สงครามร้อยปี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามร้อยปี
สงครามร้อยปี
ตามเข็มนาฬิกา จากบนซ้าย: จอห์นแห่งโบฮีเมียยุทธการที่เครซี,
กองเรืออังกฤษและฝรั่งเศส-คาสตีลในยุทธนาวีที่ลาโรเชล,
พระเจ้าเฮนรีที่ 5 และกองทัพอังกฤษในยุทธการที่อาแซ็งกูร์,
โยนออฟอาร์คปลุกขวัญกำลังฝรั่งเศสในการล้อมออร์เลอ็อง
วันที่ ค.ศ. 1337–1453 (116 ปี)
สถานที่ ฝรั่งเศส กลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำ อังกฤษ สเปน
ผลลัพธ์ ฝรั่งเศสชนะ
ราชวงศ์วาลัวรักษาราชบัลลังก์ฝรั่งเศส
ดินแดน
เปลื่ยน
อังกฤษได้เพลกาแล แต่เสียดินแดนในทวีปอื่นทั้งหมด
คู่ขัดแย้ง
Blason France moderne.svg ฝรั่งเศส
Royal Arms of the Kingdom of Scotland.svg สกอตแลนด์
Royal Arms of England (1399-1603).svg อังกฤษ
Blason fr Bourgogne.svg เบอร์กันดี

สงครามร้อยปี (อังกฤษ: Hundred Years' War) เป็นชุดความขัดแย้งระหว่าง ค.ศ. 1337 ถึง 1453 ระหว่างราชวงศ์แพลนแทเจเนต ผู้ปกครองราชอาณาจักรอังกฤษ กับราชวงศ์วาลัว เพื่อแย่งการควบคุมราชอาณาจักรฝรั่งเศส ต่างฝ่ายดังพันธมิตรมากมายเข้าสู่สงคราม

สงครามนี้มีที่มาจากความไม่ลงรอยระหว่างราชวงศ์ย้อนไปถึงสมัยพระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิต ผู้กลายเป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษใน ค.ศ. 1066 ระหว่างยังครอบครองดัชชีนอร์ม็องดีในฝรั่งเศส ในฐานะผู้ปกครองนอร์มังดีและดินแดนอื่นบนทวีป พระมหากษัตริย์อังกฤษจึงเป็นหนี้บังคม (homage) ระบบฟิวดัลต่อพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส ใน ค.ศ. 1337 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษทรงปฏิเสธถวายบังคมต่อพระเจ้าฟิลิปที่ 6 แห่งฝรั่งเศส ทำให้พระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสทรงยึดที่ดินของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดในอากีแตน

พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงตอบโต้โดยประกาศพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสโดยชอบ มิใช่พระเจ้าฟิลิป เป็นการอ้างสิทธิ์ย้อนไปใน ค.ศ. 1328 เมื่อพระเจ้าชาร์ลที่ 4 แห่งฝรั่งเศส พระปิตุลา (ลุง) ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด เสด็จสวรรคตโดยไม่มีทายาทชายโดยตรง พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงเป็นพระญาติชายที่ใกล้ชิดที่สุดของอดีตพระมหากษัตริย์ ในฐานะพระโอรสในอิซาเบลลาแห่งฝรั่งเศส พระธิดาในพระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส และพระขนิษฐาในพระเจ้าชาร์ลที่ 4 ฝ่ายพระเจ้าฟิลิปที่ 6 ทรงเป็นพระภราดร (ลูกพี่ลูกน้อง) ในอดีตพระมหากษัตริย์ พระโอรสในชาร์ล เคานต์แห่งวาลัว พระอนุชาในพระเจ้าฟิลิปที่ 4 พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสตามกฎหมายแซลิก ซึ่งตัดสิทธิการสืบราชสันตติวงศ์ชายผ่านสายหญิง ปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์ราชบัลลังก์ฝรั่งเศสตามกฎหมายเป็นใจหลักของสงครามเหนือผู้อ้างสิทธิ์ชาวอังกฤษและฝรั่งเศสหลายรุ่น

โดยทั่วไปนักประวัติศาสตร์แบ่งสงครามเป็นสามระยะคั่นด้วยการพักรบดังนี้ 1) สงครามสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด (ค.ศ. 1337–1360); 2) สงครามแคโรไลน์ (ค.ศ. 1369–1389) และ 3) สงครามแลงคาสเตอร์ (ค.ศ. 1415–1453)

ความขัดแย้งร่วมสมัยในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้โดยตรง รวมทั้งสงครามสืบราชบัลลังก์บริตานี, สงครามกลางเมืองคาสตีล และสงครามสองปีเตอร์ คำว่า “สงครามร้อยปี” เป็นคำที่นักประวัติศาสตร์ในสมัยต่อมาประดิษฐ์ขึ้นเพื่อกำหนดยุคให้ครอบคลุมทุกเหตุการณ์เหล่านี้

สงครามมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายประการ แม้ว่าจะเป็นสงครามของความขัดแย้งกันหลายด้านแต่ก็เป็นสงครามที่ที่ทำให้ทั้งฝ่ายอังกฤษเริ่มมีความรู้สึกถึงความเป็นชาตินิยม ทางด้านการทหารก็มีการนำอาวุธและยุทธวิธีใหม่ๆ มาใช้ที่ทำให้ระบบศักดินาที่ใช้การต่อสู้บนหลังม้าเป็นหลักเริ่มหมดความสำคัญลง ในด้านระบบการทหารก็มีการริเริ่มการใช้ทหารประจำการที่เลิกใช้กันไปตั้งแต่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทของเกษตรกร ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ทำให้เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การสงครามของยุคกลาง ในฝรั่งเศสการรุกรานของฝ่ายอังกฤษ, สงครามกลางเมือง, การระบาดของเชื้อโรค, ความอดอยาก และการเที่ยวปล้นสดมของทหารรับจ้างและโจรทำให้ประชากรลดจำนวนลงไปถึงสองในสามในช่วงเวลานี้[1] เมื่อต้องออกจากแผ่นดินใหญ่ยุโรปอังกฤษก็กลายเป็นชาติเกาะที่มีผลต่อนโยบายและปรัชญาของอังกฤษต่อมาถึง 500 ปี[2]

ที่มาของสงคราม[แก้]

สาเหตุของความขัดแย้งเริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1066 เมื่อ ดยุควิลเลียมแห่งนอร์มังดียกกองทัพมารุกรานอังกฤษ พระองค์ทรงไดัรับชัยชนะต่อสมเด็จพระเจ้าฮาโรลด์ในยุทธการเฮสติงส์ และขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษ ในฐานะดยุคแห่งนอร์มังดี วิลเลียมยังคงขึ้นอยู่กับกษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งต้องทรงสาบานความสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์ฝรั่งเศส การแสดงความสวามิภักดิ์ของกษัตริย์องค์หนึ่งต่อกษัตริย์อีกองค์หนึ่งเป็นการกระทำที่เหมือนเป็นการหยามศักดิ์ศรี พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษจึงพยายามเลี่ยง ทางฝ่ายราชวงศ์กาเปเตียงที่ปกครองฝรั่งเศสเองก็ไม่พอใจที่มีกษัตริย์ประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นเจ้าของดินแดนภายในราชอาณาจักรฝรั่งเศส และพยายามหาทางลดความเป็นอันตรายของฝ่ายอังกฤษต่อความมั่นคงของฝรั่งเศส

หลังจากสมัยของสงครามกลางเมืองที่เรียกว่าสงครามอนาธิปไตย (The Anarchy) ในอังกฤษระหว่างปี ค.ศ. 1135 ถึงปี ค.ศ. 1154 ราชวงศ์อองชูก็ขึ้นมามีอำนาจแทนราชวงศ์แองโกล-นอร์มัน สมัยที่รุ่งเรืองที่สุดราชวงศ์อองชูก็ปกครองทั้งอังกฤษ และดินแดนในฝรั่งเศสที่รวมทั้งนอร์มังดี,ไมน์, อองชู, ทูแรน, ปัวตูร์, แกสโคนี, แซงตง, และอากีแตน ซึ่งเป็นอาณาบริเวณที่มีเนื้อที่มากกว่าพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสเอง ดินแดนเหล่านี้เรียกรวมๆ ว่าจักรวรรดิอองชู (Angevin Empire) การที่พระมหากษัตริย์อังกฤษแห่งราชวงศ์อองชูต้องแสดงความสวามิภักดิ์ต่อพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสผู้อ่อนแอกว่าเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งตลอดมา

สมเด็จพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษทรงได้รับดินแดนมากมายจากสมเด็จพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แต่พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศสทรงใช้ความอ่อนแอของพระเจ้าจอห์นทั้งทางกฎหมายและทางการทหาร และเมื่อมาถึงปี ค.ศ. 1204 พระองค์ก็ทรงยึดดินแดนต่างๆ มาเป็นของฝรั่งเศส ยุทธการบูแวงส์ (Battle of Bouvines) ในปี ค.ศ. 1214, ยุทธการแซงตง (Saintonge War) ในปี ค.ศ. 1242 และยุทธการแซงต์ซาร์โดส์ (War of Saint-Sardos) ในปี ค.ศ. 1324) ทำให้ราชวงศ์อองชูสูญเสียดินแดนนอร์มังดีทั้งหมดและลดเนื้อที่ครอบครองในฝรั่งเศสลงเหลือเพียงในบริเวณบางส่วนของแกสโคนีเท่านั้น

เมื่อมาถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ขุนนางอังกฤษก็ยังรำลึกถึงเวลาที่บรรพบุรุษมีอำนาจครอบครองดินแดนมากมายบนแผ่นดินใหญ่ยุโรปเช่นในนอร์มังดีซึ่งฝ่ายอังกฤษถือว่าเป็นดินแดนของบรรพบุรุษ และเป็นแรงบันดาลใจในความพยายามที่ยึดดินแดนเหล่านี้คืนมาในครองครองอีกครั้งหนึ่ง


สาเหตุแห่งสงคราม[แก้]

การรบที่สลุยส์

ในค.ศ. 1324 พระเจ้าชาลส์ที่ 4 แห่งฝรั่งเศส สิ้นพระชนม์โดยไม่มีทายาท ทำให้ราชวงศ์กาเปเชียงสายตรงต้องสิ้นสุดลง พระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษเป็นพระนัดดาของพระเจ้าชาลส์ที่ 4 เป็นพระญาติชายที่ใกล้ชิดที่สุดทางสายพระโลหิต จึงเป็นผู้มีสิทธิจะครองบัลลังก์มากที่สุด แต่ขุนนางฝรั่งเศส ไม่ต้องการให้กษัตริย์อังกฤษมาปกครองฝรั่งเศส จึงอ้างกฎบัตรซาลลิคของชนแฟรงก์โบราณว่า การสืบสันติวงศ์จะต้องผ่านทางผู้ชายเท่านั้น และให้ฟิลิปเคานท์แห่งวาลัวส์ ที่สืบเชื้อสายจากพระเจ้าฟิลิปที่ 3 ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฟิลิปที่ 6 เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์วาลัวส์ ซึ่งเป็นสาขาของราชวงศ์กาเปเชียง ในค.ศ. 1331 พระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 3 ทรงยินยอมที่จะสละสิทธิ์ในบัลลังก์ฝรั่งเศสทั้งมวลแต่ครองแคว้นกาสโคนี

ในค.ศ. 1333 พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงทำสงครามกับสกอตแลนด์ โดยมีการส่งนักสืบเอกชนลอบเข้าไปสืบราชการลับ ซึ่งตอนนั้นเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสตามสัญญาพันธมิตรเก่า (Auld Alliance) ทำให้พระเจ้าฟิลิปที่ 6 ทรงเห็นเป็นโอกาสจึงนำทัพบุกยึดแคว้นกาสโคนี แต่พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงปราบปรามสกอตแลนด์อย่างรวดเร็ว และหันมาตอบโต้พระเจ้าฟิลิปได้ทัน

สงคราม[แก้]

สงครามของพระเจ้าเอ็ดวาร์ด (ค.ศ. 1337 ถึง ค.ศ. 1360)[แก้]

สงครามร้อยปีเริ่มต้นในค.ศ. 1337 ในตอนแรกทัพเรือฝรั่งเศสสามารถโจมตีเมืองท่าอังกฤษได้หลายที่ แต่ลมก็เปลี่ยนทิศเมื่อทัพเรือฝรั่งเศสถูกทำลายล้างในการรบที่สลุยส์ (Sluys) ในค.ศ. 1341 ตระกูลดรือซ์แห่งแคว้นบรีตตานีสูญสิ้น พระเจ้าเอ็ดวาร์ดและพระเจ้าฟิลิปจึงสู้รบกันเพื่อให้คนของตนได้ครองแคว้นบรีตตานี ในค.ศ. 1346 พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงสามารถขึ้นบกได้ที่เมืองคัง (Caen) ในนอร์มังดี เป็นที่ตกใจแก่ชาวฝรั่งเศส พระเจ้าฟิลิปแต่งทัพไปสู้ แต่พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงหลบหนีไปประเทศภาคต่ำ (Low Countries) ทัพฝรั่งเศสตามมาทัน แต่พ่ายแพ้ยับเยินที่การรบที่เครซี (Crécy) ทำให้พระเจ้าเอ็ดวาร์ดต่อไปยึดเมืองท่าคาเลส์ของฝรั่งเศสและยึดเป็นที่มั่นบนแผ่นดินฝรั่งเศสได้ในค.ศ. 1347

ในค.ศ. 1348 ระหว่างที่ฝรั่งเศสกำลังลุกเป็นไฟด้วยสงคราม กาฬโรคก็ระบาดมาถึงฝรั่งเศสคร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก เจ้าชายดำพระโอรสของพระเจ้าเอ็ดวาร์ด บุกอังกฤษจากกาสโคนี ชนะฝรั่งเศสในศึกปัวติเยร์ (Poitiers) จับพระเจ้าชองแห่งฝรั่งเศสได้ ด้วยอำนาจของฝรั่งเศสที่อ่อนแอลง ทำให้ตามชนบทไม่มีขื่อแปโจรอาละวาด ทำให้ชาวบ้านก่อจลาจลกันมากมาย พระเจ้าเอ็ดวาร์ดเห็นโอกาสจึงทรงบุกอีกครั้ง แต่ถูกองค์รัชทายาทแห่งฝรั่งเศสต้านไว้ได้ จนทำสนธิสัญญาบรีติญญี (Bretigny) ในค.ศ. 1360 อังกฤษได้อากีแตน บรีตตานีครึ่งนึง และเมืองท่าคาเลส์

สงครามของพระเจ้าชาร์ลส์ (ค.ศ. 1369 ถึง ค.ศ. 1389)[แก้]

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 ทรงสามารถบุกยึดดินแดนคืนจากอังกฤษได้ ด้วยความช่วยเหลือของขุนพลแบร์ทรันด์ เดอ เกอสแคลง (Bertrand de Guesclin) องค์ชายเอ็ดวาร์ดทรงติดพันอยู่กับสงครามในสเปน จนทรงปลีกพระองค์มาฝรั่งเศสได้ในค.ศ. 1371 ฝ่ายอังกฤษตอบโต้โดย Chevauchée เมืองต่างๆของฝรั่งเศส แต่เดอเกอสแคลงก็ไม่หลงกล

องค์ชายเอ็ดวาร์ดสิ้นพระชนม์ในค.ศ. 1376 พระเจ้าเอ็ดวาร์ดสิ้นพระชนม์ในค.ศ. 1377 และเดอเกอสแคลงสิ้นชีวิตในค.ศ. 1380 เมื่อผู้นำทัพสิ้นชีวิตไปหมดแล้ว สงครามก็สงบลงอีกครั้ง จนทำสัญญาสงบศึกในค.ศ. 1389

สงครามพระเจ้าเฮนรี (ค.ศ. 1415 ถึง ค.ศ. 1429)[แก้]

โยนแห่งอาร์คกู้เมืองออร์เลียงส์

สงครามร้อยปีหยุดยาวเพราะฝรั่งเศสตกอยู่ในสงครามกลางเมืองระหว่างตระกูลอาร์มันญัค (Armagnac) และดยุคแห่งเบอร์กันดี เพราะพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 มีพระสติไม่สมประกอบ ทำให้แย่งอำนาจกันปกครองบ้านเมือง และขอให้อังกฤษช่วย แต่อังกฤษเองก็กำลังมีสงครามกลางเมือง และเวลส์และไอร์แลนด์ก่อกบฏ สกอตแลนด์บุก

เมื่ออังกฤษสงบแล้ว พระเจ้าเฮนรีที่ 5 ก็ทรงนำทัพบุกฝรั่งเศสในค.ศ. 1415 และชนะฝรั่งเศสขาดรอยที่ยุทธการอาแฌงคูร์ต ได้ดยุคแห่งเบอร์กันดีมาเป็นพวก และยึดฝรั่งเศสตอนเหนือไว้ได้ทั้งหมดในค.ศ. 1419 พระเจ้าเฮนรีทรงเฝ้าพระเจ้าชาลส์ที่ 6 แห่งฝรั่งเศสซึ่งทรงพระสติไม่สมประกอบ ทำสัญญาให้พระโอรสพระเจ้าเฮนรีขึ้นครองฝรั่งเศสเมื่อพระเจ้าชาลส์สิ้นพระชนม์ แต่ทัพสกอตแลนต์ก็มาช่วยขัดขวางเอาไว้ เมื่อพระเจ้าชาลส์สิ้นพระชนม์ พระเจ้าเฮนรีที่ 6 แห่งอังกฤษ ก็ขึ้นเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศส แต่ตระกูลอาร์มันญัคยังคงจงรักภัคดีต่อองค์รัชทายาทฝรั่งเศส

ชัยชนะของฝรั่งเศส (ค.ศ. 1429 ถึง ค.ศ. 1453)[แก้]

ในค.ศ. 1428 อังกฤษล้อมเมืองออร์เลอองส์ แต่โยนแห่งอาร์ค (ฌานดาก) เสนอตัวขับไล่ทัพอังกฤษกล่าวว่านางเห็นนิมิตว่าพระเจ้าให้เธอปลดปล่อยฝรั่งเศสจากอังกฤษ จนสามารถขับไล่ทัพอังกฤษออกไปได้ในค.ศ. 1429 และยังสามารถเปิดทางให้องค์รัชทายาทสามารถยึดเมืองแรงส์เพื่อราชาภิเษกพระเจ้าชาลส์ที่ 7 นับเป็นจุดเปลี่ยนในสงครามร้อยปี แต่โยนแห่งอาร์คถูกพวกเบอร์กันดีจับได้และส่งให้อังกฤษ และถูกเผาทั้งเป็น ในค.ศ. 1435 แคว้นเบอร์กันดีหันมาเป็นพวกฝรั่งเศส แม้ฝ่ายอังกฤษจะมีจอห์น ทัลบอต ที่ดุร้าย แต่พระเจ้าชาลส์ที่ 7ก็ทรงสามารถยึดฝรั่งเศสคืนได้เกือบหมดในค.ศ. 1453 (ยกเว้นคาเลส์) ในการรบที่คาสตีลโลญ (Castillogne) ซึ่งฝรั่งเศสใช้ปืนเป็นครั้งแรก เป็นอันสิ้นสุดสงครามร้อยปี

อ้างอิง[แก้]

  1. Don O'Reilly. "Hundred Years' War: Joan of Arc and the Siege of Orléans". TheHistoryNet.com.
  2. As noted in, e.g., Gregory D. Cleva, Henry Kissinger and the American Approach to Foreign Policy, Bucknell University Press, 1989; p. 87 ("the English Channel gave the nation a sense of geographical remoteness" while its "navy fostered a sense of physical unassailability" that lasted until the early 20th century).