อินโดจีนของฝรั่งเศส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Indochine française
Union Indochinoise (1946)
อาณานิคมฝรั่งเศส
ค.ศ. 1887–1953
 

 

 

Flag

ที่ตั้งของอินโดจีนของฝรั่งเศส
เมืองหลวง ไซ่ง่อน (จนถึงค.ศ. 1902)
ฮานอย (ตั้งแต่ค.ศ. 1902)
ภาษา ฝรั่งเศส, เวียดนาม, เขมร, ลาว
โครงสร้างทางการเมือง อาณานิคมฝรั่งเศส
ยุคประวัติศาสตร์ จักรวรรดินิยมใหม่
 - สถาปนา 17 ตุลาคม ค.ศ. 1887 ค.ศ. 1887
 - ผนวกลาว 3 ตุลาคม ค.ศ. 1893
 - เวียดนามเหนือประกาศเอกราช 2 กันยายน ค.ศ. 1945
 - เวียดนามใต้ประกาศเอกราช 14 มิถุนายน ค.ศ. 1949
 - ลาวประกาศเอกราช 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1949
 - กัมพูชาประกาศเอกราช 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1953 1953
ขนาดพื้นที่
 - 1935 750,000 กม.2 (289,577 ตร. ไมล์)
ประชากร
 - 1935 ประเมิน 21,599,582 
     ความหนาแน่น 28.8 /km2  (74.6 /sq mi)
เงินตรา ปียัสทร์อินโดจีนของฝรั่งเศส
ก่อนหน้า
ถัดไป
อันนัมในอารักขาฝรั่งเศส
โคชินไชนา
กัมพูชาในอารักขาของฝรั่งเศส
ลาวในอารักขาของฝรั่งเศส
จักรวรรดิราชวงศ์เหงียน
เวียดนามเหนือ
เวียดนามใต้
ราชอาณาจักรกัมพูชา (พ.ศ. 2497–2513)
ราชอาณาจักรลาว

อินโดจีนของฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Indochine française) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สหภาพอินโดจีน (Union Indochinoise) เป็นอาณานิคมของจักรวรรดิฝรั่งเศสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1887 โดยประกอบด้วยตังเกี๋ย อันนัม โคชินไชนา (ทั้งสามแห่งรวมกันเป็นประเทศเวียดนามในปัจจุบัน) และกัมพูชา ต่อมาในปี ค.ศ. 1893 จึงได้รวมเอาลาวเข้ามา อินโดจีนมีไซ่ง่อนเป็นเมืองหลวงจนถึงปี ค.ศ. 1902 จึงได้ย้ายเมืองหลวงมาที่ฮานอย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง อินโดจีนถูกปกครองโดยฝรั่งเศสเขตวีชีและยังถูกญี่ปุ่นรุกรานด้วย ในต้นปี ค.ศ. 1946 เวียดมินห์ได้เริ่มต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศส ซึ่งในภายหลังเรียกว่าสงครามอินโดจีน ส่วนทางใต้ได้มีการก่อตั้งรัฐเวียดนามซึ่งนำโดยจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย แห่งเวียดนาม และได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1949 แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1955 เวียดมินห์ก็ได้กลายเป็นรัฐบาลของเวียดนามเหนือตามอนุสัญญาเจนีวา โดยที่รัฐบาลของจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ยังคงปกครองเวียดนามใต้อยู่

เนื้อหา

การแทรกแซงครั้งแรกของฝรั่งเศส[แก้]

ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและฝรั่งเศสเริ่มต้นขึ้นเมื่อราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยมีคณะบาทหลวงเยซูอิตซึ่งนำโดยบาทหลวงอาแล็กซ็องดร์ เดอ โรด เข้ามาเผยแผ่ศาสนา ในช่วงเวลาดังกล่าว เวียดนามเพิ่งจะเข้าครองครองดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งเคยเป็นดินแดนของอาณาจักรจามปามาได้ไม่นานนัก[1] ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับยุโรปจำกัดอยู่แค่เรื่องการค้าเท่านั้น ในปี ค.ศ. 1787 ปีโญ เดอ เบแอนได้ร้องเรียนรัฐบาลฝรั่งเศสและจัดตั้งอาสาสมัครทหารฝรั่งเศสเพื่อช่วยเหลือเหงียน อั๊ญ (ซึ่งภายหลังคือจักรพรรดิยาลอง) ให้ได้ดินแดนที่สูญเสียให้กับราชวงศ์เต็ยเซินกลับคืนมา ปีโญเสียชีวิตในเวียดนาม แต่กองทหารของเขายังคงต่อสู้จนถึงปี ค.ศ. 1802 ฝรั่งเศสเข้าไปเกี่ยวของกับเวียดนามอย่างมากในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อาทิเช่น การปกป้องกิจการของสมาคมพันธกิจต่างประเทศแห่งปารีส ซึ่งเป็นองค์กรทางศาสนาของนิกายโรมันคาทอลิก การกระทำดังกล่าวทำให้ราชวงศ์เหงียนรู้สึกว่าคณะมิชชันนารีที่เข้ามานั้นเป็นการคุกคามทางการเมือง

ในปี ค.ศ. 1858 ราชวงศ์เหงียนได้รวบรวมดินแดนทั้งหมดไว้ได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งทำได้สำเร็จโดยการบุกโจมตีดานังของพลเรือเอกชาร์ล รีโกล เดอ เฌอนูยี ซึ่งทำให้คณะมิชชินนารีไม่ถูกขับไล่ ในเดือนกันยายนกองทัพผสมระหว่างฝรั่งเศสและชาวพื้นเมืองในอาณานิคมของสเปน[2]ได้เข้าโจมตีท่าเรือตูรานที่ดานังและยึดเมืองสำเร็จในที่สุด

เดอ เฌอนูยีได้ล่องเรือลงไปทางใต้ และได้เข้าครอบครองไซ่ง่อนเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1859 ต่อมารัฐบาลเวียดนามถูกบังคับให้ยกเบียนหฮว่า ซาดิ่ญ และดิ่ญเตื่องให้กับฝรั่งเศส เดอ เฌอนูยีถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกถอดออกจากหน้าที่ในเดือนพศจิกายน ค.ศ. 1859 เพราะว่าเขาได้รับคำสั่งให้ปกป้องศาสนาคริสต์ ไม่ใช่เพื่อขยายอาณาเขต อย่างไรก็ดี นโยบายของฝรั่งเศสในช่วงเวลาสี่ปีถัดมากลับเปลี่ยนไปเป็นตรงกันข้าม ดินแดนของฝรั่งเศสในเวียดนามค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปี ค.ศ. 1862 ฝรั่งเศสได้รับสัมปทานท่าเรือสามแห่งในอันนัม ตังเกี๋ย และโคชินไชนาจากจักรพรรดิตึ ดึ๊ก และต่อมาในปี ค.ศ. 1864 ฝรั่งเศสก็ประกาศดินแดนของฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1867 จังหวัดเจิวด๊ก (โชฎก) ห่าเตียน และหวิญล็องก็ตกเป็นของฝรั่งเศส

ในปี ค.ศ. 1863 สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ได้ขอให้กัมพูชาเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส และในปี ค.ศ. 1867 สยามได้ประกาศยกเลิกอำนาจเหนือกัมพูชาและยอมรับสถานะรัฐในอารักขาฝรั่งเศสของกัมพูชา โดยแลกกับจังหวัดพระตะบองและเสียมราฐ

การสถาปนาอินโดจีนของฝรั่งเศส[แก้]

อาณาเขตของอินโดจีนของฝรั่งเศส
แสดงด้วยสีฟ้า

ฝรั่งเศสได้เข้าควบคุมเวียดนามเหนือหลังจากได้รับชัยชนะในสงครามจีน-ฝรั่งเศสระหว่างปี ค.ศ. 1884 - 1885 ฝรั่งเศสได้รวมเอาดินแดนทั้งสี่แห่งเข้าไว้ด้วยกันเป็นอินโดจีนของฝรั่งเศสเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1887 ส่วนลาวนั้นถูกผนวกเข้าภายหลังสงครามฝรั่งเศส-สยาม

โดยนิตินัย ฝรั่งเศสได้มอบอำนาจให้กับผู้ปกครองท้องถิ่นในรัฐในอารักขาทั้งสี่ ได้แก่ จักรพรรดิเวียดนาม กษัตริย์กัมพูชา และเจ้ามหาชีวิตลาว แต่ในความเป็นจริงแล้ว อำนาจอยู่กับข้าหลวงใหญ่มากกว่าบรรดาผู้ปกครองท้องถิ่น โดยผู้ปกครองท้องถิ่นเป็นเหมือนหุ่นเชิดเท่านั้น ฝรั่งเศสปกครองอินโดจีนอยู่จนถึงปี ค.ศ. 1954

การก่อจลาจลในเวียดนาม[แก้]

กองทหารฝรั่งเศสขึ้นฝั่งเวียดนามในปี ค.ศ 1858 และในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1880 ก็ได้แผ่ขยายเข้าไปในภาคเหนือของเวียดนาม ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1885 - 1895 ฟาน ดิ่ญ ฝุ่งได้นำการก่อจลาจลต่อต้านฝรั่งเศส แนวคิดชาตินิยมได้รุนแรงขึ้นในเวียดนาม โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและหลังจากนั้นเป็นต้นมา แต่การลุกฮือและความพยายามทั้งหมดก็ไม่ได้ทำให้เกิดอะไรขึ้น

สงครามฝรั่งเศส-สยาม[แก้]

กองทัพสยามในลาว

ข้อพิพาทดินแดนในคาบสมุทรอินโดจีนจากการขยายอาณาเขตของอินโดจีน นำไปสู่สงครามระหว่างสยามและฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1893 ทางฝรั่งเศสได้ใช้ข้อขัดแย้งในเรื่องเขตแดนในการกระตุ้นวิกฤตขึ้นมา เรือปืนของฝรั่งเศสได้บุกเข้ามาถึงกรุงเทพมหานครและเรียกร้องให้สยามส่งมอบดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ขอความช่วยเหลือจากอังกฤษ แต่ทูตอังกฤษได้แนะนำให้ยอมทำตามคำร้องขอของฝรั่งเศส อังกฤษได้ทำข้อตกลงร่วมกับฝรั่งเศสว่าจะรับรองบูรณภาพของดินแดนส่วนที่เหลือสยาม โดยสยามจะต้องยอมยกดินแดนในรัฐฉานให้กับอังกฤษ และยกลาวให้กับฝรั่งเศส

การรุกล้ำมากขึ้นในสยาม (ค.ศ. 1904-1907)[แก้]

การส่งมอบตราดให้กับฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสได้กดดันสยามอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 1906-1907 ได้เกิดวิกฤตขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งนี้ สยามต้องยอมรับว่าดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามเมืองหลวงพระบางและพื้นที่ทางตะวันตกของแขวงจำปาศักดิ์ในปัจจุบันเป็นของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสยังยึดจันทบุรีไว้เป็นประกัน และเพื่อที่จะได้จันทบุรีกลับมา สยามต้องยอมยกตราดให้เป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีน ตราดกลับมาเป็นของไทยอีกครั้งในวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1906 โดยต้องแลกกับดินแดนหลายแห่ง ได้แก่ พระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ

อินโดจีนของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1913

ในคริสต์ทศวรรษ 1930 สยามได้เรียกร้องให้ฝรั่งเศสส่งมอบดินแดนที่เคยเป็นของสยามกลับคืน และในปี ค.ศ. 1938 ฝรั่งเศสก็ได้ตกลงที่จะส่งมอบนครวัด นครธม เสียมราฐ แสนปาง และบริเวณเกี่ยวเนื่องแก่สยาม ในขณะนั้น สยามก็เข้าครอบครองดินแดนที่ได้รับคืน โดยคาดหวังในสนธิสัญญาที่กำลังจะมีขึ้น ผู้ลงนามของทั้งสองประเทศได้เดินทางไปยังโตเกียวเพื่อลงนามในสนธิสัญญาส่งมอบดินแดนคืน

พรรคชาตินิยมเวียดนาม[แก้]

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1930 ทหารเวียดนามได้ลุกฮือขึ้นในกองทหารรักษาการแห่งเอียนบ๊าย การจลาจลแห่งเอียนบ๊ายได้รับการสนับสนุนจากพรรคชาตินิยมเวียดนาม (Việt Nam Quốc Dân Đảng) การปะทะกันครั้งนี้เป็นการก่อความไม่สงบครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่การก่อจลาจลของฟาน ดิ่ญ ฝุ่ง และขบวนการจักรพรรดินิยมเกิ่นเวืองในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จุดประสงค์ของการปฏิวัติคือเพื่อจะกระตุ้นให้การลุกฮือแผ่ขยายขึ้นในหมู่ประชาชนทั่วไปที่มีเป้าหมายที่จะล้มอำนาจเจ้าอาณานิคม ก่อนหน้านี้ พรรคชาตินิยมเวียดนามได้พยายามที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมลับที่จะบ่อนทำลายอำนาจการปกครองของฝรั่งเศส แต่ก็ทำให้ฝรั่งเศสจับตามองการกระทำดังกล่าวและทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกับในพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือ

สงครามฝรั่งเศส-ไทย (ค.ศ. 1940-1941)[แก้]

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยได้โอกาสอ้างสิทธิในดินแดนที่เคยเป็นของตนขณะที่ฝรั่งเศสกำลังอ่อนแอ จึงเปิดสงครามระหว่างไทยและฝรั่งเศสขึ้นในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1940 - 28 มกราคม ค.ศ. 1941 ในเดือนมกราคมกองทัพฝรั่งเศสสามารถเอาชนะกองทัพไทยได้ในการรบที่เกาะช้าง สงครามจบลงตามโดยมีญี่ปุ่นเป็นตัวกลางในการเจรจา โดยที่ไทยได้รับดินแดนกลับคืนมาบางส่วน

สงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1940 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ฝรั่งเศสเขตวีชีซึ่งเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของนาซีเยอรมนี ได้อนุญาตให้ญี่ปุ่นเข้ามาในตังเกี๋ย เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถยกทัพเข้าไปในจีนได้สะดวกขึ้น เหตุการณ์นี้ทำให้ไทยถือโอกาสอ้างสิทธิ์ในดินแดนที่เคยเสียไป ทำให้เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสและไทยระหว่างเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1940 - 28 มกราคม ค.ศ. 1941 ในเวลาต่อมา

สงครามอินโดจีน[แก้]

อนุสัญญาเจนีวา[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Kahin, George McTurnin; Lewis, John W. (1967). The United States in Vietnam: An analysis in depth of the history of America's involvement in Vietnam. Delta Books. 
  2. Chapuis, Oscar (1995). A History of Vietnam: From Hong Bang to Tu Duc (Google Book Search). Greenwood Publishing Group. p. 195. ISBN 0313296227.