ปฏิบัติการบากราติออน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ปฏิบัติการบากราติออน
เป็นส่วนหนึ่งของ แนวรบด้านตะวันออกในสงครามโลกครั้งที่สอง
German prisoners of war in Moscow, July 1944
เชลยศึกเยอรมันทั่วกรุงมอสโก
วันที่ 22 มิถุนายน - 19 สิงหาคม 1944
สถานที่ สหภาพโซเวียต (เบลารุสและรัฐบอลติกปัจจุบัน) และทางตะวันออกของโปแลนด์
ผลลัพธ์ โซเวียตได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด, กองทัพกลุ่มกลางของเยอรมนีเกือบถูกทำลายลงอย่างเด็ดขาด
คู่ขัดแย้ง
นาซีเยอรมนี นาซีเยอรมนี
โรมาเนีย ราชอาณาจักรโรมาเนีย
ฮังการี ราชอาณาจักรฮังการี
Flag of the Soviet Union สหภาพโซเวียต
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
นาซีเยอรมนี แอร์นสท์ บุช (ถึง 28 มิถุนายน)
นาซีเยอรมนี วัลเธอร์ โมเดล (กองทัพกลุ่มกลาง)
นาซีเยอรมนี ฮันส์ จอร์ดัน (กองทัพที่ 9)
นาซีเยอรมนี เกออร์ก-ฮันส์ ไรน์ฮาร์ดท์ (กองทัพแพนเซอร์ที่ 3)
นาซีเยอรมนี คุร์ท ฟอน ทิพเพลสเคียร์ช (กองทัพที่ 4)
นาซีเยอรมนี วัลเทอร์ ไวสส์ (กองทัพที่ 2)
สหภาพโซเวียต เกออร์กี จูคอฟ
สหภาพโซเวียต อะเลคซันดร์ วาซีเลฟสกี
สหภาพโซเวียต ฮอฟฮันเนส บากรัมยัน (แนวรบบอลติกที่ 1)
สหภาพโซเวียต อีวาน เชียร์นยาฮอฟสกี (แนวรบเบลารุสที่ 3)
สหภาพโซเวียต คอนสตันติน โรคอสซอฟสกี (แนวรบเบลารุสที่ 1)
สหภาพโซเวียต กีออร์กี ชาฮารอฟ (แนวรบเบลารุสที่ 2)
กำลัง
"กำลังพลแนวหน้า" 486,493 นาย[1]
กำลังพลสนับสนุนและไม่ใช่กำลังรบ 400,000 นาย[2]
รถถัง 118 คัน[3]
รถปืนใหญ่อัตตาจร (assualt gun) 377 คัน[3]
ปืนใหญ่ 2,589 กระบอก[3]
อากาศยาน 602 ลำ[3]
ทหารโซเวียต 2,331,700 นาย
(ไม่รวมกำลังเพิ่มเติม)
ทหารโปแลนด์ 79,900 นาย
รถถัง 2,715 คัน[3]
รถปืนใหญ่อัตตาจร 1,355 คัน[3]
ปืนใหญ่ 24,363 กระบอก[3]
อากาศยาน 5,327 ลำ[4]
กำลังพลสูญเสีย
  • ไม่ทราบความสูญเสียแน่ชัด
  • แหล่งข้อมูลฝ่ายโซเวียต:
  • ทหารเสียชีวิต 381,000 นาย
  • ถูกจับเป็นเชลย 158,480 นาย[5]
  • ซาโลกา:
  • ถูกจับเป็นเชลย 150,000 นาย
  • เสียชีวิต สูญหายหรือถูกจับเป็นเชลย 300,000-350,000 นาย[6]
  • ฟรีแซร์:
  • เสียชีวิต 26,397 นาย
  • บาดเจ็บ 109,776 นาย
  • สูญหายหรือถูกจับเป็นเชลย 262,929 นาย
  • รวมทั้งสิ้น 399,102 นาย[7]
  • ทหารเสียชีวิต สูญหายหรือถูกจับเป็นเชลย 180,040 นาย
  • บาดเจ็บหรือป่วย 590,848 นาย
  • รวมทั้งสิ้น 770,888 นาย[8][9]
  • รถถังและรถปืนใหญ่อัตตาจร 2,957 คัน[10]
  • ปืนใหญ่ 2,447 กระบอก[11]
  • อากาศยาน 822 ลำ[11]

ปฏิบัติการบากราติออน (รัสเซีย: Oперация Багратион, อังกฤษ: Operaion Bagration) เป็นชื่อรหัสของปฏิบัติการรุกทางยุทธศาสตร์เบลารุส ค.ศ. 1944 ของโซเวียต ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งกวาดล้องกำลังเยอรมนีออกจากสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตเบลารุสและโปแลนด์ตะวันออก ระหว่างวันที่ 22 มิถุนายนถึง 19 สิงหาคม ค.ศ. 1944

ปฏิบัติการดังกล่าวตั้งตามชื่อของเจ้าชายจอร์เจียสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 ปีเตอร์ บากราติออน (Pyotr Bagration) ซึ่งเป็นพลเอกแห่งกองทัพจักรวรรดิรัสเซียผู้ทรงได้รับบาดแผลฉกรรจ์ในยุทธการโบโรดีโน กองทัพดซเวียตซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการบากราติออนโดยตรงมีแนวรบบอลติกที่ 1 ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอกฮอฟฮันเนส บากรัมยัน, แนวรบเบลารุสที่ 1 ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอกคอนสตันติน โรคอสซอฟสกี ผู้ได้รับการเลื่อนยศเป็นจอมพลเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1944, แนวรบเบลารุสที่ 2 ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอก (Colonel-General) จี. เอฟ. ซาฮารอฟ และแนวรบเบลารุสที่ 3 ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอก (Colonel-General) อีวาน เชียร์นยาฮอฟสกี ปฏิบัติการดังกล่าวลงเอยด้วยการที่กองทัพกลุ่มกลางของเยอรมนีเกือบถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงและกองทัพที่เป็นส่วนของกองทัพกลุ่มกลาง ได้แก่ กองทัพที่ 4, กองทัพแพนเซอร์ที่ 3 และกองทัพที่ 9 มัน "เป็นความพ่ายแพ้อย่างหายนะที่สุดของกองทัพเยอรมันทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สอง"[12] เมื่อสิ้นสุดปฏิบัติการ สหภาพโซเวียตตะวันตกส่วนมากได้รับการพิชิตคืนและกองทัพแดงได้ฐานที่มั่นคงในโรมาเนียและโปแลนด์

เป้าหมายของปฏิบัติการนี้ซับซ้อนกว่ามาก กองทัพแดงปรับใช้มโนทัศน์การปฏิบัติการเชิงลึกโซเวียต ยุทธการเชิงลึกโซเวียตและมาสกีรอฟกา (การลวงทางทหาร) นวัตกรรมของโซเวียตเหล่านี้เป็นไปได้ส่วนหนึ่งเพราะการจัดหารถบรรทุกกว่า 220,000 คันจากสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ทหารราบโซเวียตมียานยนต์ มีการเสนอแนะว่า เป้าหมายหลักของการรุกครั้งนี้ คือ หัวสะพานบนแม่น้ำวิสตูล่าทางตอนกลางของโปแลนด์ และปฏิบัติการบากราติออนนั้นเพื่อสร้างวิกฤตการณ์ในเบลารุสเซียเพื่อหันกองหนุนเคลื่อนที่เร็วไปยังส่วนกลางโดยเป็นส่วนหนึ่งของมาสกีรอฟกา ให้ออกมาจากพื้นที่ลูบลิน-เบรสท์, ลวอฟ-ซันโดเมียร์ซที่ซึ่งโซเวียตตั้งใจจะดำเนินการการรุกลวอฟ-ซานโดเมียร์ซ[13] และการรุกลุบลิน-เบรสท์[14]

อ้างอิง[แก้]

  1. Frieser 2007, p. 531.
  2. Zaloga 1996, p. 22.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6 Frieser 2007, p. 534.
  4. Glantz & House 1995, p. 201.
  5. Glantz&Oreinstein 2004, p. 176.
  6. Zaloga 1996, p. 71
  7. Frieser p. 593–594
  8. Bergstrom 2008, p. 82.
  9. Glantz & House 1995, p. 298.
  10. Krivosheev 1997, p. 371.
  11. 11.0 11.1 Krivosheev 1997, p. 203.
  12. Zaloga 1996, p. 7.
  13. Watt 2008, p. 699.
  14. Watt 2008, p. 669.

บรรณานุกรม[แก้]

" ignored (help)

  • Glantz, David M. (1989). Soviet Military Deception in the Second World War. London: Frank Cass. ISBN 0-7146-3347-X. 
  • Glantz, David M. (2002). The Battle for L'vov, July 1944. Routledge Press. ISBN 978-0-7146-5201-6. 
  • Glantz, David M.; House, Jonathan (1995). When Titans Clashed: How the Red Army Stopped Hitler. Lawrence, Kansas: University Press of Kansas. ISBN 0-7006-0899-0. 
  • Hastings, Max (2004). Armageddon: The Battle for Germany, 1944–1945. Macmillan. ISBN 0-333-90836-8. 
  • Hinze, R. Ostfrontdrama 1944: Rückzugskämpfe der Heeresgruppe Mitte. 
  • Krivosheev, G.F. (1997). Soviet Casualties and Combat Losses in the Twentieth Century. London: Greenhill Books. ISBN 1-85367-280-7. 
  • Merridale, C. (2006). Ivan's War: Inside the Red Army, 1939–45. Faber. ISBN 978-0-571-21809-7. 
  • Mitcham, S. (2007). German Defeat in the East, 1944–5. Stackpole. 
  • Niepold, G., translated by Simpkin, R. (1987). Battle for White Russia: The Destruction of Army Group Centre June 1944. London: Brassey's. ISBN 0-08-033606-X. 
  • Watt, Robert N. (December 2008). "Feeling the Full Force of a Four Front Offensive: Re-Interpreting the Red Army's 1944 Belorussian and L'vov-Peremshyl' Operations". The Journal of Slavic Military Studies (Routledge Taylor & Francis Group) 21 (4): 669–705. doi:10.1080/13518040802497564. 
  • Zaloga, S. (1996). Bagration 1944: The Destruction of Army Group Centre. Osprey Publishing. ISBN 978-1-85532-478-7. 
  • Ziemke, Earl F. (1969). Battle For Berlin: End Of The Third Reich London. Macdonald & Co. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]