อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
| อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ | |
|---|---|
| ฟือแรร์แห่งเยอรมนี | |
| ดำรงตำแหน่ง 2 สิงหาคม ค.ศ. 1934 – 30 เมษายน ค.ศ. 1945 |
|
| สมัยก่อนหน้า | พอล ฟอน ฮินเดนบูร์ก (ประธานาธิบดี) |
| สมัยถัดไป | คาร์ล เดอนิตช์ (ประธานาธิบดี) |
| นายกรัฐมนตรีเยอรมนี | |
| ดำรงตำแหน่ง 30 มกราคม ค.ศ. 1933 – 30 เมษายน ค.ศ. 1945 |
|
| สมัยก่อนหน้า | คูร์ท ฟอน ชไลเชอร์ |
| สมัยถัดไป | โยเซฟ เกิบเบิลส์ |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | 20 เมษายน ค.ศ. 1889 เบราเนา อัม อินน์ จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี |
| เสียชีวิต | 30 เมษายน ค.ศ. 1945 (อายุ 56 ปี) เบอร์ลิน นาซีเยอรมนี |
| พรรคการเมือง | พรรคนาซี |
| คู่สมรส | เอวา บราวน์ (29-30 เมษายน ค.ศ. 1945) |
| วิชาชีพ | นักการเมือง, จิตรกร, ทหาร, นักเขียน |
| ลายมือชื่อ | |
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (20 เมษายน ค.ศ. 1889 – 30 เมษายน ค.ศ. 1945) เป็นนักการเมืองเยอรมนีสัญชาติออสเตรียโดยกำเนิด หัวหน้าพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ พรรคนาซี ฮิตเลอร์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ระหว่างปี ค.ศ. 1933 จนถึง 1945 และ "ฟือแรร์" ประมุขแห่งรัฐของนาซีเยอรมนีระหว่างปี ค.ศ. 1934 ถึง 1945 ฮิตเลอร์ถูกจดจำว่ามีบทบาทสำคัญในการรุ่งเรืองของฟาสซิสต์ในทวีปยุโรป สงครามโลกครั้งที่สอง และการล้างชาติโดยนาซี
ฮิตเลอร์เป็นทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งได้รับรางวัลหลายรางวัล หลังจากนั้น ฮิตเลอร์ได้เข้าร่วมพรรคกรรมกรเยอรมัน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองก่อนหน้าพรรคนาซี ในปี ค.ศ. 1919 ก่อนที่จะได้เป็นหัวหน้าพรรคนาซีใน ค.ศ. 1921 เขาได้พยายามก่อรัฐประหาร ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า กบฏโรงเบียร์ ในเมืองมิวนิก เมื่อวันที่ 8-9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1923 แต่ประสบความล้มเหลว ฮิตเลอร์ถูกจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งในระหว่างนั้นเองที่เขาเขียนบันทึกความทรงจำ ไมน์คัมพฟ์ (การต่อสู้ของข้าพเจ้า) หลังจากได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1924 เขาได้รับเสียงสนับสนุนจากการเสนอนโยบายรวมชาวเยอรมัน ต่อต้านชาวยิว ต่อต้านทุนนิยม และต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยการกล่าวสุนทรพจน์อันมีเสน่ห์และการโฆษณาชวนเชื่อ เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1933 และเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสาธารณรัฐไวมาร์เป็นจักรวรรดิไรช์ที่สาม รัฐเผด็จการพรรคการเมืองเดียว ภายใต้แนวคิดนาซีอันมีลักษณะเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จและอัตตาธิปไตย
ฮิตเลอร์ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะจัดระเบียบโลกใหม่ โดยให้นาซีเยอรมนีมีอำนาจครอบงำเหนือยุโรปภาคพื้นทวีป เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เขาจึงดำเนินนโยบายต่างประเทศซึ่งประกาศเป้าหมายในการครองครองเลอเบนสเราม์ ("พื้นที่อยู่อาศัย") สำหรับชาวอารยัน เขาเป็นผู้นำการสร้างเสริมกำลังอาวุธขึ้นใหม่และการรุกรานโปแลนด์ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 อันนำไปสู่การปะทุของสงครามโลกครั้งที่สองในทวีปยุโรป[1]
ภายในระยะเวลาสามปีใต้การนำของฮิตเลอร์ กองทัพเยอรมันและพันธมิตรในยุโรปได้ครองครองดินแดนส่วนใหญ่ของยุโรปและแอฟริกาเหนือ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ค่อยพลิกผันหลัง ค.ศ. 1941 กระทั่งกองทัพสัมพันธมิตรเอาชนะกองทัพเยอรมันใน ค.ศ. 1945 นโยบายที่กระตุ้นด้วยการถือชาติพันธุ์ของฮิตเลอร์ลงเอยด้วยการเสียชีวิตของผู้คนนับ 17 ล้านคน[2] รวมชาวยิวหกล้านคนโดยประเมิน และชาวโรมานีอีกระหว่างห้าแสนถึงหนึ่งล้านห้าแสนคนที่เป็นเป้าหมายในการล้างชาติโดยนาซี[3]
ในช่วงวันสุดท้ายของสงคราม ระหว่างยุทธการเบอร์ลินใน ค.ศ. 1945 ฮิตเลอร์แต่งงานกับเอวา บราวน์ และเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ถูกจับกุมโดยกองทัพโซเวียต ทั้งสองทำอัตวินิบาตกรรมเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1945 โดยร่างของทั้งสองถูกเผา[4]
เนื้อหา |
[แก้] ชีวิตช่วงต้น
[แก้] บรรพบุรุษ
บิดาของฮิตเลอร์ อาลัวส์ ฮิตเลอร์ (Alois Hitler) เป็นบุตรนอกกฎหมายของมาเรีย แอนนา ชิคเคลกรูเบอร์ (Maria Anna Schicklgruber) ดังนั้นชื่อบิดาจึงไม่ถูกระบุไว้ในสูติบัตรของอาลัวส์ และใช้นามสกุลของมารดา[5][6] ใน ค.ศ. 1842 โยฮันน์ เจออร์ก ฮีดเลอร์ (Johann Georg Hiedler) สมรสกับมาเรีย และในปี ค.ศ. 1876 อาลัวส์ได้ให้การเป็นพยานต่อหน้าเจ้าพนักงานและพยานอีกสามคนว่าโยฮันน์เป็นบิดาของเขา[7] ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการพิสูจน์ครั้งนี้แล้วก็ตาม บิดาของอาลัวส์ก็ยังคงเป็นหัวข้อถกเถียงกันต่อไป หลังจากได้รับ "จดหมายแบล็กเมล์" จากหลานชายของฮิตเลอร์ วิลเลียม แพทริก ฮิตเลอร์ ซึ่งขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลอันน่าอับอายเกี่ยวกับสายตระกูลของฮิตเลอร์ ทนายความพรรคนาซี ฮันส์ ฟรังค์ แนะว่ามีจดหมายซึ่งอ้างว่ามารดาของอาลัวส์นั้นถูกจ้างเป็นแม่บ้านโดยครอบครัวชาวยิวครอบครัวหนึ่งในกราซ และว่าลูกชายวัย 19 ปีของครอบครัว ลีโอโปลด์ ฟรังเกนแบร์แกร์ เป็นบิดาของอาลัวส์[6] อย่างไรก็ดี ไม่มีคนในตระกูลฟรังเกนแบร์แกร์หรือชาวยิวมีทะเบียนในกราซในช่วงเวลานั้น[8] ปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์เคลือบแคลงกับการอ้างว่าบิดาของอาลัวส์เป็นชาวยิว[9][10] ชาวยิวทั้งหมดถูกเนรเทศออกจากกราซในรัชสมัยจักรพรรดิมักซิมิเลียนที่ 1 ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมาตั้งรกรากในรัฐสติเรียกระทั่งรัฐธรรมนูญผ่านใน ค.ศ. 1849[8][10]
เมื่อมีอายุได้ 39 ปี อาลัวส์เปลี่ยนไปใช้นามสกุลฮิตเลอร์ ซึ่งสามารถสะกดได้หลายแบบตั้งแต่ ฮีดเลอร์ (Hiedler), ฮึทเลอร์ (Hüttler, Huettler) ชื่อนี้อาจถูกใช้ตามระเบียบโดยเสมียนธุรการ ที่มาของชื่อดังกล่าวอาจหมายถึง "ผู้ที่อยู่ในกระท่อม" (เยอรมัน: Hütte), "คนเลี้ยงแกะ" (เยอรมัน: hüten; "เฝ้า") หรือมาจากคำภาษาสลาฟ ฮิดลาร์ และฮิดลาเร็ค[11]
[แก้] วัยเด็ก
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เกิดเมื่อเวลาราว 18.30 น. เมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1889 ที่กัสทอฟ ซุม พอมแมร์ (Gasthof zum Pommer) โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในรันส์ฮอเฟน (Ranshofen)[12] หมู่บ้านซึ่งผนวกเข้ากับเทศบาลเบราเนา อัม อินน์ (Braunau am Inn) ออสเตรียบน ใน ค.ศ. 1938 เป็นบุตรคนที่สามจากทั้งหมดห้าคนของอาลัวส์ ฮิตเลอร์และคลารา เพิลเซล (Klara Pölzl) พี่ทั้งสองคนของฮิตเลอร์ กุสตาฟและไอดา เสียชีวิตตั้งแต่เป็นทารก[13] เมื่อฮิตเลอร์อายุได้สามขวบ ครอบครัวของเขาย้ายไปพัสเซา เยอรมนี[14] ที่ซึ่งทำให้ฮิตเลอร์ได้รับสำเนียงท้องถิ่นในระยะยาวแบบบาวาเรียล่างมากกว่าสำเนียงออสเตรีย และเป็นสำเนียงที่ฮิตเลอร์ใช้พูดตลอดชีวิต[15][16][17] ใน ค.ศ. 1894 ครอบครัวได้ย้ายอีกหนหนึ่งไปยังเลออนดิง ใกล้กับลินซ์ จากนั้นเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1895 อาลัวส์ได้เกษียณไปยังที่ดินเล็ก ๆ ที่ฮาเฟลด์ ใกล้ลัมบัค ที่ซึ่งเขาพยายามประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเลี้ยงผึ้งด้วยตนเอง ฮิตเลอร์เข้าศึกษาที่โรงเรียนที่ฟิเชลฮัม (Fischlham) ในละแวกใกล้เคียง ขณะที่ยังเป็นเด็ก ฮิตเลอร์เล่น "คาวบอยกับอินเดียแดง" และจากการละเล่นดังกล่าวได้กลายมาเป็นการยึดติดสงครามหลังพบหนังสือภาพเกี่ยวกับสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียท่ามกลางบรรดาสมบัติส่วนตัวของบิดาเขา[18][19]
การย้ายไปยังฮาเลฟด์กลับกลายเป็นว่าเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการเริ่มต้นของความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างพ่อลูก ซึ่งเกิดขึ้นเพราะฮิตเลอร์ปฏิเสธที่จะเชื่อฟังกฎระเบียบอันเข้มงวดของโรงเรียนเขา ความพยายามทำการเกษตรที่ฮาเฟลด์ของอาลัวส์ประสบความล้มเหลว และใน ค.ศ. 1897 ครอบครัวได้ย้ายไปลัมบัค ฮิตเลอร์เข้าศึกษาที่โรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่งในเขตพรตเบเนดิกติน (Benedictine) ซึ่งที่บนกำแพงนั้นมีการแกะสลักที่มีสัญลักษณ์สวัสดิกะ[20] ในลัมบัค ฮิตเลอร์วัยแปดขวบเข้าเรียนร้องเพลง ร่วมอยู่ในวงประสานเสียงของโบสถ์ และกระทั่งวาดฝันว่าตนจะเป็นนักบวช[21] ในปี ค.ศ. 1898 ครอบครัวได้ย้ายกลับไปยังเลออนดิงเป็นการถาวร การเสียชีวิตของเอ็ดมุนด์ น้องชายของฮิตเลอร์ ด้วยโรคหัด เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1900 มีผลอย่างลึกซึ้งต่อฮิตเลอร์ เขาเปลี่ยนจากที่เคยมั่นใจในตัวเองและเข้าสังคมได้ง่าย ตลอดจนเป็นนักเรียนยอดเยี่ยม มาเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ เฉยชา และบึ้งตึง ที่มักทะเลาะกับบิดาและครูอย่างต่อเนื่อง[22]
อาลัวส์ประสบความสำเร็จในอาชีพในสำนักงานศุลกากร และต้องการให้ลูกชายเจริญตามรอยเท้าของเขา ภายหลังฮิตเลอร์เล่าถึงช่วงนี้เกินความจริงเมื่อพ่อพาเขาไปชมที่ทำการศุลกากร โดยบรรยายว่า เป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การต่อต้านอย่างไม่อาจให้อภัยรหว่างพ่อกับลูกที่ต่างมีความตั้งใจแรงกล้าทั้งคู่[23][24][25] โดยละเลยต่อความต้องการของลูกชายที่อยากเข้าศึกษายังโรงเรียนมัธยมคลาสสิกและจบมาเป็นศิลปิน ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1900 อาลัวส์ส่งฮิตเลอร์ไปยังเรอัลชูเลอ (Realschule) ในลินซ์ โรงเรียนอาชีวะระดับมัธยมที่มีนักเรียนราว 300 คน ฮิตเลอร์กบฏต่อการตัดสินใจนี้ และในไมน์คัมพฟ์ได้เปิดเผยว่า เขาเรียนได้เลวมากในโรงเรียน ด้วยหวังว่าเมื่อพ่อของเขาเห็นว่า "ฉันมีความคืบหน้าน้อยเพียงใดที่โรงเรียนอาชีวะ เขาจะปล่อยให้ฉันอุทิศตนแก่ความใฝ่ฝันของฉัน"[26]
ฮิตเลอร์กลายมาหลงใหลในลัทธิชาตินิยมเยอรมันตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่จะแสดงการไม่เชื่อฟังพ่อของตน ผู้รับใช้รัฐบาลออสเตรียอย่างภูมิใจ แม้ชาวออสเตรียจำนวนมากจะมองว่าตัวเป็นชาวเยอรมัน แต่ก็ภักดีต่อออสเตรีย ฮิตเลอร์แสดงออกซึ่งความภักดีเฉพาะต่อเยอรมนี แม้ราชวงศ์ฮับสบูร์กและการปกครองเหนือจักรวรรดิอันมีความหลากหลายทางเชื้อชาติจะเสื่อมถอยลงก็ตาม[27][28] ฮิตเลอร์และเพื่อนของเขาใช้คำทักทายภาษาเยอรมัน "ไฮล์" และร้องเพลงชาติเยอรมัน "ดอยท์ชลันด์อือแบร์อัลเลส์" แทนเพลงชาติออสเตรีย[29]
หลังการเสียชีวิตอย่างฉับพลันของอาลัวส์เมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1903 พฤติกรรมของฮิตเลอร์ที่โรงเรียนอาชีวะยิ่งยุ่งเหยิงมากไปอีก กระทั่งเขาถูกเชิญออกจากโรงเรียนใน ค.ศ. 1904 เขาได้ลงเรียนที่เรอัลชูเลอในสเทเยอร์ (Steyr) ในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน แต่ครั้งหนึ่งหลังเรียนจบปีสอง เขาและเพื่อนได้ออกไปเที่ยวในคืนแห่งการสังสรรค์และดื่มเหล้า ฮิตเลอร์ที่กำลังมึนเมาอยู่นั้นได้ฉีกประกาศนียบัตรโรงเรียนออกเป็นสี่ส่วนและใช้เศษกระดาษเป็นกระดาษชำระ ประกาศนียบัตรที่เปรอะเปื้อนได้รับความสนใจจากผู้อำนวยการโรงเรียน เขา "ตำหนิฮิตเลอร์อย่างรุนแรงจนกระทั่งเด็กหดตัวเป็นเยลลี่ที่สั่นเทา มันอาจเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดและน่าอับอายที่สุดในชีวิตของเขา"[30] ฮิตเลอร์ถูกไล่ออก และเขาไม่เคยกลับเข้าศึกษาในโรงเรียนอีกเลย
เมื่อฮิตเลอร์อายุได้ 15 ปี ฮิตเลอร์เข้าร่วมในพิธีรับศีลครั้งแรกในวันเพ็นเทคอสต์ วันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 ที่มหาวิหารลินซ์[31] ผู้สนับสนุนเขาคือเอมานูเอล ลูแคร์ท เพื่อนของบิดาในวัยชรา[32]
[แก้] วัยผู้ใหญ่ช่วงต้นในเวียนนาและมิวนิก
นับจาก ค.ศ. 1905 ฮิตเลอร์ได้ใช้ชีวิตแบบโบฮีเมี่ยนในเวียนนาด้วยเงินสงเคราะห์เด็กกำพร้าและการสนับสนุนจากมารดา เขาถูกปฏิเสธสองครั้งจากสถาบันวิจิตรศิลป์เวียนนา (ระหว่าง ค.ศ. 1907-08) ด้วยเหตุผลว่า "ไม่มีความเหมาะสมที่จะวาดภาพ" และผู้อำนวยการแนะนำว่า ความสามารถของเขาเหมาะกับด้านสถาปัตยกรรมมากกว่า[33] อย่างไรก็ดี เขาขาดเอกสารแสดงวิทยฐานะซึ่งต้องใช้เข้าสถาบันสถาปัตยกรรม ภายหลัง ฮิตเลอร์เขียนว่า
ภายในไม่กี่วัน ตัวฉันเองทราบแล้วว่าสักวันหนึ่งฉันจะกลายเป็นสถาปนิก แน่ใจได้ว่ามันจะเป็นเส้นทางที่ยากอย่างเหลือเชื่อ ด้วยการศึกษาซึ่งฉันเพิกเฉยโดยเจตนาที่เรอัลชูเลอนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ใครก็ไม่อาจเรียนต่อในโรงเรียนสถาปัตยกรรมของสถาบันได้โดยไม่เคยเข้าเรียนโรงเรียนการก่อสร้างที่โรงเรียนอาชีวะ และการเข้าเรียนในโรงเรียนอาชีวะนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีวุฒิการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเสียก่อน ฉันไม่มีสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น การบรรลุความฝันด้านศิลปะของฉันดูจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย [34]
วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1907 มารดาของฮิตเลอร์เสียชีวิตด้วยมะเร็งเต้านมเมื่อมีอายุได้ 47 ปี เขาทำงานเป็นศิลปินวาดภาพในเวียนนา ก่อนกลายมาเป็นจิตรกรขายภาพวาดสีน้ำมัน หลังถูกปฏิเสธเป็นครั้งที่สองโดยสถาบันศิลปะ ฮิตเลอร์ก็หมดเงิน ใน ค.ศ. 1909 เขาอาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์คนไร้บ้าน และภายใน ค.ศ. 1910 เขาได้ย้ายเข้าไปอาศัยในหอพักเมลเดมันน์สตราเซอ (Meldemannstraße) สำหรับกรรมกรหนุ่มยากจน[35]
ฮิตเลอร์ระบุว่าเขากลายมาต่อต้านชาวยิวครั้งแรกในเวียนนา[34] ที่ซึ่งมีชุมชนชาวยิวขนาดใหญ่อยู่ที่นั่น รวมทั้งยิวออร์โธด็อกซ์ ผู้ซึ่งหลบหนีโพกรมในรัสเซีย
มีคนยิวน้อยในลินซ์ ห้วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขาเปลี่ยนไปจนเป็นชาวยุโรป และสวมรอยเหมือนมนุษย์ อันที่จริง แม้แต่ฉันยังมองว่าเป็นชาวเยอรมัน ความไร้สาระของความคิดนี้ไม่ได้ทำให้ฉันฉุกคิด เพราะฉันไม่เห็นลักษณะเด่นอื่นใดนอกจากศาสนาแปลก ๆ ข้อเท็จจริงที่ว่า เขา ตามที่ฉันเชื่อ ถูกข่มเหงด้วยเรื่องนี้ บางครั้งเกือบเปลี่ยนความรังเกียจของฉันที่เห็นไม่น่าพอใจที่มีต่อพวกเขาเป็นความหวาดกลัว กระทั่งตอนนี้ฉันไม่ได้สงสัยมากถึงการมีอยู่ของการเป็นปรปักษ์ต่อชาวยิวอย่างเป็นระบบ แล้วฉันมายังเวียนนา[36]
ครั้งหนึ่ง เมื่อผมเดินผ่านตัวเมืองชั้นใน ทันใดนั้นฉันเจอบุคคลประหลาดในชุดคาฟตานยาวและปอยผมสีดำ ความคิดแรกของผมคือ นี่เป็นชาวยิวหรือเปล่า แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้มีรูปลักษณ์อย่างนี้ในลินซ์ ฉันสังเกตชายคนนี้อย่างระมัดระวัง แต่ยิ่งฉันจ้องใบหน้าต่างชาตินี้นานเท่านั้น พิจารณาทีละลักษณะแล้ว คำถามแบบใหม่ยิ่งก่อตัวขึ้นในสมองของฉันว่า นี่เป็นชาวเยอรมันหรือเปล่า[37]
บันทึกของฮิตเลอร์ถูกตั้งคำถามโดยเพื่อนวัยเด็กของเขา อูกุสท์ คูบีเซค (August Kubizek) ซึ่งเสนอว่าฮิตเลอร์ "ยืนยันว่าต่อต้านยิว" มาก่อนเขาออกจากลินซ์มาเวียนนาแล้ว บริจิต ฮามันน์ (Brigitte Hamann) ทักท้วงการอธิบายของคูบีเซค โดยเขียนว่า "ในบรรดาพยานคนแรก ๆ ผู้สามารถเชื่อถือได้อย่างจริงจัง มีเพียงคูบีเซคคนเดียวที่บรรยายฮิตเลอร์วัยหนุ่มว่าต่อต้านชาวยิว และชัดเจนในประเด็นนนี้ว่าเขาไม่น่าไว้ใจ"[38] หากฮิตเลอร์ต่อต้านชาวยิวแม้ก่อนย้ายมาอยู่อาศัยในเวียนนาจริง เขาก็ไม่ได้แสดงออกมาตามทัศนะของเขาเลย เขาเป็นแขกรับเชิญไปทานอาหารเย็นในบ้านชาวยิวที่มั่งคั่ง เขามีปฏิสัมพันธ์ดีกับพ่อค้ายิว และขายงานเขียนให้เกือบเฉพาะกับผู้ค้ายิว[39][40]
ในเวลาที่ฮิตเลอร์อาศัยอยู่ที่นั่น เวียนนาเป็นแหล่งเพาะอคติทางศาสนาดั้งเดิมและการเหยียดเชื้อชาติสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 ความกลัวว่าจะถูกล่วงล้ำโดยผู้อพยพจากทางตะวันออกแพร่ไปเป็นวงกว้าง และนายกเทศมนตรีคนนิยม คาร์ล ลือแกร์ ถนัดในการฉวยใช้วาทศิลป์ต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรงเพื่อผลทางการเมือง การต่อต้านชาวยิวรวมเชื้อชาติเยอรมัน (pangermanic ethnic antisemitism) ของเกออร์ก เชอเนเรอร์มีการติดตามและฐานแข็งแกร่งในอำเภอมาเรียฮิลฟ์ (Mariahilf) ซึ่งฮิตเลอร์อยู่[41] หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เช่น ดอยท์เชส โฟลก์สบลัทท์ (Deutsches Volksblatt) ที่ฮิตเลอร์อ่าน กระพืออคติ เช่นเดียวกับงานเขียนของรูดอลฟ์ แวร์บา (Rudolf Vrba) ซึ่งเล่นข่าวความกลัวของคริสต์ศาสนิกชนว่าจะถูกจมโดยการไหลบ่าเข้ามาของชาวยิวจากทางตะวันออก เป็นปรปักษ์ต่อสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็น "ความกลัวเยอรมัน" ของคาทอลิก เขาจึงยกย่องมาร์ติน ลูเทอร์อย่างสูง[42] งานเขียนต่อต้านชาวยิวอันเป็นรากฐานของลูเทอร์มีบทบาทสำคัญในการโฆษณาชวนเชื่อนาซีภายหลัง[43]
ฮิตเลอร์ได้รับมรดกส่วนสุดท้ายจากบิดาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1913 และย้ายไปมิวนิก เขาเขียนในไมน์คัมพฟ์ว่า เขาเฝ้ารอวันที่จะได้อาศัยอยู่ในนครเยอรมัน "ที่แท้จริง" มาโดยตลอด ในมิวนิก เขายิ่งรู้สึกสนใจในสถาปัตยกรรมมากขึ้นไปอีกและศึกษางานเขียนของฮิวสตัน สจวร์ต แชมเบอร์เลน ผู้ซึ่ง อีกทศวรรษให้หลัง กลายเป็นบุคคลแรกในระดับชาติ และแม้กระทั่งระดับนานาชาติ ที่มีกิตติศัพท์ว่าประกาศสนับสนุนฮิตเลอร์และขบวนการนาซี[44] ฮิตเลอร์ยังอาจเดินทางออกจากเวียนนาเพื่อเลี่ยงการถูกเกณฑ์เข้าสู่กองทัพออสเตรีย เขาไม่เต็มใจรับใช้รัฐฮับสบูร์กและถูกรังเกียจโดยอะไรที่เขารับรู้ว่าเป็นส่วนผสมของ "เชื้อชาติ" ในกองทัพออสเตรีย[45] หลังการทดสอบกายภาพเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1914 เขาถูกถือว่าสุขภาพไม่สมบูรณ์แก่การรับราชการและกลับไปมิวนิก[46] เมื่อเยอรมนีเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 เขาประสบความสำเร็จในการถวายฎีกาต่อพระเจ้าลุดวิกที่ 3 แห่งบาวาเรียขอพระบรมราชานุญาตให้รับราชการในกรมทหารบาวาเรีย[47]
[แก้] สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ฮิตเลอร์รับราชการเป็นพลนำสารบนแนวรบด้านตะวันตกในฝรั่งเศสและเบลเยียมในกรมทหารกองหนุนบาวาเรียที่ 16 เขาเข้าร่วมรบในหลายยุทธการสำคัญ ทั้งยุทธการอีปราครั้งที่หนึ่ง ยุทธการแม่น้ำซอม ยุทธการอารัส และยุทธการพาซันดาลา[48]
ฮิตเลอร์ได้รับเชิดชูเกียรติสำหรับความกล้าหาญ ได้รับเหรียญกางเขนเหล็กชั้นที่สอง ใน ค.ศ. 1914 และกางเขนเหล็กชั้นที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1918[49] โดยได้รับการเสนอชื่อโดย ฮูโก กุทมันน์ รางวัลซึ่งน้อยครั้งที่จะมอบให้แก่ทหารชั้นผู้น้อยเช่นพลทหารอย่างเขา ตำแหน่งของฮิตเลอร์ที่กองบัญชาการกรม ทำให้เขามีปฏิสัมพันธ์บ่อยครั้งกับนายทหารอาวุโส อาจช่วยให้เขาได้รับเครื่องอิสริยภรณ์นี้[50] อย่างไรก็ดี เสนาธิการประจำกรมคิดว่าฮิตเลอร์ขาดทักษะความเป็นผู้นำ และเขาจึงไม่เคยได้รับการเลื่อนยศ เขายังได้รับเข็มกลัดผู้บาดเจ็บเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1918[51]
ระหว่างรับราชการที่กองบัญชาการประจำกรม ฮิตเลอร์ยังสร้างสรรค์งานศิลปะของตนต่อไป โดยวาดการ์ตูนและคำชี้แจงแก่หนังสือพิมพ์กองทัพ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1916 เขาได้รับบาดเจ็บที่บริเวณขาหนีบ[52] หรือต้นขาซ้ายเมื่อกระสุนปืนใหญ่ระเบิดในหลุมของพลนำสารระหว่างยุทธการแม่น้ำซอม[53] ฮิตเลอร์ใช้เวลาเกือบสองเดือนในโรงพยาบาลกาชาดที่บีลิทซ์ เขากลับมายังกรมของเขาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1917[54] วันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1918 ฮิตเลอร์ตาบอดชั่วคราวจากการโจมตีด้วยแก๊สมัสตาร์ด[55] มีการเสนอว่าการตาบอดของเขาอาจเป็นอาการทางประสาทที่เกิดขึ้นเพาะความช็อกที่ความสำเร็จในสงครามของเยอรมนีพลิกผันอย่างรวดเร็ว[56] เขาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในพาเซอวัลก์
ฮิตเลอร์รู้สึกขมขื่นต่อความพยายามของสงครามที่พังทลายลง ระหว่างช่วงนี้เองที่การพัฒนาอุดมการณ์ของเขาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างอย่างมั่นคง[57] เขาอธิบายสงครามว่าเป็น "ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดเหนืออื่นใด" และได้รับการยกย่องจากนายทหารผู้บังคับบัญชาสำหรับความกล้าหาญของเขา[58] ประสบการณ์นี้ส่งผลให้ฮิตเลอร์เป็นผู้รักชาติเยอรมันอย่างหลงใหล และรู้สึกช็อกเมื่อเยอรมนียอมจำนนในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918[59] เช่นเดียวกับพวกชาตินิยมเยอรมันอื่นทั้งหลาย เขาเชื่อในแนวคิดการลอบแทงข้างหลัง ซึ่งอ้างว่ากองทัพ "ไม่ได้พ่ายในสมรภูมิ" ได้ถูก "แทงข้างหลัง" โดยผู้นำพลเรือนและพวกลัทธิมากซ์จากแนวหลัง นักการเมืองเหล่านี้ภายหลังถูกขนานนามว่า "อาชญากรพฤศจิกายน"[60]
สนธิสัญญาแวร์ซายกำหนดให้เยอรมนีต้องสละดินแดนหลายแห่งและให้ไรน์แลนด์ปลอดทหาร สนธิสัญญากำหนดการลงโทษทางเศรษฐกิจและเรียกเก็บค่าปฏิกรรมจากประเทศ ชาวเยอรมันจำนวนมากเข้าใจว่าสนธิสัญญานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 231 ซึ่งประกาศให้เยอรมนีรับผิดชอบต่อสงคราม เป็นการทำให้อัปยศ[61] สภาพทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในเยอรมนีได้รับผลกระทบจากสงครามและสนธิสัญญาแวร์ซายภายหลังถูกใช้ประโยชน์จากฮิตเลอร์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง[62]
[แก้] เข้าสู่การเมือง
[แก้] สมาชิกพรรคกรรมกร
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุ ฮิตเลอร์ยังรับราชการอยู่ในกองทัพและกลับมายังมิวนิก[63] ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1919 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นแวร์บินดุงสมันน์ (เจ้าหน้าที่การข่าว) แห่งเอาฟ์แคลรุงส์คอมมันโด (คอมมานโดลาดตระเวน) ของไรช์สเวร์ ซึ่งทั้งมีอิทธิพลต่อทหารอื่นและเพื่อแทรกซึมพรรคกรรมกรเยอรมัน (DAP) ระหว่างที่เขาศึกษากิจกรรมของพรรค DAP ฮิตเลอร์กลายมาประทับใจกับการต่อต้านยิว ชาตินิยม ต่อต้านทุนนิยม และต่อต้านมากซิสต์ของอันตอน เดร็กซ์แลร์ ผู้ก่อตั้งพรรค[64] เดร็กซ์แลร์สนับสนุนรัฐบาลที่มีศักยะแข็งขัน สังคมนิยมรุ่นที่ "ไม่ใช่ยิว" และความสามัคคีท่ามกลางสมาชิกทั้งหมดของสังคม ด้วยประทับใจกับทักษะวาทศิลป์ของฮิตเลอร์ เดร็กซ์แลร์จึงเชิญเขาเข้าร่วม DAP ฮิตเลอร์ยอมรับเมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1919[65] เป็นสมาชิกคนที่ 55 ของพรรค[66]
ที่ DAP ฮิตเลอร์พบดีทริช เอคคาร์ท หนึ่งในสมาชิกคนแรก ๆ ของพรรคและสมาชิกของลัทธิทูเลอโซไซตี[67] เอคคาร์ทได้กลายมาเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ฮิตเลอร์ แลกเปลี่ยนความคิดกับเขา และแนะนำเขาให้รู้จักกับบุคคลในสังคมมิวนิกอย่างกว้างขวาง[68] ฮิตเลอร์ขอบคุณเอคคาร์ทโดยแสดงความชื่นชมเขาในไมน์คัมพฟ์ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง ในการเพิ่มความน่าดึงดูดของพรรค ทางพรรคได้เปลี่ยนชื่อเป็น "นาซิโยนนัลโซซีอัลลิสทีเชอ ดอยท์เชอ อาร์ไบแทร์พาร์ไท" หรือ พรรคสังคมนิยมกรรมกรแห่งชาติเยอรมัน (ย่อเป็น NSDAP)[69] ฮิตเลอร์ออกแบบธงของพรรคเป็นสวัสดิกะในวงกลมสีขาวบนพื้นหลังสีแดง[70]
หลังถูกปลดประจำการในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1920 ฮิตเลอร์เริ่มทำงานเต็มเวลาให้แก่พรรค ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1921 ฮิตเลอร์ ซึ่งสามารถปราศรัยต่อผู้ฟังจำนวนมากได้เป็นผลดีแล้ว ปราศรัยแก่ฝูงชนมากกว่าหกพันคนในมิวนิก[71] ในการประกาศเผยแพร่การชุมนุมดังกล่าว ผู้สนับสนุนพรรคสองคันรถบรรทุกขับไปรอบเมืองและโบกธงสวัสดิกะและโยนใบปลิว ไม่นานฮิตเลอร์ได้รับชื่อเสียงในทางไม่ดีจากความเอะอะโวยวายและการปราศรัยโจมตีสนธิสัญญาแวร์ซาย นักการเมืองคู่แข่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกมากซิสต์และยิว[72] ขณะนั้น NSCAP มีศูนย์กลางอยู่ในมิวนิก แหล่งเพาะหลักของลัทธิชาตินิยมเยอรมันต่อต้านรัฐบาลซึ่งตั้งใจบดขยี้ลัทธิมากซ์และบ่อนทำลายสาธารณรัฐไวมาร์[73]
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1921 ระหว่างที่ฮิตเลอร์และเอคคาร์ทกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไประดมทุนยังเบอร์ลิน ได้เกิดการจลาจลขึ้นภายในพรรค DAP ในมิวนิก สมาชิกคณะกรรมการบริหารพรรค DAP ซึ่งบางคนมองว่าฮิตเลอร์ยโสเกินไป ต้องการผนวกรวมกับพรรคสังคมนิยมเยอรมัน (DSP) คู่แข่ง[74] ฮิตเลอร์เดินทางกลับมิวนิกเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1921 และยื่นใบลาออกจากพรรคด้วยความโกรธ สมาชิกกรรมการตระหนักว่าการลาออกของเขาจะหมายถึงจุดจบของพรรค[75] ฮิตเลอร์ประกาศจะกลับเข้าพรรคอีกครั้งเมื่อเขาเป็นหัวหน้าพรรคแทนเดร็กซ์แลร์ และที่ทำการพรรคจะยังอยู่ในมิวนิกต่อไป[76] คณะกรรมการตกลง เขาเข้าร่วมพรรคอีกครั้งเป็นสมาชิกคนที่ 3,680 เขายังเผชิญกับการคัดค้านภายในพรรคบ้าง แฮร์มันน์ เอสแซร์และพันธมิตรของเขาพิมพ์แผ่นพับ 3,000 แผ่นโจมตีฮิตเลอร์ว่าเป็นผู้ทรยศพรรค[76] ไม่กี่วันให้หลัง ฮิตเลอร์กล่าวแก้ต่างและได้รับเสียงปรบมือดังสนั่น ยุทธศาสตร์ของเขาพิสูจน์แล้วว่าประสบผล ที่การประชุมใหญ่สมาชิกพรรค DAP เขาได้รับอำนาจเต็มในฐานะหัวหน้าพรรค โดยได้รับเสียงคัดค้านเพียงเสียงเดียว[77] ฮิตเลอร์ยังได้รับการชดใช้จากคดีหมิ่นประมาทกับหนังสือพิมพ์สังคมนิยม มึนเชแนร์ โพสต์ ซึ่งตั้งคำถามถึงวิถีชีวิตและรายได้ของเขา[78]
สุนทรพจน์โรงเบียร์ของฮิตเลอร์ กล่าวโจมตียิว สังคมประชาธิปไตย เสรีนิยม กษัตริย์นิยมฝ่ายขวา พวกทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ เริ่มดึงดูดกลุ่มผู้สนับสนุนขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ติดตามตั้งแต่ช่วงแรก ๆ รวมไปถึง รูดอล์ฟ เฮสส์ อดีตนักบินกองทัพอากาศ แฮร์มันน์ เกอริง และร้อยเอกกองทัพบก แอร์นสก์ โรห์ม ผู้ซึ่งต่อมาเป็นหัวหน้าขององค์การกำลังกึ่งทหารของนาซี เอสเอ (สทูร์มับไทลุง หรือ "กองพลพายุ") ซึ่งคอยรักษาความปลอดภัยให้แก่การชุมนุมและโจมตีคู่แข่งทางการเมือง เช่นเดียวกัน ฮิตเลอร์ยังได้รับกลุ่มอิสระเข้าเป็นสมาชิก อย่างเช่น ดอยท์เชอ แวร์คเกเมอินชัฟท์ ซึ่งตั้งอยู่ในเนือร์นแบร์ก นำโดยจูลิอุส สไทรแชร์ ผู้ซึ่งได้กลายมาเป็นเกาไลแตร์แห่งฟรังโคเนีย ฮิตเลอร์ยังได้ดึงดูดความสนใจของกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจท้องถิ่น ได้รับการยอมรับเข้าเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลในสังคมมิวนิก และทำความรู้จักกับนายทหารสงครามโลก พลเอกเอริค ลูเดนดอร์ฟฟ์ ระหว่างช่วงเวลานี้
สุนทรพจน์โรงเบียร์อันเผ็ดร้อนของฮิตเลอร์เริ่มดึงดูดผู้ฟังประจำ ผู้ติดตามคนแรก ๆ มีรูดอล์ฟ เฮสส์, อดีตนักบินกองทัพอากาศ แฮร์มันน์ เกอริง และร้อยเอกกองทัพบก แอร์นสก์ โรห์ม ซึ่งคนหลังนี้กลายมาเป็นหัวหน้าองค์การกำลังกึ่งทหารของนาซี สทุร์มับไทลุง (SA, "กองพลวายุ") ซึ่งคอยคุ้มครองการประชุมและโจมตีคู่แข่งการเมืองอยู่บ่อยครั้ง อิทธิพลสำคัญต่อการคิดของเขาในช่วงนี้คือ เอาฟเบา เวไรนีกุง[79] กลุ่มสมคบคิดอันประกอบด้วยกลุ่มพวกรัสเซียขาวเนรเทศและพวกชาติสังคมนิยมช่วงแรก ๆ กลุ่มดังกล่าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากกองทุนที่มาจากนักอุตสาหกรรมอันมั่งคั่งอย่างเฮนรี ฟอร์ด แนะนำเขาสู่แนวคิดของการสมคบคิดยิว โดยเชื่อมโยงการเงินระหว่างประเทศกับบอลเชวิค[80]
[แก้] กบฏโรงเบียร์
ฮิตเลอร์ขอความช่วยเหลือจากพลเอกสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อีริช ลูเดนดอร์ฟฟ์ สำหรับพยายามก่อรัฐประหารที่เรียกว่า "กบฏโรงเบียร์" พรรคนาซีได้ใช้ลัทธิฟาสซิสต์อิตาลีเป็นแบบสำหรับลักษณะภายนอกและนโยบาย และใน ค.ศ. 1923 ฮิตเลอร์ต้องการเลียนแบบ "การสวนสนามแห่งโรม" ของเบนิโต มุสโสลินี โดยจัด "การรณรงค์ในเบอร์ลิน" ของเขาเอง ฮิตเลอร์และลูเดนดอร์ฟฟ์เสาะหาการสนับสนุนจากสทาทส์คอมมิสซาร์ (ผู้ตรวจการรัฐ) กุสทัฟ ฟอน คาฮร์ ผู้ปกครองโดยพฤตินัยของรัฐบาวาเรีย อย่างไรก็ดี คาฮร์ และหัวหน้าตำรวจ ฮันส์ ริทแทร์ ฟอน ไซส์แซร์ และพลเอกไรช์สเวร์ ออทโท ฟอน ลอสซอ ต้องการประดิษฐานเผด็จการชาตินิยมโดยปราศจากฮิตเลอร์[81]
ฮิตเลอร์ต้องการฉวยโอกาสสำคัญเพื่อการปลุกปั่นและการสนับสนุนของประชาชนอย่างได้ผล[82] วันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1923 เขาและ SA โจมตีการประชุมสาธารณะที่มีผู้เข้าร่วม 3,000 คน ซึ่งจัดโดยคาฮร์ในเบือร์แกร์บรอยเคลแลร์ โรงเบียร์ขนาดใหญ่ในมิวนิก ฮิตเลอร์ขัดจังหวะปราศรัยของคาฮร์และประกาศว่าการปฏิวัติแห่งชาติเริ่มต้นขึ้น ประกาศจัดตั้งรัฐบาลใหม่กับลูเดนดอร์ฟฟ์[83] โดยชักปืนพกออกมา ฮิตเลอร์ต้องการและได้รับการสนับสนุนจากคาฮร์ ไซส์แซร์และลอสซอ[83] กองกำลังของฮิตเลอร์ประสบความสำเร็จช่วงแรกในการยึดไรช์สเวร์และกองบังคับการตำรวจท้องถิ่น อย่างไรก็ดี ไม่มีกองทัพหรือตำรวจรัฐเข้าร่วมกับกองกำลังของเขา[84] คาฮร์และเพื่อนของเขารีบถอนการสนับสนุนของตนและหนีไปเข้ากับฝ่ายต่อต้านฮิตเลอร์[85] วันรุ่งขึ้น ฮิตเลอร์และผู้ติดตามเดินขบวนจากโรงเบียร์ไปยังกระทรวงสงครามเพื่อล้มรัฐบาลบาวาเรียระหว่าง "การสวนสนามแห่งเบอร์ลิน" แต่ตำรวจสลายการชุมนุม[86] สมาชิก NSDAP สิบหกคนและเจ้าหน้าที่ตำรวจสี่นายถูกสังหารไปในรัฐประหารที่ล้มเหลว[87]
ฮิตเลอร์หลบหนีไปยังบ้านของแอร์นสท์ ฮันฟ์สทาเองล์ และหลักฐานบางชิ้นชี้ว่าเขาพยายามทำอัตวินิบาตกรรม[88] เขารู้สึกหดหู่แต่สงบลงเมื่อเขาถูกจับกุมในวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1923 ด้วยข้อหากบฏ[89] การพิจารณาคดีของเขาเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1924 ต่อหน้าศาลประชาชนพิเศษในมิวนิก[90] และอัลเฟรด โรเซนแบร์กเป็นผู้นำชั่วคราวของ NSDAP แทน วันที่ 1 เมษายน ฮิตเลอร์ถูกตัดสินจำคุกห้าปีในเรือนจำลันด์สแบร์ก[91] เขาได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นมิตรจากผู้คุมและจดหมายจำนวนมากจากผู้สนับสนุน ศาลสูงสุดบาวาเรียได้อภัยโทษและเขาถูกปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1924 โดยขัดต่อการทัดทานของอัยการรัฐ[92] ซึ่งหากรวมเวลาระหว่างคุมขังรอการพิจารณาคดีแล้ว ฮิตเลอร์ได้รับโทษในเรือนจำทั้งสิ้นเกินหนึ่งปีเล็กน้อยเท่านั้น[93]
ขณะถูกจองจำอยู่ที่เรือนจำลันด์สแบร์ก เขาได้อุทิศไมน์คัมพฟ์ ("การต่อสู้ของข้าพเจ้า" เดิมชื่อ "สี่ปีครึ่งกับการต่อสู้กับคำโกหก ความเขลาและความขลาด") ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก ให้แก่ผู้ช่วยของเขา รูดอล์ฟ เฮสส์[93] ไมน์ คัมพฟ์ ซึ่งอุทิศให้กับสมาชิกทูเลอโซไซตี ดีทริช เอคคาร์ท เป็นทั้งอัตชีวประวัติและการแถลงอุดมการณ์ของเขา ไมน์คัมพฟ์ได้รับอิทธิพลจากหนังสือ The Passing of the Great Race โดยเมดิสัน แกรนท์ ซึ่งฮิตเลอร์เรียกว่า "ไบเบิลของฉัน"[94] ไมน์คัมพฟ์ได้รับการตีพิมพ์สองครั้งใน ค.ศ. 1925 และ 1926 ขายได้ประมาณ 228,000 เล่มระหว่าง ค.ศ. 1925 และ 1932 ใน ค.ศ. 1933 ซึ่งเป็นปีที่ฮิตเลอร์เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขายได้หนึ่งล้านเล่ม[95] หนังสือเล่มนี้เผยแผนการของฮิตเลอร์ในการสร้างเยอรมนีให้เป็นสังคมใหม่ที่ตั้งอยู่บนเชื้อชาติ รวมทั้งพันธุฆาต[96]
[แก้] การสร้างพรรคใหม่
เมื่อฮิตเลอร์ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำนั้น การเมืองในเยอรมนีได้สงบลงและเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ซึ่งจำกัดโอกาสของฮิตเลอร์ในการปลุกระดมทางการเมือง ผลของกบฏโรงเบียร์ที่ล้มเหลว ทำให้ NSDAP และองค์การสืบเนื่องถูกกฎหมายห้ามในรัฐบาวาเรีย ในการประชุมกับนายกรัฐมนตรีแห่งบาวาเรีย ไฮน์ริช เฮลด์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1925 ฮิตเลอร์ตกลงที่จะเคารพอำนาจโดยชอบของรัฐ และเขาจะมุ่งแสวงหาอำนาจทางการเมืองเฉพาะผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตยเท่านั้น การประชุมดังกล่าวนำไปสู่การยกเลิกการห้าม NSDAP[97] อย่างไรก็ดี ฮิตเลอร์ยังถูกห้ามมิให้ปราศรัยต่อสาธารณชน[98] ซึ่งยังมีผลไปจนถึง ค.ศ. 1927[99] ในการรุกหน้าความทะเยอทะยานทางการเมืองแม้จะมีการสั่งห้ามนี้ ฮิตเลอร์แต่งตั้งเกรกอร์ สทรัสเซอ, ออทโท สทรัสเซอ และโยเซฟ เกิบเบิลส์ให้จัดการและขยาย NSDAP ทางตอนเหนือของเยอรมนี ด้วยความเป็นผู้จัดที่ยอดเยี่ยม เกรกอร์ สทรัสเซอได้เดินหน้าวิถีการเมืองที่เป็นอิสระมากขึ้น โดยเน้นองค์ประกอบของสังคมนิยมในโครงการพรรค[100]
ฮิตเลอร์ปกครอง NSDAP โดยอัตโนมัติโดยอ้างฟือแรร์พรินซิพ ("หลักการผู้นำ") ตำแหน่งภายในพรรคไม่ถูกกำหนดโดยการเลือกตั้ง แต่จะถูกบรรจุผ่านการแต่งตั้งโดยผู้มีตำแหน่งสูงกว่า ซึ่งต้องการการเชื่อฟังโดยไม่มีการตั้งคำถามต่อประสงค์ของผู้นำ[101]
ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาตกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1929 ผลกระทบในเยอรมนีนั้นเลวร้ายมาก หลายล้านคนตกงานและธนาคารหลักหลายแห่งต้องปิดกิจการ ฮิตเลอร์และ NSDAP เตรียมฉวยโอกาสจากเหตุฉุกเฉินเพื่อเรียกเสียงสนับสนุนแก่พรรค พวกเขาสัญญาว่าจะบอกเลิกสนธิสัญญาแวร์ซาย เสริมสร้างเศรษฐกิจและจัดหางาน[102]
[แก้] การก้าวขึ้นสู่อำนาจ
[แก้] รัฐบาลบรือนิง
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในเยอรมนีใน ค.ศ. 1930 เป็นโอกาสทางการเมืองแก่ฮิตเลอร์ เยอรมนีลังเลต่อสาธารณรัฐรัฐสภา ซึ่งเผชิญกับปัญหาคุกคามสำคัญจากทั้งพวกสุดโต่งฝ่ายขวาและซ้าย พรรคการเมืองสายกลางค่อยไม่สามารถหยุดยั้งกระแสแห่งลัทธิสุดโต่งมากขึ้นทุกที และการลงประชามติเยอรมนี ค.ศ. 1929 ช่วยยกระดับอุดมการณ์นาซี[103] การเลือกตั้งเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1930 ส่งผลให้รัฐบาลผสมชุดใหญ่แตกหักและแทนที่โดยคณะรัฐมนตรีข้างน้อย ผู้นำ นายกรัฐมนตรีไฮน์ริช บือนิงแห่งพรรคกลาง ปกครองโดยกฤษฎีกาฉุกเฉินจากประธานาธิบดี พอล ฟอน ฮินเดนบูร์ก การปกครองโดยกฤษฎีกาจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่และปูทางแก่รัฐบาลแบบอำนาจนิยม[104] NSDAP เติบโตจากพรรคที่ไม่มีใครรู้จักและได้คะแนนเสียง 18.3% และ 107 ที่นั่งในรัฐสภาในการเลือกตั้ง ค.ศ. 1930 กลายมาเป็นพรรคใหญ่ที่สุดอันดับสองในสภา[105]
ฮิตเลอร์ปรากฏกายครั้งสำคัญที่การพิจารณาคดีของนายทหารไรช์สเวร์สองนาย ร้อยตรีริชาร์ด เชรินแกร์และฮันส์ ลูดิน ในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1930 ทั้งสองถูกตั้งข้อหาเป็นสมาชิก NSDAP ซึ่งขณะนั้น กฎหมายไม่อนุญาตให้กำลังพลไรช์สเวร์เป็นสมาชิก[106] อัยการให้เหตุผลว่า NSDAP เป็นพรรคสุดโต่ง ทำให้ทนายฝ่ายจำเลย ฮันส์ ฟรังค์เรียกฮิตเลอร์มาให้การเป็นพยานในศาล[107] ระหว่างการให้การเมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1930 ฮิตเลอร์ว่า พรรคของเขาจะแสวงหาอำนาจทางการเมืองเฉพาะผ่านการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น[108] การให้การของฮิตเลอร์ทำให้เขาได้รับการสนับสนุนมากในหมู่นายทหารในกองทัพ[109]
มาตรการรัดเข็มขัดของบรือนิงทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพียงเล็กน้อยและไม่ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง[110] ฮิตเลอร์ฉวยความอ่อนแอนี้โดยส่งข้อความทางการเมืองของเขาเจาะจงไปยังภาคส่วนของประชากรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920 และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่นั้น เช่น ชาวนา ทหารผ่านศึก และชนชั้นกลาง[111]
ฮิตเลอร์ประกาศสละความสัญชาติออสเตรียของเขาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1925 แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้สัญชาติเยอรมัน เป็นเวลาเกือบเจ็ดปีที่ฮิตเลอร์ไร้สัญชาติ ไม่สามารถเข้าชิงตำแหน่งทางการเมืองได้ และเสี่ยงต่อการถูกเนรเทศ[112] วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1932 รัฐมนตรีมหาดไทยแห่งบรุนสวิค ผู้ซึ่งเป็นสมาชิก NSDAP แต่งตั้งฮิตเลอร์เป็นผู้บริหารตัวแทนของรัฐในไรช์สรัทในเบอร์ลิน ทำให้ฮิตเลอร์เป็นพลเมืองบรุนสวิค[113] และเป็นพลเมืองเยอรมันด้วยเช่นกัน[114]
ค.ศ. 1932 ฮิตเลอร์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแข่งกับฟอน ฮินเดนบูร์ก เขาได้รับการสนับสนุนจากนักอุตสาหกรรมที่ทรงพลังที่สุดของเยอรมนีหลังสุนทรพจน์วันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1932 ต่อสภาอุตสาหกรรมในดึสเซลดอร์ฟ[115] อย่างไรก็ดี ฮินเดนบูร์กได้รับการสนับสนุนจากพรรคชาตินิยม กษัตริย์นิยม คาทอลิกและสาธารณรัฐนิยมหลายกลุ่ม ตลอดจนพวกสังคมประชาธิปไตย ฮิตเลอร์ใช้คำขวัญระหว่างหาเสียงว่า "ฮิตเลอร์อือแบร์ดอยท์ชลันด์" (ฮิตเลอร์เหนือเยอรมนี) โดยอ้างถึงทั้งความทะเยอทะยานทางการเมืองและการหาเสียงโดยใช้เครื่องบินของเขา[116] ฮิตเลอร์มาเป็นอันดับสองในการเลือกตั้งทั้งสองรอบ โดยได้เสียงมากกว่า 35% ในการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย แม้จะพ่ายต่อฮินเดนบูร์ก การเลือกตั้งครั้งนี้ได้ทำให้ฮิตเลอร์เป็นกำลังสำคัญในการเมืองเยอรมนี[117]
[แก้] การได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
การขาดรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพทำให้นักการเมืองทรงอิทธิพลสองคน ฟรันซ์ ฟอน พาเพน และอัลเฟรด ฮูเกนแบร์ก ตลอดจนนักอุตสาหกรรมและนักธุรกิจหลายคน เขียนถึงฮินเดนบูร์ก ผู้ลงนามกระตุ้นให้ฮินเดนบูร์กแต่งตั้งฮิตเลอร์เป็นหัวหน้ารัฐบาล "ซึ่งเป็นอิสระจากพรรคการเมืองในรัฐสภา" ซึ่งอาจแปรเปลี่ยนเป็นขบวนการซึ่งอาจ "สร้างความยินดีแก่ประชากรหลายล้านคน"[118][119]
ท้ายสุด ฮินเดนบูร์กตกลงแต่งตั้งฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไม่เต็มใจ หลังการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปอีกสองครั้ง ในเดือนกรกฎาคมและพฤศจิกายน ค.ศ. 1932 ซึ่งไม่ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ฮิตเลอร์จะเป็นหัวหน้ารัฐบาลผสมอายุสั้นจัดตั้งโดย NSDAP และพรรคของฮูเดนแบร์ก พรรคประชาชนแห่งชาติเยอรมัน (DNVP) วันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1933 คณะรัฐมนตรีชุดใหม่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งระหว่างพิธีการกระชับและเรียบง่ายในสำนักงานของฮินเดนบูร์ก NSDAP นั่งเก้าอี้สามจากสิบเอ็ดตำแหน่ง ฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรี แฮร์มันน์ เกอริงเป็นรัฐมนตรีลอย และวิลเฮล์ม ฟริคเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย[120]
[แก้] เหตุการณ์เพลิงไหม้ไรช์สทัก
ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฮิตเลอร์ดำเนินการต่อต้านความพยายามของคู่แข่ง NSDAP ในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เพราะการคุมเชิงทางการเมือง ฮิตเลอร์ขอประธานาธิบดีฮินเดนบูร์กให้ยุบสภาไรช์สทักอีกครั้งหนึ่ง และกำหนดการเลือกตั้งไว้ต้นเดือนมีนาคม วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 อาคารไรช์สทักถูกวางเพลิง เกอริงกล่าวโทษว่าเป็นแผนการของคอมมิวนิสต์ เพราะมารีนัส ฟาน เดอร์ ลูบเบ (Marinus van der Lubbe) ถูกพบตัวในอาคารที่เพลิงกำลังลุกโหมอยู่นั้น[121] ด้วยการกระตุ้นของฮิตเลอร์ ฮินเดนบูร์กตอบสนองโดยออกกฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรช์สทัก 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งยับยั้งสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมทั้งหมายสั่งให้ส่งตัวผู้ถูกคุมขังมาศาล (habeas corpus) กิจกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันถูกปราบปราม และสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ราว 4,000 คนถูกจับกุม[122] นักวิจัย รวมทั้งวิลเลียม แอล. ชิเรอร์ และอลัน บูลล็อก เห็นว่า NSDAP เองที่รับผิดชอบต่อการก่อไฟ[123][124]
นอกเหนือไปจากการรณรงค์ทางการเมืองแล้ว NSDAP ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงกึ่งทหารและการขยายการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ในวันเลือกตั้ง 6 มีนาคม ค.ศ. 1933 ส่วนแบ่งคะแนนเสียงของ NSDAP เพิ่มขึ้นเป็น 43.9% และพรรคได้รับที่นั่งมากที่สุดในรัฐสภา อย่างไรก็ดี พรรคของฮิตเลอร์ไม่สามารถครองเสียงข้างมากอย่างสมบูรณ์ได้ จำเป็นต้องร่วมรัฐบาลกับ DNVP อีกครั้งหนึ่ง[125]
[แก้] วันพอตสดัมและรัฐบัญญัติมอบอำนาจ
วันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1933 มีการตั้งไรช์สทักใหม่ขึ้นในพิธีเปิดที่โบสถ์แกริซันในพอตสดัม "วันพอตสดัม" นี้จัดขึ้นเพื่อแสดงความสามัคคีระหว่างขบวนการนาซีและชนชั้นสูงและทหารปรัสเซียเก่า ฮิตเลอร์ปรากฏกายในชุดพิธีการกลางวัน และทักทายประธานาธิบดีฟอน ฮินเดนบูร์กอย่างถ่อมตน[126][127]
ในการบรรลุการควบคุมทางการเมืองเต็มที่โดยไม่ต้องกุมเสียงข้างมากเด็ดขาดในรัฐสภา รัฐบาลของฮิตเลอร์นำแอร์แมคทิกุงสเกเซตซ์ (รัฐบัญญัติมอบอำนาจ) ขึ้นออกเสียงในไรช์สทักที่เพิ่งเลือกตั้งเข้ามาใหม่ ฝ่ายนิติบัญญัติมอบอำนาจนิติบัญญัติเต็มให้แก่คณะรัฐมนตรีของฮิตเลอร์เป็นเวลาสี่ปีและอนุญาตให้เบี่ยงเบนจากรัฐธรรมนูญ[128] เนื่องจากร่างรัฐบัญญัติต้องการเสียงข้างมากสองในสามจึงจะผ่าน กฎหมายดังกล่าวจึงต้องการการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ตำแหน่งของพรรคกลาง พรรคการเมืองใหญ่ที่สุดอันดับสามในไรช์สทัก ได้ปรากฏเป็นชี้ขาด โดยแลกเปลี่ยนกับการรับประกันด้วยปากของฮิตเลอร์ว่าประธานาธิบดีฟอน ฮินเดนแบร์กจะยังคงอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย[129] และภายใต้การนำของลุดวิก คาส พรรคกลางสนับสนุนรัฐบัญญัติมอบอำนาจ
วันที่ 23 มีนาคม ไรช์สทักประชุมกันในอาคารสำรองภายใต้สถานการณ์ปั่นป่วน กลุ่มเอสเอรับหน้าที่รักษาความปลอดภัยในอาคาร ขณะที่กลุ่มใหญ่ด้านนอกคัดค้านกฎหมายที่เสนอตะโกนคำขวัญและคุกคามต่อสมาชิกรัฐสภาที่กำลังมาถึง[130] เมื่อวันนั้นสิ้นสุด ทุกพรรคยกเว้นพรรคสังคมประชาธิปไตยออกเสียงสนับสนุนร่างรัฐบัญญัติ พรรคคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกับพวกสังคมประชาธิปไตยหลายคน ถูกห้ามมิให้เข้าร่วมการออกเสียง รัฐบัญญัติมอบอำนาจ ร่วมกับกฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรช์สทัก เปลี่ยนรัฐบาลของฮิตเลอร์เป็นเผด็จการโดยพฤตินัย[129]
[แก้] การปลดวิสัยที่เหลือ
หลังมีอำนาจควบคุมเต็มที่เหนืออำนาจนิติบัญญัติและบริหาร ฮิตเลอร์และพันธมิตรทางการเมืองของเขาเริ่มการปราบปรามอย่างเป็นระบบต่อคู่แข่งการเมืองที่เหลือ หลังยุบพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคสังคมประชาธิปไตยก็ได้ถูกห้ามและทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึด[131] ขณะที่ตัวแทนสหภาพแรงงานจำนวนมากอยู่ในกรุงเบอร์ลินเพื่อร่วมกิจกรรมวันแรงงาน พลรบวายุของเอสเอได้ทำลายสำนักงานสหภาพแรงงานทั่วประเทศ วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1933 สหภาพแรงงานทั้งหมดถูกบีบให้ยุบและผู้นำถูกจับกุม บางคนถูกส่งไปยังค่ายกักกัน[132] องค์การสหภาพใหม่ถูกจัดตั้งขึ้น โดยเป็นตัวแทนของคนงาน นายจ้างและเจ้าของบริษัททุกคนเป็นกลุ่มเดียว สหภาพแรงงานใหม่นี้สะท้อนแนวคิดชาติสังคมนิยมในวิญญาณแห่ง "โฟล์คสเกไมน์ชัฟท์" (ประชาคมสำหรับชาวเยอรมันทุกคน) ของฮิตเลอร์[133]
วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1933 พรรคนาซีของฮิตเลอร์ได้รับประกาศว่าเป็นพรรคการเมืองถูกต้องตามกฎหมายเพียงพรรคเดียวในเยอรมนี[133] และด้วยความช่วยเหลือของเอสเอ ฮิตเลอร์กดดันให้ฮูเกนแบร์กลาออก[131] ข้อเรียกร้องของเอสเอให้มีอำนาจทางการเมืองและการทหารเพิ่มขึ้นสร้างความกังวลในบรรดาผู้นำทางทหาร อุตสาหกรรมและการเมือง ฮิตเลอร์สนองโดยกำจัดผู้นำเอสเอทั้งหมด ในเหตุการณ์ซึ่งรู้จักกันในชื่อ คืนแห่งมีดยาว ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มิถุนายนถึง 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1934[134] ฮิตเลอร์พุ่งเป้าไปยังแอร์นสท์ โรห์ม และศัตรูการเมืองอื่น (เช่น เกรกอร์ สทรัสเซอและอดีตนายกรัฐมนตรี คุร์ท ฟอน ชไลแชร์) โรห์มและผู้นำเอสเอคนอื่น เช่นเดียวกับศัตรูการเมืองของฮิตเลอร์จำนวนหนึ่ง ถูกล้อมจับ และยิงทิ้ง[135] ขณะที่ชาวเยอรมันบางคนตื่นตระหนกกับการฆาตกรรม หลายคนมองว่าฮิตเลอร์เป็นบุคคลผู้ฟื้นฟูความเป็นระเบียบเรียบร้อยคืนสู่ประเทศ[136]
วันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1934 ประธานาธิบดีฟอน ฮินเดนแบร์กถึงแก่อสัญกรรม โดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญไวมาร์ ซึ่งกำหนดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี คณะรัฐมนตรีของฮิตเลอร์ได้ออกกฎหมายหนึ่งวันก่อนหน้าโดยรวมตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดี ตำแหน่งประธานาธิบดีถูกยกเลิก และฮิตเลอร์กลายมาเป็นประมุขแห่งรัฐ มีชื่อทางการว่า ฟือแรร์อุนด์ไรช์สคันซแลร์ (ผู้นำและนายกรัฐมนตรี)[137] ในฐานะประมุขแห่งรัฐ ฮิตเลอร์ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด การมอบสัตย์ปฏิญาณของทหารและกะลาสีตามประเพณีถูกเปลี่ยนเป็นการยืนยันความภักดีโดยตรงต่อฮิตเลอร์มากกว่าตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุด[138] วันที่ 19 สิงหาคม การรวมตำแหน่งประธานาธิบดีกับนายกรัฐมนตรีได้รับการอนุมัติโดยการลงประชามติ ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุน 84.6% ของผู้ออกมาใช้สิทธิ[139][140]
ต้น ค.ศ. 1938 ฮิตเลอร์บีบให้รัฐมนตรีสงครามของเขา แวร์แนร์ ฟอน บลอมแบร์ก ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อสำนวนตำรวจพบว่า ภรรยาใหม่ของบลอมแบร์กเคยมีประวัติเป็นโสเภณี[141][142] ฮิตเลอร์ถอดผู้บัญชาการทหารบก พลเอกแวร์แนร์ ฟอน ฟริทช์ หลังชุทสทัฟเฟล (เอสเอส) สร้างข้อกล่าวหาว่าเขาได้มีส่วนในความสัมพันธ์เพศเดียวกัน[143] กรณีดังกล่าว ซึ่งรู้จักกันว่า กรณีอื้อฉาวบลอมแบร์ก-ฟริทช์ ทำให้กองทัพอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของฮิตเลอร์ ฮิตเลอร์แทนที่กระทรวงสงครามด้วยโอแบร์คอมมันโดแดร์เวฮร์มัคท์ (กองบัญชาการทหารสูงสุด, OKW) นำโดยพลเอกวิลเฮล์ม ไคเทล จนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1938 พลเอกอื่นอีกสิบสองคนถูกถอดจากตำแหน่ง[144]
หลังได้เสริมสร้างอำนาจการเมืองของเขาแล้ว ฮิตเลอร์ปราบปรามหรือกำจัดคู่แข่งของเขาด้วยกระบวนการชื่อ ไกลค์ชัลทุง ("จัดแถว") เขาพยายามหาการสนับสนุนจากสาธารณะเพิ่มเติมโดยสัญญาจะกลับผลของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและสนธิสัญญาแวร์ซาย
[แก้] จักรวรรดิไรช์ที่สาม
[แก้] เศรษฐกิจและวัฒนธรรม
ใน ค.ศ. 1935 ฮิตเลอร์แต่งตั้งฮจัลมาร์ ชัคท์ เป็นผู้มีอำนาจเต็มด้านเศรษฐกิจสงคราม ซึ่งรับผิดชอบด้านการเตรียมเศรษฐกิจเพื่อสงคราม การฟื้นฟูบูรณะและการติดอาวุธใหม่ได้รับจัดหาเงินทุนผ่านเมโฟบิล เงินที่พิมพ์ และการยึดทรัพย์สินของผู้ที่ถูกจับกุมในข้อหาปรปรักษ์ต่อรัฐ รวมทั้งยิว[145] การว่างงานลดลงอย่างมาก จากหกล้านคนใน ค.ศ. 1932 เหลือหนึ่งล้านคนใน ค.ศ. 1936[146] ฮิตเลอร์เป็นผู้ดูแลหนึ่งในโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคหนึ่งในครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เยอรมนี ซึ่งนำไปสู่การก่อสร้างเขื่อน ทางหลวง ทางรถไฟและงานสาธารณะอื่น ๆ ค่าจ้างลดลงเล็กน้อยในช่วงปีก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเทียบกับในสมัยไวมาร์ ขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 25%[147]
รัฐบาลฮิตเลอร์สนับสนุนสถาปัตยกรรมอย่างกว้างขวาง อัลแบร์ท สเพียร์ ผู้นำการตีความแบบคลาสสิกของฮิตเลอร์นำไปปรับกับวัฒนธรรมเยอรมัน ถูกกำหนดให้รับผิดชอบการปฏิสังขรณ์ทางสถาปัตยกรรมในเบอร์ลิน[148] ฮิตเลอร์เปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนในเบอร์ลิน
[แก้] การสร้างเสริมอาวุธและพันธมิตรใหม่
ในการประชุมกับผู้นำทางทหารของเยอรมนีเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 ฮิตเลอร์กล่าวถึง "การพิชิตเพื่อเลอเบนสเราม์ในทางตะวันออกและทำให้เป็นเยอรมันอย่างไร้ความปรานี" เป็นวัตถุประสงค์นโยบายต่างประเทศสูงสุดของเขา[149] ในเดือนมีนาคม เจ้าชายแบร์นาร์ด วิลเฮล์ม ฟอน บือโลว์ เลขานุการเอาสวแวร์ทีเกส อัมท์ (กระทรวงการต่างประเทศ) ออกแถลงการณ์ใหญ่ถึงเป้าประสงค์ของนโยบายต่างประเทศกับเยอรมนี คือ อันชลูสส์กับออสเตรีย การฟื้นฟูพรมแดนแห่งชาติของเยอรมนีใน ค.ศ. 1914 การปฏิเสธส่วนที่ห้าของสนธิสัญญาแวร์ซาย การได้อดีตอาณานิคมเยอรมนีในแอฟริกาคืน และเขตอิทธิพลของเยอรมนีในยุโรปตะวันออก ฮิตเลอร์พบว่าเป้าหมายของบือโลว์นั้นถ่อมเกินไป[150] ในสุนทรพจน์ของเขาช่วงนี้ เขาเน้นย้ำเป้าหมายของนโยบายและความเต็มใจทำงานภายในความตกลงระหว่างประเทศอย่างสันติ[151] ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกใน ค.ศ. 1933 ฮิตเลอร์จัดลำดับรายจ่ายทางทหารมาก่อนเงินช่วยเหลือผู้ว่างงาน[152]
เยอรมนีถอนตัวจากสันนิบาตชาติและการประชุมปลดอาวุธโลกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1933[153] ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1935 ฮิตเลอร์ประกาศขยายกองทัพเยอรมันเป็น 600,000 นาย หกเท่าของจำนวนที่กำหนดในส่วนที่ห้าของสนธิสัญญาแวร์ซาย รวมทั้งการพัฒนากองทัพอากาศ (ลุฟท์วัฟเฟ) และการเพิ่มขนาดกองทัพเรือ (ครีกสมารีน) อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลีและสันนิบาตชาติประณามแผนการเหล่านี้ว่าเป็นการละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซาย[154] ความตกลงนาวิกอังกฤษ-เยอรมัน วันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1935 อนุญาตให้ระวางน้ำหนักของกองทัพเรือเยอรมันเพิ่มขึ้นเป็น 35% ของราชนาวีอังกฤษ ฮิตเลอร์เรียกการลงนามความตกลงดังกล่าวว่าเป็น "วันที่สุขที่สุดในชีวิตเขา" ดังที่เขาเชื่อว่าความตกลงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของพันธมิตรอังกฤษ-เยอรมันที่เขาได้ทำนายไว้ในไมน์คัมพฟ์[155] ฝรั่งเศสและอิตาลีไม่ได้รับการปรึกษาก่อนลงนาม ซึ่งเป็นการบั่นทอนสันนิบาตชาติโดยตรง และทิ้งสนธิสัญญาแวร์ซายบนหนทางสู่ความไม่สัมพันธ์กัน[156]
เยอรมนียึดครองเขตปลอดทหารในไรน์แลนด์อีกครั้งในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1936 อันเป็นการละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซาย ฮิตเลอร์ส่งกำลังเข้าไปในสเปนเพื่อสนับสนุนนายพลฟรังโกหลังได้รับการร้องขอความช่วยเหลือในเดือกรกฎาคม ค.ศ. 1936 ในขณะเดียวกัน ฮิตเลอร์พยายามสร้างพันธมิตรอังฤษ-เยอรมนีอย่างต่อเนื่อง[157] ในการสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจที่ลุกลามขึ้นอันเกิดจากความพยายามสร้างเสริมอาวุธขึ้นใหม่ ฮิตเลอร์จึงออกบันทึกข้อความสั่งแฮร์มันน์ เกอริงเพื่อดำเนินการแผนการสี่ปีเพื่อให้เยอรมนีพร้อมทำสงครามภายในสี่ปีข้างหน้า[158] "บันทึกข้อความแผนการสี่ปี" เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1936 กำหนดการต่อสู้สุดกำลังที่ใกล้จะถึงระหว่าง "ยิว-บอลเชวิค" กับชาติสังคมนิยมเยอรมัน ซึ่งในมุมมองของฮิตเลอร์ จำเป็นต้องมีความพยายามเสริมสร้างอาวุธอย่างผูกพันโดยไม่คำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจ[159]
เคานต์กาเลอัซโซ ซีอาโน รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลเบนิโต มุสโสลินี ประกาศอักษะระหว่างเยอรมนีกับอิตาลี และในวันที่ 25 พฤศจิกายน เยอรมนีลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากลกับญี่ปุ่น อังกฤษ จีน อิตาลีและโปแลนด์ได้รับเชิญให้เข้าร่วมสนธิสัญญาดังกล่าวด้วย แต่มีเพียงอิตาลีเท่านั้นที่ลงนามใน ค.ศ. 1937 ฮิตเลอร์ละทิ้งความฝันพันธมิตรอังกฤษ-เยอรมนี โดยกล่างโทษว่าผู้นำอังกฤษ "ไม่เหมาะสม"[160] เขาจัดการประชุมลับที่ทำเนียบรัฐบาลไรช์กับรัฐมนตรีสงครามและต่างประเทศ ตลอจนหัวหน้าทางทหารในเดือนพฤศจิกายนปีนั้น ตามบันทึกข้อความฮอสซบัค ฮิตเลอร์แถลงเจตนาในการได้มาซึ่งเลอเบนสเราม์ ("พื้นที่อยู่อาศัย") สำหรับชาวเยอรมัน และสั่งเตรียมทำสงครามในทางตะวันออก ซึ่งจะเริ่มขึ้นไม่ช้ากว่า ค.ศ. 1943 เขาแถลงว่าบันทึกการประชุมถือว่าเป็น "พินัยกรรมการเมือง" ในกรณีเขาเสียชีวิต[161] เขารู้สึกว่าวิกฤตเศรษฐกิจเยอรมันได้มาถึงจุดที่มาตรฐานการครองชีพในเยอรมนีลดลงอย่างรุนแรงสามารถหยุดยั้งได้เฉพาะนโยบายก้าวร้าวทางทหาร คือ ยึดออสเตรียและเชโกสโลวาเกีย[162][163] ฮิตเลอร์กระตุ้นการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว ก่อนที่อังกฤษและฝรั่งเศสจะเป็นผู้นำการแข่งขันอาวุธอย่างถาวร[162] ในต้น ค.ศ. 1938 ตามติดกรณีอื้อฉาวบลอมแบร์ก-ฟริทช์ ฮิตเลอร์ถือสิทธิ์ควบคุมระบบนโยบายทางทหาร-ต่างประเทศ โดยปลดนอยรัธออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ เขาครองบทบาทและตำแหน่งโอแบร์สเทียร์ เบเฟลชาแบร์ แดร์ เวร์มัคท์ (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด)[158] จากต้น ค.ศ. 1938 สืบมา ฮิตเลอร์ดำเนินนโยบายต่างประเทศซึ่งมีสงครามเป็นเป้าหมายสูงสุด[164]
[แก้] การล้างชาติ
-
ดูบทความหลักที่ การล้างชาติโดยนาซี
หนึ่งในอุดมการณ์กลางและเป็นที่โต้เถียงกันมากที่สุดของฮิตเลอร์ คือ แนวคิดซึ่งเขาและผู้ติดตามเรียกว่า ความสะอาดเชื้อชาติ วันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1935 เขาเสนอกฎหมายสองฉบับ ซึ่งรู้จักกันในชื่อกฎหมายเนือร์นแบร์ก แก่ไรช์สทัก กฎหมายนี้ห้ามการสมรสระหว่างผู้ที่มิใช่ยิวกับเยอรมันเชื้อสายยิว และห้ามการจ้างสตรีมิใช่ยิวอายุต่ำกว่า 45 ปีในครัวเรือนยิว กฎหมายกีดกันผู้ที่ "มิใช่อารยัน" จากประโยชน์ของพลเมืองเยอรมัน[165] นโยบายสุพันธุศาสตร์ช่วงต้นของฮิตเลอร์มุ่งไปยังเด็กที่บกพร่องทางกายและการพัฒนาในโครงการซึ่งได้ฉายาว่า การปฏิบัติตี4[166]
แนวคิดเลอเบนสเราม์ของฮิตเลอร์ ซึ่งรับหลักการในไมน์คัมพฟ์ มุ่งการได้มาซึ่งดินแดนใหม่สำหรับการตั้งถิ่นฐานของชาวเยอรมันในยุโรปตะวันออก[167] เจเนรัลพลันโอสท์ ("แผนการทั่วไปสำหรับทางตะวันออก") กำหนดให้ประชากรในยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียตส่วนที่ถูกยึดครองเนรเทศไปยังไซบีเรียตะวันตก เพื่อใช้เป็นแรงงานทาสหรือสังหารทิ้ง ดินแดนที่ถูกพิชิตจะถูกตั้งเป็นอาณานิคมของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวเยอรมันหรือที่ถูก "ทำให้เป็นเยอรมัน"[168] แผนการเดิมกำหนดให้กระบวนการนี้เริ่มต้นหลังการพิชิตสหภาพโซเวียต แต่เมื่อไม่เป็นผล ฮิตเลอร์จึงเลื่อนแผนการออกไป[169][170] จนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 การตัดสินใจนี้ได้นำไปยังการสังหารชาวยิวและผู้ถูกเนรเทศอื่นซึ่งถูกพิจารณาว่าไม่พึงปรารถนา[171]
การล้างชาติโดยนาซี (อังกฤษ: Holocuast, เยอรมัน: Endlösung der jüdischen Frage หรือ "การแก้ปัญหาชาวยิวครั้งสุดท้าย") จัดขึ้นและดำเนินการโดยไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์และไรนาร์ด ไฮดริช บันทึกการประชุมวันน์เซ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1942 และนำโดยไรนาร์ด ไฮดริช ร่วมกับเจ้าหน้าที่นาซีอาวุโสอื่นอีกสิบห้าคน (รวมทั้งอดอล์ฟ อีคมันน์) เป็นหลักฐานชัดเจนที่สุดถึงการวางแผนการล้างชาติโดยนาซีอย่างเป็นระบบ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ มีบันทึกคำกล่าวของฮิตเลอร์ต่อเพื่อนร่วมงานว่า "เราจะได้สุขภาพคืนเฉพาะโดยการสังหารยิวเท่านั้น"[172] มีค่ายกักกันและค่ายมรณะนาซีประมาณสามสิบแห่งใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้[173] จนถึงฤดูร้อน ค.ศ. 1942 สถานที่ตั้งค่ายกักกันเอาชวิทซ์ถูกดัดแปลงให้สามารถรองรับผู้ถูกเนรเทศจำนวนมากเพื่อสังหารหรือใช้แรงงานทาส[174]
แม้ไม่ปรากฏว่ามีคำสั่งเจาะจงจากฮิตเลอร์ที่อนุมัติการสังหารหมู่[175] เขาได้อนุมัติไอน์ซัทซกรุพเพน หน่วยสังหารซึ่งติดตามกองทัพเยอรมันผ่านโปแลนด์และรัสเซีย เขายังได้รับรายงานอย่างดีเกี่ยวกับพฤติกรรมของหน่วยนี้ด้วย[176] ระหว่างการสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่สืบราชการลับโซเวียต บันทึกซึ่งได้รับการเปิดเผยในอีกกว่าห้าสิบปีให้หลัง คนขับรถของฮิตเลอร์ ไฮนซ์ ลินเกอ และผู้ช่วยของเขา ออทโท กึนเชอ แถลงว่าฮิตเลอร์มีความสนใจโดยตรงในการพัฒนาห้องรมแก๊ส[177]
ระหว่าง ค.ศ. 1939 ถึง 1945 เอสเอส ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลผู้ให้ความร่วมมือและทหารเกณฑ์จากประเทศที่ถูกยึดครอง รับผิดชอบต่อการเสียชีวิตถึงสิบเอ็ดถึงสิบสี่ล้านชีวิต รวมทั้งชาวยิวหกล้านคน คิดเป็นสองในสามของประชากรยิวในทวีปยุโรป[178][179] และชาวโรมาระหว่าง 500,000 ถึง 1,500,000 คน[180] การเสียชีวิตเกิดขึ้นในค่ายกักกันและค่ายมรณะ ย่านชาวยิว และการประหารชีวิตหมู่ เหยื่อการล้างชาติหลายคนถูกรมแก๊สจนเสียชีวิต ขณะที่บ้างเสียชีวิตเพราะหิวโหยหรือป่วยขณะใช้แรงงานทาส[181]
นโยบายของฮิตเลอร์ยังส่งผลให้มีการสังหารชาวโปแลนด์[182]และเชลยศึกโซเวียต พวกคอมมิวนิสต์และศัตรูการเมืองอื่น พวกรักร่วมเพศ ผู้พิการทางกายหรือจิต[183][184] ผู้นับถือลัทธิพยานพระยะโฮวาห์ นิกายแอดเวนติสต์ และผู้นำสหภาพแรงงาน ฮิตเลอร์ไม่เคยปรากฏว่าเยือนค่ายกักกันและมิได้พูดถึงการสังหารอย่างเปิดเผย[185]
[แก้] สงครามโลกครั้งที่สอง
[แก้] ความสำเร็จทางการทูตช่วงต้น
[แก้] พันธมิตรกับญี่ปุ่น
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1938 ด้วยการแนะนำจากรัฐมนตรีต่างประเทศที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งใหม่ โจอาคิม ฟอน ริบเบนทรอพ ผู้นิยมญี่ปุ่นอย่างแข็งขัน ฮิตเลอร์จึงยุติพันธมิตรจีน-เยอรมันกับสาธารณรัฐจีนและเข้าเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นที่ทันสมัยและทรงอำนาจกว่า ฮิตเลอร์ประกาศรับรองแมนจูกัว ซึ่งเป็นรัฐที่ญี่ปุ่นยึดครองในแมนจูเรีย และสละการอ้างสิทธิ์ของเยอรมนีเหนืออดีตอาณานิคมในแปซิฟิกที่ญี่ปุ่นถือครองอยู่ ฮิตเลอร์สั่งยุติการส่งอาวุธไปยังจีน และเรียกนายทหารเยอรมันที่ทำงานกับกองทัพจีนทั้งหมดกลับ[186] เพื่อเป็นการตอบโต้ พลเอกเจียง ไคเช็กของจีนยกเลิกความตกลงเศรษฐกิจจีน-เยอรมนีทั้งหมด ทำให้เยอรมนีขาดวัตถุดิบจากจีน แม้จีนจะยังขนส่งทังสเตนซึ่งเป็นโลหะสำคัญในการผลิตอาวุธ ต่อไปจนกระทั่ง ค.ศ. 1939[187]
[แก้] ออสเตรียและเชโกสโลวาเกีย
วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1938 ฮิตเลอร์ประกาศรวมออสเตรียเข้ากับนาซีเยอรมนีในอันชลุสส์[188][189] จากนั้นฮิตเลอร์มุ่งความสนใจของเขาไปยังประชากรเชื้อชาติเยอรมันในเขตซูเดเตนแลนด์ของเชโกสโลวาเกีย[190]
วันที่ 28-29 มีนาคม ค.ศ. 1938 ฮิตเลอร์จัดการประชุมลับขึ้นหลายครั้งในกรุงเบอร์ลินกับคอนรัด เฮนไลน์ แห่งซูเดเตนไฮม์ฟรอนท์ (Heimfront, "แนวสนับสนุน") พรรคการเมืองเชื้อชาติเยอรมันใหญ่ที่สุดในซูเดเตนแลนด์ ทั้งสองตกลงว่าเฮนไลน์จะเรียกร้องสิทธิปกครองตนเองสำหรับชาวเยอรมันซูเดเตนเพิ่มขึ้นจากรัฐบาลเชโกสโลวาเกีย และเป็นข้ออ้างสำหรับการปฏิบัติทางทหารต่อเชโกสโลวาเกีย ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1938 เฮนไลน์บอกรัฐมนตรีต่างประเทศฮังการีว่า "ไม่ว่ารัฐบาลเช็กจะเสนออะไร เขาจะเรียกร้องสูงขึ้นเสมอ ... เขาต้องการบ่อนทำลายความเข้าใจในทุกวิถีทาง เพราะนี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะระเบิดเชโกสโลวาเกียอย่างรวดเร็ว"[191] โดยส่วนตัว ฮิตเลอร์มองว่าปัญหาซูเดเตนไม่สำคัญ เจตนาที่แท้จริงของเขานั้นคือสงครามพิชิตเชโกสโลวาเกีย[192]
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1938 ฮิตเลอร์สั่งให้ OKW เตรียมการสำหรับฟัลกรึน (Fall Grün, "กรณีเขียว") ชื่อรหัสสำหรับการรุกรานเชโกสโลวาเกีย[193] ด้วยผลของแรงกดดันทางการทูตอย่างหนักจากฝรั่งเศสและอังกฤษ วันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1938 ประธานาธิบดีเชโกสโลวาเกีย เอ็ดวาร์ด เบเนช จึงประกาศ "แผนการที่สี่" เพื่อจัดระเบียบประเทศใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตกลงรับข้อเรียกร้องส่วนใหญ่ของเฮนไลน์ว่าด้วยการปกครองตนเองของซูเดเตน[194] ไฮม์ฟรอนท์ของเฮนไลน์สนองต่อข้อเสนอของเบเนชด้วยการปะทะอย่างรุนแรงหลายครั้งกับตำรวจเชโกสโลวาเกีย ซึ่งนำไปสู่การประกาศกฎอัยการศึกในบางเขตของซูเดเตน[195][196]
เยอรมนีนั้นพึ่งพาน้ำมันนำเข้า การเผชิญหน้ากับอังกฤษเหนือกรณีพิพาทเชโกสโลวาเกียอาจตัดทอนเสบียงน้ำมันของเยอรมนีได้ ฮิตเลอร์จึงเลื่อนฟัลกรึนออกไป ซึ่งเดิมวางแผนไว้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1938[197] วันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1938 ฮิตเลอร์, เนวิลล์ เชมเบอร์เลน, เอดูอาร์ ดาลาดีเย และเบนิโต มุสโสลินีเข้าร่วมการประชุมหนึ่งวันในกรุงมิวนิกซึ่งนำไปสู่ความตกลงมิวนิก ซึ่งได้มอบเขตซูเดเตนแลนด์ให้แก่เยอรมนี[198][199]
เชมเบอร์เลนพอใจกับการประชุมมิวนิก โดยเรียกผลว่า "สันติภาพในสมัยของเรา" ขณะที่ฮิตเลอร์โกรธกับโอกาสทำสงครามที่พลาดไปใน ค.ศ. 1938[200][201] ฮิตเลอร์แสดงความผิดหวังของเขาต่อความตกลงมิวนิกออกมาในสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1938 ในซาร์บรึกเคน[202] ในมุมมองของฮิตเลอร์ สันติภาพซึ่งอังกฤษเป็นนายหน้านั้น แม้จะอำนวยประโยชน์ต่อการเรียกร้องบังหน้าของเยอรมนี แต่ก็เป็นความพ่ายแพ้ทางการทูตซึ่งยิ่งกระตุ้นเจตนาของฮิตเลอร์ในการจำกัดอำนาจของอังกฤษเพื่อกรุยทางแก่การขยายตัวไปทางตะวันออกของเยอรมนี[203][204] ผลจากการประชุมนี้ ฮิตเลอร์ได้รับเลือกเป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ ค.ศ. 1938[205]
ในปลาย ค.ศ. 1938 และต้น ค.ศ. 1939 วิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่ดำเนินต่อไปซึ่งเกิดขึ้นจากความพยายามสร้างเสริมอาวุธใหม่บีบให้ฮิตเลอร์ตัดงบประมาณป้องกันประเทศลงอย่างมาก[206] วันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์กล่าวสุนทรพจน์ "ส่งออกหรือตาย" โดยเรียกร้องการรุกทางเศรษฐกิจของเยอรมนีเพื่อเพิ่มสินทรัพย์แลกเปลี่ยนต่างประเทศเยอรมนีเพื่อจ่ายเป็นค่าวัตถุดิบ เช่น เหล็กคุณภาพสูงซึ่งจำเป็นต่ออาวุธทางทหาร[206]
วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1939 โดยเป็นการละเมิดข้อตกลงมิวนิกและอาจเป็นเพราะผลของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่ถลำลึกซึ่งต้องการสินทรัพย์เพิ่มเติม ฮิตเลอร์จึงสั่งให้เวร์มัคท์รุกรานปราก และจากปราสาทปรากได้ประกาศให้โบฮีเมียและโมราเวียเป็นรัฐในอารักขาของเยอรมนี[207]
[แก้] สงครามโลกครั้งที่สองปะทุ
ในการประชุมส่วนตัวใน ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์อธิบายว่าอังกฤษเป็นศัตรูหลักที่จำต้องถูกพิชิต ในมุมมองของเขา การลบล้างโปแลนด์จากการเป็นชาติมีอธิปไตยเป็นการโหมโรงที่จำเป็นสู่เป้าหมายนั้น ปีกตะวันออกจำต้องได้รับการทำให้ปลอดภัย และที่ดินจะถูกเพิ่มเข้าไปในเลเบนสเราม์ของเยอรมนี[208] ฮิตเลอร์ต้องการให้เยอรมนีเป็นรัฐบริวารของเยอรมนีหรือมิฉะนั้นก็ถูกทำให้เป็นกลางเพื่อให้ปีกทางตะวันออกของไรช์ปลอดภัย และเพื่อป้องกันการปิดล้อมของอังกฤษที่เป็นไปได้[209] แต่เดิม ฮิตเลอร์ชอบแนวคิดรัฐบริวาร ซึ่งถูกปฏิเสธโดยรัฐบาลโปแลนด์ ดังนั้น ฮิตเลอร์จึงตัดสินใจรุกรานโปแลนด์ ซึ่งเขาถือว่าเป็นเป้าหมายนโยบายต่างประเทศหลักของเยอรมนีใน ค.ศ. 1939[210] ฮิตเลอร์ถูกขัดใจโดย "การรับประกัน" เอกราชของโปแลนด์โดยอังกฤษซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1939 และบอกแก่เพื่อนร่วมงานเขาว่า "ฉันจะบ่มเครื่องดื่มปิศาจแก่พวกเขา"[211] ในสุนทรพจน์ในวิลเฮล์มชาเวนเพื่อปล่อยเรือพิฆาตทีร์พิทซ์ลงน้ำเมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์ขู่จะบอกเลิกความตกลงนาวิกอังกฤษ-เยอรมันเป็นครั้งแรก หากอังกฤษยืนกรานการรับประกันเอกราชของโปแลนด์ ซึ่งเขามองว่าเป็นนโยบาย "ตีวงล้อม"[211] วันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์สั่งการให้ฝ่ายทหารเตรียมการสำหรับฟัลไวสส์ (Fall Weiss, "กรณีขาว") แผนการสำหรับการรุกรานของเยอรมนีในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1939[210] ในสุนทรพจน์ต่อไรช์สทักเมื่อวันที่ 28 เมษายน ฮิตเลอร์บอกเลิกทั้งความตกลงนาวิกอังกฤษ-เยอรมันและสนธิสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างเยอรมนี-โปแลนด์ ฮิตเลอร์กล่าวแก่นายพลของเขาว่าแผนการดั้งเดิมของเขาใน ค.ศ. 1939 คือ "... จัดตั้งความสัมพันธ์ที่ยอมรับได้กับโปแลนด์เพื่อต่อสู้กับตะวันตก" เนื่องจากโปแลนด์ปฏิเสธจะเป็นบริวารของเยอรมนี ฮิตเลอร์จึงเชื่อว่าทางเลือกเดียวของเขาคือการรุกรานโปแลนด์[212]
ฮิตเลอร์เดิมกังวลว่าการโจมตีทางทหารต่อโปแลนด์อาจส่งผลให้เกิดสงครามกับอังกฤษก่อนเวลาอันควร[209][213] อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีต่างประเทศของฮิตเลอร์ และอดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน โจอาคิม ฟอน ริบเบนทรอพ ยืนยันแก่เขาว่าทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสจะไม่เคารพการผูกมัดของพวกตนต่อโปแลนด์ และสงครามเยอรมนี-โปแลนด์จะเป็นเพียงสงครามในภูมิภาคจำกัด[214][215] ริบเบนทรอพอ้างว่าในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 938 รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ชอร์ช บอเน (Georges Bonnet) ได้แถลงว่า ฝรั่งเศสมองว่ายุโรปตะวันออกเป็นเขตอิทธิพลจำเพาะของเยอรมนี[216] ริบเบนทรอพได้แสดงโทรเลขภายใน (diplomatic cable) แก่ฮิตเลอร์ซึ่งสนับสนุนการวิเคราะห์ของเขา[217] เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำกรุงลอนดอน แฮร์แบร์ท ฟอน ดีร์คเซน สนับสนุนการวิเคราะห์ของริบเบนทรอพด้วยการเดินหนังสือในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1939 โดยรายงานว่าเชมเบอร์เลนทราบ "โครงสร้างสังคมของอังกฤษ กระทั่งกรอบความคิดของจักรวรรดิอังกฤษ ว่าจะไม่รอดพ้นความยุ่งเหยิงของสงครามแม้จะชนะก็ตาม" และดังนั้นจึงจะยอมอ่อนตาม[215] เมื่อเป็นเช่นนั้น วันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์จึงสั่งระดมพลต่อโปแลนด์[218]
แผนการสำหรับการทัพทางทหารในโปแลนด์ของฮิตเลอร์เมื่อปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายนนั้นต้องอาศัยการสนับสนุนโดยปริยายของโซเวียต[219] สนธิสัญญาไม่รุกรานกัน (สนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพ) ระหว่างเยอรมนีกับสหภาพโซเวียต ภายใต้การนำของโจเซฟ สตาลิน รวมภาคผนวกลับด้วยความตกลงแบ่งโปแลนด์ระหว่างสองประเทศ ในการสนองต่อสนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพ อังกฤษและโปแลนด์ลงนามในพันธมิตรทางการทหารอังกฤษ-โปแลนด์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1939 ซึ่งขัดกับที่ริบเบนทรอพพยากรณ์ไว้ว่าสนธิสัญญาที่เพิ่งก่อตั้งนี้จะตัดความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษ-โปแลนด์ พันธมิตรนี้ ร่วมกับข่าวจากอิตาลีที่ว่ามุสโสลินีจะไม่นับถือสนธิสัญญาเหล็ก ทำให้ฮิตเลอร์เลื่อนการโจมตีโปแลนด์ออกไปจากวันที่ 25 สิงหาคม ไปเป็น 1 กันยายน[220] ไม่กี่วันก่อนสงครามเริ่มต้น ฮิตเลอร์พยายามออกอุบายให้อังกฤษวางตัวเป็นกลางโดยเสนอการรับประกันไม่รุกรานต่อจักรวรรดิอังกฤษเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม และโดยให้ริบเบนทรอพเสนอแผนสันติภาพนาทีสุดท้ายด้วยจำกัดเวลาสั้นอย่างเป็นไปไม่ได้ในความพยายามที่จะกล่าวโทษว่าสงครามเป็นผลจากความเฉื่อยชาของอังกฤษและโปแลนด์[221][222]
เพื่อใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการรุกรานทางทหารต่อโปแลนด์ ฮิตเลอร์จึงอ้างสิทธิเหนือนครเสรีดานซิกและสิทธิในถนนนอกอาณาเขตข้ามฉนวนโปแลนด์ ซึ่งเยอรมนีได้ยกให้ภายใต้สนธิสัญญาแวร์ซาย[223] แม้ความกังวลของฮิตเลอร์ว่าอังกฤษอาจเข้าแทรกแซง ท้ายที่สุด เขาไม่ได้ยุติเป้าหมายในอันที่จะรุกรานโปแลนด์[224] และวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 เยอรมนีก็ได้รุกรานโปแลนด์ทางตะวันตก อังกฤษและฝรั่งเศสสนองโดยประกาศสงครามต่อเยอรมนีในวันที่ 3 กันยายน ซึ่งได้สร้างความประหลาดใจแก่ฮิตเลอร์ ทำให้เขาหันไปหาริบเบนทรอพและถามเขาอย่างโกรธ ๆ ว่า "ไงล่ะทีนี้"[225] ฝรั่งเศสและอังกฤษมิได้ปฏิบัติตามการประกาศของตนในทันที และเมื่อวันที่ 17 กันยายน กองทัพโซเวียตรุกรานโปแลนด์จากทางตะวันออก[226]
การสูญเสียโปแลนด์ตามมาด้วยสิ่งที่นักหนังสือพิมพ์ร่วมสมัยเรียกว่า "สงครามลวง" หรือซิทซครีก ฮิตเลอร์สั่งการให้เกาไลแตร์แห่งโปแลนด์ตะวันตกเฉียงเหนือ อัลแบร์ท ฟอร์สแตร์ และอาร์ธูร์ ไกรแซร์ "แผลง[พื้นที่]เป็นเยอรมัน" (Germanise) และให้สัญญาแก่ทั้งสองว่า "จะไม่มีการตั้งคำถาม" ถึงวิธีการที่ใช้[227] ด้วยความรำคาญใจของฮิมม์เลอร์ ฟอร์สแตร์ให้ชาวโปแลนด์ท้องถิ่นลงนามในแบบซึ่งประกาศว่าพวกเขามีเลือดเยอรมัน และไม่ต้องใช้เอกสารหลักฐานอื่นประกอบ[228] แต่อีกด้านหนึ่ง ไกรแซร์เริ่มการรณรงค์ล้างเชื้อชาติอย่างโหดร้ายต่อประชากรโปแลนด์ในอำนาจของเขา[227] ไกรแซร์บ่นกับฮิตเลอร์ว่าฟอร์สแตร์อนุญาตให้ชาวโปแลนด์หลายพันคนได้รับการยอมรับว่าเป็นชาวเยอรมัน "โดยเชื้อชาติ" และดังนั้น ในมุมมองของไกรแซร์ จึงเป็นอันตรายต่อ "ความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติ" ของเยอรมัน ฮิตเลอร์บอกฮิมม์เลอร์และไกรแซร์ให้ยอมรับความขับข้องกับฟอร์สแตร์ และไม่ให้ข้องเกี่ยวกับเขา[227] การจัดการกับกรณีพิพาทฟอร์สแตร์-ไกรแซร์นั้น ได้ถูกพัฒนาเป็นตัวอย่างทฤษฎี "ทำงานมุ่งสู่ฟือเรอร์" ของเคอร์ชอว์ หมายความว่า ฮิตเลอร์สั่งการอย่างคลุมเครือและคาดหวังให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาไปดำเนินนโยบายของตนเอง
อีกกรณีพิพาทหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายที่แตกต่างกัน ด้านหนึ่ง นำโดยฮิมม์เลอร์และไกรแซร์ สนับสนุนการกวาดล้างเชื้อชาติในโปแลนด์ และอีกด้านหนึ่ง นำโดยเกอริงและฮันส์ ฟรังค์ เรียกร้องให้เปลี่ยนโปแลนด์เป็น "ยุ้งฉาง" ของไรช์[229] ที่การประชุมจัดที่คฤหาสน์คารินฮัลของเกอริงเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1940 กรณีพิพาทนี้เดิมถ฿ได้รับการตัดสินเห็นชอบกับมุมมองการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเกอริง-ฟรังค์ ซึ่งยุติการขับไล่ขนานใหญ่ซึ่งก่อกวนทางเศรษฐกิจ[229] อย่างไรก็ดี วันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 ฮิมม์เลอร์นำเสนอฮิตเลอร์ด้วยบันทึกข้อความชื่อว่า "บางคติว่าด้วยการปฏิบัติต่อประชากรต่างด้าวในทางตะวันออก" ซึ่งเรียกร้องให้ขับไล่ประชากรยิวทั้งยุโรปไปยังแอฟริกาและลดฐานะประชากรโปแลนด์ที่เหลือลงเป็น "ชนชั้นแรงงานไร้ผู้นำ"[229] ฮิตเลอร์เรียกบันทึกข้อความของฮิมม์เลอร์ว่า "ดีและถูกต้อง"[229] เขาจึงฉีกสิ่งที่เรียกว่าความตกลงคารินฮัลและนำมุมมองของฮิมม์เลอร์-ไกรแซร์ไปปฏิบัติเป็นนโยบายของเยอรมนีต่อประชากรโปแลนด์
ฮิตเลอร์สั่งการให้เสริมสร้างกำลังทหารตามชายแดนตะวันตกของเยอรมนี และในเดือนเมษายน ค.ศ. 1940 กองทัพเยอรมันรุกรานเดนมาร์กและนอร์เวย์ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1940 กองทัพของฮิตเลอร์โจมตีฝรั่งเศส และพิชิตลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์และเบลเยียม ชัยชนะเหล่านี้กระตุ้นให้มุสโสลินีนำอิตาลีเข้าพวกกับฮิตเลอร์ในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ฝรั่งเศสยอมจำนนเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1940[230]
อังกฤษ ซึ่งกองทัพถูกบีบให้ออกจากฝรั่งเศสทางทะเลจากดันเคิร์ก[231] ยังคงสู้รบเคียงข้างเครือจักรภพอังกฤษอื่น ๆ ในยุทธนาวีแอตแลนติก ฮิตเลอร์ทาบทามสันติภาพต่ออังกฤษ ซึ่งขณะนี้นำโดยวินสตัน เชอร์ชิลล์ และเมื่อการทาบทามนั้นถูกปฏิเสธ เขาได้สั่งการทิ้งระเบิดโฉบฉวยต่อสหราชอาณาจักร โหมโรงสู่การรุกรานสหราชอาณาจักรที่วางแผนไว้ของฮิตเลอร์เป็นชุดการโจมตีทางอากาศในยุทธการบริเตนต่อฐานทัพอากาศกองทัพอากาศอังกฤษ และสถานีเรดาร์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ อย่างไรก็ดี ลุฟท์วัฟเฟของเยอรมนีล้มเหลวที่จะเอาชนะกองทัพอากาศอังกฤษ[232]
วันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1940 สนธิสัญญาไตรภาคีได้รับการลงนามในกรุงเบอร์ลิน โดยซาบุโร คุรุสุ แห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น, ฮิตเลอร์ และรัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี ซิอาโน[233] ความตกลงดังกล่าวภายหลังขยายไปรวมถึงฮังการี โรมาเนียและบัลแกเรียด้วย ประเทศเหล่านี้รู้จักกันในชื่อกลุ่มอักษะประเทศ จุดประสงค์ของสนธิสัญญาคือ เพื่อขัดขวางสหรัฐอเมริกามิให้สนับสนุนอังกฤษ จนถึงปลายเดือนตุลาคม ค.ศ. 1940 ความเป็นเจ้าทางอากาศสำหรับการรุกรานอังกฤษ ปฏิบัติการสิงโตทะเล ไม่อาจบรรลุได้ และฮิตเลอร์สั่งการตีโฉบฉวยทางอากาศยามกลางคืนตามนครต่าง ๆ ของอังกฤษ รวมทั้งลอนดอน พลีมัธและโคเวนทรี[234]
ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1941 ฮิตเลอร์ถูกทำให้ไขว้เขวจากแผนการทางตะวันออกโดยกิจกรรมทางทหารในแอฟริกาเหนือ คาบสมุทรบอลข่านและตะวันออกกลาง ในเดือนกุมภาพันธ์ กองทัพเยอรมันไปถึงลิเบียเพื่อสนับสนุนอิตาลี ในเดือนเมษายน ฮิตเลอร์สั่งการรุกรานยูโกสลาเวีย และตามด้วยการรุกรานกรีซในเวลาอันรวดเร็ว[235] ในเดือนพฤษภาคม กองทัพเยอรมันถูกส่งไปสนับสนุนกำลังกบฏอิรักที่สู้รบต่ออังกฤษและรุกรานครีต วันที่ 23 พฤษภาคม ฮิตเลอร์ออกคำสั่งฟือเรอร์ ฉบับที่ 30 [236]
[แก้] ลักษณะนิสัยของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ตามข้อมูลฝั่งตะวันตก ฮิตเลอร์เป็นคนอารมณ์ร้าย และมักจะเกรี้ยวกราดอย่างไม่มีเหตุผล อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาขั้นต้นนี้ แพทย์ประจำตัวของเขายืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยความจริงแล้ว ฮิตเลอร์ไม่ใช่คนโมโหร้าย ทั้งยังชอบพูดเรื่องตลก แต่หากมีใครเถียงนอกเรื่องข้างๆ คูๆ เขาก็จะตะเบ็งเสียงดังจนกลบเสียงคู่สนทนาหมดทุกคน แต่ฮิตเลอร์นั้นมีโรคประจำตัวหลายโรคมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก เขากินช็อกโกแลต 2 ปอนด์ทุกวัน แม้แต่กินน้ำชา เขาก็ยังใส่น้ำตาลถึง 7 ช้อน ดื่มไวน์ก็เติมน้ำตาลด้วย แต่โรคประจำตัวส่วนมากจะเกี่ยวกับระบบประสาทที่ทำงานผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ พาร์คินสัน (Parkinson) และอีกหลายโรค
ฮิตเลอร์ชอบจูบมือผู้หญิง ชอบเลขานุการหญิงมากชนิดที่ว่า ถ้าพวกเธอป่วย เขาก็จะไปเยี่ยมเลยทีเดียว และเขาเป็นคนรักสะอาดมาก ชอบอาบน้ำวันละหลายๆ ครั้ง เสื้อผ้าส่วนตัวก็รักษาให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ เครื่องแบบของเขาก็มีแค่ตรา "กางเขนเหล็ก" ที่ได้มาเมื่อครั้งเขาเป็นนายทหารเยอรมันเท่านั้น แม้ว่าฮิตเลอร์เป็นคนรักสุนัขมากแต่จะไม่ชอบลูบสุนัขด้วยมือเปล่า หากลูบแล้วเขาก็รีบไปล้างมือโดยไว ทั้งยังเป็นมังสวิรัติ ฮิตเลอร์เป็นคนสุภาพมากและเป็นคนใจดี สมัยนั้นมีผู้ที่ชื่นชอบเขาเขียนจดหมาย ส่งดอกไม้และของขวัญมาให้เยอะแยะมากมาย ฮิตเลอร์ยังเคยให้คนนำของทั้งหมดไปแจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ บริเวณใกล้เคียงด้วย ห้องทำงานของเขาซึ่งเป็นทั้งห้องนอนก็เรียบร้อยเป็นระเบียบและสะอาด สะอ้าน ภายในห้องมีของใช้จำเป็นอยู่ไม่กี่ชิ้น อย่างเตียงเหล็ก ตู้เสื้อผ้า ตู้รองเท้า โต๊ะทำงาน และเก้าอี้อีก 2 ตัว ของชิ้นเดียวที่แขวนประดับอยู่ข้างเตียงของเขาคือ รูปถ่ายของแม่ของเขา ฮิตเลอร์ยังชอบทำอะไรซ้ำๆ เช่น เวลาออกไปเดินเล่นก็ชอบเดินทางเดิมที่เคยเดิน นอกจากนี้ ฮิตเลอร์เป็นชายที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจ เป็นเจ้านายที่ควรค่าแก่การเคารพ ใครจะว่าเขาไม่ดียังไง แต่เขาดีกับบรรดาคนรับใช้ของเขามาก เพราะฉะนั้นหลังสงครามจึงมีผู้คนฆ่าตัวตายตามฮิตเลอร์ไปเป็นจำนวนมาก
ฮิตเลอร์เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก เนื่องจากเขาไม่มีโอกาสทางการศึกษามากนัก เมื่อมีโอกาสฮิตเลอร์พยายามทดแทนด้วยการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองจากการอ่านหนังสือที่สะสม หนังสือเหล่านี้จึงหล่อหลอมตัวตนฮิตเลอร์และแนวคิดของเขาเขามีหนังสือมากถึง 16,000 เล่มซึ่งถูกเก็บไว้ในห้องสมุดส่วนตัวซึ่งมีมากกว่า 3 แห่ง ทั้งในเบอร์ลิน มิวนิค และบ้านพักตากอากาศต่างๆ มีทั้งแนวประวัติศาสตร์ ปรัชญา การเมือง กวีนิพนธ์ และวรรณกรรมคลาสสิก เช่น โรมิโอกับจูเลียต, กระท่อมน้อยของลุงทอม และดอน กีโฆเต้ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับสงคราม อัตชีวประวัติของบุคคลต่างๆ ศิลปะ และประวัติศาสตร์ ด้วยความที่เขาชอบอ่านหนังสือ เขาจึงสามารถบอกรูปร่างและลักษณะของเรือรบแบบต่างๆ และรอบรู้ในเรื่องยุทโธปกรณ์ของกองทัพเยอรมันเป็นอย่างดี และเขามีความจำที่เยี่ยมมาก สามารถจำได้ว่า เรือรบของราชนาวีเยอรมนี (Kreigsmarine) มีระวางขับน้ำกี่ตัน ปล่อยออกมาจากท่าเรือไหน วันที่ใด ติดอาวุธอะไรบ้าง ฯลฯ ฮิตเลอร์ยังเป็นคนรอบรู้ด้านอาวุธและยุทธวิธี จนไคเทล และเดอนิทซ์ชื่นชมเขาเลยทีเดียว แต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 หนังสือในห้องสมุดส่วนตัวของเขาได้กระจัดกระจายออกไป ในปัจจุบันพบอยู่ราว ๆ 10,000 เล่ม ตลอดช่วงชีวิตของการเป็นผู้นำนาซี ฮิตเลอร์นำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปประยุกต์ใช้กับการเขียน การพูด และการกล่าวคำปราศรัย จนกลายเป็นนักพูดที่สามารถสะกดโน้มน้าวใจผู้ฟังได้อย่างชะงัก หนังสือหลายเล่มของฮิตเลอร์มีลายมือของเขา เขียนกำกับไว้ตามที่ต่าง ๆ พร้อมกับคำถามและความเห็นต่อเนื้อหาโดยเฉพาะวรรคทอง ประโยคเด็ด หรือย่อหน้าที่ชื่นชอบเขาจะขีดเส้นใต้ไว้ [237] นอกจากนี้ ฮิตเลอร์ยังเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ เช่น เขาบอกว่าจะฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายทันทีเมื่อเป็นผู้นำ และเขาก็ฉีกจริงๆ เมื่อเขาได้เป็นผู้นำเยอรมนี
ฮิตเลอร์เป็นคนชอบศึกษาเรื่องเครื่องยนต์กลไก แต่ไม่คิดที่จะขับรถเอง ชอบเทคโนโลยี ชอบวิทยาศาสตร์ ชอบการคิดสร้างสรรค์สิ่งที่มหัศจรรย์ เป็นคนไม่ย่อท้อมีกำลังใจสูง ชอบจินตนาการ ชอบศิลปะ ชอบวาดรูป ชอบเล่นภาพสีน้ำมัน ชอบร้องเพลง เป็นอัจฉริยะเรื่องผิวปาก และชอบเล่นเครื่องดนตรีฮาร์โมนิก้า และฟลุต ไม่ชอบฟังวิทยุ แต่ชอบฟังเพลงในอุปรากรของริชาร์ด วากเนอร์ ชนิดที่เขายกวากเนอร์ให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาดนตรีเลยทีเดียว
นอกจากนั้นฮิตเลอร์เป็นคนที่มีความมั่นใจสูงเกินไป ความมั่นใจของเขาเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นาซีเยอรมันพ่ายแพ้สงคราม ยกตัวอย่างเช่น หลังจากที่กองทัพเยอรมันพ่ายแพ้อังกฤษในยุทธการบริเตน ฮิตเลอร์ได้สั่งให้กองทัพบุกสหภาพโซเวียต มีผู้บังคับบัญชาหลายคนไม่เห็นด้วยกับการบุกสหภาพโซเวียต แต่ฮิตเลอร์กลับไม่สนใจ
[แก้] ชีวิตส่วนตัวของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
จะเรียกว่า "ผู้นำที่ใครๆต้องการ" ก็ได้ เพราะว่าถึงแม้ฮิตเลอร์จะเป็นถึงผู้นำแห่งเยอรมนีที่มีอำนาจมาก แต่เขาก็ไม่ได้ใช้ชีวิตฟู่ฟ่าเลย ผิดกับผู้นำหลายๆ คน เช่น เขาดื่มชาชนิดที่สามัญชนดื่ม อาหารที่เขากินก็เป็นแบบที่สามัญชนกิน (อาหารจานโปรดของเขาคืออาหารกรรมกรแบบ "หม้อเดียว" ที่ประกอบด้วยถั่วเป็นส่วนมาก) บ้านของเขาก็ไม่ใช่บ้านที่ใหญ่โตหรูหราเช่นกัน ยกเว้นบ้านที่แบร์กเชสการ์เทิน ที่ตั้งอยู่บนเขาสูง 2,600 เมตร มีขนาดใหญ่มาก มีลิฟต์หุ้มเกราะสำหรับขึ้นลงอุโมงค์ 16 ตัว ที่พักใต้ดิน 3,000 คน มีห้องนอนอย่างดี มีอาวุธ กระสุน แชมเปญ ที่เก็บเอกสารมากมาย ซึ่งเป็นทั้งที่ประชุมลับและป้อมปราการไปในตัว
แม้แต่ในสนามรบ ฮิตเลอร์ก็ชอบที่จะอยู่กับทหาร อย่างเช่นตอนบัญชาการสนามอยู่แถบปรัสเซียตะวันออก แม้จะต้องนอนบนเตียงไม้ฉาแข็งๆ ผ้าห่มบางๆ เขาก็จะทำ เพราะเขาคิดว่าเป็นวิธีที่ทำให้เขารู้ถึงกำลังใจของทหารได้ดี สิ่งนี้จึงทำให้ทหารเยอรมันมีขวัญกำลังใจที่ดี ถึงกระนั้น ฮิตเลอร์เองก็ไม่บังคับให้ทหารคนอื่นๆต้องอยู่ลำบากเช่นเดียวกับเขา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นายพลบางคน เช่น เฮอร์มานน์ เกอริง ได้อยู่อย่างสุขสบาย
จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ อาจสรุปได้ว่า ฮิตเลอร์เป็นคนพอเพียง และมีน้ำใจกับคนอื่นในทางอ้อมอีกด้วย
[แก้] วาระสุดท้ายของฮิตเลอร์
จากปากคำของผู้ใกล้ชิดและจากการสอบสวนอย่างเป็นทางการของกองทัพรัสเซีย ทำให้เกิดข้อสรุปในประวัติศาสตร์ทั่วไปว่า ฮิตเลอร์ได้ฆ่าตัวตายพร้อมๆกับภรรยาในกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1945 ก่อนที่กรุงเบอร์ลินจะถูกยึดในอีกไม่นาน โดยเชื่อว่าฮิตเลอร์ใช้วิธียิงตัวตาย แต่ก็ยังมีบางส่วนเชื่อว่าฮิตเลอร์สามารถหนีออกจากกรุงเบอร์ลินได้ก่อนที่เบอร์ลินจะแตก ทำให้การเสียชีวิตของฮิตเลอร์ยังคงเป็นข้อถกเถียงมาจนถึงทุกวันนี้
[แก้] ผลงานของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
- สั่งให้สร้างทางหลวงเยอรมนี หรือออโตบาห์น (Autobahn) เพื่อความสะดวกในการเดินทาง
- ก่อตั้งแบรนด์รถยนต์โฟล์คสวาเก้น (แปลว่ารถยนต์ของประชาชน) และสั่งให้ออกแบบรถโฟล์คสวาเก้น บีทเทิล (หรือรถโฟล์คเต่า) ซึ่งฮิตเลอร์กำหนดว่าต้องมีสมรรถนะดีพอ ประโยชน์ใช้สอยมากพอ และราคาถูกเท่ารถจักรยานยนต์ (ในสมัยนั้น) อีกด้วย โดยผู้ออกแบบรถ คือ เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ ผู้ให้กำเนิดรถยนต์ยี่ห้อปอร์เช่ (Porsche)
- เมื่อปี 2551 ได้มีการประมูลภาพของฮิตเลอร์จำนวน 50 รูปซึ่งราคารวมกันทั้งสิ้นสามหมื่นล้านบาท ซึ่งภาพเหล่านั้นฮิตเลอร์ได้วาดขึ้นในช่วงที่เป็นวัยรุ่น
[แก้] เชิงอรรถ
- ^ Keegan 1989
- ^ Niewyk, Donald L.; Francis R. Nicosia (2000), The Columbia Guide to the Holocaust, Columbia University Press, หน้า 45, ISBN 0231112009
- ^ Hanock, Ian. "Romanies and the Holocaust: A Reevaluation and an Overview", published in Stone, D. (ed.) (2004) The Historiography of the Holocaust. Palgrave, Basingstoke and New York.
- ^ Linge (2009), With Hitler to the End: The Memoir of Hitler's Valet, pp. 199, 200
- ^ Shirer, W. L. (1960), The Rise and Fall of the Third Reich, New York: Simon and Schuster
- ^ 6.0 6.1 Rosenbaum, R. (1999). Explaining Hitler: The Search for the Origins of His Evil. Harper Perennial. ISBN 0-06-095339-X
- ^ Shirer (15 November 1990), The Rise and Fall of the Third Reich, หน้า 7, ISBN 9780671728687, http://books.google.com/?id=sY8svb-MNUwC&printsec=frontcover&dq=the+rise+and+fall+of+the+third+reich&q=alois%20hitler%20%20johann
- ^ 8.0 8.1 Hamann 2010, p. 50.
- ^ Toland 1992, pp. 246–47.
- ^ 10.0 10.1 Kershaw 1999, pp. 8–9.
- ^ Jetzinger, Franz (1976), Hitler's youth, Greenwood Press, หน้า 32, ISBN 9780837186177
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedBBCNews2011 - ^ Shirer 1960, p. 9.
- ^ Rosmus 2004, p. 33.
- ^ Keller 2010, p. 15.
- ^ Hamann 2010, pp. 7–8.
- ^ Kubizek 2006, p. 37.
- ^ Kubizek 2006, p. 92.
- ^ Hitler 1999, p. 6.
- ^ Rosmus, op cit, p. 35
- ^ Shirer, p.27
- ^ Payne 1990, p. 22
- ^ Hitler 1999, p. 8.
- ^ Keller 2010, pp. 33–34.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedFest1977 - ^ Hitler 1999, p. 10.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedBendersky2000 - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedRyschka2008 - ^ Hamann 2010, p. 13.
- ^ Payne 1990, p. 41
- ^ Toland 1991, p. 18
- ^ Jetzinger, Franz (1976), Hitler's youth, Westport, Conn.: Greenwood Press, หน้า 74, ISBN 083718617X,
- ^ Bullock 1962, pp. 30–31
- ^ 34.0 34.1 Hitler 1998, §2
- ^ Lehrer, Steven (2002), Hitler Sites: A City-by-city Guidebook (Austria, Germany, France, United States), McFarland, หน้า 224, ISBN 0786410450
- ^ Hitler 1999, p. 52.
- ^ Hitler 1999, p. 56.
- ^ Hamann 1999, p. 176.
- ^ Hamann 2010, pp. 347–359, 350.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedBeller2000 - ^ Hamann 2010, pp. 243–246.
- ^ Hamann 2010, p. 350.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedHaynes2010 - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedField1981 - ^ Shirer 1960, p. 27.
- ^ Shirer 1960, p. 27, footnote.
- ^ Shirer 1960, pp. 27–30.
- ^ Shirer 1990, p. 53
- ^ Kershaw 2008, p. 59.
- ^ Bullock 1962, p. 52.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedSteiner1976 - ^ Alastair Jamieson, Nazi leader Hitler really did have only one ball.html, The Daily Telegraph, retrieved on 20 November 2008
- ^ Kershaw 2008, p. 57.
- ^ Kershaw 2008, p. 58.
- ^ Kershaw 2008, pp. 59, 60.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedFestHitler - ^ Kershaw 2008, pp. 61, 62.
- ^ Keegan 1987, pp. 238–240.
- ^ Bullock 1962, p. 60.
- ^ Kershaw 2008, pp. 61–63.
- ^ Kershaw 2008, p. 96.
- ^ Kershaw 2008, pp. 80, 90, 92.
- ^ Bullock 1999, p. 61.
- ^ Kershaw 2008, p. 82.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedStackelberg2007 - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedMitcham1996 - ^ Fest 1970, p. 21.
- ^ Kershaw 2008, pp. 94, 95, 100.
- ^ Kershaw 2008, p. 87.
- ^ Kershaw 2008, p. 88.
- ^ Kershaw 2008, p. 89.
- ^ Kershaw 2008, pp. 89–92.
- ^ Kershaw 2008, p. 81.
- ^ Kershaw 2008, pp. 100, 101.
- ^ Kershaw 2008, p. 102.
- ^ 76.0 76.1 Kershaw 2008, p. 103.
- ^ Kershaw 2008, pp. 83, 103.
- ^ Kershaw 2008, p. 99.
- ^ Kellogg 2005, p. 275.
- ^ Kellogg 2005, p. 203.
- ^ Kershaw 2008, p. 126.
- ^ Kershaw 2008, p. 125.
- ^ 83.0 83.1 Kershaw 2008, p. 128.
- ^ Kershaw 2008, p. 129.
- ^ Shirer 1960, pp. 71–72.
- ^ Kershaw 2008, pp. 130–131.
- ^ Shirer 1960, pp. 73–74.
- ^ Kershaw 2008, p. 132.
- ^ Kershaw 2008, p. 131.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedMunichCourt1924 - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedFulda2009 - ^ Kershaw 1999, p. 239.
- ^ 93.0 93.1 Bullock 1962, p. 121.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedSpiro2008 - ^ Shirer 1960, pp. 80–81.
- ^ Kershaw 2008, pp. 148–149.
- ^ Kershaw 2008, pp. 158, 161, 162.
- ^ Kershaw 2008, pp. 162, 166.
- ^ Shirer 1960, p. 129.
- ^ Kershaw 2008, pp. 166, 167.
- ^ Kershaw 2008, pp. 170, 172.
- ^ Shirer 1960, pp. 136–137.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedKolb1988 - ^ Halperin 1965, p. 403 et. seq.
- ^ Halperin 1965, pp. 434–446 et. seq..
- ^ Wheeler-Bennett 1967, p. 218.
- ^ Wheeler-Bennett 1967, p. 216.
- ^ Wheeler-Bennett 1967, pp. 218–219.
- ^ Wheeler-Bennett 1967, p. 222.
- ^ Halperin 1965, p. 449 et. seq..
- ^ Halperin 1965, pp. 434–436, 471.
- ^ Shirer 1960, p. 130.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedHinrichs2007 - ^ Halperin 1965, p. 476.
- ^ Halperin 1965, pp. 468–471.
- ^ Bullock 1962, p. 201.
- ^ Halperin 1965, pp. 477–479.
- ^ Eingabe der Industriellen an Hindenburg vom November 1932, Glasnost, http://www.glasnost.de/hist/ns/eingabe.html, เรียกข้อมูลเมื่อ 22 May 2008
- ^ "accessed 20 March 2010", Fox News, 17 October 2003. สืบค้นวันที่ 20 April 2010
- ^ Shirer 1960, p. 184.
- ^ Bullock 1962, p. 262.
- ^ Shirer 1960, p. 194.
- ^ Shirer 1960, p. 192.
- ^ Bullock 1999, p. 262.
- ^ Bullock 1962, p. 265.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedPotsdam1933 - ^ Shirer 1960, p. 196–197.
- ^ Shirer 1960, p. 198.
- ^ 129.0 129.1 Shirer 1960, p. 199.
- ^ Bullock 1999, p. 269.
- ^ 131.0 131.1 Shirer 1960, p. 201.
- ^ Shirer 1960, p. 202.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedEvans2003 - ^ Kershaw 2008, pp. 309–314.
- ^ Tames 2008, pp. 4–5.
- ^ Kershaw 2008, pp. 313–315.
- ^ Shirer 1960, p. 220.
- ^ Bullock 1962, p. 309.
- ^ Fest 1974, p. 476.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedNYTimes1932 - ^ Kershaw 2008, pp. 392, 393.
- ^ Shirer 1960, p. 312.
- ^ Kershaw 2008, pp. 393–397.
- ^ Kershaw 2008, pp. 397–398.
- ^ Shirer 1960, p. 259–260.
- ^ Shirer 1960, p. 258.
- ^ Shirer 1960, p. 262.
- ^ Speer 1971, pp. 118–119.
- ^ Weinberg 1970, pp. 26–27.
- ^ Kershaw 1999, pp. 490–491.
- ^ Kershaw 1999, pp. 492, 555–556, 586–587.
- ^ Carr 1972, p. 23.
- ^ Kershaw 2008, p. 297.
- ^ Messerschmidt 1990, pp. 601–602.
- ^ Hildebrand 1973, p. 39.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedRoberts1975 - ^ Messerschmidt 1990, pp. 630–631.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedMartel1999 - ^ Carr 1972, pp. 56–57.
- ^ Messerschmidt 1990, p. 642.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedAigner1985 - ^ 162.0 162.1 Messerschmidt 1990, pp. 636–637.
- ^ Carr 1972, pp. 73–78.
- ^ Messerschmidt 1990, p. 638.
- ^ Kershaw 1999, pp. 567–568.
- ^ Overy 2005, p. 252.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedGellately1996 - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedSteinberg1995 - ^ Snyder 2010, p. 416.
- ^ Kershaw 2008, p. 683.
- ^ Shirer 1960, p. 965.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedNaimark2002 - ^ Shirer 1960, p. 967.
- ^ Kershaw 2008, p. 687.
- ^ Megargee 2007, p. 146.
- ^ Megargee 2007, p. 144.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedYadVashemRemembrance - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedYadVashem - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedHolocaustMemorialMuseum - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedHancock2004 - ^ Shirer 1960, p. 946.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedUSHolocaustMemorial - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedNiewyk2000 - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedGoldhagen1996 - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedDowning2005 - ^ Bloch 1992, pp. 178–179.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedPlating2011 - ^ Butler & Young 1989, p. 159.
- ^ Bullock 1962, p. 434.
- ^ Overy 2005, p. 425.
- ^ Weinberg 1980, pp. 334–335.
- ^ Weinberg 1980, pp. 338–340.
- ^ Weinberg 1980, p. 366.
- ^ Weinberg 1980, pp. 418–419.
- ^ Kee 1988, pp. 149–150.
- ^ Weinberg 1980, p. 419.
- ^ Murray 1984, pp. 256–260.
- ^ Bullock 1962, p. 469.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedOvery1999 - ^ Kee 1988, pp. 202–203.
- ^ Weinberg 1980, pp. 462–463.
- ^ Messerschmidt 1990, p. 672.
- ^ Messerschmidt 1990, pp. 671, 682–683.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedRothwell2001 - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedTime1939-2 - ^ 206.0 206.1 Murray 1984, p. 268.
- ^ Shirer 1960, p. 448.
- ^ Weinberg 1980, pp. 579–581.
- ^ 209.0 209.1 Messerschmidt 1990, pp. 688–690.
- ^ 210.0 210.1 Weinberg 1980, pp. 537–539, 557–560.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedMaiolo1998 - ^ Weinberg 1980, p. 558.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedRobertson1985 - ^ Bloch 1992, p. 228.
- ^ 215.0 215.1 Overy 1989, p. 56.
- ^ Bloch 1992, pp. 210, 228.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedCraig1983 - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedOvery1999-2 - ^ Robertson 1963, pp. 181–187.
- ^ Bloch 1992, pp. 252–253.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedWeinberg1995 - ^ Bloch 1992, pp. 255–257.
- ^ Weinberg 1980, pp. 561–562, 583–584.
- ^ Messerschmidt 1990, p. 714.
- ^ Bloch 1992, p. 260.
- ^ Hakim 1995.
- ^ 227.0 227.1 227.2 Rees 1997, pp. 141–145.
- ^ Kershaw 2008, p. 527.
- ^ 229.0 229.1 229.2 229.3 Rees 1997, pp. 148–149.
- ^ Shirer 1960, pp. 696–730.
- ^ Shirer 1960, pp. 731–737.
- ^ Shirer 1960, pp. 774–782.
- ^ Kershaw 2008, p. 580.
- ^ Kershaw 2008, p. 570.
- ^ Kershaw 2008, p. 604–605.
- ^ Kurowski 2005, pp. 141–142.
- ^ Hitler s Private Library / Timothy W. Ryback
[แก้] อ้างอิง
- Beevor, Antony (2002), Berlin - The Downfall 1945, Viking-Penguin Books, ISBN 0-670-88695-5
- Bloch, Michael (1992), Ribbentrop, New York: Crown Publishing, ISBN 0517593106
- Bullock, A. (1962), Hitler: A Study in Tyranny, Penguin Books, ISBN 0140135642
- Butler, Ewan; Young, Gordon (1989), The Life and Death of Hermann Göring, David & Charles, ISBN 071539455X
- Carr, William (1972), Arms, Autarky and Aggression, London: Edward Arnold, ISBN 9780713156683
- Conway, John S. (1968), The Nazi Persecution of the Churches 1933–45, ISBN 0297763156
- Cornish, Kimberley (1999), The Jew of Linz: Hitler, Wittgenstein and their secret battle for the mind, ISBN 0712679359
- Crozier, Andrew (1988), Appeasement and Germany's Last Bid for Colonies, London: Macmillan Press, ISBN 0312015461
- Dawidowicz, Lucy (1976), A Holocaust Reader, New York: Behrman House, ISBN 0874412196
- Dawidowicz, Lucy (1986), The War Against the Jews, Bantam Books, ISBN 0874412226
- Doerr, Paul (1998), British Foreign Policy, Manchester: Manchester University Press, ISBN 0719046726
- Dollinger, Hans (28 March 1995), The Decline and Fall of Nazi Germany and Imperial Japan, Gramercy, ISBN 0517123991
- Fest, Joachim C. (1970), The Face Of The Third Reich, London: Weidenfeld & Nicolson, ISBN 0297179497
- Fest, Joachim C. (1974), Hitler, New York: Harcourt Trade Publishers, ISBN 0745639186
- Fischer, Thomas (2008), Soldiers Of the Leibstandarte. J.J. Fedorowicz Publishing, Inc. ISBN 978-0-921991-91-5.
- Haffner, Sebastian (1979), The Meaning of Hitler, Harvard University Press, ISBN 067455776X
- Hakim, Joy (1995), A History of Us: War, Peace and all that Jazz, New York: Oxford University Press, ISBN 0-19-509514-6
- Halperin, S. William (1965) [1946], Germany Tried Democracy: A Political History of the Reich from 1918 to 1933, The Norton Library, ISBN 0-393-00280-2
- Hamann, Brigitte; Thornton, Thomas (1999), Hitler's Vienna. A dictator's apprenticeship, Oxford University Press, ISBN 0195125371
- Hildebrand, Klaus (1973), The Foreign Policy of the Third Reich, London: Batsford
- Hitler, Adolf; Norman Hepburn Baynes (1942), The Speeches of Adolf Hitler, April 1922 – August 1939, London: Oxford University Press, ISBN 0-598-75893-3
- Hitler, Adolf; Raoul Jean Jacques Francois De Roussy De Sales, ed (1973), My New Order, Octagon Books, ISBN 0-374-93918-7
- Hitler, Adolf (15 September), Mein Kampf, Mariner Books, ISBN 0395925037
- Joachimsthaler, Anton (1996, 1999), The Last Days of Hitler – The Legends – The Evidence – The Truth, Brockhampton Press, ISBN 1-86019-902-X
- Kee, Robert (1988), Munich, London: Hamish Hamilton, ISBN 0241125375
- Keegan, John (1987), The Mask of Command: A Study of Generalship, Pimlico (Random House), ISBN 0712665269
- Keegan, John (1989), The Second World War, Glenfield, New Zealand: Hutchinson, ISBN 0681970626
- Kershaw, Ian (1999), Hitler: 1889–1936: Hubris, New York: W. W. Norton & Company, ISBN 0393046710
- Kershaw, Ian (2000a), The Nazi Dictatorship: Problems and Perspectives of Interpretation (4th ed.), London: Arnold, ISBN 0340760281
- Kershaw, Ian (2000b), Hitler, 1936–1945: Nemesis, New York; London: W. W. Norton & Company, ISBN 0393322521
- Kershaw, Ian (2008), Hitler: A Biography, W.W. Norton & Co, ISBN 0-393-06757-2
- Kurowski, Franz (2005), The Brandenburger Commandos: Germany's Elite Warrior Spies in World War II, Mechanicsburg, Pennsylvania: Stackpole Book, ISBN 978-08117-3250-5, 10: 0-8117-3250-9
- Langer, Walter C. (1972), The Mind of Adolf Hitler, New York: Basic Books, ISBN 0465046207
- Lewis, David (2003), The Man who invented Hitler, Hodder Headline, ISBN 0-7553-1148-5
- Linge, Heinz (2008), With Hitler to the End. Frontline Books-Skyhorse Publishing, Inc. ISBN 1-60239-804-6.
- Machtan, Lothar (2001), The Hidden Hitler, New York: Basic Books, ISBN 0-465-04308-9
- Marrus, Michael (2000), The Holocaust in History, Toronto: Key Porter, ISBN 0299234045
- Murray, Williamson (1984), The Change in the European Balance of Power, Princeton: Princeton University Press, ISBN 0691054134
- O'Donnell, James (1978, 2001), The Bunker, New York: Da Capo Press, ISBN 0-306-80958-3
- Overy, Richard; Wheatcroft, Andrew (1989), The Road To War, London: Macmillan, ISBN 0-14-028530-X
- Overy, Richard (2005), The Dictators: Hitler's Germany, Stalin's Russia, Penguin Books, ISBN 0393020304
- Payne, Robert (1990), The Life and Death of Adolf Hitler, New York, New York: Hippocrene Books, ISBN 0880294027
- Rees, Laurence (1997), The Nazis: A Warning From History, New York: New Press, ISBN 0563387041
- Rißmann, Michael (2001) (ในภาษาGerman), Hitlers Gott. Vorsehungsglaube und Sendungsbewußtsein des deutschen Diktators, Zürich München: Pendo, ISBN 3-85842-421-8
- Roberts, Andrew (1991), The Holy Fox, London: Weidenfeld and Nicolson, ISBN 0297811339
- Robertson, E.M. (1963), Hitler's Pre-War Policy and Military Plans, London: Longmans
- Röpke, Wilhelm (1946), The Solution to the German Problem, G. P. Putnam's Sons
- Rosenbaum, R. (1998), Explaining Hitler: The Search for the Origins of his Evil, Macmillan Publishers, ISBN 006095339X
- Shirer, William L. (1990 reprint), The Rise and Fall of the Third Reich, Simon & Schuster, ISBN 0-671-72868-7
- Speer, Albert (2003), Inside the Third Reich, Weidenfeld & Nicolson History, ISBN 1-842-127357
- Steigmann-Gall, Richard (2003), The Holy Reich: Nazi Conceptions of Christianity, 1919–1945, Cambridge; New York: Cambridge University Press, doi:10.2277/0521823714, ISBN 0521823714
- Strobl, Gerwin (2000), The Germanic Isle, Cambridge, United Kingdom: Cambridge University Press, ISBN 0521782651
- Toland, John (1991 reprint), Adolf Hitler: The Definitive Biography, Doubleday, ISBN 0385420536
- Tooze, Adam (2006), The Wages of Destruction, New York: Viking Press, ISBN 0670038261
- Waite, Robert G. L. (1993), The Psychopathic God: Adolf Hitler, Da Capo Press, ISBN 0-306-80514-6
- Weinberg, Gerhard (1970), The Foreign Policy of Hitler's Germany Diplomatic Revolution in Europe 1933–1936, Chicago, Illinois: University of Chicago Press, ISBN 0226885097
- Weinberg, Gerhard (1980), The Foreign Policy of Hitler's Germany Starting World War II, Chicago, Illinois: University of Chicago Press, ISBN 0226885119
- Wheeler-Bennett, John (1967), The Nemesis of Power, London: Macmillan, ISBN 1403918120
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- หนังสือเรื่อง "คนไทยในกองทัพนาซี" ของสำนักพิมพ์สารคดี
- Hitler, A. (1925). Mein Kampf.
- Forgetting the Past to Prevent Repeating It Global Journalist Magazine
| สมัยก่อนหน้า | อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ | สมัยถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| เคิร์ต ฟอน ชไลเชอร์ | นายกรัฐมนตรีเยอรมนี (1933–1945) |
โยเซฟ เกิบเบิลส์ | ||
| พอล ฟอน ฮินเดนบูร์ก ประธานาธิบดี |
ฟือแรร์แห่งเยอรมนี (1934–1945) |
คาร์ล เดอนิตซ์ ประธานาธิบดี |
||
| อันตอน เดร็กซ์แลร์ | ผู้นำพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน (1921–1945) |
|||
| ฟรานซ์ เพฟเฟอร์ ฟอน ซาโลมอน | ผู้นำเอสเอ (1930–1945) |
|||
| วอลเทอร์ ฟอน เบราชิตช์ | ผู้บัญชาการทหารบก (1941–1945) |
แฟร์ดินันด์ เชิร์นเนอร์ | ||
| เจียง ไคเช็กและมาดามซ่งเหม่ยหลิง | บุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ (ค.ศ. 1938) |
โจเซฟ สตาลิน |
|
|||||||||||||||||