โรแบร์ตู ฟีร์มีนู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โรแบร์ตู ฟีร์มีนู
20180610 FIFA Friendly Match Austria vs. Brazil Roberto Firmino 850 1557.jpg
ฟีร์มีนูกับทีมชาติบราซิลในปี ค.ศ. 2018
ข้อมูลส่วนบุคคล
ชื่อเต็ม โรแบร์ตู ฟีร์มีนู บาร์โบซา จี โอลีเวย์รา
วันเกิด 2 ตุลาคม ค.ศ. 1991 (27 ปี)
สถานที่เกิด มาเซโอ, บราซิล
ส่วนสูง 1.81 เมตร (5 ฟุต 11 นิ้ว)
ตำแหน่ง กองกลางตัวรุก / กองหน้า / ปีก
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
ลิเวอร์พูล
หมายเลข 9
สโมสรเยาวชน
2004-2008 เซแอรีเบ
2008-2009 ฟีเกย์เรงซี
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2009–2010 ฟีเกย์เรงซี 38 (8)
2011–2015 1899 ฮ็อฟเฟินไฮม์ 140 (38)
2015– ลิเวอร์พูล 112 (38)
ทีมชาติ
2014– บราซิล 27 (8)

* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 2018
† ลงเล่น (ประตู)

‡ นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมชาติ
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 2018

โรแบร์ตู ฟีร์มีนู บาร์โบซา จี โอลีเวย์รา (โปรตุเกส: Roberto Firmino Barbosa de Oliveira) เกิดวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1991 เป็นนักฟุตบอลชาวบราซิล ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก/กองหน้าให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

ฟีร์มีนูมีชื่อติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่และลงเล่นนัดแรกในปี ค.ศ. 2014 ก่อนที่จะถูกเรียกตัวชุดลุยศึกโคปาอเมริกา 2015

สโมสรอาชีพ[แก้]

ฟีเกย์เรงซี[แก้]

1899 ฮ็อฟเฟินไฮม์[แก้]

ลิเวอร์พูล[แก้]

ฤดูกาล 2015-16[แก้]

ในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2015 ฟีร์มีนูติดทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกโคปาอเมริกา 2015 สโมสรลิเวอร์พูลบรรลุข้อตกลงในการคว้าตัวฟีร์มีนูจากฮ็อฟเฟินไฮม์ด้วยค่าตัว 29 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,450 ล้านบาท พร้อมค่าเหนื่อยกว่า 1 แสนปอนด์ หรือประมาณ 5 ล้านบาทต่อสัปดาห์

ในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 2015 ฟีร์มีนูลงเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล เป็นนัดแรกโดยลงสนามเป็นตัวสำรองแทน จอร์ดอน ไอบ์ ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ สโตกซิตี ที่บริแทนเนียสเตเดียม 1-0 ต่อมา ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 2015 ฟีร์มีนูลงเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าและทำประตูแรกในสีเสื้อของลิเวอร์พูล ในนัดที่ลิเวอร์พูลเอาชนะแมนเชสเตอร์ซิตีที่เอติฮัดสเตเดียม 4-1[1] [2] ต่อมาในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนูยิง 2 ประตูให้ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เสมอกับอาร์เซนอล 3-3[3] ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนูยิง 2 ประตูให้ลิเวอร์พูลเอาชนะนอริชซิตีที่แคร์โรว์โรด 5-4[4] [5] ต่อมาในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 6 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เสมอกับ ซันเดอร์แลนด์ 2-2[6] ต่อมา ในวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี 3-0[7] ต่อมา ในวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนู ทำประตูที่ 8 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ คริสตัลพาเลซ ที่เซลเฮิสต์พาร์ก 2-1[8] ต่อมา ในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 2016 ยูฟ่ายูโรปาลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก ฟีร์มีนู ทำประตูแรกในยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2015–16 ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะคู่ปรับตลอดกาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2-0[9] ต่อมา ในวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนู ทำประตูที่ 9 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ บอร์นมัท ที่วิตาลิตี้ สเตเดียม 2-1[10] ต่อมา ในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนู ทำประตูที่ 10 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ วอตฟอร์ด 2-0[11]

ฤดูกาล 2016-17[แก้]

ฟีร์มีนูลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล ในปี ค.ศ. 2017

ในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2016 อีเอฟแอลคัพ รอบ 2 ฟีร์มีนู ทำประตูแรกในฤดูกาล 2016-17 ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ เบอร์ตันอัลเบียน 5-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 3 อีเอฟแอลคัพ ได้สำเร็จ[12] ต่อมา ในวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนูยิง 2 ประตูให้ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เลสเตอร์ซิตี 4-1[13] ต่อมา ในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 3 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ สวอนซีซิตี ที่ลิเบอร์ตีสเตเดียม 2-1[14] ต่อมา ในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 4 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ คริสตัลพาเลซ ที่เซลเฮิสต์พาร์ก 4-2[15] ต่อมา ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 5 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ วอตฟอร์ด 6-1[16] ต่อมา ในวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 2016 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 6 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ สโตกซิตี 4-1[17]

ในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 2017 ฟีร์มีนูยิง 2 ประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์พ่ายแพ้ สวอนซีซิตี 2-3[18] ต่อมา ในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 2017 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 9 ใน พรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ อาร์เซนอล 3-1[19] ต่อมา ในวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2017 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 10 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ สโตกซิตี ที่บริแทนเนียสเตเดียม 2-1[20] ต่อมา ในวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 2017 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 11 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ เวสต์บรอมมิชอัลเบียน ที่เดอะฮอว์ทอนส์ 1-0[21] จบฤดูกาล ฟีร์มีนูยิงประตูในพรีเมียร์ลีก 11 ประตูจาก 35 นัด ช่วยให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับที่ 4 และคว้าโควต้าแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2017-18[แก้]

ก่อนจะเริ่มฤดูกาล 2017-18 ฟีร์มีนูเปลี่ยนสวมเสื้อหมายเลข 9 แทนหมายเลข 11 ที่มอบให้กับ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ นักเตะใหม่ที่ย้ายจากโรมามาอยู่กับลิเวอร์พูล ต่อมา ในวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 2017 พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2017–18 ฟีร์มีนูทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกด้วยลูกจุดโทษ ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ วอตฟอร์ด ที่วิคาริจโรด 3-3[22] ต่อมา ในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2017 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2017–18 รอบเพลย์ออฟ นัดที่ 2 ฟีร์มีนูทำประตูแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะทีมเก่าของเขา ฮ็อฟเฟินไฮม์ จากเยอรมัน 4-2 รวมผลสองนัด ลิเวอร์พูล เอาชนะ ฮ็อฟเฟินไฮม์ 6-3 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จ[23] ต่อมา ในวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 2017 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ อาร์เซนอล 4-0[24] ต่อมา ในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 2017 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2017–18 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม E ฟีร์มีนูทำประตูตีเสมอ 1-1 ก่อนที่เขายิงจุดโทษพลาด ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เสมอกับ เซบียา จากสเปน 2-2[25] ต่อมา ในวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 2017 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2017–18 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม E ฟีร์มีนูยิง 2 ประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ มารีบอร์ จากสโลวีเนีย 7-0[26] ทำให้ ลิเวอร์พูลสร้างสถิติใหม่ด้วยการเป็นทีมจากอังกฤษที่เอาชนะนอกบ้านในเกมยุโรปด้วยสกอร์ที่มากที่สุด[27] ต่อมา ในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 2017 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 3 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์ 3-0[28] ต่อมา ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2017–18 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม E ฟีร์มีนูยิง 2 ประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ เซบียา จากสเปน 3-3[29] ต่อมา ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2017 ฟีร์มีนูยิง 2 ประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน ที่สนามกีฬาอเมริกันเอ็กซ์เพรสคอมมูนิตี 5-1[30] ต่อมา ในวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2017 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2017–18 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม E นัดสุดท้าย ลิเวอร์พูล ชนะก็จะเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในฐานะแชมป์กลุ่ม ฟีร์มีนูทำประตูที่ 7 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ สปาร์ตัคมอสโก จากรัสเซีย 7-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในฐานะแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ[31] ต่อมา ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2017 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 6 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ บอร์นมัท ที่วิตาลิตี้ สเตเดียม 4-0[32] ต่อมา ในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2017 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ อาร์เซนอล ที่เอมิเรตส์สเตเดียม 3-3[33] ต่อมา ในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 2017 ฟีร์มีนูยิง 2 ประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ สวอนซีซิตี 5-0[34]

ในวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 2018 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 10 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี 4-3[35] ต่อมา ในวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 2018 เอฟเอคัพ รอบสี่ ฟีร์มีนูยิงประตูให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ เวสต์บรอมมิชอัลเบียน 1-0 แต่สุดท้ายเขายิงจุดโทษพลาดก็แพ้ไป 2-3 ทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องตกรอบ เอฟเอคัพ ไปในที่สุด[36] ต่อมา ในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 2018 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 11 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์ ที่สนามกีฬาจอห์นสมิท 3-0[37] ต่อมา ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 12 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ เซาแทมป์ตัน ที่เซนต์แมรีส์สเตเดียม 2-0[38] ต่อมา ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก ฟีร์มีนูทำประตูที่ 8 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ โปร์ตู จากโปรตุเกส 5-0 ต่อมา ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 13 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เวสต์แฮมยูไนเต็ด 4-1[39] ต่อมา ในวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 2018 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 14 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ วอตฟอร์ด 5-0[40] ต่อมา ในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 2018 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 9 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี ที่เอติฮัดสเตเดียม 2-1 รวมผลสองนัด ลิเวอร์พูล เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี 5-1 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จ[41] ต่อมา ในวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 2018 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 15 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ บอร์นมัท 3-0[42] ต่อมา ในวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 2018 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ฟีร์มีนูยิง 2 ประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ โรมา จากอิตาลี 5-2[43]

ในวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 2018 ฟีร์มีนูตัดสินใจต่อสัญญาระยะยาวกับสโมสรลิเวอร์พูล เป็นเวลา 5 ปี[44]

ฤดูกาล 2018-19[แก้]

ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2018 ฟีร์มีนูทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018–19 นัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ เลสเตอร์ซิตี ที่คิงพาวเวอร์สเตเดียม 2-1[45] ต่อมา ในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 2018 ฟีร์มีนูทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ที่สนามกีฬาเวมบลีย์ 2-1[46] ต่อมา ในวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 2018 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2018–19 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม C ฟีร์มีนูทำประตูแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2018–19 นัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง จากฝรั่งเศส 3-2[47]

ทีมชาติบราซิล[แก้]

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2018 ทีมชาติบราซิลเรียกตัวฟีร์มีนูติดรายชื่อชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย โดย บราซิล ได้อยู่กลุ่มอี ร่วมกับ สวิตเซอร์แลนด์, คอสตาริกา และ เซอร์เบีย สุดท้าย บราซิล ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย คว้าอันดับ 1 ของกลุ่มอี ชนะ 2 เสมอ 1 ต่อมา ในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 2018 ฟุตบอลโลก 2018 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟีร์มีนูทำประตูแรกในฟุตบอลโลก ในนัดที่ บราซิล เอาชนะ เม็กซิโก 2-0 ต่อมา ในวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2018 ฟุตบอลโลก 2018 รอบ 8 ทีมสุดท้าย บราซิล พ่ายแพ้ เบลเยียม 1-2 ทำให้ บราซิล ต้องจบเส้นทางฟุตบอลโลก ที่รัสเซีย เพียงเท่านี้

สถิติอาชีพ[แก้]

สโมสร[แก้]

ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2018[48]
สโมสร ฤดูกาล ลีก ถ้วย ลีกคัพ ทวีป อื่น ๆ รวม
ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
ฟีเกย์เรงซี 2009 2 0 2 0
2010 36 8 15 4 51 12
รวม 38 8 0 0 0 0 0 0 15 4 53 12
1899 ฮ็อฟเฟินไฮม์ 2010–11 11 3 11 3
2011–12 30 7 3 0 33 7
2012–13 33 5 1 0 2[a] 2 36 7
2013–14 33 16 4 6 37 22
2014–15 33 7 3 3 36 10
รวม 140 38 11 9 0 0 2 2 153 49
ลิเวอร์พูล 2015–16[49] 31 10 0 0 5 0 13[b] 1 49 11
2016–17[50] 35 11 2 0 4 1 41 12
2017–18 37 15 2 1 0 0 15[c] 11 54 27
2018–19 9 2 0 0 1 0 2[c] 1 12 3
รวม 112 38 4 1 10 1 30 13 0 0 156 53
รวม 290 84 15 10 10 1 30 13 17 6 362 114
  1. Appearances in Bundesliga relegation play-offs
  2. Appearances in UEFA Europa League
  3. 3.0 3.1 Appearances in UEFA Champions League

ทีมชาติ[แก้]

ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2018[51]
ทีมชาติบราซิล
ปี ลงเล่น ประตู
2014 2 1
2015 9 3
2016 2 1
2017 5 0
2018 9 3
รวม 27 8

ประตูในนามทีมชาติ[แก้]

เรียงเอาจำนวนประตูและคะแนนของบราซิลขึ้นก่อน
ที่ วันที่ สถานที่ คู่แข่งขัน ประตู ผล การแข่งขัน
1. 18 พฤศจิกายน 2014 แอนสท์-ฮัพเพิล-ชตาดิโยน, เวียนนา, ออสเตรีย ธงชาติออสเตรีย ออสเตรีย 2–1 2–1 เกมกระชับมิตร[52]
2. 29 มีนาคม 2015 เอมิเรตส์สเตเดียม, ลอนดอน, อังกฤษ ธงชาติชิลี ชิลี 1–0 1–0 เกมกระชับมิตร[53]
3. 10 มิถุนายน 2015 เอสตาจีอูเบย์รา-รีอู, ปอร์ตูอาเลเกร, บราซิล ธงชาติฮอนดูรัส ฮอนดูรัส 1–0 1–0 เกมกระชับมิตร
4. 21 มิถุนายน 2015 สนามกีฬาอนุสรณ์ดาบิด อาเรยาโน, ซานเตียโก, ชิลี ธงชาติเวเนซุเอลา เวเนซุเอลา 2–0 2–1 โคปาอเมริกา 2015
5 6 ตุลาคม 2016 Arena das Dunas, นาตาล, Brazil ธงชาติโบลิเวีย โบลิเวีย 5–0 5–0 ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก
6 3 มิถุนายน 2018 แอนฟีลด์, ลิเวอร์พูล, อังกฤษ ธงชาติโครเอเชีย โครเอเชีย 2–0 2–0 เกมกระชับมิตร
7. 2 กรกฎาคม 2018 Cosmos Arena, Samara, Russia ธงชาติเม็กซิโก เม็กซิโก 2–0 2–0 2018 FIFA World Cup
8. 7 กันยายน 2018 MetLife Stadium, East Rutherford, New Jersey, United States Flag of the United States สหรัฐ 1–0 2–0 Friendly

เกียรติประวัติ[แก้]

รางวัลส่วนตัว[แก้]

  • UEFA Champions League Squad of the Season: 2017–18
  • Bundesliga Breakthrough of the Season: 2013–14
  • Standard Chartered Liverpool Player of the Month: มกราคม 2016[54], มกราคม 2018[55]
  • PFA Fans' Player of the Month: มกราคม 2016[56] [57]
  • ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนของอีเอ สปอร์ตส์: มกราคม 2016[58], เมษายน 2017[59], มกราคม 2018[60]

อ้างอิง[แก้]

  1. ลิเวอร์พูลบุกไปยิงแมนฯ ซิตี้ ที่เอติฮัดถึง 4 ประตู
  2. 5 ข้อเท็จจริงที่เรียนรู้จากชัยชนะของลิเวอร์พูลในเกมเยือนแมนฯ ซิตี้
  3. อัลเลนยิงท้ายเกมช่วยทีมแบ่งแต้ม ในเกมสุดตื่นเต้นที่มี 6 ประตู
  4. ลัลลานาทำประตูตัดสินเกมสุดระทึก ที่มีถึง 9 ประตูที่แคร์โรว์ โร้ด
  5. 5 ข้อเท็จจริงที่ได้จากชัยชนะสุดดราม่าของลิเวอร์พูลเหนือนอริช ซิตี้
  6. ลิเวอร์พูลถูกซันเดอร์แลนด์ไล่ตีเสมอท้ายเกม
  7. ลิเวอร์พูลกลับมาคว้าชัยเหนือแมนฯ ซิตี้ ได้อย่างยอดเยี่ยม
  8. จุดโทษท้ายเกมของเบนเตเก้ช่วยลิเวอร์พูลที่เหลือ 10 คนเอาชนะพาเลซ
  9. หงส์แดงฟอร์มเยี่ยม ยิงตุน 2 ประตูในเกมยูโรปา ลีก นัดแรกกับแมนฯ ยูไนเต็ด
  10. สเตอร์ริดจ์ และเฟอร์มิโน่ ทำประตูให้ลิเวอร์พูลบุกชนะบอร์นมัธ
  11. อัลเลน และเฟอร์มิโน่ ยิงให้ลิเวอร์พูลคว้าชัยเหนือวัตฟอร์ด
  12. ลิเวอร์พูลยิง 5 ประตู พร้อมผ่านเข้ารอบต่อไปในถ้วยลีกคัพ
  13. ลิเวอร์พูลถล่มเลสเตอร์ ในเกมประเดิมเมน สแตนด์ ที่แอนฟิลด์
  14. ลิเวอร์พูลพลิกเฉือนสวอนซี ที่ลิเบอร์ตี สเตเดียม
  15. ลิเวอร์พูลคว้าสามแต้มในเกมสุดมันที่เซลเฮิร์ส พาร์ก
  16. ลิเวอร์พูลครองจ่าฝูง หลังถล่มวัตฟอร์ดที่แอนฟิลด์
  17. ลิเวอร์พูลกลับมาถล่มสโต๊ก 4-1 ที่แอนฟิลด์
  18. เฟอร์มิโน่เหมาสองประตูในเกมพ่ายสวอนซีที่แอนฟิลด์
  19. สามประตู สามแต้มที่แอนฟิลด์
  20. สองคู่หูบราซิลยิงให้ลิเวอร์พูลพลิกกลับมาชนะสโต๊ก
  21. ลิเวอร์พูลบุกไปเฉือนชนะเวสต์บรอม
  22. ลิเวอร์พูลถูกวัตฟอร์ดตามตีเสมอในนาทีสุดท้าย
  23. ลิเวอร์พูลคว้าชัยเหนือฮอฟเฟ่นไฮม์ ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มแชมเปียนส์ลีก
  24. ลิเวอร์พูลถล่มอาร์เซนอลขาดลอยที่แอนฟิลด์
  25. ลิเวอร์พูลถูกเซบีย่าตีเสมอในเกมแรกของแชมเปียนส์ลีก
  26. ลิเวอร์พูลโชว์ฟอร์มหรูถล่มมาริบอร์ในแชมเปียนส์ลีก
  27. ลิเวอร์พูลเฉลิมฉลองการทำลายสถิติในค่ำคืนยุโรปที่มาริบอร์
  28. ลิเวอร์พูลถล่มฮัดเดอร์สฟิลด์ที่แอนฟิลด์
  29. ลิเวอร์พูลถูกเซบีย่าไล่ตีเสมอ 3-3 ท้ายเกมที่สเปน
  30. ลิเวอร์พูลโชว์ความคมในแนวรุก ออกไปถล่มไบรท์ตัน 5-1!
  31. คูตินโญ่กดแฮตทริก! ลิเวอร์พูลถล่มสปาร์ตัก มอสโก 7-0 พร้อมเข้ารอบแชมเปียนส์ลีก
  32. ลิเวอร์พูลบุกไปถล่มบอร์นมัธ พร้อมเก็บคลีนชีต
  33. ลิเวอร์พูลเก็บหนึ่งแต้ม ในเกมสุดมันส์ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม
  34. เปิดกล่องของขวัญที่แอนฟิลด์ กับ 5 ประตูสุดสวยเหนือสวอนซี
  35. ลิเวอร์พูลเอาชนะแมนฯ ซิตี้ ไปอย่างสุดมันส์ 4-3
  36. ลิเวอร์พูลพ่ายเวสต์บรอม ตกรอบเอฟเอ คัพ
  37. ลิเวอร์พูลกลับมาสู่เส้นทางแห่งชัยชนะที่ฮัดเดอร์สฟิลด์
  38. ลิเวอร์พูลบุกไปคว้าสามแต้มที่เซาท์แฮมป์ตัน
  39. ลิเวอร์พูลขยับขึ้นอันดับ 2 หลังถล่มเวสต์แฮม
  40. ซาลาห์กด 4 ประตูให้ลิเวอร์พูลถล่มวัตฟอร์ด 5-0
  41. ลิเวอร์พูลไปย้ำแค้นแมนฯ ซิตี้ พร้อมทะลุตัดเชือกชปล.
  42. ลิเวอร์พูลคว้า 3 แต้ม จากประตูของ 3 ประสาน
  43. ลิเวอร์พูลเก็บชัยชนะเหนือโรม่าในเกมเลกแรก รอบรองฯ แชมเปียนส์ลีก
  44. โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ตกลงเงื่อนไขสัญญาระยะยาวฉบับใหม่กับสโมสรลิเวอร์พูล
  45. Match Report: ลิเวอร์พูลบุกไปเฉือนเลสเตอร์ 2-1
  46. Match report: ลิเวอร์พูลบุกไปชนะสเปอร์ส พร้อมคว้า 3 แต้มจากเวมบลีย์
  47. Match Report: เฟอร์มิโน่ซัดช่วงทดเวลาให้ลิเวอร์พูลพลิกชนะในแชมเปียนส์ลีก!!!
  48. ข้อมูลของ โรแบร์ตู ฟีร์มีนู ที่ Soccerway. เรียกข้อมูลเมื่อ 19 November 2014.
  49. "Games played by โรแบร์ตู ฟีร์มีนู in 2015/2016". Soccerbase. Centurycomm. สืบค้นเมื่อ 5 November 2015. 
  50. "Games played by โรแบร์ตู ฟีร์มีนู in 2016/2017". Soccerbase. Centurycomm. สืบค้นเมื่อ 26 May 2016. 
  51. "Roberto Firmino". National Footbal Teams. สืบค้นเมื่อ 15 June 2015. 
  52. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ goal
  53. "Brazil 1-0 Chile". BBC. สืบค้นเมื่อ 29 March 2015. 
  54. เฟอร์มิโน่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนเป็นครั้งแรก
  55. เฟอร์มิโน่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนม.ค.ของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด
  56. เฟอร์มิโน่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพีเอฟเอ
  57. เฟอร์มิโน่รับมอบรางวัลจากพีเอฟเอที่เมลวู้ด
  58. เฟอร์มิโน่คว้ารางวัลประตูยอดเยี่ยมเดือนมกราคม
  59. เฟอร์มิโน่คว้ารางวัลประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนเมษายน
  60. ประกาศรางวัลประตูยอดเยี่ยมของลิเวอร์พูลประจำเดือน ม.ค.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]