ยุทธการที่โอะกินะวะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ยุทธการโอะกินะวะ)
ยุทธการโอะกินะวะ
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามมหาสมุทรแปซิฟิกในสงครามโลกครั้งที่สอง
นาวิกโยธิน 2 นายจากกองพันที่ 2 กองพลนาวิกโยธินที่ 1 กำลังเคลื่อนที่บนสันเขาวานา (Wana) ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1945
นาวิกโยธิน 2 นายจากกองพันที่ 2 กองพลนาวิกโยธินที่ 1 บนสันเขาวานา (Wana) เตรียมยิงคุ้มกันด้วยปืนกลทอมป์สัน พฤษภาคม ค.ศ. 1945
วันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1945 – 22 มิถุนายน ค.ศ. 1945
สถานที่ โอะกินะวะ ญี่ปุ่น
ผลลัพธ์ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะ
คู่ขัดแย้ง
Flag of the United States สหรัฐอเมริกา
Flag of the United Kingdom สหราชอาณาจักร
ธงชาติของแคนาดา แคนาดา
ธงชาติของออสเตรเลีย ออสเตรเลีย
ธงชาติของนิวซีแลนด์ นิวซีแลนด์
ญี่ปุ่น จักรวรรดิญี่ปุ่น
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
สหรัฐอเมริกา ไซมอน บี. บัคเนอร์ 

สหรัฐอเมริกา รอย ไกเกอร์

สหรัฐอเมริกา โจเซฟ สทิลเวลล์

สหรัฐอเมริกา เชสเตอร์ ดับเบิลยู. นิมิตซ์
สหรัฐอเมริกา เรย์มอนด์ เอ. สพรัวนซ์
สหราชอาณาจักร บรูค ฟราเซอร์

ญี่ปุ่น มิสึรุ อุชิจิมะ 

ญี่ปุ่น อิซะมุ โช 

ญี่ปุ่น ฮิโระมิชิ ยะมะระ (ถูกจับ)

ญี่ปุ่น มิโนะรุ โอตะ 
ญี่ปุ่น เคโซ โคะมุระ

กำลัง
183,000[1] 117,000[2]
กำลังพลสูญเสีย
เสียชีวิต 12,513
บาดเจ็บ 38,916
สูญเสียจากเหตุการณ์ที่ไม่ใช่การรบ 33,096
เสียชีวิตประมาณ 110,000
ถูกจับ 7,400–10,755
ประชาชนเสียชีวิตประมาณ 42,000–150,000

ยุทธการโอะกินะวะ หรือชื่อรหัส ปฏิบัติการภูเขาน้ำแข็ง (อังกฤษ: Operation Iceberg)[3] เป็นการสู้รบบนหมู่เกาะรีวกีวของโอะกินะวะและเป็นสงครามสะเทินน้ำสะเทินบกขนาดใหญ่ที่สุดในสงครามมหาสมุทรแปซิฟิก[4][5] การรบกินเวลาถึง 82 วันจากต้นเดือนเมษายนถึงกลางเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1945 หลังดำเนินการต่อสู้แบบกบกระโดดไปทีละเกาะ (campaign of island hopping) อันยาวนาน สัมพันธมิตรก็ได้เข้ามาใกล้ประเทศญี่ปุ่น สัมพันธมิตรวางแผนที่จะใช้โอะกินะวะซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น 550 กิโลเมตรเป็นฐานบินสำหรับปฏิบัติการตามแผนการบุกแผ่นดินใหญ่ญี่ปุ่น (ชื่อรหัสปฏิบัติการดาวน์ฟอล) 4 กองพลของกองทัพที่ 10 สหรัฐคือ กองพลที่ 7, 27, 77 และ 96 และนาวิกโยธิน 2 กองพล คือ กองพลที่ 1 และ 6 ต่อสู้บนเกาะขณะที่นาวิกโยธินกองพลที่ 2 เป็นกองหนุนลอยลำแต่ไม่ได้ยกพลขึ้นฝั่ง การบุกได้รับการสนันสนุนจากกองทัพเรือ กำลังรบสะเทินน้ำสะเทินบก และกองทัพอากาศยุทธวิธี

ยุทธการนี้ในภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า "Typhoon of Steel (ไต้ฝุ่นเหล็ก)" และในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า tetsu no ame (เทะสึ โนะ อะเมะ) ("ฝนเหล็ก") หรือ tetsu no bōfū (เทะสึ โนะ โบฟู) ("ลมเหล็กกรรโชก") เป็นชื่อเล่นที่มาจากความโหดร้ายในการรบ, กระสุนปืนที่ปลิวว่อนไปทั่วสนามรบ, ความรุนแรงของการโจมตีแบบกามิกาเซ่จากฝ่ายญี่ปุ่น และจำนวนเรือและยานพาหนะของฝ่ายสัมพันธมิตรที่จู่โจมสู่เกาะ เป็นการรบที่มีจำนวนคนตายหรือได้รับบาดเจ็บสูงที่สุดสมรภูมิหนึ่งในสงครามมหาสมุทรแปซิฟิกของสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นสูญเสียทหารมากกว่า 100,000 นายและฝ่ายสัมพันธมิตรมีทหารเจ็บหรือตายมากกว่า 50,000 นาย ในเวลาเดียวกันนั้นมีประชาชนเสียชีวิต บาดเจ็บ ฆ่าตัวตายเพราะโดนข่มขืน มากกว่า 100,000 คน (12,000 ตายในการรบ) ประมาณกันว่าหนึ่งในสี่ของประชากรเสียชีวิตเนื่องจากการบุกรุกครั้งนี้ การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโระชิมะและนะงะซะกิและสหภาพโซเวียตเข้าร่วมในสงครามทำให้ญี่ปุ่นยอมจำนนหนึ่งสัปดาห์หลังสิ้นสุดการสู้รบที่โอะกินะวะ

คำสั่งยุทธการ[แก้]

กองกำลังภาคพื้นดิน[แก้]

กองกำลังภาคพื้นดินสหรัฐประกอบด้วย กองทัพที่ 10 บังคับบัญชาโดยพลโท ซิมมอน โบลิเวอร์ บักเนอร์ จูเนียร์ (Simon Bolivar Buckner, Jr.) มี 2 กองทัพน้อยภายใต้บังคับบัญชา คือ กองทัพน้อยสะเทินน้ำสะเทินบกที่ 3 ภายใต้การบังคับบัญชาของพลตรี รอย์ จีเจอร์ (Roy Geiger) ประกอบด้วย กองพลนาวิกโยธินที่ 1 และกองพลนาวิกโยธินที่ 6 และกองทัพน้อยที่ 24 ภายใต้การบังคับบัญชาของพลตรี จอห์น อาร์. ฮอดก์ (John R. Hodge) ประกอบด้วย กองพลทหาราบที่ 7 และกองพลทหาราบที่ 96 กองพลนาวิกโยธินที่ 2 เป็นกองกำลังลอยลำสำรอง กองทัพที่ 10 ยังกำกับดูแลกองพลที่ 27 ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองกำลังรักษาการณ์ และกองพลทหารราบที่ 77 รวมทั้งสิ้น กองทัพที่ 10 มีกำลังพลเป็นทหาร 102,000 นายและนาวิกโยธิน 81,000 นาย

ผู้บังคับบัญชากองทัพที่ 32 ของญี่ปุ่น ถ่ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945

กองกำลังภาคพื้นดินของญี่ปุ่นในการทัพนี้ (กองกำลังป้องกันหลัก) ประกอบด้วย ทหารที่ยังแข็งแรง 67,000 นาย (ข้อมูบางแหล่งเป็น 77,000 นาย) จากกองทัพภาคที่ 32 และกองทหารของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น (IJN) 9,000 นายจากฐานทัพเรือโอะโระกุ (Oroku) (มีเพียงสองสามร้อยนายเท่านั้นที่ได้รับการฝึกและมีอุปกรณ์สำหรับการต่อสู้บนพื้นดิน) มีกองหนุนเป็นชาวรีวกีวที่เกณฑ์มาจำนวน 39,000 คน (ประกอบด้วย กองหนุนส่วนหลังที่เกณฑ์มาอย่างเร่งด่วนจำนวน 24,000 คน ซึ่งเรียกว่า Boeitai (โบะเอตะอิ) และกรรมกรอีก 15,000 คน) นอกจากนี้ยังมีองค์กรเด็กชายมัธยมต้นชั้นปีสุดท้าย "หน่วยอาสาสมัครเหล็กและเลือด (Iron and Blood Volunteer Units)" จำนวน 1,500 คน ปฏิบัติการอยู่ที่แนวหน้า ในขณะเดียวกัน มีการจัดตั้งนักเรียนฮิเมะยุริ (Himeyuri Students) 600 คนเป็นหน่วยพยาบาล[6]

กองทัพที่ 32 ประกอบไปด้วยกองพลที่ 9 กองพลที่ 24 และกองพลที่ 62 และกองพลน้อยผสมอิสระที่ 44 กองพลที่ 9 ได้เคลื่อนพลไปยังเกาะไต้หวันก่อนการโจมตี ซึ่งเป็นผลของการเปลี่ยนแผนการป้องกันของญี่ปุ่น กองกำลังการป้องกันส่วนแรกทำหน้าที่ป้องการด้านใต้ นำโดยพลโทมิสึรุ อุชิจิมะ (Mitsuru Ushijima) ผู้บัญชาการ พลโทอิซะมุ โช (Isamu Chō) เสนาธิการ และพันเอกฮิโระมิชิ ยะฮะระ (Hiromichi Yahara) เสนาธิการปฏิบัติการ ยะฮะระเป็นที่ปรึกษายุทธวิธีรับ ขณะที่โชเป็นที่ปรึกษายุทธวิธีรุก กองกำลังตอนเหนือมีพันเอกทะเกะฮิโดะ อุโดะ (Takehido Udo) เป็นผู้บังคับบัญชา กองทหารกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นนำโดยพลเรือตรีมิโนะรุ โอะตะ (Minoru Ota) ญี่ปุ่นคาดว่าสหรัฐจะยกพลขึ้นบก 6–10 กองพลและปะทะกับกองทหารรักษาการณ์ของญี่ปุ่นจำนวนสองกองพลครึ่ง เสนาธิการคำนวณว่าด้วยจำนวนและอาวุธที่ดีกว่าของสหรัฐในแต่ละกองพลจะทำให้สหรัฐมีอำนาจการยิงเหนือญี่ปุ่นห้าหรือหกเท่า และเพิ่มเติมด้วยอำนาจการยิงจากเรือจำนวนมากและอากาศยาน

กองกำลังภาคพื้นทะเล[แก้]

กองทัพเรือสหรัฐ[แก้]

กองกำลังส่วนมากเป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีแบบอากาศสู่อากาศ และส่วนที่เหลือเป็นเครื่องบินดำทิ้งระเบิดและอากาศยานโจมตีภาคพื้นดินจากเรือบรรทุกอากาศยานของกองทัพเรือสหรัฐ ญี่ปุ่นได้ใช้กลยุทธ์ กามิกาเซ่ ตั้งแต่ยุทธนาวีอ่าวเลย์เต แต่ในยุทธการโอะกินะวะ เป็นครั้งแรกที่ยุทธวิธีนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการป้องกัน ระหว่างที่สหรัฐยกพลขึ้นบกเมื่อวัน 1 เมษายน ถึง 25 พฤษภาคม มีการพยายามโจมตีแบบ กามิกาเซ่ ครั้งใหญ่ๆ ถึง 7 ครั้ง ซึ่งใช้เครื่องบินมากกว่า 1,500 เครื่อง กองทัพเรือสหรัฐประสบกับความสูญเสียด้วยวิธีนี้มากกว่าการสู้รบอื่นในสงคราม

เครือจักรภพอังกฤษ[แก้]

ยุทธนาวี[แก้]

ปฏิบัติการเท็งโง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]