สงครามร้อยปี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ประมวลเหตุการณ์ สีเหลืองฝรั่งเศส สีเทาอังกฤษ สีเทาเข้มแคว้นเบอร์กันดี

สงครามร้อยปี (อังกฤษ: Hundred Years' War) เป็นความขัดแย้งระหว่างสองราชตระกูลที่เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1337 ถึงปี ค.ศ. 1453 เพื่อชิงราชบัลลังก์ฝรั่งเศสที่ว่างลงเมื่อผู้สืบเชื้อสายของราชวงศ์กาเปเตียงสิ้นสุดลง ราชวงศ์สองราชวงศ์ที่พยายามชิงราชบัลลังก์คือราชวงศ์วาลัวส์ และราชวงศ์แพลนทาเจเน็ท หรือที่รู้จักกันว่าราชวงศ์อองชู ราชวงศ์วาลัวส์อ้างสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศสขณะที่ราชวงศ์แพลนทาเจเน็ทอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศสและอังกฤษ ราชวงศ์แพลนทาเจเน็ทเป็นราชวงศ์ที่ปกครองราชอาณาจักรอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 12 และมีรากฐานจากบริเวณอองชู และนอร์มังดีในฝรั่งเศส ทหารฝรั่งเศสเป็นผู้ร่วมการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย โดยมีเบอร์กันดี และอากีแตนสนับสนุนฝ่ายแพลนทาเจเน็ท

ความขัดแย้งยืดยาวเป็นเวลาถึง 116 ปีแต่ก็มีช่วงที่มีความสงบเป็นระยะๆ ก่อนที่จะจบลงด้วยการกำจัดราชวงศ์แพลนทาเจเน็ทออกจากฝรั่งเศส (นอกจากในบริเวณคาเลส์) ฝ่ายราชวงศ์วาลัวส์จึงเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะในการกำจัดราชวงศ์แพลนทาเจเน็ทออกจากฝรั่งเศสในคริสต์ทศวรรษ 1450

อันที่จริงแล้วสงครามร้อยปีเป็นสงครามที่เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ที่มักจะแบ่งเป็นสามหรือสี่ช่วง: สงครามพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด (ค.ศ. 1337–ค.ศ. 1360), สงครามพระเจ้าชาร์ลส์ (1369–1389), สงครามพระเจ้าเฮนรี (ค.ศ. 1415–ค.ศ. 1429) และหลังจากการมีบทบาทของโจนออฟอาร์ค (ค.ศ. 1412–ค.ศ. 1431) ความได้เปรียบของฝ่ายอังกฤษก็ลดถอยลง นอกจากนั้นสงครามร้อยปีก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งในฝรั่งเศสและอังกฤษที่รวมทั้งสงครามสืบราชบัลลังก์บริตานี, สงครามสืบราชบัลลังก์คาสตีล และสงครามสองปีเตอร์ คำว่า “สงครามร้อยปี” เป็นคำที่นักประวัติศาสตร์ในสมัยต่อมาคิดขึ้นเพื่อบรรยายถึงเหตุการณ์ที่ว่านี้

สงครามมีความสำคํญทางประวัติศาสตร์หลายประการ แม้ว่าจะเป็นสงครามของความขัดแย้งกันหลายด้านแต่ก็เป็นสงครามที่ที่ทำให้ทั้งฝ่ายอังกฤษเริ่มมีความรู้สึกถึงความเป็นชาตินิยม ทางด้านการทหารก็มีการนำอาวุธและยุทธวิธีใหม่ๆ มาใช้ที่ทำให้ระบบศักดินาที่ใช้การต่อสู้บนหลังม้าเป็นหลักเริ่มหมดความสำคัญลง ในด้านระบบการทหารก็มีการริเริ่มการใช้ทหารประจำการที่เลิกใช้กันไปตั้งแต่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทของเกษตรกร ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ทำให้เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การสงครามของยุคกลาง ในฝรั่งเศสการรุกรานของฝ่ายอังกฤษ, สงครามกลางเมือง, การระบาดของเชื้อโรค, ความอดอยาก และการเที่ยวปล้นสดมของทหารรับจ้างและโจรทำให้ประชากรลดจำนวนลงไปถึงสองในสามในช่วงเวลานี้[1] เมื่อต้องออกจากแผ่นดินใหญ่ยุโรปอังกฤษก็กลายเป็นชาติเกาะที่มีผลต่อนโยบายและปรัชญาของอังกฤษต่อมาถึง 500 ปี[2]

ที่มาของสงคราม[แก้]

สาเหตุของความขัดแย้งเริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1066 เมื่อ ดยุควิลเลียมแห่งนอร์มังดียกกองทัพมารุกรานอังกฤษ พระองค์ทรงไดัรับชัยชนะต่อสมเด็จพระเจ้าฮาโรลด์ในยุทธการเฮสติงส์ และขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษ ในฐานะดยุคแห่งนอร์มังดี วิลเลียมยังคงขึ้นอยู่กับกษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งต้องทรงสาบานความสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์ฝรั่งเศส การแสดงความสวามิภักดิ์ของกษัตริย์องค์หนึ่งต่อกษัตริย์อีกองค์หนึ่งเป็นการกระทำที่เหมือนเป็นการหยามศักดิ์ศรี พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษจึงพยายามเลี่ยง ทางฝ่ายราชวงศ์กาเปเตียงที่ปกครองฝรั่งเศสเองก็ไม่พอใจที่มีกษัตริย์ประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นเจ้าของดินแดนภายในราชอาณาจักรฝรั่งเศส และพยายามหาทางลดความเป็นอันตรายของฝ่ายอังกฤษต่อความมั่นคงของฝรั่งเศส

หลังจากสมัยของสงครามกลางเมืองที่เรียกว่าสงครามอนาธิปไตย (The Anarchy) ในอังกฤษระหว่างปี ค.ศ. 1135 ถึงปี ค.ศ. 1154 ราชวงศ์อองชูก็ขึ้นมามีอำนาจแทนราชวงศ์แองโกล-นอร์มัน สมัยที่รุ่งเรืองที่สุดราชวงศ์อองชูก็ปกครองทั้งอังกฤษ และดินแดนในฝรั่งเศสที่รวมทั้งนอร์มังดี,ไมน์, อองชู, ทูแรน, ปัวตูร์, แกสโคนี, แซงตง, และอากีแตน ซึ่งเป็นอาณาบริเวณที่มีเนื้อที่มากกว่าพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสเอง ดินแดนเหล่านี้เรียกรวมๆ ว่าจักรวรรดิอองชู (Angevin Empire) การที่พระมหากษัตริย์อังกฤษแห่งราชวงศ์อองชูต้องแสดงความสวามิภักดิ์ต่อพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสผู้อ่อนแอกว่าเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งตลอดมา

สมเด็จพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษทรงได้รับดินแดนมากมายจากสมเด็จพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แต่พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศสทรงใช้ความอ่อนแอของพระเจ้าจอห์นทั้งทางกฎหมายและทางการทหาร และเมื่อมาถึงปี ค.ศ. 1204 พระองค์ก็ทรงยึดดินแดนต่างๆ มาเป็นของฝรั่งเศส ยุทธการบูแวงส์ (Battle of Bouvines) ในปี ค.ศ. 1214, ยุทธการแซงตง (Saintonge War) ในปี ค.ศ. 1242 และยุทธการแซงต์ซาร์โดส์ (War of Saint-Sardos) ในปี ค.ศ. 1324) ทำให้ราชวงศ์อองชูสูญเสียดินแดนนอร์มังดีทั้งหมดและลดเนื้อที่ครอบครองในฝรั่งเศสลงเหลือเพียงในบริเวณบางส่วนของแกสโคนีเท่านั้น

เมื่อมาถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ขุนนางอังกฤษก็ยังรำลึกถึงเวลาที่บรรพบุรุษมีอำนาจครอบครองดินแดนมากมายบนแผ่นดินใหญ่ยุโรปเช่นในนอร์มังดีซึ่งฝ่ายอังกฤษถือว่าเป็นดินแดนของบรรพบุรุษ และเป็นแรงบันดาลใจในความพยายามที่ยึดดินแดนเหล่านี้คืนมาในครองครองอีกครั้งหนึ่ง


สาเหตุแห่งสงคราม[แก้]

การรบที่สลุยส์

ในค.ศ. 1324 พระเจ้าชาลส์ที่ 4 แห่งฝรั่งเศส สิ้นพระชนม์โดยไม่มีทายาท ทำให้ราชวงศ์กาเปเชียงสายตรงต้องสิ้นสุดลง พระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษเป็นพระนัดดาของพระเจ้าชาลส์ที่ 4 เป็นพระญาติชายที่ใกล้ชิดที่สุดทางสายพระโลหิต จึงเป็นผู้มีสิทธิจะครองบัลลังก์มากที่สุด แต่ขุนนางฝรั่งเศส ไม่ต้องการให้กษัตริย์อังกฤษมาปกครองฝรั่งเศส จึงอ้างกฎบัตรซาลลิคของชนแฟรงก์โบราณว่า การสืบสันติวงศ์จะต้องผ่านทางผู้ชายเท่านั้น และให้ฟิลิปเคานท์แห่งวาลัวส์ ที่สืบเชื้อสายจากพระเจ้าฟิลิปที่ 3 ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฟิลิปที่ 6 เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์วาลัวส์ ซึ่งเป็นสาขาของราชวงศ์กาเปเชียง ในค.ศ. 1331 พระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 3 ทรงยินยอมที่จะสละสิทธิ์ในบัลลังก์ฝรั่งเศสทั้งมวลแต่ครองแคว้นกาสโคนี

ในค.ศ. 1333 พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงทำสงครามกับสกอตแลนด์ โดยมีการส่งนักสืบเอกชนลอบเข้าไปสืบราชการลับ ซึ่งตอนนั้นเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสตามสัญญาพันธมิตรเก่า (Auld Alliance) ทำให้พระเจ้าฟิลิปที่ 6 ทรงเห็นเป็นโอกาสจึงนำทัพบุกยึดแคว้นกาสโคนี แต่พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงปราบปรามสกอตแลนด์อย่างรวดเร็ว และหันมาตอบโต้พระเจ้าฟิลิปได้ทัน

สงคราม[แก้]

สงครามของพระเจ้าเอ็ดวาร์ด (ค.ศ. 1337 ถึง ค.ศ. 1360)[แก้]

สงครามร้อยปีเริ่มต้นในค.ศ. 1337 ในตอนแรกทัพเรือฝรั่งเศสสามารถโจมตีเมืองท่าอังกฤษได้หลายที่ แต่ลมก็เปลี่ยนทิศเมื่อทัพเรือฝรั่งเศสถูกทำลายล้างในการรบที่สลุยส์ (Sluys) ในค.ศ. 1341 ตระกูลดรือซ์แห่งแคว้นบรีตตานีสูญสิ้น พระเจ้าเอ็ดวาร์ดและพระเจ้าฟิลิปจึงสู้รบกันเพื่อให้คนของตนได้ครองแคว้นบรีตตานี ในค.ศ. 1346 พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงสามารถขึ้นบกได้ที่เมืองคัง (Caen) ในนอร์มังดี เป็นที่ตกใจแก่ชาวฝรั่งเศส พระเจ้าฟิลิปแต่งทัพไปสู้ แต่พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงหลบหนีไปประเทศภาคต่ำ (Low Countries) ทัพฝรั่งเศสตามมาทัน แต่พ่ายแพ้ยับเยินที่การรบที่เครซี (Crécy) ทำให้พระเจ้าเอ็ดวาร์ดต่อไปยึดเมืองท่าคาเลส์ของฝรั่งเศสและยึดเป็นที่มั่นบนแผ่นดินฝรั่งเศสได้ในค.ศ. 1347

ในค.ศ. 1348 ระหว่างที่ฝรั่งเศสกำลังลุกเป็นไฟด้วยสงคราม กาฬโรคก็ระบาดมาถึงฝรั่งเศสคร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก เจ้าชายดำพระโอรสของพระเจ้าเอ็ดวาร์ด บุกอังกฤษจากกาสโคนี ชนะฝรั่งเศสในศึกปัวติเยร์ (Poitiers) จับพระเจ้าชองแห่งฝรั่งเศสได้ ด้วยอำนาจของฝรั่งเศสที่อ่อนแอลง ทำให้ตามชนบทไม่มีขื่อแปโจรอาละวาด ทำให้ชาวบ้านก่อจลาจลกันมากมาย พระเจ้าเอ็ดวาร์ดเห็นโอกาสจึงทรงบุกอีกครั้ง แต่ถูกองค์รัชทายาทแห่งฝรั่งเศสต้านไว้ได้ จนทำสนธิสัญญาบรีติญญี (Bretigny) ในค.ศ. 1360 อังกฤษได้อากีแตน บรีตตานีครึ่งนึง และเมืองท่าคาเลส์

สงครามของพระเจ้าชาร์ลส์ (ค.ศ. 1369 ถึง ค.ศ. 1389)[แก้]

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 ทรงสามารถบุกยึดดินแดนคืนจากอังกฤษได้ ด้วยความช่วยเหลือของขุนพลแบร์ทรันด์ เดอ เกอสแคลง (Bertrand de Guesclin) องค์ชายเอ็ดวาร์ดทรงติดพันอยู่กับสงครามในสเปน จนทรงปลีกพระองค์มาฝรั่งเศสได้ในค.ศ. 1371 ฝ่ายอังกฤษตอบโต้โดย Chevauchée เมืองต่างๆของฝรั่งเศส แต่เดอเกอสแคลงก็ไม่หลงกล

องค์ชายเอ็ดวาร์ดสิ้นพระชนม์ในค.ศ. 1376 พระเจ้าเอ็ดวาร์ดสิ้นพระชนม์ในค.ศ. 1377 และเดอเกอสแคลงสิ้นชีวิตในค.ศ. 1380 เมื่อผู้นำทัพสิ้นชีวิตไปหมดแล้ว สงครามก็สงบลงอีกครั้ง จนทำสัญญาสงบศึกในค.ศ. 1389

สงครามพระเจ้าเฮนรี (ค.ศ. 1415 ถึง ค.ศ. 1429)[แก้]

โยนแห่งอาร์คกู้เมืองออร์เลียงส์

สงครามร้อยปีหยุดยาวเพราะฝรั่งเศสตกอยู่ในสงครามกลางเมืองระหว่างตระกูลอาร์มันญัค (Armagnac) และดยุคแห่งเบอร์กันดี เพราะพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 มีพระสติไม่สมประกอบ ทำให้แย่งอำนาจกันปกครองบ้านเมือง และขอให้อังกฤษช่วย แต่อังกฤษเองก็กำลังมีสงครามกลางเมือง และเวลส์และไอร์แลนด์ก่อกบฏ สกอตแลนด์บุก

เมื่ออังกฤษสงบแล้ว พระเจ้าเฮนรีที่ 5 ก็ทรงนำทัพบุกฝรั่งเศสในค.ศ. 1415 และชนะฝรั่งเศสขาดรอยที่ยุทธการอาแฌงคูร์ต ได้ดยุคแห่งเบอร์กันดีมาเป็นพวก และยึดฝรั่งเศสตอนเหนือไว้ได้ทั้งหมดในค.ศ. 1419 พระเจ้าเฮนรีทรงเฝ้าพระเจ้าชาลส์ที่ 6 แห่งฝรั่งเศสซึ่งทรงพระสติไม่สมประกอบ ทำสัญญาให้พระโอรสพระเจ้าเฮนรีขึ้นครองฝรั่งเศสเมื่อพระเจ้าชาลส์สิ้นพระชนม์ แต่ทัพสกอตแลนต์ก็มาช่วยขัดขวางเอาไว้ เมื่อพระเจ้าชาลส์สิ้นพระชนม์ พระเจ้าเฮนรีที่ 6 แห่งอังกฤษ ก็ขึ้นเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศส แต่ตระกูลอาร์มันญัคยังคงจงรักภัคดีต่อองค์รัชทายาทฝรั่งเศส

ชัยชนะของฝรั่งเศส (ค.ศ. 1429 ถึง ค.ศ. 1453)[แก้]

ในค.ศ. 1428 อังกฤษล้อมเมืองออร์เลอองส์ แต่โยนแห่งอาร์ค (ฌานดาก) เสนอตัวขับไล่ทัพอังกฤษกล่าวว่านางเห็นนิมิตว่าพระเจ้าให้เธอปลดปล่อยฝรั่งเศสจากอังกฤษ จนสามารถขับไล่ทัพอังกฤษออกไปได้ในค.ศ. 1429 และยังสามารถเปิดทางให้องค์รัชทายาทสามารถยึดเมืองแรงส์เพื่อราชาภิเษกพระเจ้าชาลส์ที่ 7 นับเป็นจุดเปลี่ยนในสงครามร้อยปี แต่โยนแห่งอาร์คถูกพวกเบอร์กันดีจับได้และส่งให้อังกฤษ และถูกเผาทั้งเป็น ในค.ศ. 1435 แคว้นเบอร์กันดีหันมาเป็นพวกฝรั่งเศส แม้ฝ่ายอังกฤษจะมีจอห์น ทัลบอต ที่ดุร้าย แต่พระเจ้าชาลส์ที่ 7ก็ทรงสามารถยึดฝรั่งเศสคืนได้เกือบหมดในค.ศ. 1453 (ยกเว้นคาเลส์) ในการรบที่คาสตีลโลญ (Castillogne) ซึ่งฝรั่งเศสใช้ปืนเป็นครั้งแรก เป็นอันสิ้นสุดสงครามร้อยปี

อ้างอิง[แก้]

  1. Don O'Reilly. "Hundred Years' War: Joan of Arc and the Siege of Orléans". TheHistoryNet.com.
  2. As noted in, e.g., Gregory D. Cleva, Henry Kissinger and the American Approach to Foreign Policy, Bucknell University Press, 1989; p. 87 ("the English Channel gave the nation a sense of geographical remoteness" while its "navy fostered a sense of physical unassailability" that lasted until the early 20th century).