจะต้องกระทำผ่าน มุมมองที่เป็นกลาง (Neutral point of view, NPOV) จิมโบ เวลส์ ผู้ก่อตั้งวิกิพีเดีย อธิบายหลักการว่า "มุมมองที่เป็นกลางคือความสมบูรณ์ครบถ้วน โดยไม่มีการประนีประนอมใด ๆ "[1] ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การเขียนอย่างเป็นกลางนี่หมายถึงการเขียนอย่างยุติธรรม นำเสนอเนื้อหาทุกด้านในสัดส่วนที่เหมาะสม และสอดแทรกอคติให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเนื้อหานั้นจะต้องมีการยืนยันเป็นแหล่งข้อมูลตีพิมพ์ นโยบายนี้เป็นหลักการพื้นฐานของวิกิพีเดียและโครงการวิกิมีเดียอื่น นโยบายดังกล่าวไม่อาจผ่อนผันได้ และทุกคนต้องปฏิบัติตาม

"มุมมองที่เป็นกลาง" เป็นหนึ่งในสามนโยบายแกนกลางด้านเนื้อหาของวิกิพีเดีย ส่วนอีกสองนโยบายนั้นคือ "การพิสูจน์ยืนยันได้" และ "งดงานค้นคว้าต้นฉบับ" ซึ่งนโยบายแกนกลางทั้งสามนี้เป็นการกำหนดร่วมกันถึงประเภทและคุณภาพของข้อมูลที่ยอมรับให้เพิ่มเติมในบทความวิกิพีเดียได้ เนื่องจากนโยบายทั้งสามนี้ทำงานประสานร่วมกัน จึงไม่ควรตีความแยกกัน และผู้ใช้ควรทำความคุ้นเคยกับนโยบายทั้งสามนี้ หลักการเกี่ยวกับนโยบายนี้จะต้องไม่ถูกขัดโดยนโยบายหรือแนวปฏิบัติอื่น ตลอดจนมติเอกฉันท์ของผู้ใช้

คำอธิบายมุมมองที่เป็นกลาง[แก้]

โดยทั่วไปแล้ว การบรรลุสิ่งที่ประชาคมวิกิพีเดียเข้าใจว่าเป็น "ความเป็นกลาง" นั้นหมายถึงการวิเคราะห์แหล่งข้อมูลอันหลากหลายอย่างระมัดระวังและมีวิจารณญาณ จากนั้นจึงพยายามที่จะถ่ายทอดผลงานเขียนให้แก่ผู้อ่านอย่างชัดเจนและถูกต้อง วิกิพีเดียมีเป้าหมายที่จะอธิบายความขัดแย้ง แต่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว มีระเบียบอันเข้มงวดบางข้อที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเจตนาดีของผู้ใช้ ผู้ซึ่งจะต้องนำเสนอข้อมูล แต่จะไม่นำเสนอประเด็นใดประเด็นหนึ่งอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามหลักการด้านล่างนี้ ร่วมกับหลักการของ "การพิสูจน์ยืนยันได้" จะช่วยทำให้บรรลุระดับความเป็นกลางซึ่งเหมาะสมสำหรับเนื้อหาในสารานุกรม

  • ไม่ถือว่าความคิดเห็นเป็นข้อเท็จจริง บ่อยครั้งที่บทความจะมีกล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นสำคัญที่ได้แสดงเกี่ยวกับหัวเรื่องนั้น อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นเหล่านี้ไม่ควรถูกแสดงในเสียงของวิกิพีเดีย แต่ควรจะถือว่าเป็นข้อความจากแหล่งข้อมูลแหล่งใดแหล่งหนึ่งโดยเฉพาะ หรือเมื่อสมเหตุสมผล ก็สามารถอธิบายได้ว่าเป็น "มุมมองส่วนใหญ่" ได้
Crystal 128 error.png: เหล้า ไวน์ เบียร์ เป็นสิ่งชั่วร้าย
Crystal Clear app clean.png: นาย x นักจิตแพทย์ชาวอเมริกัน อธิบายว่า "เหล้า ไวน์ เบียร์ เป็นสิ่งชั่วร้าย" (พร้อมแหล่งอ้างอิง)
Crystal 128 error.png: ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ y เป็นคนข้ามเพศ
Crystal Clear app clean.png: จากการสำรวจสำมะโนครัว ค.ศ. 19xx โดยหน่วยงาน z พบว่าประชากรของประเทศ y ร้อยละ 67.7 เป็นคนข้ามเพศ (พร้อมแหล่งอ้างอิง)
  • ไม่ถือว่าการแสดงข้อความที่ขัดแย้งกันเป็นข้อเท็จจริง หากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือสองแหล่งแสดงข้อความที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ให้ถือว่าการแสดงข้อความนั้นเป็นข้อคิดเห็นมากกว่าข้อเท็จจริง
  • ไม่ถือว่าการแสดงข้อความที่ไม่มีข้อโต้แย้งว่าเป็นเพียงข้อคิดเห็น การแสดงข้อเท็จจริงที่ไม่มีข้อโต้แย้งซึ่งมาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ โดยปกติแล้วควรจะนำเสนอในเสียงของวิกิพีเดีย เว้นเสียแต่ว่าหัวเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับความไม่เห็นด้วยกับข้อมูลที่ไม่มีการโต้แย้งอื่น (เช่น แนวคิดปฏิเสธเอดส์) ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการบ่งชี้ข้อความยืนยันโดยตรงอย่างเจาะจง ถึงแม้ว่าจะช่วยได้มากหากจะเพิ่มลิงก์อ้างอิงไปยังแหล่งที่มาเพื่อสนับสนุนการพิสูจน์ยืนยันได้ของข้อมูล ยิ่งไปกว่านั้น บทความไม่ควรจะเขียนเพื่อให้ดูเหมือนกับว่าแนวคิดนั้นมีข้อโต้แย้งไม่ว่าด้วยวิธีใด
  • ใช้ภาษาที่ไม่เป็นการตัดสินสิ่งที่เขียน จะต้องไม่มีการเห็นใจหรือต่อต้านหัวเรื่องทั้งสองอย่าง (หรือไม่ว่าอะไรก็ตามที่แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือกล่าวถึงหัวเรื่อง) ถึงแม้ว่าการใช้ภาษานี้บางครั้งจะต้องทำให้สมดุลกันกับความชัดเจนของข้อความ ควรเขียนความคิดเห็นหรือคำวินิจฉัยของศาลที่เป็นข้อพิพาทด้วยถ้อยคำที่ฟังแล้วไม่ค่อยน่าสนใจ
Crystal 128 error.png: นาย x ได้กระทำการ ... และถูกกล่าวหาว่า ... จึงเป็นที่สังเกตว่านาย x ทุจริต
Crystal 128 error.png: นาย y ได้กระทำการ ... โดยการสนับสนุนของ ... ถือว่านาย y ได้ปฏิบัติโดยชอบ
  • บ่งชี้ความสัมพันธ์ของมุมมองที่คัดแย้งกันอย่างถูกต้อง ต้องมั่นใจว่าการรายงานมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับหัวเรื่องได้สะท้อนระดับการสนับสนุนมุมมองต่าง ๆ ในระดับที่เหมาะสม และจะต้องไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือให้น้ำหนักอย่างไม่เหมาะสมแก่มุมมองใดมุมมองหนึ่งเพียงอย่างเดียว
Crystal Clear app clean.png: สำนักข่าวไทยรายงานว่า ... ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ...

ทำไมต้องเขียนด้วยมุมมองที่เป็นกลาง[แก้]

วิกิพีเดียเป็นสารานุกรมสำหรับทุกคน นั่นหมายความว่าวิกิพีเดียจะต้องเสนอความรู้สำหรับทุกคน แต่เนื่องจากความเห็นของทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แนวคิดที่แตกต่างกัน เชื่อในสิ่งที่ถูกต้องแตกต่างกัน นอกจากนี้เมื่อมีมุมมองที่ขัดแย้งกันแล้วย่อมจะมีความเชื่อว่ามุมมองอื่นนั้นผิด และไม่จัดมุมมองอื่นเหล่านั้นว่าเป็นความรู้ วิกิพีเดียเกิดจากความร่วมมือกันของผู้ใช้ทุกคน แต่ในขณะที่มีการร่วมมือกันนั้น เราจะแก้ปัญหา "ปฏิทรรศน์" ที่ไม่รู้จบได้อย่างไร เมื่อคนหนึ่งยืนยันว่า ในขณะที่อีกคนแย้งว่า ต้องไม่ ก?

ทางออกของปัญหาดังกล่าวที่เราเลือกเพื่อให้การทำงานที่วิกิพีเดียเป็นไปได้ก็คือ การยอมรับว่า "ความรู้ของมนุษยชาติ" นั้น รวมเอาทฤษฎีหรือแนวคิด สำคัญ ที่ แตกต่างกันทั้งหมด ของทุกๆ หัวข้อเอาไว้ ดังนั้น เราจะยึดเป้าหมายในการรวบรวมความรู้ ในลักษณะดังกล่าว ของมวลมนุษยชาติ แนวทางที่เราเลือกนี้เป็นนิยามที่ชัดเจนอย่างหนึ่งของ "ความรู้" ซึ่งสิ่งที่เรา "รู้" นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

เราสามารถรวบรวมความรู้ของมนุษย์ในรูปแบบที่ไม่เป็นกลางได้: เราอธิบายทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับเรื่อง ก จากนั้นอ้างว่าความจริงเกี่ยวกับ ก เป็นเช่นนี้เช่นนั้น แต่อย่างไรก็ตาม วิกิพีเดียเป็นโครงการที่มีการรวมมือกันในระดับนานาชาติ ดังนั้นเราจะพบทุกๆ มุมมองของแทบทุกๆ หัวเรื่องในบรรดาผู้เขียนและผู้อ่านในวิกิพีเดีย เพื่อป้องกันสงครามการแก้ไข เราสามารถที่จะตกลงกันว่าจะนำเสนอมุมมองที่สำคัญทุกๆ มุมมองอย่างเป็นธรรม และไม่ยืนยันว่ามุมมองใดมุมมองหนึ่งนั้นถูกต้อง นี่คือวิธีการที่จะทำให้บทความนั้น "ปราศจากอคติ" หรือ "เป็นกลาง" ในความหมายที่เราพยายามจะกล่าวถึงนี้ การเขียนจากมุมมองที่เป็นกลางนั้น เราจะนำเสนอมุมมองที่อาจเป็นที่โต้แย้งโดยไม่ยืนยันมุมมองดังกล่าว ซึ่งทำได้เพียงแค่นำเสนอมุมมองอื่นๆ ที่ขัดแย้งในรูปแบบที่ผู้สนับสนุนมุมมองเหล่านั้นยอมรับ และระบุว่ามุมมองเหล่านี้เป็นของผู้สนับสนุนเหล่านั้น ในวิกิพีเดีย ความขัดแย้งทางความคิดและความเชื่อต่างๆ จะนำมาจัดประเภทและอธิบาย ไม่ใช่นำมาป่าวประกาศใหม่

โดยสรุป เหตุผลหลักของนโยบายนี้ก็คือ: วิกิพีเดียคือสารานุกรม ซึ่งเป็นการรวบรวมความรู้ของมนุษย์ แต่เนื่องจากวิกิพีเดียเป็นแหล่งข้อมูลนานาชาติที่สร้างขึ้นโดยผู้ใช้ เราจึงไม่คาดว่าผู้เขียนทุกท่านจะมีความเห็นตรงกันในทุกๆ กรณี หรือกระทั่งในหลายๆ กรณี ว่าอะไรคือสิ่งที่สมควรเรียกว่าความรู้ เราจึงได้เลือกที่จะรวบรวม "ความรู้ของมนุษย์" ในลักษณะที่กว้างขึ้น กล่าวคือ "ความรู้" นั้น รวมเอาทฤษฎีที่แตกต่างและอาจจะขัดแย้งกันทั้งหมดเอาไว้ เราแต่ละคนหรือทั้งกลุ่มควรที่จะพยายามที่จะนำเสนอมุมมองที่ขัดแย้งกันนี้อย่างเป็นธรรม โดยไม่ยืนยันและโฆษณามุมมองใดมุมมองหนึ่ง แต่มีข้อยกเว้นว่า มุมมองที่เป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มคนกลุ่มที่เล็กมากๆ จะต้องไม่นำเสนอเหมือนกับว่าเป็นมุมมองที่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มคนกลุ่มเล็กแต่สำคัญ และบางครั้งไม่ควรนำเสนอเลย

ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่เราควรจะยึดถือนโยบายนี้ กล่าวคือ การที่บทความประกาศอย่างชัดแจ้งว่าไม่คาดหวังว่าผู้อ่านจะเชื่อมุมมองใดมุมมองหนึ่ง จะทำให้ผู้อ่านเป็นอิสระในการตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการสนับสนุน การเป็นอิสระทางปัญญา รัฐบาลควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ และสถาบันแห่งความเชื่อทุกๆ ที่ อาจมีเหตุผลที่ต้องต่อต้านวิกิพีเดีย ถ้านโยบายมุมมองที่เป็นกลางของเราสัมฤทธิ์ผล: การนำเสนอมุมมองหลายๆ ด้านที่ขัดแย้งกันในวิกิพีเดีย แสดงให้เห็นว่าเราผู้เขียนวิกิพีเดียนั้น เชื่อมั่นในความสามารถของผู้อ่านที่จะตัดสินใจ และมีความเห็นเป็นของตนเอง เนื้อหาที่นำเสนอมุมมองหลายๆ มุมมองอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่สั่งผู้อ่านให้เลือกมุมมองใดมุมมองหนึ่ง ช่วยปลดปล่อยผู้อ่านได้ การเป็นกลางนั้นย่อมดีกว่าการยึดติดกับความเชื่อหนึ่งๆ และแทบจะทุกคนในวิกิพีเดียน่าจะเห็นพ้องต้องกันว่านี่เป็นสิ่งที่ดี

อะไรคือมุมมองที่เป็นกลาง?[แก้]

ความหมายของมุมมองที่เป็นกลางที่เราใช้นั้น อาจไม่ใช่ความหมายแรกที่คนจะนึกถึงเมื่อได้ยิน และมักเป็นที่เข้าใจผิดได้โดยง่าย นอกจากนี้ ยังมีการตีความหมายของคำว่า "ปราศจากอคติ" และ "เป็นกลาง" ได้อีกหลายแบบ ความหมายของ "การเขียนที่ปราศจากอคติ" ในนโยบายของวิกิพีเดียนั้น หมายถึง "การนำเสนอมุมมองที่ขัดแย้งกันโดยไม่ยืนยันมุมมองใดๆ" ประโยคนี้ต้องการอรรถาธิบายดังที่จะกล่าวต่อไป

ขั้นแรก และเป็นขั้นที่สำคัญที่สุด, พิจารณาความหมายของคำกล่าวที่ว่า การเขียนที่ปราศจากอคตินั้นนำเสนอมุมมองที่ขัดแย้งกันโดยไม่ยืนยันมุมมองใดๆ การเขียนโดยปราศจากอคตินั้นไม่นำเสนอเฉพาะมุมมองที่ได้รับความนิยมมากที่สุด, ไม่ ยืนยัน ว่ามุมมองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั้นถูกต้อง หลังจากที่ได้นำเสนอทุกมุมมองแล้ว, และไม่ยืนยันว่ามุมมองที่อยู่ระหว่างกลางของมุมมองต่างๆ เป็นมุมมองที่ถูกต้อง การนำเสนอทุกมุมมองกระทำโดยอธิบายในลักษณะว่า นัก p-นิยมเชื่อว่า p ในขณะที่นัก q-นิยม เชื่อว่า q และนี่คือจุดที่มีการโต้เถียงกันอยู่ในปัจจุบัน จะดีที่สุดถ้าในการนำเสนอทุกมุมมองนั้นให้รายละเอียดเกี่ยวกับพื้นหลังของกลุ่มคนที่เชื่อ p และ q พร้อมด้วยเหตุผลของกลุ่มคนเหล่านั้น และมุมมองใดเป็นมุมมองที่ได้รับความเชื่อถือมากกว่า (แต่ต้องระวังที่จะไม่นำเอา ความนิยม ไปสัมพันธ์กับ ความถูกต้อง) บทความที่ละเอียดอาจมีการประเมินระหว่างกันของมุมมองต่างๆ โดยให้แต่ละฝ่ายได้ "ปล่อยหมัดเด็ด" ใส่กัน แต่ต้องระมัดระวังที่จะไม่กล่าวว่าฝ่ายใดเป็นผู้ชนะในการวิจารณ์

ประเด็นหนึ่งที่จำต้องอธิบายไว้ในที่นี้ ก็คือ, เราได้กล่าวว่า "มุมมองที่เป็นกลาง" นั้นไม่ใช่มุมมองจริงๆ ที่ "อยู่ระหว่างกลาง" หรือ "เป็นกลาง" ของมุมมองอื่นๆ แม้ว่ามันอาจเป็นความหมายหนึ่งของวลีดังกล่าวก็ตาม ความเข้าใจที่ต้องมีร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ "มุมมองที่เป็นกลาง" ในความหมายของวิกิพีเดียนั้นจะไม่เป็นมุมมองใดๆ เลย นั่นคือ เมื่อเราเขียนอย่างเป็นกลาง เราจะระมัดระวังที่จะไม่ยืนยัน (หรือทำให้ผู้อ่านคิดหรือสรุป หรือบอกใบ้) ว่ามุมมองใดๆ เป็นมุมมองที่ถูกต้อง

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน การเขียนโดยปราศจากอคตินั้น สามารถมองได้ว่าเป็นการเขียนที่อธิบายการโต้เถียงที่มีในประเด็นหนึ่งๆ หรืออาจเป็นการจำแนกแจกแจงประเด็นของการโต้เถียงที่มีก็ได้ แต่ไม่ใช้การเข้าไปมีส่วนร่วมในการโต้เถียงนั้นด้วย เราสามารถคิดว่าการเขียนที่ปราศจากอคตินั้น คือการเขียนบทวิเคราะห์การโต้เถียง ที่ไม่ใช้อารมณ์และให้ความเสมอภาคกับทุกฝ่าย แน่นอน เราอาจสงสัยว่าเป้าหมายนี้จะกระทำได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการที่มีประสบการณ์ นักเขียนแนวโต้แย้ง และผู้เชี่ยวชาญด้านโวหาร นั้นได้รับฝึกฝนให้สนใจอคติหรือความไม่เป็นกลางเป็นพิเศษ ทั้งในงานของตนเองและของผู้อื่น ทำให้สามารถสังเกตเห็นคำบรรยายของการโต้เถียงที่มีลักษณะเข้าข้างไปทางใดทางหนึ่งได้ และถ้าเลือกที่จะทำ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นจะสามารถลบหรือแก้ไขส่วนที่ไม่เป็นกลางนั้นออกจากบทความได้

น้ำหนักที่น้อยเกินไป[แก้]

ต่อไปจะกล่าวถึงคุณสมบัติที่สำคัญ บทความที่เปรียบเทียบมุมมองหลายๆ มุม ไม่จำเป็นจะต้องอธิบายหรือให้รายละเอียดกับกลุ่มของมุมมองส่วนน้อยเท่ากับมุมมองอื่นๆ ที่มีผู้เชื่อถือมากกว่า เราไม่จำเป็นต้องพยายามนำเสนอการโต้แย้งราวกับว่ามุมมองที่มีผู้เชื่อถือน้อยนั้น ควรได้รับความสนใจเท่าๆ กับมุมมองอื่นๆ ที่มีผู้เชื่อถือมากกว่า ถ้าเราจะนำเสนอข้อโต้เถียงอย่างเป็นธรรม เราควรจะเสนอมุมมองที่ขัดแย้งกันในสัดส่วนตามจำนวนตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ หรือสัดส่วนของกลุ่มที่สนใจ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การกล่าวว่ามุมมองข้างน้อยจะไม่ควรได้รับความสนใจมากเท่าที่เราจะทำได้ ในบทความที่กล่าวถึงมุมมองนั้นๆ โดยเฉพาะ เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านขนาดในวิกิพีเดีย แต่กระทั่งในบทความนั้น แม้ว่ามุมมองดังกล่าวจะเขียนออกมาอย่างละเอียด เราจะต้องระวังไม่ให้เกิดการนำเสนอว่ามุมมองดังกล่าวเป็น ความจริงแท้ ด้วยเช่นกัน

จาก จิมโบ เวลส์, กรกฎาคม 2003 ในกลุ่มจดหมาย
  • ถ้ามุมมองเป็นมุมมองหลัก น่าจะเป็นการง่ายที่จะเขียนอ้างอิงไปถึงหนังสือที่เป็นที่ยอมรับกัน
  • ถ้ามุมมองเป็นมุมมองข้างน้อย แต่มีจำนวนผู้เชื่อถือมากระดับหนึ่ง น่าจะเป็นการง่ายที่เราจะอ้างถึงผู้สนับสนุนหลัก
  • ถ้ามุมมองเป็นมุมมองข้างน้อย ที่มีผู้เชื่อถือจำนวนน้อยมาก (หรือมีจำนวนจำกัดอย่างยิ่ง) มุมมองนั้นไม่สมควรจะมีอยู่ในวิกิพีเดีย (นอกเสียจากในบางบทความสนับสนุน) ไม่ว่ามุมมองนั้นจะจริงหรือไม่ หรือว่าคุณจะสามารถพิสูจน์มันได้หรือไม่

อคติ[แก้]

การลำเอียงนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดอย่างตั้งใจ ตัวอย่างเช่น ผู้เริ่มต้นในบางสาขาอาจพลาดที่จะตระหนักว่าความเชื่อที่ดูเหมือนสามัญทั่วไปนั้น ได้มีอคติแฝงอยู่ หรือมีการลำเอียงไปยังมุมมองบางมุม (ดังนั้นบ่อยครั้งเราจึงต้องการผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะปรับแต่งให้บทความนั้นปราศจากอคติ) อีกตัวอย่างเช่น นักเขียนอาจ (โดยไม่ได้ตั้งใจ) สร้างอคติที่ขึ้นกับภูมิศาสตร์ เช่น อาจเขียนถึงการโต้แย้งในรูปแบบ ที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง โดยไม่ทราบว่า การโต้แย้งดังกล่าวอาจมีรูปแบบที่แตกต่างไปในที่อื่นๆ

นโยบายที่ให้บทความนั้นมีมุมมองที่เป็นกลางนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะ ซ่อน มุมมองที่แตกต่างกัน แต่เพื่อจะแสดงความหลากหลายของมุมมอง ในกรณีบทความที่มีการโต้เถียงอย่างรุนแรง ประเด็นที่แข็งและประเด็นที่อ่อนจะมีการอธิบายถึงไปตามแต่ละมุมมอง โดยไม่มีการเข้าข้างมุมมองใด มุมมองหนึ่ง มุมมองที่เป็นกลางไม่ใช่นโยบายแบบแยกแยะแต่เท่าเทียม ข้อเท็จจริงนั้น โดยตัวมันเองแล้ว เป็นกลาง แต่แค่การนำเอาข้อเท็จจริงมารวมกันนั้น ไม่สามารถเป็นมุมมองที่เป็นกลางได้ แม้ว่าบทความจะประกอบด้วยข้อเท็จจริง แต่ถ้ามีแต่ข้อเท็จจริงที่เอื้อประโยชน์ให้กับมุมมองใดมุมมองหนึ่ง บทความนั้นก็ไม่จัดว่าเป็นกลางเช่นกัน

ความหมายอย่างง่าย[แก้]

บางครั้งเราจะให้คำอธิบายอีกรูปแบบหนึ่งของนโยบายการปราศจากอคติ: อธิบายข้อเท็จจริง รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความคิดเห็น แต่อย่ายืนยันในความคิดเห็นนั้นๆ ข้อเท็จจริง กับค่านิยมหรือความคิดเห็น นั้นไม่เหมือนกัน สำหรับข้อเท็จจริงนั้น เราจะหมายถึง "ชิ้นข้อมูลที่ไม่มีการถกเถียงอย่างรุนแรง" ในความหมายนี้ การที่แบบสอบถามชี้ให้เห็นผลบางอย่างนั้นคือข้อเท็จจริง การที่ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์เป็นข้อเท็จจริง การที่โสกราตีสเป็นนักปรัชญาเป็นข้อเท็จจริง ไม่มีใครจะโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว ดังนั้นเราจึงสามารถจะ ยืนยัน ข้อมูลลักษณะนี้ได้มากเท่าที่ต้องการ

ในทางกลับกัน ค่านิยมหรือความคิดเห็นนั้น เราหมายถึง "ชิ้นข้อมูลที่มีการถกเถียงอยู่" แน่นอนว่ามีหลายๆ กรณีที่อยู่ตรงกลางเกณฑ์นี้ ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเราควรจะนำข้อโต้แย้งนั้นมาพิจารณาอย่างจริงจังหรือไม่ แต่มีข้อยืนยันหลายๆ ชิ้นที่เป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน ที่ว่าการขโมยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกนั้นเป็นค่านิยมหรือความคิดเห็น ที่ว่าเดอะ บีเทิลส์เป็นวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นเป็นค่านิยมหรือความเห็น ที่ว่าสหรัฐนั้นทำไม่ถูกที่ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากินั้นเป็นค่านิยมหรือความคิดเห็น ที่ว่าพระเจ้ามีจริง ... นี่อาจเป็นกรณีที่ยุ่งยากสักหน่อย การที่พระเจ้ามีอยู่หรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริง หรือปัญหาเกี่ยวกับค่านิยม แต่เมื่อข้อเท็จจริงนั้นเป็นสิ่งที่โดยแก่นแท้แล้วเข้าถึงไม่ได้ เท่าที่คนเราทราบ การที่พระเจ้ามีจริงหรือไม่ จึงนำไปวางอยู่ในกลุ่มของค่านิยมหรือความคิดเห็น การยืนยันว่า "การมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความคิดเห็น" แม้ว่าจะเป็นประเด็นที่อาจเกิดความอ่อนไหวได้ แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องของข้อเท็จจริง (หลังสมัยใหม่นิยม หรือ อไญยนิยมแบบรุนแรง) หรือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ (แนวคิดแบบโลกวิสัย)

วิกิพีเดียนั้นมีเป้าหมายที่จะระบุข้อเท็จจริงและเฉพาะข้อเท็จจริงเท่านั้น ในส่วนที่เราต้องการระบุความคิดเห็น เราจะเปลี่ยนความคิดเห็นนั้นให้เป็นข้อเท็จจริง โดยการให้ที่มาของความคิดเห็นนั้น ดังนั้น แทนที่จะกล่าวว่า "เดอะ บีเทิลส์เป็นวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" เราจะกล่าวว่า "ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อว่าเดอะ บีเทิลส์เป็นวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบด้วยผลการสำรวจ หรืออาจกล่าวว่า "เดอะ บีเทิลส์มีเพลงติดชาร์ตเพลงยอดนิยมมากมาย" ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน ในตัวอย่างแรก เรากล่าวถึงความคิดเห็น ตัวอย่างที่สองและสามเปลี่ยนความคิดเห็นนั้นให้เป็นข้อเท็จจริง โดยการระบุที่มาของข้อคิดเห็นนั้น อย่างไรก็ตาม รูปแบบที่เราใช้นี้แตกต่างกับรูปแบบ "มีคนเชื่อว่า..." ที่พบบ่อยในข้อโต้เถียงทางการเมือง การอ้างอิงบุคคลของเรานั้นจะต้องเป็น กลุ่มประชากรที่ระบุได้อย่างชัดเจน หรือไม่ก็ต้องเป็น การระบุชื่อ

ในการนำเสนอความคิดเห็นนั้น บางครั้งเราจะต้องตระหนักด้วยว่ายังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันอยู่ เกี่ยวกับการวิธีการระบุความคิดเห็น บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องระบุรายละเอียดของความคิดเห็นนั้นให้ชัดเจน หรือไม่ก็ต้องนำเสนอความคิดเห็นนั้นในหลายๆ รูปแบบ เพื่อที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่นำเสนอมุมมองสำคัญอย่างเป็นธรรมของสถานการณ์ (ข้อโต้เถียงทางปรัชญาและทางเทววิทยานั้น ยากเป็นพิเศษในการที่จะอธิบายในรูปแบบที่ปราศจากความลำเอียง หน้าเหล่านั้นจะต้องระวัง ดังเช่นในตัวอย่างข้างต้นที่เกี่ยวกับปัญหาการมีอยู่ของพระเจ้า)

อย่างไรก็ตาม มันไม่เพียงพอที่จะบอกว่านโยบายการไม่มีอคติของวิกิพีเดีย คือการระบุข้อเท็จจริงและงดเว้นความคิดเห็น เมื่อยืนยันข้อเท็จจริง เกี่ยวกับความคิดเห็น แล้ว เป็นสิ่งที่สำคัญที่เราต้องยืนยันข้อเท็จจริง เกี่ยวกับความคิดเห็นตรงข้าม ด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องกระทำโดยไม่ทำให้มีการสื่อความหมายว่ามุมมองใดเหล่านี้เป็นมุมมองที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญที่จะต้องระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังในคิดต่างๆ เหล่านั้น และชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามุมมองนี้เป็นของใคร (ส่วนใหญ่แล้ว วิธีที่ดีที่สุดก็คือการอ้างถึงตัวแทน ที่โดดเด่นของมุมมองเหล่านั้น)

องค์ประกอบที่สำคัญ "การค้นคว้า"[แก้]

การโต้เถียงหลายๆ ครั้ง สามารถแก้ไขได้โดยการค้นคว้าหาข้อมูลที่ดี ข้อเท็จจริงสามารถหาคำตอบได้โดยการค้นคว้า ไม่ใช่การสร้างความเห็นขึ้นมาใหม่ วิธีการที่จะหลีกเลี่ยงข้อความที่เอียงไปทางบางมุมมองคือการหาแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยผู้เขียนบทความควรจะเขียน"แหล่งอ้างอิง" ไว้ที่ท้ายบทความเพื่อบอกถึงผู้เขียนคนอื่นและผู้อ่านไว้

ความเสมอภาค และน้ำเสียงที่เห็นอกเห็นใจ[แก้]

ถ้าเราจะอธิบายการโต้แย้งอย่างเสมอภาค เราจะต้องนำเสนอมุมมองที่ขัดแย้งกันด้วยน้ำเสียงเชิงบวก และเห็นอกเห็นใจ อย่างคงเส้นคงวา บทความหลาย ๆ บทความกลายเป็นเพียงแค่การแสดงความเห็นของคนกลุ่มหนึ่ง แม้ว่า จะนำเสนอมุมมองทั้งสองด้าน แม้ว่าหัวข้อจะได้รับการนำเสนอในเชิงข้อเท็จจริงแล้วก็ตาม บทความนั้นก็ยังสามารถแสดงมุมมองของผู้เขียนออกมาได้ ผ่านทางการคัดสรรข้อเท็จจริงที่นำมาแสดง หรือผ่านทางลำดับการนำเสนอ ยกตัวอย่างเช่น การปฏิเสธมุมมองตรงกันข้ามไปเรื่อย ๆ ในบทความสามารถทำให้มุมมองเหล่านั้นดูแย่ไปกว่าการแบ่งแยกเนื้อหาออกเป็นส่วน ๆ ตามมุมมอง

เราควรจะเขียนบทความด้วยน้ำเสียงที่แสดงว่า ทุก ๆ จุดยืน ที่ได้นำเสนอไป สามารถเป็นไปได้ โดยคำนึงถึงข้อจำกัดเกี่ยวกับมุมมองของคนกลุ่มเล็กมากด้วย มาช่วยกันนำเสนอมุมมองสำคัญ ที่อาจขัดแย้งกันอย่างเห็นอกเห็นใจ เราสามารถเขียนด้วยความรู้สึกว่าอะไรบางอย่างนั้นเป็นความคิดที่ดี เพียงแต่ว่าในมุมมองของคนที่ไม่เห็นด้วย กลุ่มคนที่เชื่อเช่นนั้นมองข้ามประเด็นบางอย่างไป

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. อีเมลลิสท์จากจิมมี เวลส์