นาซีเยอรมนี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มหาจักรวรรดิเยอรมัน
Deutsches Reich
(ดอยท์เชสไรช์)
Großdeutsches Reich
(โกรสส์ดอยท์เชสไรช์)
1933–1945
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญ
"Ein Volk, ein Reich, ein Führer."

"หนึ่งประชาชน หนึ่งจักรวรรดิ หนึ่งผู้นำ"

เพลงชาติ
ดัสลีดแดร์ดอยท์เชิน

(อย่างเป็นทางการ)
ดัสลีดแดร์ดอยท์เชินบทที่หนึ่ง
ตามด้วยเพลงฮอสท์-เวสเซิล-ลีด

อาณาเขตของนาซีเยอรมนี
เมืองหลวง เบอร์ลิน
ภาษา ภาษาเยอรมัน
การปกครอง รัฐพรรคการเมืองเดียว ชาติสังคมนิยม เผด็จการเบ็ดเสร็จ
ประธานาธิบดี / ฟือเรอร์
 - 1933–1934 เพาล์ ฟอน ฮินเดนบูร์ก
 - 1934–1945 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์[1]
 - 1945 คาร์ล เดอนิทซ์
นายกรัฐมนตรี
 - 1933–1945 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
 - 1945 โยเซฟ เกิบเบิลส์
 - 1945 ลุทส์ กรัฟ ชเวริน วอน โครซิค
ยุคประวัติศาสตร์ สมัยระหว่างสงคราม/
สงครามโลกครั้งที่สอง
 - มัคท์แอร์ไกรฟุง 30 มกราคม 1933 1933
 - ไกลช์ชัลทุง 27 กุมภาพันธ์ 1933
 - อันชลุสส์ 13 มีนาคม 1938
 - การบุกครองโปแลนด์ 1 กันยายน 1939
 - ล่มสลาย 8 พฤษภาคม 1945 1945
พื้นที่
 - 1934 [2] 470,083 กม.2 (181,500 ตร. ไมล์)
 - 1937 633,786 กม.2 (244,706 ตร. ไมล์)
 - 1939 753,687 กม.2 (291,000 ตร. ไมล์)
 - 1941 1,925,268 กม.2 (743,350 ตร. ไมล์)
ประชากร
 - 1934 ประเมิน [2] 60,000,000 
     ความหนาแน่น 127.6 /km2  (330.6 /sq mi)
 - 1937 ประเมิน 69,314,000 
     ความหนาแน่น 109.4 /km2  (283.3 /sq mi)
 - 1939 ประเมิน 88,000,000 
     ความหนาแน่น 116.8 /km2  (302.4 /sq mi)
 - 1941 ประเมิน 147,197,000 
     ความหนาแน่น 76.5 /km2  (198 /sq mi)
เงินตรา ไรช์มาร์ค
ก่อนหน้า
ถัดไป
สาธารณรัฐไวมาร์
ซาร์ (สันนิบาตชาติ)
สหพันธรัฐออสเตรีย
สาธารณรัฐเชโกสโลวาเกีย
แคว้นไคลพาดา
นครเสรีดันซิก
สาธารณรัฐโปแลนด์ที่สอง
ราชอาณาจักรอิตาลี
ยูเพน-มาลเมดี
ลักเซมเบิร์ก
อัลซาส-ลอร์แรน
เขตดราวา
เยอรมนีที่ถูกสัมพันธมิตรยึดครอง
ออสเตรียที่ถูกสัมพันธมิตรยึดครอง
สาธารณรัฐเชโกสโลวาเกียที่สาม
สาธารณรัฐโปแลนด์
ลักเซมเบิร์ก
มณฑลคาลินินกราด
ซาร์ในอารักขา
ราชอาณาจักรอิตาลี
อาลซัส-ลอแรน
เขตยูเพน-มาลเมดี
สาธารณรัฐประชาชนสโลวีเนีย
1พื้นที่และประชากรนับรวมดินแดนที่นาซีเยอรมนีได้มายามสงครามด้วย

นาซีเยอรมนี (อังกฤษ: Nazi Germany) หรือ จักรวรรดิที่สาม (อังกฤษ: Third Reich) เป็นชื่อสามัญเรียกประเทศเยอรมนี ระหว่างปี 1933 ถึง 1945 โดยมีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมันปกครอง นาซีเยอรมนีตั้งอยู่ในทวีปยุโรป มีกรุงเบอร์ลินเป็นเมืองหลวง มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า จักรวรรดิเยอรมัน (เยอรมัน: Deutsches Reich) และ มหาจักรวรรดิเยอรมัน (เยอรมัน: Großdeutsches Reich) นับตั้งแต่ปี 1943 เป็นต้นมา[3] ในสมัยของฮิตเลอร์ เยอรมนีกลายสภาพเป็นรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ ซึ่งการใช้ชีวิตแทบทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของรัฐ นาซีเยอรมนีล่มสลายหลังถูกฝ่ายสัมพันธมิตรเอาชนะในเดือนพฤษภาคม 1945 และยุติสงครามโลกครั้งที่สองในทวีปยุโรป

ความพ่ายแพ้ของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และอีกหลายปัจจัย ส่งผลให้พรรคนาซีได้รับความนิยม เมื่อวันที่ 30 มกราคม 1933 ฮิตเลอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีโดยประธานาธิบดีเพาล์ ฟอน ฮินเดนบูร์ก แห่งสาธารณรัฐไวมาร์ จากนั้น พรรคนาซีเริ่มกำจัดคู่แข่งทางการเมืองและรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ฮินเดนบูร์กถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 1934 และฮิตเลอร์กลายเป็นผู้เผด็จการแห่งเยอรมนีเมื่อเขารวมอำนาจแและตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเข้าด้วนกัน มีการลงประชามติระดับชาติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 1934 ซึ่งยืนยันว่าฮิตเลอร์เป็นฟือแรร์ (ผู้นำ) แต่ผู้เดียวของเยอรมนี อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือของฮิตเลอร์ และคำของเขาอยู่เหนือกฎหมายทั้งปวง รัฐบาลมิได้เป็นหน่วยที่ประสานงานร่วมมือกัน หากแต่เป็นกลุ่มแยกต่าง ๆ ที่แก่งแย่งสะสมอำนาจและได้รับความความนิยมจากฮิตเลอร์ รัฐบาลนาซีฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและยุติการว่างงานขนานใหญ่โดยทุ่มรายจ่ายทางทหารอย่างหนักและใช้เศรษฐกิจแบบผสม[4] มีการดำเนินการโยธาอย่างกว้างขวาง รวมทั้งการก่อสร้างออโตบาห์น การที่เศรษฐกิจกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้งทำให้รัฐบาลได้รับความนิยมอย่างสูง

คตินิยมเชื้อชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อต้านยิว เป็นลักษณะสำคัญของนาซีเยอรมนี นาซีเชื่อว่า กลุ่มชนเจอร์มานิค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เชื้อชาตินอร์ดิก (Nordic race) เป็นตัวแทนที่บริสุทธิ์ที่สุดของเชื้อชาติอารยัน ฉะนั้นจึงเป็นเชื้อชาติปกครอง (master race) ชาวยิวและชนกลุ่มอื่นที่ถูกมองว่าไม่พึงปรารถนาถูกเบียดเบียนหรือฆ่า และการค้านการปกครองของฮิตเลอร์ถูกปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม สมาชิกฝ่ายค้านเสรีนิยม สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ถูกฆ่า จำคุกหรือบีบให้ลี้ภัย คริสตจักรก็ถูกกดขี่เช่นกัน โดยผู้นำหลายคนถูกจำคุก การศึกษามุ่งเน้นไปยังชีววิทยาเชื้อชาติ นโยบายประชากร และสมรรถภาพทางกาย โอกาสทางอาชีพและการศึกษาของสตรีถูกตัดทอน การบันเทิงและการท่องเที่ยวถูกจัดโดยทางโครงการความแข็งแรงผ่านความรื่นเริง (Strength Through Joy) และโอลิมปิกฤดูร้อน 1936 จัดแสดงจักรวรรดิไรช์ที่สามในเวทีระหว่างประเทศ รัฐมนตรีโฆษณาการ โยเซฟ เกิบเบิลส์ ใช้ภาพยนตร์ การชุมนุมมวลชน และวาทศิลป์จับจิตของฮิตเลอร์เพื่อควบคุมมติมหาชนอย่างได้ผล[5] รัฐบาลควบคุมการแสดงออกทางศิลปะ โดยสนับสนุนศิลปะบางรูปแบบ แต่ขัดขวางหรือห้ามศิลปะรูปแบบอื่น[6]

เยอรมนียื่นข้อเรียกร้องดินแดนที่ก้าวร้าวขึ้นเรื่อย ๆ และขู่ทำสงครามหากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการสนอง อังกฤษและฝรั่งเศสสนองโดยการจำยอมสละ ด้วยหวังว่า ฮิตเลอร์จะพอใจในที่สุด[7] ออสเตรียถูกผนวกรวมในปี 1938 และซูเดเตนแลนด์ถูกยกให้ผ่านความตกลงมิวนิกในปีเดียวกัน ส่วนที่เหลือของเชโกสโลวาเกียถูกยึดในปี 1939 ฮิตเลอร์ทำสนธิสัญญากับโจเซฟ สตาลิน และการบุกครองโปแลนด์ในเดือนกันยายนปีนั้น เป็นการเปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สองในทวีปยุโรป เยอรมนีพิชิตฝรั่งเศสและยุโรปส่วนมากเมื่อถึงปี 1940 ร่วมกับอิตาลีที่มีเบนิโต มุสโสลินีเป็นผู้นำ และคุกคามสหราชอาณาจักร ชาวยิวและชนกลุ่มที่ถูกมองว่าไม่พึงปรารถนาถูกจำคุกในค่ายกักกัน การนำนโยบายเชื้อชาติของระบอบไปปฏิบัติทำให้มีการสังหารชาวยิวและชนกลุ่มน้อยอื่นเป็นจำนวนมากในฮอโลคอสต์ หลังการบุกครองสหภาพโซเวียตในปี 1941 นาซีเยอรมนีก็เริ่มตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และในปี 1943 ได้ปราชัยในศึกสำคัญหลายครั้ง การทิ้งระเบิดตามนคร ทางรถไฟและโรงกลั่นน้ำมันของเยรอมนีขนานใหญ่ทวีความรุนแรงขึ้นในปี 1944 และในปี 1945 เยอรมนีถูกบุก โดยสหภาพโซเวียตจากทิศตะวันออก และฝ่ายสัมพันธมิตรอื่นทางทิศตะวันตก การยอมจำนนในเดือนพฤษภาคม 1945 ทำให้นาซีเยอรมนีสิ้นสภาพในที่สุด ฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะริเริ่มนโยบายขจัดความเป็นนาซี (denazification) และนำตัวผู้นำนาซีมาไต่สวนอาชญากรรมสงครามในการพิจารณาคดีเนือร์นแบร์ก ส่วนประเทศเยอรมนีถูกยึดครองโดยมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตร ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร[8]

เนื้อหา

ชื่อ[แก้]

ชื่ออย่างเป็นทางการของรัฐ คือ ดอยท์เชสไรช์ ("ไรช์เยอรมัน") ตั้งแต่ปี 1933 ถึง 1943 และกรอสสดอยท์เชสไรช์ ("มหาจักรวรรดิเยอรมัน") ตั้งแต่ปี 1943 ถึง 1945 ชื่อ ดอยท์เชสไรช์ โดยทั่วไปแปลว่า "จักรวรรดิเยอรมัน" หรือ "ไรช์เยอรมัน"[9] คำว่า "ไรช์" มิได้หมายความว่าจักรวรรดิเสมอไป ชื่ออย่างเป็นทางการของเยอรมนียังเป็น "ดอยท์เชสไรช์" ระหว่างสมัยไวมาร์[10]

ส่วนคำว่า "ไรช์ที่สาม" นั้น พวกนาซีรับมา ใช้ครั้งแรกในนวนิยายเมื่อปี 1923 โดยอาร์ทูร์ เมิลเลอร์ ฟัน เดน บรุค[11] ซึ่งนับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในสมัยกลาง (962–1806) เป็นไรช์ที่หนึ่ง และจักรวรรดิเยอรมัน (ค.ศ. 1871–1918) เป็นไรช์ที่สอง ปัจจุบันชาวเยอรมันเรียกสมัยนี้ว่า ไซท์เดสนาซิโยนนัลโซซีอัลอิสมุส หรือย่อเป็น เอ็นเอส-ไซท์ ("สมัยชาติสังคมนิยม") หรือ นาซิโยนนัลโซซีอัลอิสทิสเชอ เกวัลแทร์ชัฟท์ ("ทรราชชาติสังคมนิยม")

ประวัติศาสตร์[แก้]

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์เยอรมนี

สมัยสาธารณรัฐไวมาร์[แก้]

ดูบทความหลักที่: สาธารณรัฐไวมาร์

พรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน (พรรคนาซี) ที่เปลี่ยนชื่อมาจากพรรคกรรมกรเยอรมันซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1919 เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองขวาจัดที่ดำเนินการอยู่ในประเทศเยอรมนีขณะนั้น[12] แนวนโยบายของพรรค ได้แก่ การขจัดสาธารณรัฐไวมาร์ การปฏิเสธเงื่อนไขของสนธิสัญญาแวร์ซาย การต่อต้านยิวอย่างรุนแรง และการต่อต้านบอลเชวิค[13] นาซีสัญญาว่าจะตั้งรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง เพิ่มเลเบนสเราม์ (พื้นที่อยู่อาศัย) สำหรับชนเจอร์เมนิก การสร้างชุมชนชาติที่ยึดเชื้อชาติ และการทำเชื้อชาติให้บริสุทธิ์โดยการปราบปรามยิวอย่างแข็งขัน ซึ่งชาวยิวจะถูกถอดความเป็นพลเมืองและสิทธิพลเมือง[14]

ตั้งแต่ปี 1925 ถึงคริสต์ทศวรรษ 1930 รัฐบาลเยอรมันเปลี่ยนแปลงจากระบอบประชาธิปไตยไปสู่รัฐอำนาจนิยม ชาตินิยมและอนุรักษนิยม ภายใต้ประธานาธิบดี เพาล์ ฟอน ฮินเดนบูร์ก วีรบุรุษสงคราม ผู้ไม่นิยมระบอบเสรีประชาธิปไตยอย่างในสาธารณรัฐไวมาร์[15] ผลการเลือกตั้งสหพันธรัฐในปี 1928 ปรากฏพรรคนาซีได้รับคะแนนเสียงต่ำมาก เพียง 12 ที่นั่ง เนื่องจากความเชื่อมโยงระหว่างฮิตเลอร์กับกบฏโรงเบียร์[16] เมื่อตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาตกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1929 ผลกระทบในเยอรมนีนั้นร้ายแรงมาก หลายล้านคนตกง่าย และธนาคารหลักหลายแห่งล้มละลาย ฮิตเลอร์และพรรคนาซีเตรียมฉวยโอกาสจากภาวะฉุกเฉินนี้เพื่อให้พรรคได้รับการสันบสนุน พวกเขาสัญญาจะเสริมสร้างเศรษฐกิจและจัดหางาน[17] ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจว่าพรรคนาซีสามารถฟื้นฟูระเบียบ ปราบปรามความไม่สงบ และปรับปรุงชื่อเสียงของเยอรมนีในระดับนานาชาติได้ หลังการเลือกตั้งสหพันธรัฐปี 1932 พรรคนาซีเป็นพรรคใหญ่สุดในไรช์ซทัก โดยครอง 230 ที่นั่ง และได้รับคะแนนเสียงคิดเป็นร้อยละ 37.4[18]

การยึดอำนาจ[แก้]

ดูบทความหลักที่: มัคเทอร์ไกรฟุง

วันที่ 30 มกราคม 1933 ประธานาธิบดีฮินเดนบูร์ก ภายใต้แรงกดดันจากฟรันซ์ ฟอน พาเพน แต่งตั้งฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีเยอรมนี เหตุการณ์ดังกล่าวรู้จักกันในชื่อ มัคเทอร์ไกรฟุง ("การยึดอำนาจ") ฟอน พาเพนคาดว่าจะสามารถควบคุมฮิตเลอร์ได้ เพราะตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีและให้นาซีเป็นเสียงข้างน้อยในคณะรัฐมนตรี แม้นาซีจะมีสัดส่วนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุดในการเลือกตั้งทั่วไปไรช์สทักสองครั้งในปี 1932 แต่ก็ยังมิได้ครองเสียงข้างมาก ฉะนั้นฮิตเลอร์จึงนำรัฐบาลผสมที่มีอายุสั้นตั้งโดยพรรคนาซีและพรรคประชาชาติเยอรมัน (DNVP)[19]

เพลิงไหม้รัฐสภาไรช์สทัก

ภายในไม่กี่เดือน รัฐบาลใหม่จัดตั้งเผด็จการพรรคการเมืองเดียวในเยอรมนีด้วยมาตรการทางกฎหมายที่สถาปนารัฐบาลกลางประสานงาน (ดู ไกลช์ชัลทุง) คืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1933 อาคารไรช์สทักถูกวางเพลิง ชาวดัตช์คอมมิวนิสต์คนหนึ่งถูกวินิจฉัยว่ามีความผิด นาซีอ้างว่าเหตุลอบวางเพลิงดังกล่าวเป็นสัญญาณของการลุกฮือของคอมมิวนิสต์ และสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หลายพันคนถูกจับกุม สำนักงานของพรรคถูกเข้าตรวจค้น และสื่อสิ่งพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งหมดถูกห้าม นาซีจำคุกนักโทษจำนวนมากในค่ายกักกันดาเชา กฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรช์สทัก กำหนดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1933 เพิกถอนเสรีภาพพลเมืองส่วนใหญ่ของเยอรมนีเพื่อปราบปรามคู่แข่งทางการเมือง และเป็นการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไม่มีกำหนดตลอดระยะเวลาการปกครองของนาซี[20] กฤษฎีกาดังกล่าวเป็นการตรากฎหมายฉบับที่สองที่ให้รัฐบาลนาซีจำกัดเสรีภาพพลเมือง ส่วนฉบับแรกเป็นข้อบังคับที่ห้ามชาวเยอรมัน "ละเมิดธง" และข้อบังคับดังกล่าวถูกใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมการต่อต้านทุกรูปแบบ[21]

เดือนมีนาคม 1933 ด้วยรัฐบัญญัติมอบอำนาจผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาด้วยคะแนนเสียง 444-94 (เป็นพวกสังคมประชาธิปไตยที่เหลือ) ไรช์สทักเปลี่ยนรัฐธรรมนูญไวมาร์เพื่ออนุญาตให้รัฐบาลของฮิตเลอร์ผ่านกฎหมายโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเป็นเวลาสี่ปี แม้จะเบี่ยงเบนจากมาตราอื่นในรัฐธรรมนูญก็ตาม ต่อมา รัฐบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเป็นรากฐานกฎหมายของระบอบนาซี ถูกต่ออายุโดยรัฐบาลฮิตเลอร์ในปี 1937 และ 1941 ตลอดทั้งปี 1934 พรรคนาซีกำจัดคู่แข่งทางการเมืองทั้งหมดอย่างไร้ความปรานีทันที รัฐบัญญัติมอบอำนาจห้ามคอมมิวนิสต์ไปแล้ว และพรรคสังคมประชาธิปไตยถูกยุบในเดือนมิถุนายน และในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม พรรคชาตินิยม ประชาชน และรัฐเยอรมันถูกบังคับให้ยุบเช่นกัน อดีตสมาชิกพรรคได้รับการกระตุ้นให้เข้าร่วมพรรคนาซีหรือมิฉะนั้นต้องวางมือทางการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการกระตุ้นของฟรันซ์ ฟอน พาเพน พรรคศูนย์กลางคาทอลิกที่ยังเหลืออยู่ถูกยุบเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1933 หลังได้รับคำมั่นของนาซีสำหรับการศึกษาศาสนาคาทอลิกและกลุ่มเยาวชน วันที่ 14 กรกฎาคม 1933 เยอรมนีกลายมาเป็นรัฐพรรคการเมืองเดียวโดยพฤตินัย เพราะการตั้งพรรคการเมืองใหม่ถูกห้าม การเลือกตั้งต่อมาในปลายปี 1933,ปี 1936 และ 1938 อยู่ใต้การควบคุมของนาซีโดยสมบูรณ์ และมีเพียงนาซีและ "แขก" อิสระจำนวนน้อยที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปในรัฐสภาตรายาง

ระบอบนาซีเลิกสัญลักษณ์ของสาธารณรัฐไวมาร์ รวมทั้งธงไตรรงค์ดำ-แดง-ทอง และใช้สัญลักษณ์นิยมจักรวรรดิที่ปรับปรุงใหม่ที่แสดงธรรมชาติคู่ของจักรวรรดิที่สามแห่งเยอรมนี ที่ผ่านมา ไตรรงค์ดำ-ขาว-ทองถูกรื้อฟื้นเป็นหนึ่งในสองธงชาติอย่างเป็นทางการของเยอรมนี ซึ่งธงที่สองนั้นเป็นธงสวัสดิกะของพรรคนาซี ซึ่งกลายเป็นธงชาติเยอรมันอย่างเดียวในปี 1935 เพลงชาตินาซี "ฮอร์สท์-เวสเซล-ลีด" กลายเป็นเพลงชาติเพลงที่สอง[22]

วันที่ 30 มกราคม 1934 นายกรัฐมนตรีฮิตเลอร์รวมอำนาจปกครองเข้าสู่ตนเองด้วยรัฐบัญญัติสร้างไรช์ใหม่ (Act to Rebuild the Reich) โดยยุบรัฐสภาแลนเดอร์ (สหพันธรัฐ) และโอนอำนาจและการปกครองรัฐเข้าสู่รัฐบาลกลางกรุงเบอร์ลิน การรวมอำนาจปกครองเริ่มต้นไม่นานหลังการประกาศใช้กฎหมายรัฐบัญญัติมอบอำนาจเมื่อเดือนมีนาคม 1933 เมื่อรัฐบาลของรัฐต่าง ๆ ถูกแทนที่ด้วยผู้ว่าการไรช์ (Reich governor) รัฐบาลท้องถิ่นถูกขับจากตำแหน่ง ผู้ว่าการไรช์แต่งตั้งนายกเทศมนตรีของนครและเมืองที่มีประชากรต่ำกว่า 100,000 คน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งนายกเทศมนตรีนครที่มีประชากรมากกว่า 100,000 คน และในกรณีกรุงเบอร์ลินและฮัมบูร์ก (และเวียนนาในปี 1938) ฮิตเลอร์มีดุลยพินิจส่วนบุคคลในการแต่งตั้งนายกเทศมนตรี

จนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1934 มีเพียงกองทัพบกเท่านั้นที่ยังเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐบาล แต่เดิมกองทัพบกถูกแยกจากรัฐบาลแห่งชาติเป็นองค์การต่างหาก แอร์นสท์ เริม ผู้นำกำลังกึ่งทหารของนาซี สทูร์มับไทลุง (เอสเอ, "หน่วยสมทบวายุ") ซึ่งมีสมาชิกหลายล้านคน ตั้งใจเข้าบัญชาไรช์สเวร์ และกลืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเอสเอ[23] เพื่อสานต่อ "การปฏิวัติแห่งชาติ" เริมนิยม "การปฏิวัติที่สอง" ซึ่งจะทำลายนักอุตสาหกรรม ธุรกิจขนาดใหญ่ อภิชนยุงเคอร์ และการควบคุมกองทัพของปรัสเซีย[24] ประเด็นดังกล่าวถึงจุดวิกฤตในเดือนมิถุนายน 1934 เมื่อประธานาธิบดีฮินเดนบูร์กแจ้งฮิตเลอร์ว่า หากเขาไม่ดำเนินการเพื่อจำกัดเอสเอ จะยุบรัฐบาลและประกาศกฎอัยการศึก[25]

ฮิตเลอร์ถูกไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์และแฮร์มันน์ เกอริงว่ามีการดำเนินแผนเพื่อโค่นเขาจากตำแหน่ง จึงสั่งให้ชุทซ์ซทัฟเฟล (เอสเอส) และเกสตาโปลอบสังหารศัตรูทางการเมืองของเขาทั้งในและนอกพรรคนาซีใน "คืนมีดยาว" (Night of the Long Knives) การกวาดล้างแอร์นสท์ เริม กลุ่มเอสเอของเขา สทรัสเซริสท์ นาซีฝ่ายซ้าย และศัตรูการเมืองอื่นที่กินเวลาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 1934 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 200 คน[26] ขณะที่ชาวเยอรมันบางคนรู้สึกตกใจกับการฆ่า แต่หลายคนยกย่องการกระทำที่เด็ดขาดของฮิตเลอร์เพื่อฟื้นฟูระเบียบ[27]

ในวันที่ 2 สิงหาคม 1934 ประธานาธิบดีฮินเดนบูร์กถึงแก่อสัญกรรม ไรช์สทักที่นาซีควบคุมอยู่รวมตำแหน่งหน้าที่ไรช์ซแพรซิเดนท์ (ประธานาธิบดีไรช์) และไรช์ซคันซเลอร์ (นายกรัฐมนตรีไรช์) เข้าด้วยกัน และตั้งฮิตเลอร์เป็นฟือเรอร์อุนด์ไรช์ซคันซเลอร์ (ผู้นำและนายกรัฐมนตรีไรช์) หลัง "คืนมีดยาว" และอสัญกรรมของฮินเดนบูร์ก ไรช์ซเวร์ถูกตระเตรียมให้ยอมรับความเป็นผู้นำของฮิตเลอร์ เพราะฮิตเลอร์ได้ประกาศแผนการเสริมสร้างอาวุธยุทธภัณฑ์และเพิ่มขนาดของไรช์ซเวร์ การที่นายพลตกลงจึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ การลอบสังหารเริมและผู้นำเอสเอรวบรวมให้ไรช์ซเวร์เป็นกองทัพหนึ่งเดียวของไรช์ และคำมั่นสัญญาของฟือเรอร์ในการขยายแสนยานุภาพทางทหารประกันความภักดีของกองทัพต่อฮิตเลอร์ อสัญกรรมของฮินเดนบูร์กเอื้อให้การโอนคำสัตย์ปฏิญาณของทหารเยอรมันจากไรช์ตามรัฐธรรมนูญไวมาร์มายังฟือเรอร์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เป็นไปโดยง่าย[28]

การรวมอำนาจของพรรคนาซียังรวมไปถึงการควบคุมระบบการศึกษา วิทยุและสถาบันทางวัฒนธรรม ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง โจเซฟ เกิบเบิลส์ให้ความสำคัญกับธุรกิจภาพยนตร์เยอรมนี ซึ่งได้มีการกดดันให้ภาพยนตร์ทำการโฆษณาชวนเชื่อแก่ชาวเยอรมัน[29] ภายในเวลาไม่นานนักการจัดระเบียบทางสังคมก็เสร็จสิ้น ฮิตเลอร์จึงเริ่มฟื้นฟูฐานะของเยอรมนีในเวทีโลกต่อไป[29]

เส้นทางสู่สงคราม[แก้]

ฮิตเลอร์หันไปให้ความสนใจในด้านการต่างประเทศมากกว่านโยบายภายในประเทศ เป้าหมายหลักของเขาคือการยึดครองดินแดนทางตะวันออกไปจนถึงสหภาพโซเวียต[29] ในปี 1935 การฟื้นฟูกำลังทหารในเยอรมนีเป็นไปอย่างรวดเร็ว[30] รวมทั้งมีการเกณฑ์ทหาร[31] และการสร้างกองทัพอากาศ ทั้งยังได้รับอนุญาตให้มีกองเรือขนาด 35% ของราชนาวีอังกฤษ[32] และในปี 1936 ฮิตเลอร์ยึดครองไรน์แลนด์โดยปราศจากปฏิกิริยารุนแรงจากพันธมิตรตะวันตก[33] ซึ่งนับเป็นการขยายดินแดนครั้งแรกในสมัยนาซีเยอรมนี

ในปีเดียวกัน ฮิตเลอร์ได้ประกาศว่าเยอรมนีต้องพร้อมเข้าสู่สงครามในปี 1940 พร้อมกับเริ่มแผนการสี่ปี[34] อุตสาหกรรมหนักของเยอรมนีได้ลงนามในข้อตกลงผลิตอาวุธให้กับรัฐบาลขนานใหญ่ ทำให้เยอรมนีมีอาวุธจำนวนมากที่พร้อมเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ฮิตเลอร์ประมาณว่าสงครามที่เกิดขึ้นจะกินเวลาไม่นานนัก ทำให้อาวุธดังกล่าวไม่มีการผลิตเพื่อทดแทน[35]

ไฟล์:Anschluss in Tirol 1938.JPEG
ตำรวจเยอรมันในออสเตรีย ระหว่างอุบัติการณ์ อันชลุสส์

ระหว่างปี 1938-1939 เยอรมนีได้ผนวกดินแดนเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก: ออสเตรีย ในเดือนมีนาคม 1938, ซูเตเดนแลนด์ ในเดือนกันยายน 1938, โบฮีเมียและโบราเวีย ในเดือนมีนาคม 1939[35] ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะปะทุขึ้นเมื่อเยอรมนีบุกครองโปแลนด์

สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 1939 การบุกครองโปแลนด์เริ่มต้นขึ้น อีกสองวันถัดมา สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสประกาศสงครามต่อเยอรมนี แต่ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน โปแลนด์ก็ถูกแบ่งออกเป็นเขตการยึดครองของเยอรมนีและสหภาพโซเวียต ตามข้อตกลงลับในสนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพซึ่งลงนามไว้ก่อนหน้านี้[36] ไม่มีการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างเยอรมนีกับฝ่ายสัมพันธมิตรราว 6 เดือนหลังจากโปแลนด์พ่าย[37] จนกระทั่งการทัพนอร์เวย์ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 1940 เยอรมนีได้ขยายดินแดนไปทางเหนือ ตามด้วยการรุกรานฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำ ในเดือนพฤษภาคม

ในยุทธการแห่งบริเตน ซึ่งเป็นการเตรียมการสำหรับการรุกรานเกาะอังกฤษทางบก[38] การทิ้งระเบิดใส่กรุงลอนดอนโดยอุบัติเหตุซึ่งขัดคำสั่งของฮิตเลอร์ ได้เปลี่ยนเส้นทางของสงคราม[39] อังกฤษตอบโต้ด้วยการทิ้งระเบิดกรุงเบอร์ลิน ทำให้ฮิตเลอร์โกรธมาก จึงได้สั่งให้มีการทิ้งระเบิดตามหัวเมืองอังกฤษอย่างหนัก[40] ซึ่งได้เปิดโอกาสให้แก่กองทัพอากาศอังกฤษ ความพ่ายแพ้เหนือน่านฟ้าอังกฤษเป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรกของเยอรมนี[41] ฮิตเลอร์จึงหันไปให้ความสนใจในการโจมตีสหภาพโซเวียตแทน[42]

ดินแดนยึดครองของเยอรมนีและพันธมิตรอักษะ (ในสีน้ำเงิน) ราวปี 1942

ในช่วงปี 1940-1941 เยอรมนีสามารถยึดครองเกือบทุกประเทศในทวีปยุโรป โดยส่งทหารรุกรานยูโกสลาเวีย กรีซ เกาะครีตและในแถบคาบสมุทรบอลข่าน[43] ในทวีปแอฟริกา กองทัพเยอรมันรุกเข้าไปถึงอียิปต์[44] ด้วยสภาวะเช่นนี้ เยอรมนีต้องทำศึกหลายด้าน หากแต่แผนการรุกรานสหภาพโซเวียตยังคงดำเนินการต่อไป ซึ่งนับว่าผิดหลักยุทธศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง หากแต่มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ช่วงปลายปีปี 1941 กองทัพเยอรมันรุกเข้าไปในสหภาพโซเวียตถึง 1,689 กิโลเมตร[45] ล้อมชานนครเลนินกราด[46] แต่ก็ถูกหยุดยั้งที่มอสโกในฤดูหนาวที่โหดร้าย[47] อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามโดยอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร

ในปี 1942 การโจมตีโต้กลับของกองทัพแดงในสหภาพโซเวียตได้ขับไล่กองทัพอักษะออกจากชานกรุงมอสโก ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ กองทัพฝ่ายอักษะได้โจมตีทุ่งปิโตรเลียมแถบเทือกเขาคอเคซัสและแม่น้ำวอลกาครั้งใหญ่ หากแต่ความพ่ายแพ้ในยุทธการสตาลินกราดได้สร้างความสูญเสียครั้งมโหฬารจนไม่สามารถรุกคืบต่อไปได้อีก ในปีเดียวกัน ทางด้านตะวันตก เยอรมนีเผชิญกับการทิ้งระเบิดทางอากาศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายแก่พลเมืองและสาธารณูปโภค[48] พอถึงปี 1943 ในการทัพแอฟริกาเหนือ กองทัพอักษะล่าถอยจากอียิปต์ไปจนถึงตูนิเซีย[49] และเกาะซิซิลีของอิตาลี และในแนวรบด้านตะวันออก กองทัพเยอรมันก็ถูกผลักดันออกมาจากเลนินกราดและสตาลินกราด[50] เช่นเดียวกับความพยายามที่ล้มเหลวในการตีโต้ที่เคิสก์[51] และในปี 1944 ปฏิบัติการขนาดใหญ่ของฝ่ายสัมพันธมิตร – ปฏิบัติการบากราติออนและปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด – ส่งผลให้กองทัพแดงรุกถึงโปแลนด์ในแนวรบด้านตะวันออก[52] และฝ่ายสัมพันธมิตรรุกถึงแม่น้ำไรน์ในแนวรบด้านตะวันตก[53]

ทหารโซเวียตโบกธงค้อนเคียวเหนืออาคารรัฐสภาไรช์สทัก

ปฏิบัติการในการยับยั้งกองทัพสัมพันธมิตรล้วนแต่ประสบความล้มเหลว และราวเดือนเมษายน 1945 กองทัพสัมพันธมิตรได้รุกเข้าสู่เยอรมนีทั้งทางตะวันตกและทางตะวันออก กรุงเบอร์ลินตกอยู่ใต้วงล้อมของกองทัพโซเวียต ฮิตเลอร์เจ็บป่วยอย่างหนักและตัดสินใจฆ่าตัวตาย[54] โดยส่งมอบอำนาจต่อให้แก่พลเรือเอก คาร์ล เดอนิตช์[55]

ยอมจำนนและล่มสลาย[แก้]

จำเลยในการพิจารณาคดีเนือร์นแบร์ก

เดอนิตช์พยายามที่จะติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อขอยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข[56] เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1945 ได้มีการยอมจำนนอย่างเป็นทางการ[57] ซึ่งนำไปสู่การสิ้นสุดการคงอยู่ของนาซีเยอรมนี[58]

ในเดือนสิงหาคม ได้มีการจัดการประชุมพอตสดัมระหว่างผู้นำมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อกำหนดข้อตกลงและแนวทางสำหรับอนาคตของเยอรมนี รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของเยอรมนีอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับการพิจารณาคดีอาชญากรสงครามผู้นำและนายทหารระดับสูงของนาซีที่เนือร์นแบร์ก[59] จำเลยทั้งหมดถูกพิจารณาคดีเกี่ยวกับข้อกล่าวหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งมีจำนวนหนึ่งที่ถูกตัดสินประหารชีวิตและบางส่วนถูกตัดสินจำคุก

การแบ่งแยกปกครองเยอรมนีเริ่มต้นขึ้นภายใต้การจัดตั้งสภาควบคุมฝ่ายสัมพันธมิตร และแบ่งเยอรมนีและกรุงเบอร์ลินออกเป็น 4 ส่วน ให้อยู่ในการควบคุมของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหภาพโซเวียต โดยส่วนที่ปกครองโดยสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส รวมตัวกันเป็นเยอรมนีตะวันตก และส่วนที่สหภาพโซเวียตปกครองกลายมาเป็นเยอรมนีตะวันออก เยอรมนีทั้งสองเป็นสนามรบของสงครามเย็นในทวีปยุโรป ก่อนที่จะมีการรวมประเทศอีกครั้งในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20

ภูมิศาสตร์[แก้]

เยอรมนีตั้งอยู่ในเขตที่ราบต่ำตอนกลางทวีปยุโรป[60] มีลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนอยู่สามแห่ง: เขตที่ราบต่ำตอนเหนือ เขตภูเขาตอนกลาง และเขตที่ราบสูงและลุ่มแม่น้ำทางใต้ ดินทางตอนเหนือนั้นมีคุณค่าทางเศรษฐกิจมาก และมีป่าสนกินอาณาเขตกว้างขวางตามตีนเขาของเทือกเขาที่ลากผ่านตอนกลางของประเทศ[61]

ด้านการคมนาคม ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติ เยอรมนีมีทางน้ำในประเทศความยาวรวมกว่า 7,000 ไมล์ ซึ่งในจำนวนนี้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจถึง 4,830 ไมล์[62] มีเมืองท่าที่สำคัญ คือ ดืสบูร์ก-รูรอร์ท ฮัมบูร์ก และเบอร์ลิน[62] เช่นเดียวกับคลองคีล ซึ่งมีสินค้าผ่านคลองกว่า 9.4 ล้านตันต่อปี ในปี 1936[63] นอกจากนั้น เยอรมนียังมีทางรถไฟยาวกว่า 43,000 ไมล์[63]; ในปี 1937 เยอรมนีมีระบบถนนยาว 134,000 ไมล์ และทางหลวงขนาดใหญ่ (เอาโตบาเนน) ยาว 3,150 ไมล์ ในปี 1939[64]

เกษตรกรรมในประเทศประสบความสำเร็จอย่างมาก และสามารถปลูกพืชได้หลายชนิด ในปี 1936 ราว 61% ของพื้นที่ทั้งประเทศเป็นพื้นที่เพาะปลูก[65] โดยพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวไรย์ มันฝรั่ง ชูการ์บีต และไม้องุ่น[66] มีทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ ถ่านหิน ปิโตรเลียม[67] ทองแดง สังกะสี และดีเกลือ[68]

การเปลี่ยนแปลงดินแดนก่อนสงคราม[แก้]

ผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ส่งผลให้เยอรมนีเสียดินแดนไปกว่า 13% และอาณานิคมทั้งหมด รวมทั้งเสียเขตอุตสาหกรรมสิ่งทอ เหมืองพอทแทช และแหล่งแร่เหล็กที่สำคัญ[69] การเปลี่ยนแปลงดินแดนทำให้เยอรมนีมีพรมแดนทางเหนือติดต่อกับเดนมาร์ก ทะเลเหนือ และทะเลบอลติก ทางทิศตะวันตกติดต่อกับฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ ไรน์แลนด์ และซาร์ลันด์ ทางทิศตะวันออก เยอรมนีถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยติดต่อกับโปแลนด์ ลิทัวเนีย นครเสรีดันซิก และเชโกสโลวาเกีย ส่วนทางทิศใต้มีออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านได้แก่ แม่น้ำไรน์ แม่น้ำดานูบ และแม่น้ำเอลเบอ

ต่อมา เยอรมนีเข้าควบคุมซาร์ลันด์ เปลี่ยนตนเองเป็น "มหาเยอรมนี" (Greater Germany) โดยการผนวกออสเตรียในอันชลุสส์ และเข้าควบคุมซูเดเทนลันด์ของเชโกสโลวาเกีย โบฮีเมียและโมราเวียส่วนที่เหลือ และดินแดนเมเมล (ภูมิภาคไคลเพดา) ของลิทัวเนียก่อนสงคราม

การขยายอาณาเขตยามสงคราม[แก้]

ก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สอง พื้นที่ซึ่งมีพลเมืองชาวเยอรมันอาศัยอยู่ อย่างเช่น ออสเตรีย ซูเทเดนแลนด์, ดินแดนมาเมล รวมทั้งดินแดนซึ่งผนวกรวมภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติ ได้แก่ ออยเปน-เอท-มัลเมอดี, อัลซาซ-ลอร์เรน, ดันซิก และดินแดนของโปแลนด์ นอกจากนั้น ระหว่างปี 1939-1945 แคว้นโบฮีเมียและโบราเวีย ถูกปกครองในฐานะรัฐในอารักขาของเยอรมนี[70] ซึ่งเยอรมนีมีอำนาจควบคุมและบริหารประเทศ แต่ยังอนุญาตให้มีเงินตราของตัวเอง เช็กไซลีเซียรวมเข้ากับจังหวัดไซลีเซียในช่วงเวลาเดียวกัน ในปี 1942 ลักเซมเบิร์กถูกผนวกรวมกับเยอรมนีโดยตรง[71] โปแลนด์ตอนกลางและแคว้นกาลิเซียถูกปกครองโดยเจอเนอรัลโกอูเวอร์เนเมนท์ (เยอรมัน: Generalgouvernement) ที่เยอรมนีบริหาร[72] ท้ายสุด ชาวโปแลนด์จะถูกอพยพ และจัดให้ชาวเยอรมันห้าล้านคนเข้าไปอาศัยอยู่แทน ปลายปี 1943 นาซีเยอรมนีพิชิตเซาธ์ไทรอล และอิสเตรีย ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ก่อนปี 1919 และยึดตรีเอสเตหลังรัฐบาลฟาสซิสต์อิตาลี (ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรฝ่ายอักษะ) ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร เขตการปกครองหุ่นเชิดสองเขตถูกจัดตั้งขึ้นแทนที่

การเปลี่ยนแปลงหลังสงคราม[แก้]

ดินแดนที่เยอรมนีสูญเสียไปหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง

พรมแดนโดยพฤตินัยของนาซีเยอรมนีเปลี่ยนแปลงมานานก่อนการล่มสลายในเดือนพฤษภาคม 1945 เพราะกองทัพแดงคืบหน้ามาทางตะวันตก พร้อมกับที่ประชากรเยอรมันหลบหนีมายังแผ่นดินเยอรมนี และสัมพันธมิตรตะวันตกรุกคืบมาทางตะวันออกจากฝรั่งเศส เมื่อสงครามยุติ มีเพียงผืนดินเล็ก ๆ จากออสเตรียถึงโบฮีเมียและโมราเวีย และภูมิภาคที่ถูกโดดเดี่ยวอื่น ๆ เท่านั้นที่ยังไม่ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรยึดครอง ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาสถาปนาเขตยึดครอง ดินแดนเยอรมนีก่อนสงครามทางตะวันออกของแนวโอเดอร์-นีซเซ (อันประกอบด้วย ปรัสเซียตะวันออก ไซลีเซีย ปรัสเซียตะวันตก ราวสองในสามของแคว้นโพเมอราเนีย และบางส่วนของบรันเดนบูร์ก) และสเทททิน และบริเวณโดยรอบ (เกือบ 25% ของดินแดนเยอรมนีก่อนสงครามเมื่อปี 1937) อยู่ภายใต้การปกครองของโปแลนด์และโซเวียต โดยแบ่งให้โปแลนด์และโซเวียตผนวก นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังได้ยึดครองดินแดนส่วนใหญ่ของแคว้นซาร์ ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมถ่านหินที่สำคัญของเยอรมนีที่เหลืออีกด้วย ดินแดนส่วนใหญ่ที่เยอรมนีเสียไปนี้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ยกเว้น อัปเปอร์ไซลีเซีย ซึ่งเป็นศูนย์อุตสาหกรรมหนักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของเยอรมนี ฝ่ายสัมพันธมิตรขับไล่ผู้อยู่อาศัยชาวเยอรมัน ในปี 1947 สภาควบคุมฝ่ายสัมพันธมิตรยุบเลิกปรัสเซียด้วยกฎหมาย ที่ 46 (20 พฤษภาคม 1947) ตามการประชุมพอทสดัม ดินแดนปรัสเซียทางตะวันออกของแนวโอเดอร์-นีซเซถูกแบ่งแยกและปกครองโดยโปแลนด์และมณฑลคาลินินกราด ตามสนธิสัญญาสันิภาพขั้นสุดท้าย ภายหลัง โดยการลงนามสนธิสัญญากรุงวอร์ซอ (ค.ศ. 1970) และสนธิสัญญาว่าด้วยการตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับดินแดนเยอรมนี (ค.ศ. 1990) เยอรมนีสละการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนที่เสียไประหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

การเปลี่ยนแปลงดินแดนดังกล่าวส่งผลกระทบให้ชาวเยอรมันราว 14 ล้านคน[73] ถูกขับออกจากดินแดนซึ่งอยู่นอกพรมแดนประเทศเยอรมนีใหม่ มีผู้เสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์นี้ประมาณ 1-2 ล้านคน[73] เช่นเดียวกับเมืองใหญ่น้อยทั้งหลาย เช่น สเทททิน, เคอนิกซเบิร์ก, เบรสเลา, เอลบิง และดันซิก ที่ได้ขับชาวเยอรมันออกจากเมืองเช่นกัน

การเมืองการปกครอง[แก้]

รัฐนาซียกย่องฮิตเลอร์ว่าเป็นฟือเรอร์ ("ผู้นำ") ที่รวมศูนย์อำนาจทั้งหมดไว้ในมือ การโฆษณาชวนเชื่อนาซีมีศูนย์กลางอยู่ที่ฮิตเลอร์และสร้างสิ่งที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า "เรื่องปรัมปราฮิตเลอร์" คือ ฮิตเลอร์เป็นผู้รู้แจ้งและความผิดพลาดหรือความล้มเหลวใด ๆ ของผู้อื่นจะถูกแก้ไขให้ถูกต้องหากเขาให้ความสนใจ แต่ในความเป็นจริง ฮิตเลอร์มีความสนใจแคบ และการวินิจฉัยสั่งการกระจายกันระหว่างศูนย์อำนาจที่ซ้ำซ้อนและขัดแย้งกัน ฮิตเลอร์ไม่มีปฏิกิริยาในบางประเด็น เพียงแต่เห็นพ้องกับแรงกดดันจากผู้ใดก็ตามที่เขารับฟัง ข้าราชการระดับสูงรายงานตรงต่อฮิตเลอร์และปฏิบัติตามนโยบายพื้นฐาน แต่ยังมีความเป็นอิสระในงานประจำวันพอสมควร ผ่านการบรรจุสมาชิกพรรคนาซีในตำแหน่งหน้าที่รัฐบาลส่วนใหญ่ จนถึงปี 1935 รัฐบาลแห่งชาติเยอรมันและพรรคนาซีก็แทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน จนถึงปี 1938 ผ่านนโยบายไกลช์ชัลทุง รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐสูญเสียอำนาจนิติบัญญัติทั้งหมดและสนองตอบผู้นำพรรคนาซีในการปกครอง ซึ่งเรียกว่า เกาไลแตร์

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การแบ่งเขตการปกครองมหาจักรวรรดิเยอรมัน เมื่อปี 1944

เพื่อให้การควบคุมเยอรมนีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เป็นไปโดยรัดกุมยิ่งขึ้น ในปี 1935 ระบอบนาซีแทนที่การปกครองลันเดอร์ (เยอรมัน: länder) ด้วย "เกา" (เยอรมัน: gau) ซึ่งนำโดยผู้ว่าการที่ตอบสนองต่อรัฐบาลกลางในกรุงเบอร์ลิน การจัดระเบียบใหม่นี้ทำให้ปรัสเซียอ่อนแอลงในทางการเมือง ซึ่งในอดีตปรัสเซียเคยครอบงำการเมืองเยอรมนี เริ่มแรกนั้น เยอรมนีแบ่งออกเป็น 32 เกา และระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีเยอรมนีสามารถยึดครองดินแดนอื่นได้[74] จึงได้จัดระเบียบการปกครองขึ้นใหม่ เรียกว่า "ไรช์เกา" (เยอรมัน: reichsgau) กระทั่งปี 1945 นาซีเยอรมนีมีเขตการปกครองรวมทั้งสิ้น 42 เกา[75]

โครงสร้างรัฐบาล[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: รัฐบาลเฟลนซบูร์ก

นาซีเยอรมนีประกอบขึ้นจากหลายโครงสร้างอำนาจที่แข่งขันกัน ทั้งหมดล้วนพยายามสร้างความประทับใจแก่ฟือเรอร์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ฉะนั้นกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับจึงได้รับผลกระทบและถูกแทนที่ด้วยการตีความสิ่งที่ฮิตเลอร์ต้องการ ข้าราชการระดับสูงของพรรคหรือรัฐบาลคนใดสามารถนำหนึ่งในความเห็นของฮิตเลอร์และเปลี่ยนให้เป็นกฎหมายใหม่ได้ ซึ่งฮิตเลอร์อาจอนุมัติหรือไม่อนุมัติอย่างไม่เป็นทางการ จึงกลายมาเป็นที่รู้จักกันว่า "การทำงานมุ่งสู่ฟือเรอร์" เพราะรัฐบาลมิได้เป็นองค์การที่ประสานร่วมมือกัน หากเป็นการรวมปัจเจกบุคคลที่ต่างพยายามสร้างความประทับใจและมีอิทธิพลเหนือฟือเรอร์ บ่อยครั้งจึงทำให้รัฐบาลสับสนยุ่งยากและแตกแยกกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนโยบายที่กำกวมของฮิตเลอร์ในการสร้างตำแหน่งหน้าที่ที่คล้ายกันโดยมีอำนาจทับซ้อนกัน ขบวนการนี้ทำให้นาซีที่ไม่ซื่อสัตย์และทะเยอทะยานกว่าออกไปนำอุดมการณ์ส่วนที่หัวรุนแรงและสุดโต่งกว่าของฮิตเลอร์ เช่น ต่อต้านยิว ทำให้ได้รับความประทับใจทางการเมือง โดยได้รับการปกป้องจากจักรกลโฆษณาชวนเชื่อทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่งของเกิบเบิลส์ ซึ่งพรรณารัฐบาลว่าเป็นชุดที่อุทิศตัว รับผิดชอบต่อหน้าที่และมีประสิทธิภาพ การแข่งขันอย่างรุนแรงและการตรากฎหมายอันยุ่งเหยิงจึงสามารถบานปลายได้ ความคิดเห็นทางประวัติศาสตร์แตกกันระหว่าง "กลุ่มเจตนา" ซึ่งเชื่อว่าฮิตเลอร์สร้างระบบนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นวิถีทางเดียวในการประกันทั้งความจงรักภักดีสมบูรณ์และการอุทิศตนของผู้สนับสนุนเขาและการพ้นวิสัยการคบคิด และ "กลุ่มโครงสร้างนิยม" ที่เชื่อว่าระบบนี้พัฒนาขึ้นเอง และเป็นการจำกัดอำนาจที่ควรจะเผด็จการเบ็ดเสร็จของฮิตเลอร์

คณะรัฐบาลแห่งนาซีเยอรมนีมีอายุ 12 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 1933 ถึงวันที่ 30 เมษายน 1945 หลังฮิตเลอร์ทำอัตวินิบาตกรรมในหลุมหลบภัยใต้ดินในกรุงเบอร์ลิน เขาสืบทอดอำนาจต่อให้แก่คาร์ล เดอนิทซ์ ด้วยความปรารถนาที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของเขาต่อไปอีก

โครงสร้างและผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองในรัฐบาลแห่งนาซีเยอรมนี ประกอบด้วย

รัฐบาลเฟลนซบูร์ก (1945)[แก้]

Montreal Daily Star: "Germany Quit", 8 พฤษภาคม 2488 (ค.ศ. 1945)

คณะรัฐบาลเฟลนซบูร์กเป็นรัฐบาลชั่วคราวของนาซีเยอรมนีหลังวันที่ 30 เมษายน 1945 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้แต่งตั้งจอมพลเรือ คาร์ล เดอนิทซ์เป็นประธานาธิบดีแห่งนาซีเยอรมนี เดอนิทซ์ย้ายที่ทำการรัฐบาลจากกรุงเบอร์ลินไปยังเฟลนซบูร์ก ใกล้กับชายแดนเยอรมนี-เดนมาร์ก เป้าหมายของเขาก็คือ การยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อกองทัพสัมพันธมิตรที่รุกมาทางตะวันตก มิใช่กับกองทัพโซเวียตผู้รุกรานมาทางทิศตะวันออก คณะรัฐบาลเฟลนซบูร์กสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 และคณะรัฐมนตรีทั้งหมดถูกจับกุมตัวโดยกองทัพสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 1945

คณะรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลเฟลนซบูร์ก ประกอบด้วย

อุดมการณ์ของรัฐ[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: ระบอบนาซี

ชาติสังคมนิยมมีองค์ประกอบอุดมการณ์สำคัญบางอย่างของลัทธิฟาสซิสต์ซึ่งเดิมพัฒนาขึ้นในอิตาลีภายใต้เบนิโต มุสโสลินี อย่างไรก็ดี นาซีไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการว่าตนเป็นฟาสซิสต์ อุดมการณ์ทั้งสองเกี่ยวข้องกับการใช้แสนยนิยม ชาตินิยม ต่อต้านคอมมิวนิสต์และกำลังกึ่งทหารในทางการเมือง และทั้งคู่ตั้งใจจะสร้างรัฐเผด็จการ แต่นาซีเน้นไปทางเชื้อชาติมากกว่าฟาสซิสต์ในอิตาลี โปรตุเกส และสเปน นาซียังเจตนาสร้างรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างสมบูรณ์ ไม่เหมือนกับฟาสซิสต์อิตาลีที่แม้จะสนับสนุนรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ แต่อนุญาตให้มีเสรีภาพส่วนบุคคลแก่พลเมืองของตนมากกว่า ข้อแตกต่างนี้ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อิตาลียังดำรงอยู่ได้และมีพระราชอำนาจอย่างเป็นทางการบางอย่าง อย่างไรก็ดี นาซีลอกสัญลักษณ์นิยมของตนจำนวนมากจากฟาสซิสต์ในอิตาลี เช่น การลอกการทำความเคารพแบบโรมันมาเป็นการทำความเคารพแบบนาซี การใช้การชุมนุมมวลชน ทั้งคู่ใช้กำลังกึ่งทหารในเครื่องแบบที่อุทิศตนต่อพรรค (เอสเอในเยอรมนีและเชิ้ตดำในอิตาลี) ทั้งฮิตเลอร์และมุสโสลินีถูกเรียกว่า "ผู้นำ" (ฟือเรอร์ในภาษาเยอรมัน ดูเชในภาษาอิตาลี) ทั้งคู่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ทั้งคู่ต้องการรัฐที่ขับเคลื่อนทางอุดมการณ์ และทั้งคู่สนับสนุนทางสายกลางระหว่างทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ ซึ่งรู้จักกันทั่วไปว่า บรรษัทนิยม ตัวพรรคเองปฏิเสธการจัดอยู่ในกลุ่มฟาสซิสต์ โดยอ้างว่าชาติสังคมนิยมเป็นอุดมการณ์เอกลักษณ์เฉพาะของเยอรมนี

ลักษณะรวบอำนาจเบ็ดเสร็จของพรรคนาซีเป็นหนึ่งในหลักสำคัญของพรรค นาซียืนยันว่าทุกความสำเร็จลุล่วงอันยิ่งใหญ่ในอดีตของชาติและประชาชนชาวเยอรมันล้วนเกี่ยวข้องกับอุดมคติชาติสังคมนิยม ก่อนที่อุดมการณ์นั้นจะมีขึ้นจริง ๆ เสียอีก การโฆษณาชวนเชื่อถือว่าการรวบรวมอุดมคตินาซีและความสำเร็จของระบอบเป็นของฟือเรอร์ของระบอบ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้ถูกพรรณาว่าเป็นอัจฉริยะเบื้องหลังความสำเร็จของพรรคนาซีและผู้ช่วยให้รอดของเยอรมนี

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ผนวกออสเตรีย บ้านเกิดของตน เข้ากับมหาจักรวรรดิเยอรมัน

"ปัญหาชาวเยอรมัน" ที่มักกล่าวถึงในหมู่นักวิชาการอังกฤษ มุ่งประเด็นการปกครองภูมิภาคเยอรมนีในยุโรปเหนือและยุโรปกลาง ซึ่งเป็นแก่นสำคัญตลอดประวัติศาสตร์เยอรมนี[76] "ตรรกะ" การรักษาให้เยอรมนีมีพื้นที่เล็ก ๆ ได้รับการสนับสนุนจากคู่แข่งเศรษฐกิจรายสำคัญ และเป็นแรงขับในการสร้างรัฐโปแลนด์ขึ้นใหม่ เป้าหมายคือ เพื่อ "ถ่วงดุลอำนาจของเยอรมนี"

นาซีสนับสนุนมโนทัศน์กรอสส์ดอยท์ชลันด์ หรือมหาเยอรมนี และเชื่อว่าการรวมชาวเยอรมันอยู่ในชาติเดียวเป็นก้าวสำคัญสู่ความสำเร็จแห่งชาติของตน การสนับสนุนมโนทัศน์มหาเยอรมนีอย่างหลงใหลของนาซีนี้เองที่นำไปสู่การขยายอาณาเขตของเยอรมนี ที่ให้ความชอบธรรมและการสนับสนุนที่จำเป็นแก่ไรช์ที่สามในการเดินหน้าพิชิตดินแดนที่ประชากรมิใช่ชาวเยอรมันเป็นส่วนใหญ่ที่เสียไปนานมาแล้ว เช่น อดีตดินแดนที่ปรัสเซียเคยได้ในโปแลนด์และเสียให้แก่รัสเซียในคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือเพื่อเข้ายึดดินแดนที่มีประชากรชาวเยอรมันเช่นออสเตรียบางส่วน มโนทัศน์เลเบนสเราม์ หรือที่เจาะจงกว่านั้น ความจำเป็นในการขยายประชากรชาวเยอรมัน ก็ถูกระบอบนาซีอ้างเป็นเหตุในการขยายอาณาเขตดินแดน

สองประเด็นสำคัญ คือ การบริหารให้ฉนวนโปแลนด์และดันซิกเข้าสู่ไรช์ ขณะที่นโยบายเชื้อชาติขยายขึ้น โครงการเลเบนสเราม์ก็เชื่อมโยงกับผลประโยชน์คล้ายกัน นาซีกำหนดว่ายุโรปตะวันออกจะถูกตั้งถิ่นฐานโดยชาติพันธุ์เยอรมัน และประชากรสลาฟที่เข้ามาตรฐานเชื้อชาติของนาซีจะถูกกลืนเข้าสู่ไรช์ ส่วนผู้ที่ไม่เหมาะกับมาตรฐานเชื้อชาติจะถูกใช้เป็นแรงงานกรรมกรราคาถูกหรือเนรเทศไปทางตะวันออก

เป้าหมายที่สำคัญสำหรับพรรคนาซีได้แก่การยุบรวมเอาฉนวนโปแลนด์และนครเสรีดันซิกเข้าสู่จักรวรรดิไรช์ที่สาม ซึ่งเป็นอีกก้าวหนึ่งของนโยบายการแบ่งแยกเชื้อชาติของนาซี แผนการ Lebensraum มีส่วนที่เกี่ยวข้องกันหลายประการ กล่าวคือ พรรคนาซีเชื่อว่ายุโรปตะวันออกควรจะเป็นดินแดนที่อยู่อาศัยของชาวเยอรมัน และประชาชนชาวสลาฟที่อยู่ในแผ่นดินของนาซีเยอรมนี พวกเขาเหล่านั้นจะถูกใช้เป็นแรงงานราคาถูกหรือถูกเนรเทศไปทางทิศตะวันออกต่อไป[77]

การเหยียดสีผิวและคตินิยมเชื้อชาติเป็นมุมมองสำคัญของสังคมในไรช์ที่สาม นาซีรวมการต่อต้านยิวเข้ากับอุดมการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยพิจารณาขบวนการลัทธิอยู่ร่วมกันระหว่างประเทศฝ่ายซ้าย เช่นเดียวกับทุนนิยมตลาดระหว่างประเทศ ว่าเป็นผลงานของ "ยิวที่สมรู้ร่วมคิด" นาซียังเอ่ยถึงขบวนการเช่นนี้ด้วยคำอย่าง "การปฏิวัติของพวกต่ำกว่ามนุษย์ยิว-บอลเชวิค"[78] แนวนโยบายดังกล่าวออกมาในรูปการย้ายประชากร การกักกันและการกำจัดประชากร 11–12 ล้านคนอย่างเป็นระบบระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งราวครึ่งหนึ่งเป็นยิวที่ถูกเป้าหมายในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่เรียกว่า ฮอโลคอสต์ ชาติพันธุ์โปแลนด์ 3 ล้านคนเสียชีวิตด้วยผลของการสงคราม พันธุฆาต การตอบโต้ แรงงานเกณฑ์หรือทุพภิกขภัย[79] และอีก 100,000–1,000,000 คนเป็นชาวโรมานี ที่ถูกฆ่าใน Porajmos เหยื่ออื่น ๆ ของการเบียดเบียนโดยนาซี รวมถึงพวกคอมมิวนิสต์ คู่แข่งทางการเมืองทั้งหลาย ผู้ที่ถูกขับออกจากสังคม รักร่วมเพศ นักคิดเสรี ผู้คัดค้านศาสนา เช่น ผู้นับถือพยานพระยะโฮวาห์ (Jehovah's Witnesses) คริสตาเดลเฟียน คริสตจักรสารภาพและฟรีเมสัน[80]

กฎหมาย[แก้]

โครงสร้างการศาลและประมวลกฎหมายส่วนใหญ่ของสาธารณรัฐไวมาร์ยังคงใช้อยู่ระหว่างและหลังไรช์ที่สาม แต่มีการเปลี่ยนแปลงในประมวลการศาล (judicial code) เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญในคำวินิจฉัยของศาล พรรคนาซีเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคเดียวในเยอรมนี และพรรคการเมืองอื่นทั้งหมดถูกห้าม สิทธิมนุษยชนส่วนมากในรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐไวมาร์ถูกระงับโดยไรช์ซเกเซทเซอ ("กฎหมายของไรช์") หลายฉบับ ชนกลุ่มน้อยจำนวนมาก เช่น ยิว นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และเชลยศึกถูกเพิกถอนสิทธิและความรับผิดชอบส่วนใหญ่ แผนการเพื่อผ่านโฟล์คซซทรัฟเกเซทซบุค ("ประมวลกระบวนการยุติธรรมทางอาญาประชาชน") มีขึ้นไม่นานหลังปี 1933 แต่ไม่ได้นำปมาใช้จริงกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองยุติ

มีการตั้งศาลประเภทใหม่ โฟล์คซดกริชท์ชอฟ ("ศาลประชาชน") ขึ้นในปี 1934 เพียงเพื่อจัดการกับคดีที่มีความสำคัญทางการเมืองเท่านั้น ตั้งแต่ปี 1934 – กันยายน 1944 ศาลมีคำสั่งประหารชีวิต 5,375 คน ไม่นับรวมโทษประหารชีวิตตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 1944 – เมษายน 1945 ซึ่งประเมินที่ 2,000 คน ตุลาการคนที่โดดเด่นที่สุด คือ โรลันด์ ไฟรซเลอร์ หัวหน้าศาลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 1942 – กุมภาพันธ์ 1945

เศรษฐกิจ[แก้]

ค่ายก่อสร้างออโตบาห์น

เมื่อพรรคนาซีเป็นรัฐบาลใหม่ ๆ นั้น ปัญหาทางเศรษฐกิจที่กดดันมากที่สุด คือ อัตราการว่างงานที่สูงถึงประมาณ 30%[81] ในตอนเริ่มต้น นโยบายเศรษฐกิจของไรช์ที่สามเป็นแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ ดร. ยัลมาร์ ชัคท์ ประธานไรช์บังค์ (ค.ศ. 1933) และรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ (ค.ศ. 1934) ผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในการนำนโยบายการพัฒนาใหม่ของนาซี การกลับมาปรับให้เป็นอุตสาหกรรม และการสร้างเสริมอาวุธยุทธภัณฑ์ ในอดีต เขาเคยเป็นผู้ตรวจการเงินตราสาธารณรัฐไวมาร์และประธานไรช์บังค์[82] ในตำแหน่งหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจ ชัคท์เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีจำนวนน้อยที่ใช้ประโยชน์จากเสรีภาพด้านการบริหารที่เป็นผลจากการถอนเงินตราไรช์มาร์คจากมาตรฐานทองคำ เพื่อรักษาอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการขาดดุลงบประมาณสูง การโยธาอย่างกว้างขวาง เช่น ออโตบาห์น การลดการว่างงาน เป็นนโยบายเงินทุนขาดดุล[82] ผลการบริหารของรัฐมนตรีเศรษฐกิจชัคท์ทำให้อัตราการว่างงานลดลงอย่างมาก ถือว่าเร็วที่สุดในทุกประเทศระหว่างภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่[82] ท้ายสุด นโยบายเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์นี้ได้รับการสนับสนุนโดยการเพิ่มอุปสงค์การผลิตของการสงคราม การเพิ่มงบประมาณทางการทหาร และเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐบาล ไรช์เวร์ ซึ่งเดิมมีทหาร 100,000 นายในกองทัพบก ขยายเป็นหลายล้านนาย และถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเวร์มัคท์ในปี 1935[82][83]

ขณะที่รัฐแทรกแซงเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด และนโยบายการสร้างเสริมอาวุธยุทธภัณฑ์ขนานใหญ่ เกือบทำให้มีการจ้างงานเต็มอัตราระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1930 (แต่สถิติไม่นับรวมผู้ที่มิใช่พลเมืองหรือสตรี) ค่าจ้างแท้จริงในเยอรมนีลดลงราว 25% ระหว่างปี 1933 ถึง 1938[82] สหภาพแรงงานถูกยกเลิก เช่นเดียวกับการร่วมเจรจาต่อรองกับสิทธิในการนัดหยุดงาน[82] สิทธิในการลาออกก็หายไปเช่นกัน มีการริเริ่มสมุดแรงงาน (labour book) ในปี 1935 และต้องการความยินยอมของผู้ว่าจ้างคนก่อนเพื่อได้รับการว่าจ้างในตำแหน่งงานใหม่[82]

การควบคุมธุรกิจของนาซีจำกัดการลงทุนแรงกระตุ้นกำไรลดลง ซึ่งถูกควบคุมด้วยการวางระเบียบทางเศรษฐกิจที่ประนีประนอมการทำหน้าที่ของบริษัทกับข้อกำหนดการผลิตแห่งชาติของไรช์ กระทั่งการคลังภาครัฐกลายมาครอบงำการลงทุนเอกชน ในช่วงปี 1933–34 สัดส่วนหลักทรัพย์เอกชนลดลงจากกว่า 50% ของทั้งหมด ลงเหลือประมาณ 10% ในช่วงปี 1935–38 ภาษีกำไรมหาศาลจำกัดบริษัทที่จัดหาเงินทุนเอง และในทางปฏิบัติ บริษัทขนาดใหญ่ที่สุด (ซึ่งโดยปกติเป็นผู้รับจ้างรัฐบาล) ส่วนใหญ่กำไรได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ปีเตอร์ เทมิน เขียนว่า การควบคุมของรัฐบาลอนุญาต "เพียงเปลือกกรรมสิทธิ์เอกชน" ในเศรษฐกิจไรช์ที่สามเท่านั้น[84] ในทางตรงข้าม คริสตอฟ บุชไฮม์ และโยนัส แชร์แนร์ แย้งว่า แม้การควบคุมภาครัฐ ธุรกิจยังมีเสรีภาพในการผลิตและการวางแผนการลงทุนอยู่มาก ขณะที่เศรษฐกิจยังถูกควบคุมทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่ ก็ "ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า กรรมสิทธิ์การประกอบการของเอกชนจะไม่มีความสำคัญใด ๆ [...] เพราะแม้กิจกรรมวางระเบียบอย่างกว้างขวางโดยการบริหารรัฐกิจแบบเข้าแทรกแซง แต่บริษัทห้างร้านยังสงวนภาวะอิสระของตนอยู่มากแม้ภายใต้ระบอบนาซี"[85]

ในปี 1937 แฮร์มันน์ เกอริงเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจแทนยัลมาร์ ชัคท์ และเสนอแผนสี่ปีเพื่อสร้างการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจแก่สงครามภายในสี่ปี โดยลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ตรึงค่าจ้างและราคา ซึ่งผู้ละเมิดจะถูกนำตัวไปกักกันที่ค่าย เงินปันผลหลักทรัพย์ถูกจำกัดที่ 6% ของทุนบัญชี ฯลฯ เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ คือ เพื่อให้บรรลุโดยไม่สนใจราคา ดังเช่นในเศรษฐกิจโซเวียต ฉะนั้น จึงมีการสร้างโรงงานยางสังเคราะห์ โรงงานเหล็กกล้า โรงงานสิ่งทออัตโนมัติ ฯลฯ อย่างรวดเร็ว[82] แผนสี่ปีมีการอภิปรายในรายงานฮอสส์บัค (5 พฤศจิกายน 1937) การประชุมสรุปของฮิตเลอร์และผู้นำทางทหารและนโยบายต่างประเทศที่วางแผนทำสงครามรุกราน ถึงกระนั้น เมื่อนาซีเยอรมนีเปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สองในเดือนกันยายน 1939 แผนสี่ปียังไม่หมดอายุกระทั่งปี 1940 รัฐมนตรีเศรษฐกิจ เกอริง ตั้งสำนักงานแผนสี่ปีเพื่อควบคุมเศรษฐกิจไรช์

เศรษฐกิจยามสงครามและแรงงานเกณฑ์[แก้]

เช่นเดียวกับการผสานความเชื่อทางการเมืองของฟาสซิสต์ เศรษฐกิจสงครามของนาซีเป็นเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างตลาดเสรีกับการวางแผนจากส่วนกลาง นักประวัติศาสตร์ ริชาร์ด โอเวรี รายงานว่า "เศรษฐกิจเยอรมนีอยู่ระหว่างม้านั่งสองตัว ไม่มีการบัญชาเศรษฐกิจเพียงพอจะทำอย่างที่ระบบโซเวียตทำได้ แต่ก็ไม่เป็นทุนนิยมเพียงพอจะพึ่งพาการสรรหาวิสาหกิจเอกชนอย่างของอเมริกา"[86]

ค.ศ. 1942 หลังการเสียชีวิตของฟริทซ์ ทอดท์ ฮิตเลอร์แต่งตั้งสถาปนิกคนโปรด อัลแบร์ท สเพร์ ให้บัญชาเศรษฐกิจภายในประเทศ[87] สเพร์สถาปนาเศรษฐกิจสงครามในนาซีเยอรมนี ซึ่งลดการบริโภคของพลเรือนและทำให้เศรษฐกิจสงครามมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น[88] จนถึงปี 1944 สงครามกิน 75% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเยอรมนี เทียบกับ 60% ในสหภาพโซเวียต 55% ในอังกฤษ และ 45% ของสหรัฐอเมริกา[89]

ลำดับความสำคัญสูงสุดตกแก่การผลิตเครื่องบินรบ ซึ่งมีการประสานงานอย่างเลวและพึ่งพาแรงงานฝีมือที่ขาดแคลนมากเกินไป สเพร์ทำให้การผลิตเพิ่มขึ้นมากหลังปี 1942 วิธีการของเขารวมถึงการจัดองค์การเส้นกระแส คือ การใช้เครื่องจักรวัตถุประสงค์เดี่ยวที่เดินโดยแรงงานไร้ฝีมือ การจัดสรรวิธีการผลิตให้เหมาะสม และการประสานงานที่ดีขึ้นระหว่างหลายรูปแบบที่ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบหลายหมื่นชนิด โรงงานถูกย้ายให้ห่างจากลานรถไฟซึ่งเป็นเป้าหมายการทิ้งระเบิด ท้ายสุด ระบบนี้ตามทันการผลิตของอังกฤษในปี 1944 แต่ถึงขณะนั้น ก็สายเกินไปและปริมาณแกโซลีนที่เหลืออยู่น้อยหมายความว่า เครื่องบินรบใหม่มีเวลาการบินสั้น[90][91]

การล้อมจับพลเรือนแบบสุ่มเพื่อส่งไปใช้แรงงานเกณฑ์ในนาซีเยอรมนี

ขณะนี้ เศรษฐกิจพึ่งพาการจัดหาผู้ใช้แรงงานเกณฑ์ขนานใหญ่ เพื่อช่วยปฏิบัติงานโรงงานและไร่นา เยอรมนีจึงนำประชากร 12 ล้านคน จากราว 20 ประเทศยุโรป เข้าประเทศ ประมาณ 75% เป็นชาวยุโรปตะวันออก[92] ผู้ใช้แรงงานเกณฑ์ทำงานเป็นเวลานาน โดยทั่วไปในโรงงานยุทโธปกรณ์ หลายคนได้รับมอบหมายให้เก็บกวาดซากอาคารหลังการตีโฉบฉวยทิ้งระเบิด พวกเขาได้รับการคุ้มครองการตีโฉบฉวยทางอากาศที่เลว และหลายคนเสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร สภาพความเป็นอยู่ที่เลวมากทำให้มีอัตราการเจ็บป่วย บาดเจ็บและเสียชีวิตสูง เช่นเดียวกับการก่อวินาศกรรมและการก่ออาชญากรรม[93]

สตรีมีบทบาทใหญ่เพิ่มขึ้น ฮาเกมันน์รายงานว่า ในปี 1944 สตรีกว่าครึ่งล้านคนเป็นกองหนุนในกองทัพเยอรมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยต่อต้านอากาศยานของลุฟท์วัฟเฟอ กว่าครึ่งล้านคนทำงานในการป้องกันทางอากาศพลเรือน และ 400,000 คนเป็นพยาบาลอาสาสมัครในโรงพยาบาล สตรีจำนวนมากแทนที่บุรุษที่ถูกเกณฑ์ในเศรษฐกิจยามสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไร่นาและร้านค้าขนาดเล็กที่เป็นกิจการของครอบครัว[94]

การทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์อย่างหนักมากโดยสหรัฐอเมริกาและอังกฤษมุ่งไปยังระบบขนส่งของเยอรมนี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลานรถไฟ[95] คลองและโรงกลั่นผลิตน้ำมันสังเคราะห์และแกโซลีน ลุฟท์วัฟเฟอพยายามป้องกันเป้าหมายเหล่านี้แต่กลับถูกทำลายเสียเอง น้ำมัน ดีเซลและแกโซลีนสำรองหมดไปในปลายปี 1944 และทางรถไฟถูกรบกวนเสียจนเศรษฐกิจกลายเป็นเกลียวมรณะ[96] โอเวรีแย้งว่า การทิ้งระเบิดไม่เพียงแต่สร้างความแตกแยกทางสังคมครั้งใหญ่เท่านั้น แต่ยังสร้างการสนองเชิงรับที่ขึงเศรษฐกิจสงครามของเยอรมนีและบังคับให้เยอรมนีหันเหกำลังคนและอุตสาหกรรมถึงหนึ่งในสี่ไปกับทรัพยากรต่อต้านอากาศยาน โอเวรีสรุปว่าการทัพทิ้งระเบิดอาจย่นระยะเวลาของสงคราม[97]

การทหาร[แก้]

ดูบทความหลักที่: เวร์มัคท์

กองทัพไรช์ที่สาม เรียก เวร์มัคท์ เป็นชื่อของกองทัพเยอรมนีตั้งแต่ปี 1935–1945 โดยมีเฮร์ (กองทัพบก) ครีกซมารีเนอ (กองทัพเรือ) ลุฟท์วัฟเฟอ (กองทัพอากาศ) และองค์การทหาร วัฟเฟน-เอสเอส (ฝ่ายทหารของเอสเอส ซึ่งโดยพฤตินัยเป็นเหล่าทัพที่สี่ของเวร์มัคท์)

สนธิสัญญาแวร์ซายกำหนดให้กำลังพลกองทัพบกเยอรมันถูกจำกัดไม่เกิน 100,000 นาย แต่ฮิตเลอร์แอบสร้างเสริมอาวุธยุทธภัณฑ์อย่างลับ ๆ จากนั้นก็สั่งระดมพลทั่วประเทศในปี 1935 ซึ่งชาวเยอรมันอายุตั้งแต่ 18–45 ปีต้องไปเกณฑ์ทหาร รวมถึงสร้างกองทัพอากาศในปีเดียวกันด้วย ทว่า อังกฤษและฝรั่งเศสต่างไม่ได้ต่อต้านแต่ประการใด เพราะเชื่อมั่นว่าฮิตเลอร์ปรารถนาสันติภาพ ต่อมา ก็มีการทำข้อตกลงการเดินเรืออังกฤษ–เยอรมัน ซึ่งเป็นการขยายขนาดกองทัพเรือเยอรมัน

เครื่องบินเมชเชอร์ชมิตต์ เมอ-262 ชวาเบิล เครื่องบินขับไล่เจ็ตรุ่นแรกของโลก

มโนทัศน์ก้าวหน้าของกองทัพบกเยอรมันบุกเบิกระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยการรวมกำลังภาคพื้นและทางอากาศมาเป็นชุดอาวุธผสม ประกอบกับวิธีการสู้รบสงครามแต่เดิม เช่น การโอบล้อมและ "การยุทธ์การทำลายล้าง" กองทัพเยอรมันจึงคว้าชัยชนะรวดเร็วปานสายฟ้าหลายครั้งในปีแรกของสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้นักหนังสือพิมพ์ต่างชาติสร้างคำใหม่แก่สิ่งที่เขาพบเห็นว่า บลิทซครีก จำนวนทหารทั้งหมดที่รับรัฐการในเวร์มัคท์ระหว่างที่มีอยู่ตั้งแต่ปี 1935–1945 เชื่อกันว่าถึง 18.2 ล้านนาย ตัวเลขอย่างเป็นทางการระบุว่ามีทหารเยอรมันเสียชีวิตตลอดสงครามราว 5.3 ล้านนาย

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พรรคนาซีใช้กองทัพในฮอโลคอสต์[98] ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีตั้งแต่นายทหารชั้นสัญญาบัตรจนถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง[99] และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมและการสังหารหมู่ประชาชนในเขตยึดครอง[100] ซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมสงครามต่อมวลมนุษยชาติ

การพัฒนาทางด้านการทหารของนาซีเยอรมนีเจริญไปจนถึงขั้นมีโครงการทดลองระเบิดปรมาณูของตัวเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สองคน ออทโท ฮานและฟริทซ์ สทรัซซ์มันน์ ซึ่งได้ยืนยันผลการทดลองขั้นแรกของตนเมื่อวันที่ 13 มกราคม 1939[101] [102] แต่ทว่าเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของเยอรมนี ดังนั้นการทดลองจึงยังไม่สัมฤทธิ์ผล[103]

สังคม[แก้]

การศึกษา[แก้]

การศึกษาภายใต้ระบอบนาซีเยอรมนีมุ่งเน้นชีววิทยาเชื้อชาติ นโยบายประชากร วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมรรถภาพทางกาย[104] การศึกษาทางทหารกลายมาเป็นองค์ประกอบศูนย์กลางของพลศึกษาเพื่อเตรียมพร้อมชาวเยอรมันในการสงครามทั้งทางจิตใจ จิตวิญญาณ และร่างกาย[105] ตำราเรียนวิทยาศาสตร์นำเสนอการคัดเลือกโดยธรรมชาติในแง่ที่เน้นมโนทัศน์ความบริสุทธิ์ของเชื้อชาติ[106]

นโยบายต่อต้านยิวนำไปสู่การขับครู ศาสตราจารย์และเจ้าหน้าที่ชาวยิวทั้งหมดจากระบบการศึกษาในปี 1933 ครูที่ไม่พึงปรารถนาทางการเมือง เช่น นักสังคมนิยม ถูกขับเช่นกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของ "กฎหมายเพื่อการฟื้นฟูรัฐการพลเรือน" ครูส่วนมากถูกกำหนดให้เป็นสมาชิกของสมาคมครูชาติสังคมนิยม" ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยทุกคนถูกกำหนดให้เป็นสมาชิกน่าเชื่อถือของสมาคมผู้บรรยายมหาวิทยาลัยชาติสังคมนิยม[107]

วิธีการสอนที่ระบอบชาติสังคมนิยมสนับสนุนนั้นเป็นเชิงประสบการณ์และมีประสิทธิภาพในการแนะแนว อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่เป็นการต่อขยายทัศนคติต่อต้านสติปัญญาของผู้นำนาซี และมิใช่ความพยายามหลักเพื่อทดลองกับวิธีการคำสอน

ในการแสวงหนทางเพื่อให้การศึกษาเป็นนามธรรมลดลง ใช้สติปัญญาลดลงและห่างไกลจากเด็กลดลง นักการศึกษาจึงเรียกร้องให้บทบาทภาพยนตร์ขยายขึ้นมาก ไรช์ซฟิลมินเทนดันท์และหัวหน้าส่วนภาพยนตร์ในกระทรวงโฆษณาการ ฟริทซ์ ฮิพเพลอร์ เขียนว่า ภาพยนตร์กระทบต่อประชาชน "ส่วนใหญ่ในระดับสายตาและอารมณ์ นั่นคือ ระดับที่ไม่ใช่สติปัญญา"[108] ผู้นำนาซียังมองภาพยนตร์ว่าเป็นสื่อที่ตนสามารถพูดคุยกับเด็กได้โดยตรง ดร. แบร์นฮาร์ด รุสท์ มองภาพยนตร์ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญ โดยกล่าวว่า "รัฐชาติสังคมนิยมทำให้ภาพยนตร์เป็นเครื่องส่งอุดมการณ์ของรัฐอย่างแน่นอนและโดยไตร่ตรอง"[109]

สวัสดิภาพสังคม[แก้]

งานวิจัยล่าสุดโดยนักวิชาการเช่นเกิทซ์ อาลือ ได้เน้นบทบาทของโครงการสวัสดิภาพสังคมขนานใหญ่ของนาซีซึ่งมุ่งจัดหางานแก่พลเมืองเยอรมันและประกันมาตรฐานการครองชีพขั้นต่ำสุด ที่มุ่งเน้นอย่างหนัก คือ ความคิดชุมชนสัญชาติเยอรมันหรือโฟลค์ซเกไมน์ชัฟท์[110] เพื่อช่วยเพิ่มความรู้สึกของชุมชน ประสบการณ์กรรมกรและความบันเทิงของชาวเยอรมัน จากเทศกาล ถึงการเดินทางวันหยุดและโรงหนังกลางแปลง ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "ความแข็งแรงผ่านความรื่นเริง" (Kraft durch Freude, KdF) การนำบริการกรรมกรแห่งชาติ (National Labour Service) และองค์การยุวชนฮิตเลอร์ไปปฏิบัติโดยบังคับให้เป็นสมาชิกสำคัญต่อการสร้างความจงรักภักดีและมิตรภาพ นอกเหนือจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการสถาปัตยกรรมจำนวนหนึ่ง คาเดเอฟสร้างคาเดเอฟวาเกน ที่ภายหลังรู้จักกันในชื่อ โฟล์คซกาเวน ("รถของประชาชน") ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้เป็นรถยนต์ที่พลเมืองเยอรมันทุกคนสามารถซื้อได้ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุ รถดังกล่าวถูกแปลงเป็นพาหนะทางทหารและการผลิตฝ่ายพลเรือนถูกหยุดลง อีกโครงการแห่งชาติหนึ่ง คือ การก่อสร้างออโตบาห์น เป็นระบบถนนไม่จำกัดความเร็วแห่งแรกของโลก

การรณรงค์บรรเทาฤดูหนาวไม่เพียงเป็นการรวบรวมเงินบริจาคแก่ผู้อาภัพเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนพิธีกรรมเพื่อสร้างอารมณ์สาธารณะ[111] ส่วนหนึ่งของการรวมศูนย์อำนาจนาซีเยอรมนี ใบปิดประกาศกระตุ้นให้ประชาชนบริจาคแทนที่จะให้ขอทานโดยตรง[112]

สาธารณสุข[แก้]

นาซีเยอรมนีให้ความสำคัญด้านสาธารณสุขอย่างมาก ต่างจากที่หลายคนเข้าใจ[113] จากการศึกษาวิจัยของโรเบิร์ต เอ็น. พร็อกเตอร์ ในหนังสือ The Nazi War on Cancer ของเขา[114][115] นาซีเยอรมนีอาจเป็นประเทศที่มีการต่อต้านบุหรี่อย่างหนักที่สุดในโลกก็ว่าได้ คณะวิจัยเกี่ยวกับโทษของบุหรี่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างแข็งขัน[116] และนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันสามารถพิสูจน์ได้ว่าควันพิษจากบุหรี่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งเป็นครั้งแรกของโลก[117][118][119][120] ต่อมา การวิจัยบุกเบิกด้านระบาดวิทยาเชิงทดลองนำไปสู่งานวิจัยโดยฟรันซ์ ฮา มึลเลอร์ในปี 1939 และงานวิจัยโดยเอเบอร์ฮาร์ด ไชแรร์ และเอริช เชอนีแกร์ในปี 1943 ซึ่งแสดงให้เห็นแน่ชัดว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปอด[121] รัฐบาลกระตุ้นให้แพทย์ชาวเยอรมันให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยต่อต้านการสูบบุหรี่ การวิจัยของเยอรมนีต่ออันตรายของบุหรี่เงียบหายไปหลังสงครามยุติ และอันตรายของบุหรี่กลับมาถูกค้นพบอีกโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันและอังกฤษในต้นคริสต์ทศวรรษ 1950[113] โดยมีความลงรอยทางการแพทย์เกิดขึ้นในต้นคริสต์ทศวรรษ 1960

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันยังพิสูจน์ว่าแร่ใยหินมีอันตรายต่อสุขภาพ และในปี 1943 เยอรมนีรับรองโรคที่เกิดจากใยหิน เช่น มะเร็งปอด เป็นโรคจากการประกอบอาชีพที่มีคุณสมบัติได้รับเงินชดเชย ซึ่งนับเป็นชาติแรกในโลกที่เสนอประโยชน์นี้

ในส่วนหนึ่งของการรณรงค์สาธารณสุขทั่วไปในนาซีเยอรมนี น้ำประปาถูกทำให้สะอาดขึ้น ตะกั่วและปรอทถูกนำออกจากสินค้าผู้บริโภค และสตรีถูกกระตุ้นให้เข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านมเป็นประจำ[114][115]

ระบบสาธารณสุขของนาซียังถือเป็นแนวคิดกลางของมโนทัศน์สุพันธุศาสตร์ คนบางกลุ่มถูกมองว่า "ต่ำกว่าทางพันธุกรรม" และตกเป็นเป้าการกำจัดจากยีนพูลผ่านการทำหมัน (ศาลสุขภาพทางกรรมพันธุ์) หรือถูกฆ่าหมดสิ้น (การปฏิบัติเท4) ผู้เชี่ยวชาญข้อมูลทางการแพทย์ใช้ขบวนการและเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบบัตรเจาะรูและการวิเคราะห์ราคา เพื่อช่วยในขบวนการและคำนวณประโยชน์ต่อสังคมจากการฆ่าเหล่านี้[122]

นโยบายเชื้อชาติ[แก้]

เป็นที่ประจักษ์ว่าชุมชนยิวในเยอรมนีเป็นเป้าแห่งความเกลียดชังตั้งแต่การปราศรัยและงานเขียนแรก ๆ ของฮิตเลอร์ อุดมการณ์นาซีวางกฎเข้มงวดเกี่ยวกับว่าใครเป็นหรือไม่เป็นสายเลือด "อารยัน" บริสุทธิ์ มีการกำหนดการปฏิบัติเพื่อทำให้เชื้อชาติอารยันบริสุทธิ์ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นหนึ่งเดียวกับเชื้อชาตินอร์ดิก ตามด้วยเชื้อชาติรองที่เล็กกว่าของเชื้อชาติอารยันเพื่อเป็นตัวแทนของเชื้อชาติปกครองที่เป็นอุดมคติและบริสุทธิ์ ผลของนโยบายสังคมนาซีในเยอรมนีแบ่งแยกระหว่างผู้ที่ถูกมองว่าเป็น "อารยัน" กับ "มิใช่อารยัน" ยิว หรือส่วนหนึ่งของกลุ่มชนกลุ่มน้อยอื่น สำหรับเชื้อชาติอารยัน การดำเนินโยบายสังคมจำนวนมากที่เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มนี้โดยระบอบนาซีเพิ่มขึ้นตามกาล รวมถึงการคัดค้านการสูบบุหรี่โดยรัฐ การล้างมลทินแก่เด็กอารยันที่เกิดแก่บิดามารดานอกสมรส เช่นเดียวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ครอบครัวเยอรมันอารยันที่ให้กำเนิดบุตร[123] วันที่ 1 เมษายน 1933 ฮิตเลอร์ประกาศคว่ำบาตรสถานประกอบธุรกิจยิวทั้งประเทศ ครอบครัวยิวจำนวนมากเตรียมตัวออกนอกประเทศ แต่อีกหลายครอบครัวหวังว่าการดำรงชีพของพวกตนและทรัพย์สินจะปลอดภัย เพราะตนเป็นพลเมืองเยอรมัน

พรรคนาซีดำเนินนโยบายเชื้อชาติและสังคมผ่านการเบียดเบียนและการสังหารผู้ที่ถูกมองว่าเป็นผู้ที่สังคมไม่พึงปรารถนาหรือ "ศัตรูแห่งไรช์" ที่ตกเป็นเป้าพิเศษ คือ ชนกลุ่มน้อยเช่น ยิว โรมานี (หรือยิปซี) ผู้นับถือพยานพระยะโฮวาห์[124] ผู้ที่มีความพิการทางจิตหรือทางกาย และพวกรักร่วมเพศ ในคริสต์ทศวรรษ 1930 แผนเพื่อโดดเดี่ยวและกำจัดยิวอย่างสมบูรณ์ในเยอรมนีท้ายสุด เริ่มจากการก่อสร้างเกตโต ค่ายกักกัน และค่ายใช้แรงงาน โดยมีการก่อสร้างค่ายกักกันดาเชาเป็นแห่งแรกในปี 1933 เมื่อไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์อธิบายอย่างเป็นทางการว่าเป็น "ค่ายกักกันศัตรูทางการเมืองแห่งแรก" [125]

ร้านค้าที่ยิวเป็นเจ้าของกิจการถูกทำลายย่อยยับในเหตุการณ์คริสทัลล์นัคท์

ช่วงปีหลังนาซีเถลิงอำนาจ ยิวหลายคนถูกกระตุ้นให้เดินทางออกนอกประเทศและทำเช่นนั้น ในปี 1935 มีการตรากฎหมายเนือร์นแบร์กขึ้น มีใจความเพิกถอนสัญชาติเยอรมันของยิว และปฏิเสธการจ้างงานภาครัฐ ขณะนี้ชาวยิวส่วนมากที่ชาวเยอรมันว่าจ้างเสียตำแหน่งงาน ซึ่งถูกแทนที่โดยชาวเยอรมันที่ว่างงาน นอกจากนี้ การสมรสระหว่างยิวกับอารยันถูกห้าม ยิวสูญเสียสิทธิเพิ่มขึ้นในช่วงอีกไม่กี่ปีถัดมา ยิวถูกแยกออกไปจากหลายวิชาชีพ และมิให้จับจ่ายซื้อของในร้านค้าจำนวนมาก หลายเมืองติดป้ายห้ามมิให้ยิวเข้า ที่โดดเด่น คือ ความพยายามของรัฐบาลในการส่งชาวยิวเยอรมันที่มีเชื้อสายโปแลนด์ 17,000 คนกลับประเทศโปแลนด์ จนทำให้ในเดือนพฤศจิกายน 1938 แฮร์เชล กรึนซพัน ชายหนุ่มชาวยิวในกรุงปารีส ลอบสังหารแอร์นสท์ ฟอม รัท เอกอัครราชทูตเยอรมัน เพื่อเป็นการประท้วงการปฏิบัติต่อครอบครัวของเขาในเยอรมนี พรรคนาซีใช้ความพยายามดังกล่าวปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังชุมชนยิวในเยอรมนี เป็นบริบทของโพกรมเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1938 ซึ่งเจาะจงธุรกิจยิวเป็นพิเศษ เอสเอได้รับมอบหมายให้โจมตีสุเหร่ายิวและทรัพย์สินของยิวทั่วประเทศเยอรมนี ระหว่างคริสทัลล์นัคท์ ("คืนกระจกแตก" หรือความหมายตามตัวอักษรว่า คืนคริสตัล) เหตุที่ใช้การเกลื่อนคำดังกล่าวเพราะหน้าต่างที่แตกจำนวนมากทำให้ถนนมองดูเหมือนปกคลุมด้วยคริสตัล เหตุการณ์นี้ทำให้มีชาวยิวเยอรมันเสียชีวิตอย่างน้อย 91 คน และทรัพย์สินยิวถูกทำลายถ้วนหน้า การกีดกันระยะนี้ทำให้เป็นที่ชัดเจนมากว่ายิวในเยอรมนีจะเป็นเป้าหมายในอนาคต เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ชุมชนยิวถูกปรับหนึ่งล้านมาร์คและได้รับการบอกกล่าวว่า พวกเขาจะไม่ได้รับเงินตอบแทนจากความสูญเสีย จนถึงเดือนกันยายน 1939 ยิวกว่า 200,000 คนเดินทางออกนอกประเทศเยอรมนี โดยรัฐบาลยึดทรัพย์สินใด ๆ ที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง

นาซียังดำเนินโครงการที่พุ่งเป้าไม่ยังผู้ที่ "อ่อนแอ" หรือ "ไม่มีสมรรถภาพ" เช่น โครงการการุณยฆาตเท4 ซึ่งคร่าชีวิตผู้พิการและชางเยอรมันที่ป่วยหลายหมื่นคน ในความพยายามที่จะ "ธำรงความบริสุทธิ์ของเชื้อชาติปกครองอารยัน" (เยอรมัน: Herrenvolk) ดังที่นักโฆษณาของนาซีอธิบาย เทคนิคการสังหารจำนวนมากที่พัฒนาในความพยายามเหล่านี้ภายหลังถูกใช้ในฮอโลคอสต์ ภายใต้กฎหมายที่ผ่านในปี 1933 ระบอบนาซีดำเนินการบังคับทำหมันปัจเจกบุคคล 400,00 คน ที่ถูกหมายว่ามีความบกพร่องทางพันธุกรรม ซึ่งมีตั้งแต่การป่วยทางจิตไปจนถึงติดแอลกอฮอล์

อีกส่วนประกอบของโครงการสร้างความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติของนาซี คือ เลเบนซบอร์น หรือ "น้ำพุแห่งชีวิต" ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1935 โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ทหารเยอรมัน หรือเอสเอสเป็นหลัก สืบพันธุ์ ซึ่งรวมถึงการเสนอบริหารสนับสนุนครอบครัวเอสเอส (รวมถึงการรับเลี้ยงเด็กที่มีเชื้อชาติบริสุทธิ์เข้าสู่ครอบครัวเอสเอสที่เหมาะสม) และจัดหาที่อยู่ให้สตรีที่มีคุณค่าทางเชื้อชาติ ที่ตั้งครรภ์เด็กของชายเอสเอสเป็นหลัก ในสถานพักฟื้นในเยอรมนีและทั่วยุโรปที่ถูกยึดครอง เลเบนซบอร์นยังขยายไปครอบคลุมการฝากเด็กที่มีเชื้อชาติบริสุทธิ์ที่บังคับยึดมาจากประเทศที่ถูกยึดครอง เช่นโปแลนด์ กับครอบครัวชาวเยอรมัน

ในปี 1941 เยอรมนีตัดสินใจทำลายชาติโปแลนด์อย่างสมบูรณ์และผู้นำเยอรมันตัดสินใจว่าในอีก 10 ถึง 20 ปี ชาวโปแลนด์ในรัฐโปแลนด์ภายใต้การยึดครองของเยอรมนีจะถูกกวาดล้างอย่างสมบูรณ์ และให้ผู้อยู่ในนิคมชาวเยอรมันเข้าไปตั้งถิ่นฐานแทน[126] นาซีมองว่ายิว ชาวโรมานี ชาวโปแลนด์อยู่ในกลุ่มเดียวกับชนสลาฟ เช่น ชาวรัสเซีย ชาวยูเครน ชาวเช็ก และอีกหลายเชื้อชาติที่มิใช่ "ชาวอารยัน" ตามศัพทวิทยาเชื้อชาตินาซีร่วมสมัยเป็นอุนแทร์เมนเชน ("ต่ำกว่ามนุษย์") แม้ชนสลาฟจำนวนมากจะถูกมองและได้รับการยอมรับว่าเป็นชาวอารยัน นาซีใช้เหตุผลตัดสินว่าชาวอารยันมีสิทธิทางชีววิทยาในการแทนที่ กำจัดและจับผู้ที่ด้อยกว่าเป็นทาส[127][128] หลังสงคราม ภายใต้ "แผนใหญ่" เจเนรัลพลันโอสท์ (เยอรมัน: Generalplan Ost) คาดการณ์การเนรเทศประชากรที่ไม่สามารถถูกแผลงเป็นเยอรมัน (non-Germanizable) 45 ล้านคนจากยุโรปตะวันออกไปยังไซบีเรียตะวันตกล่วงหน้า[129] และราว 14 ล้านคนจะยังอยู่ แต่จะถูกปฏิบัติเหมือนทาส[130][131] ส่วนชาวเยอรมันจะตั้งถิ่นฐานแทนที่ในเลเบนสเราม์ที่ต่อขยายไปของจักรวรรดิพันปี[132]

แฮร์แบร์ท บาเคอเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังแผนความหิว (Hunger Plan) ซึ่งเป็นแผนให้ชนสลาฟหลายสิบล้านคนอดอยากเพื่อประกันเสบียงอาหารแก่ประชาชนและทหารเยอรมัน[133] ในระยะยาว นาซีต้องการกำจัดชนสลาฟราว 30–45 ล้านคน[134] ตามข้อมูลของมิคาเอล ดอร์แลนด์ "ดังที่นักประวัติศาสตร์เยล ทีโมธี ซไนเดอร์เตือนเรา หากนาซีประสบความสำเร็จในสงครามกับรัสเซีย การนำอีกสองมิติของฮอโลคอสต์ไปปฏิบัติ แผนความหิวและเจเนรัลพลันโอสท์ จะนำไปสู่การกำจัดคนอีก 80 ล้านคนในเบลารุส รัสเซียเหนือและสหภาพโซเวียตผ่านความอดอยาก"[135]

ชาวยิวฮังการีที่จะถูกสังหารในห้องรมแก๊ส (พฤษภาคม 1944)

ต้นสงครามโลกครั้งที่สอง ทางการเยอรมนีในเจเนรัลกออูแวร์เนเมนท์ในโปแลนด์ที่ถูกยึดครองสั่งให้ยิวทุกคนถูกบังคับใช้แรงงาน และผู้ที่ด้อยสมรรถภาพทางกาย เช่น หญิงและเด็ก ถูกกักกันอยู่ในเกตโต[136] สำหรับนาซีแล้ว มีหลายแนวคิดปรากฏขึ้นว่าจะตอบ "ปัญหาชาวยิว" อย่างไร วิธีหนึ่ง คือ การบังคับเนรเทศยิวขนานใหญ่ อดอล์ฟ ไอชมันน์เสนอให้ยิวถูกบังคับอพยพไปยัง]ปาเลสไตน์[136] ฟรันซ์ ราเดมาแคร์เสนอให้ยิวถูกเนรเทศไปยังมาดากัสการ์ ข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนโดยฮิมม์เลอร์ และมีการถกโดยฮิตเลอร์และผู้เผด็จการอิตาลี เบนิโต มุสโสลินี แต่ภายหลังล้มเลิกไปเพราะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติเมื่อปี 1942[136] ความคิดการเนรเทศต่อเนื่องไปยังโปแลนด์ที่ถูกยึดครองถูกผู้ว่าการ ฮันส์ ฟรังค์แห่งเจเนรัลกออูแวร์เนเมนท์ ปฏิเสธ เพราะแฟรงค์ปกิเสธจะยอมรับการเนรเทศยิวมาเพิ่มยังดินแดนที่มียิวจำนวนมากอยู่แล้ว[136] ในปี 1942 ที่การประชุมวันน์เซ เจ้าหน้าที่นาซีตัดสินใจกำจัดยิวทั้งหมด ดังที่อภิปราย "การแก้ปัญหาชาวยิวครั้งสุดท้าย" ค่ายกักกันเช่นเอาชวิทซ์ ถูกแปลงและใช้ห้องรมแก๊สเพื่อสังหารยิวให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ จนถึงปี 1945 ค่ายกักกันจำนวนหนึ่งถูกกองทัพสัมพันธมิตรปลดปล่อย และพวกเขาพบว่าผู้รอดชีวิตขาดอาหารอย่างรุนแรง ฝ่ายสัมพันธมิตรยังพบหลักฐานว่า นาซีค้ากำไรจากการสังหารหมู่ยิวไม่เพียงแต่โดยการยึดทรัพย์สินและสิ่งของมีค่าส่วนบุคคลแล้ว แต่ยังโดยการแยกสารอุดฟันทองคำจากร่างของยิวบางคนที่ถูกขังในค่ายกักกันด้วย

บทบาทของสตรีและครอบครัว[แก้]

สตรีในนาซีเยอรมนีเป็นนโยบายสังคมเสาหลักของนาซี นาซีคัดค้านขบวนการคตินิยมสิทธิสตรี โดยอ้างว่ามีวาระฝ่ายซ้าย เทียบได้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ และแย่สำหรับทั้งหญิงและชาย ระบอบนาซีสนับสนุนสังคมอำนาจฝ่ายบิดา ขณะที่สตรีเยอรมันจะรับรองว่า "โลกเป็นสามีของเธอ ครอบครัวของเธอ ลูกของเธอและบ้านของเธอ"[137] ฮิตเลอร์อ้างว่า การที่สตรียึดอาชีพสำคัญจากบุรุษระหว่างภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่นั้นเป็นผลเสียต่อครอบครัวในทางเศรษฐกิจ เพราะสตรีได้รับค่าจ้างเพียง 66% ของที่บุรุษได้รับ[137] รัฐบาลเรียกร้องให้สตรีสนับสนุนรัฐในกิจการสตรีอย่างแข็งขัน พร้อมกับเรียกร้องให้สตรีเลิกทำงานนอกบ้าน ในปี 1933 ฮิตเลอร์แต่งตั้งแกร์ทรุด ชอลทซ์-คลิงก์เป็นผู้นำสันนิบาตสตรีชาติสังคมนิยม ซึ่งสอนสตรีว่าบทบาทหลักของพวกเธอในสังคม คือ ให้กำเนิดบุตรและสตรีจักรับใช้บุรุษ และเคยกล่าวว่า "ภารกิจของสตรีคือ จัดการสิ่งจำเป็นในชีวิตตั้งแต่การมีอยู่ขณะแรกจนขณะสุดท้ายของบุรุษในบ้านและในวิชาชีพ"[137] การคาดหมายนี้ยังใช้กับสตรีอารยันที่สมรสกับบุรุษยิว ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการประท้วงโรเซนซทรัสเซอในปี 1943 ซึ่งสตรีเยอรมัน 1,800 คน กับญาติอีก 4,200 คน ทวงรัฐนาซีให้ปล่อยตัวสามียิวของพวกเธอ ฐานะนี้ยึดถือกันรุนแรงเสียจนทำให้การเกณฑ์สตรีรับงานสงครามระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองยากยิ่ง[138]

ระบอบนาซีกีดกันสตรีมิให้แสวงการศึกษาระดับสูงขึ้นในโรงเรียนมัธยมศึกษา มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย จำนวนสตรีที่ได้รับอนุญาตให้ลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยลดลงมากภายใต้ระบอบนาซี คือ จากประมาณ 128,000 คนในปี 1933 ลดเหลือ 51,000 คนในปี 1938 การลงทะเบียนเรียนของสตรีในโรงเรียนมัธยมศึกษาก็ลดลงจาก 437,000 คนในปี 1926 เหลือ 205,000 คนในปี 1937 อย่างไรก็ดี ด้วยการกำหนดให้ชายถูกเกณฑ์เข้าสู่กองทัพเยอรมันระหว่างสงคราม เมื่อถึงปี 1944 สตรีจึงคิดเป็นครึ่งหนึ่งของการลงทะเบียนเรียนในระบบการศึกษา[139]

อีกด้านหนึ่ง สตรีถูกคาดหวังให้แข็งแรง มีสุขภาพดีและมีชีวิตชีวา ภาพถ่ายคำบรรยายใต้ภาพว่า "อนาคตมารดา" แสดงวัยรุ่นหญิงแต่งกายเล่นกีฬาและถือแหลน[140] สตรีชาวนาที่แข็งแกร่ง ซึ่งทำงานกับดินและให้กำเนิดบุตรที่แข็งแรง เป็นอุดมคติ และเป็นสาเหตุของการยกย่องสตรีคล้ายนักกีฬาที่ผิวเป็นสีแทนเพราะทำงานกลางแจ้ง[141]

หญิงสาวแห่งเบเดเอ็มกำลังฝึกยิมนาสติกในปี 1941

มีการจัดตั้งองค์การเพื่อปลูกฝังค่านิยมนาซีแก่สตรีเยอรมัน องค์การเหล่านี้รวมถึงส่วนยุงแมเดล ("เด็กหญิงสาว") ของยุวชนฮิตเลอร์สำหรับเด็กหญิงอายุตั้งแต่ 10 ถึง 14 ปี บุนด์ดอยท์แชร์แมเดล (เบเดเอ็ม, "สันนิบาตเด็กหญิงเยอรมัน") สำหรับเด็กสาววัย 14 ถึง 18 ปี และเอ็นเอส-เฟราเอนชัฟท์ องค์การสตรี เอ็นเอส-เฟราเอนชัฟท์นี้ออกเอ็นเอส-เฟราเอน-วาร์เทอ นิตยสารสตรีที่ผ่านการอนุมัติเพียงเล่มเดียวในนาซีเยอรมนี[142]

กิจกรรมของเบเดเอ็มครอบคลุมพลศึกษา รวมถึงการวิ่ง กระโดดไกล ตีลังกา เดินบนลวด และว่ายน้ำ[143] ดัสดอยท์เชอแมเดลเน้นการผจญภัยน้อยกว่าแดร์พิมพฟ์ของเด็กชาย[144] แต่เน้นสตรีเยอรมันที่แข็งแรงและคล่องแคล่วกว่าในเอ็นเอส-เฟราเอน-วาร์เทอมาก[145] นอกจากนี้ ก่อนเข้างานอาชีพหรือการศึกษาระดับสูงใด ๆ เด็กหญิงต้องสำเร็จรัฐการทางบกก่อนหนึ่งปี เช่นเดียวกับเด็กชายในยุวชนฮิตเลอร์[146]

แม้บทบาทของสตรีในสังคมเยอรมันจะลดลงไปมาก แต่สตรีบางคนก็ยังมีบทบาทสำคัญ จนการยกย่องสรรเสริญและประสบความสำเร็จในชีวิต เช่น ฮันนา ไรท์ช นักบินประจำตัวฮิตเลอร์ และเลนี ไรเฟนสทาล ผู้กำกับภาพยนตร์และดารา

ในประเด็นกิจการทางเพศเกี่ยวกับสตรี บิดดิสคอมเบอแย้งว่า นาซีแตกต่างจากท่าทีจำกัดบทบาทของสตรีในสังคมอย่างมาก ระบอบนาซีสนับสนุนจรรยาบรรณเสรีนิยมที่คำนึงถึงประเด็นทางเพศ และเห็นใจสตรีที่เกิดลูกนอกสมรส[147] การล่มสลายของศีลธรรมคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในเยอรมนีถูกเร่งขึ้นระหว่างไรช์ที่สาม บางส่วนเป็นเพราะนาซี และส่วนใหญ่เนื่องมาจากผลของสงคราม การสำส่อนเพิ่มขึ้นมากเมื่อสงครามดำเนินไป ด้วยทหารที่ไม่แต่งงานมักสนิทสนมกับสตรีหลายคนพร้อมกัน สตรีที่สมรสแล้วมักข้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับบุรุษหลายคนพร้อมกัน กับทั้งทหาร พลเรือนหรือผู้ใช้แรงงานทาส "หญิงดูแลไร่บางคนในเวือร์ทเทมแบร์กเริ่มใช้เพศสัมพันธ์เป็นโภคภัณฑ์แล้ว โดยจ่ายรสชาติเนื้อหนังมังสาเป็นวิธีการได้งานเต็มวันจากกรรมกรต่างด้าว"[147] กระนั้น การโฆษณาชวนเชื่อนาซีคัดค้านการทำชู้และสนับสนุนความศักดิ์สิทธิ์ของการสมรสอย่างเปิดเผย[148] ภาพยนตร์หลายเรื่องที่ถ่ายทำในสมัยนี้เปลี่ยนแปลงวัสดุที่มา ให้สตรีเผชิญความตายจากการละเมิดทางเพศแทนที่จะเป็นชาย สะท้อนให้เห็นว่าความผิดเป็นของใคร[149] เมื่อมีความพยายามล้างมลทินแก่บุตรนอกกฎหมาย บ้านเลเบนซบอร์นถูกนำเสนอแก่สาธารณะสำหรับสตรีสมรสแล้ว[150] ถ้อยแถลงต่อต้านการสมรสอย่างเปิดเผย เช่น ถ้อยแถลงของฮิมม์เลอร์เกี่ยวกับการดูแลเด็กนอกสมรสของทหารที่เสียชีวิต ได้รับการประท้วงเป็นเสียงตอบรับ[151] อิลซา แมคคีหมายเหตุว่า การบรรยายของยุวชนฮิตเลอร์และเบเดเอ็มเกี่ยวกับความจำเป็นในการผลิตเด็กเพิ่มขึ้นเพิ่มจำนวนเด็กนอกกฎหมายอย่างมาก ซึ่งมารดาหรือบิดาที่เป็นไปได้ต่างไม่ถูกมองว่าเป็นปัญหา[152]

การสมรสหรือความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างบุคคลที่ถูกมองว่าเป็น "อารยัน" กับผู้ที่ไม่ถูกจัดเป็นรัสเนชันเดอถูกห้ามและมีบทลงโทษ อารยันที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดอาจถูกนำตัวไปกักขังในค่ายกักกัน ขณะที่ผู้ที่มิใช่อารยันอาจเผชิญโทษประหารชีวิต มีจุลสารสั่งให้สตรีเยอรมันทุกคนหลีกเลี่ยงเพศสัมพันธ์กับกรรมกรต่างด้าวทั้งหมดที่นำเข้ามาในประเทศเยอรมนีว่าเป็นอันตรายต่อเลือดของพวกเธอ[153]

การทำแท้งถูกลงโทษอย่างหนักในนาซีเยอรมนีเว้นเสียแต่อยู่บนเหตุผลของ "สาธารณสุขเชื้อชาติ" ตั้งแต่ปี 1943 นักรีดลูกเผชิญโทษประหารชีวิต[154] การแสดงการคุมกำเนิดไม่ได้รับอนุญาต และฮิตเลอร์เองอธิบายการคุมกำเนิดว่าเป็น "การละเมิดธรรมชาติ เป็นการทำลายความเป็นหญิง ความเป็นแม่และความรัก"[155]

สิ่งแวดล้อมนิยม[แก้]

ในปี 1935 รัฐบาลนาซีตรากฎหมาย "รัฐบัญญัติคุ้มครองธรรมชาติไรช์" แม้มิใช่กฎหมายนาซีบริสุทธิ์ เพราะบางส่วนได้รับอิทธิพลมาก่อนนาซีเถลิงอำนาจ กระนั้นกฎหมายนี้ก็สะท้อนอุดมการณ์นาซี มโนทัศน์เดาแอร์วัลด์ (น่าจะแปลได้ว่า ป่านิรันดร์) ซึ่งรวมมโนทัศน์อย่างการจัดการป่า และการคุ้มครองได้รับการสนับสนุน ตลอดจนมีความพยายามจัดการกับมลพิษทางอากาศ[156][157]

ในทางปฏิบัติ กฎหมายและนโยบายที่ได้รับการตราเผชิญกับการขัดขืนจากหลายกระทรวงที่มุ่งบั่นทอนกฎหมายและนโยบายเหล่านี้ และจากลำดับความสำคัญที่ความพยายามของสงครามมาก่อนการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

นโยบายการคุ้มครองสัตว์[แก้]

นาซีมีส่วนซึ่งสนับสนุนสิทธิสัตว์ สวนสัตว์และสัตว์ป่า[158] และดำเนินหลายมาตรการเพื่อประกันการคุ้มครองสัตว์[159] ในปี 1933 รัฐบาลตรากฎหมายคุ้มครองสัตว์ที่เข้มงวด[160][161] ผู้นำพรรคนาซีหลายคน รวมทั้งฮิตเลอร์และเกอริง เป็นผู้สนับสนุนการคุ้มครองสัตว์ นาซีหลายคนเป็นนักสิ่งแวดล้อมนิยม (ที่โดดเด่น คือ รูดอล์ฟ เฮสส์) และการคุ้มครองสปีชีส์และสวัสดิภาพสัตว์เป็นประเด็นสำคัญในระบอบนาซี[162] ฮิมม์เลอร์พยายามห้ามการล่าสัตว์[163] เกอริงเป็นคนรักสัตว์และนักอนุรักษ์[164] กฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ปัจจุบันในเยอรมนีก็รับมาจากกฎหมายที่ริเริ่มขึ้นในระบอบนาซี[165]

แม้มีการตรากฎหมายหลายฉบับเพื่อการคุ้มครองสัตว์ แต่ก็ขาดการบังคับใช้ ตามข้อมูลของพฟูแกร์สอาร์คิฟเฟือร์ไดเกซัมเทฟีซิโอโลจี (กรุสรีรวิทยาทั้งหมดพฟูแกร์ส) วารสารวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น มีการทดลองกับสัตว์หลายการทดลองระหว่างระบอบนาซี[166] ระบอบนาซียุบองค์การไม่เป็นทางการจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนสิ่งแวดล้อมนิยมและการคุ้มครองสัตว์ เช่น เฟรนด์สออฟเนเจอร์[167]

วัฒนธรรม[แก้]

ในปี 1933 นาซีเผาผลงานที่ถูกมองว่า "ไม่เป็นเยอรมัน" ในกรุงเบอร์ลิน ได้แก่ หนังสือโดยผู้ประพันธ์ยิว คู่แข่งการเมือง และผลงานอื่นที่ไม่เป็นไปตามแนวอุดมการณ์นาซี
สนามกีฬาโอลิมปิกในกรุงเบอร์ลิน

ศิลปะ[แก้]

ระบอบนาซีมุ่งฟื้นฟูค่านิยมดั้งเดิมในวัฒนธรรมเยอรมัน ศิลปวัฒนธรรมที่นิยามสมัยสาธารณรัฐไวมาร์ถูกปราบปราม ทัศนศิลป์ถูกเฝ้าสังเกตอย่างเข้มงวดและเป็นแบบประเพณี เน้นยกตัวอย่างแก่นเยอรมัน ความบริสุทธิ์ของเชื้อชาติ แสนยนิยม คตินิยมวีรบุรุษ อำนาจ ความเข้มแข็งและความเชื่อฟัง ศิลปะนามธรรมสมัยใหม่และศิลปะอาวองการ์ดถูกนำออกจากพิพิธภัณฑ์ และถูกจัดแสดงเป็นพิเศษว่าเป็น "ศิลปะเสื่อม" ที่ซึ่งผลงานเหล่านี้จะถูกเยาะหยัน ในตัวอย่างที่โดดเด่นครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 1937 ฝูงชนขนาดใหญ่ยืนเข้าแถวเพื่อชมการจัดแสดงพิเศษ "ศิลปะเสื่อม" ในมิวนิก รูปแบบศิลปะที่ถูกมองว่าเสื่อม มีคติดาด บาศกนิยม ลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ คติโฟวิสต์ ลัทธิประทับใจ ปรวิสัยใหม่ และลัทธิเหนือจริง วรรณกรรมที่เขียนโดยชาวยิว ชนที่มิใช่อารยันอื่น พวกรักร่วมเพศหรือผู้ประพันธ์ที่คัดค้านนาซีจะถูกรัฐบาลทำลาย การทำลายวรรณกรรมที่ฉาวโฉ่ที่สุด คือ การเผาหนังสือโดยนักเรียนเยอรมันในปี 1933

แม้ความพยายามอย่างเป็นทางการในการสร้างวัฒนธรรมเยอรมันบริสุทธิ์ พื้นที่หลักหนึ่งของศิลปะและสถาปัตยกรรมภายใต้การชี้นำส่วนตัวของฮิตเลอร์เป็นลัทธิคลาสสิกใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบที่อิงสถาปัตยกรรมโรมโบราณ รูปแบบนี้ขัดและค้านรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ใหม่กว่า เป็นเสรีนิยมกว่า และได้รับความนิยมกว่าในสมัยนั้นอย่างอลังการศิลป์ อาคารโรมันจำนวนมากได้รับการพิจารณาโดยสถาปนิกของรัฐ อัลแบร์ท สเพร์ สำหรับแบบสถาปัตยกรรมของอาคารรัฐ สเพร์ก่อสร้างอาคารขนาดมหึมาและโอ่อ่า เช่น ในลานชุมนุมพรรคนาซีในเนือร์นแบร์กและอาคารทำเนียบรัฐบาลไรช์หลังใหม่ในกรุงเบอร์ลิน แบบหนึ่งที่ไม่ได้สร้างจริงเป็นพาร์เธนอนในกรุงโรม เรียกว่า "โฟล์คชัลเลอ" เป็นศูนย์กลางกึ่งศาสนาของระบอบนาซีในกรุงเบอร์ลินที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "เยอรมาเนีย" ซึ่งจะเป็น "เมืองหลวงของโลก" (เวลเทาพท์สทัดท์) นอกจากนี้ ที่จะก่อสร้าง คือ ประตูชัยที่ใหญ่กว่าในกรุงปารีสหลายเท่า ซึ่งอาศัยแบบคลาสสิกเช่นกัน การออกแบบจำนวนมากสำหรับเยอรมาเนียไม่สามารถก่อสร้างได้จริง เพราะขนาดและดินเลนใต้กรุงเบอร์ลิน ภายหลัง วัสดุที่จะใช้ก่อสร้างถูกเปลี่ยนไปใช้ในความพยายามของสงครามแทน

ภาพยนตร์และสื่อ[แก้]

ภาพยนตร์เยอรมันแห่งยุคส่วนมากตั้งใจให้เป็นผลงานการบันเทิงเป็นหลัก การนำเข้าภาพยนตร์ถูกกฎหมายห้ามหลังปี 1936 และอุตสาหกรรมเยอรมัน ซึ่งถูกโอนเป็นของรัฐในปี 1937 จำต้องชดเชยสำหรับภาพยนตร์ต่างประเทศที่ขาดไป การบันเทิงยิ่งทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อโรงภาพยนตร์เป็นสิ่งหย่อนใจจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรและความพ่ายแพ้ติด ๆ กันของเยอรมนี ในปี 1943 และ 1944 การยอมรับโรงภาพยนตร์ในเยอรมนีเกินหนึ่งพันล้าน[168] และภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดยามสงคราม คือ ดีกรอเซอลีเบอ (1942) และวุนชคอนแซร์ท (1941) ซึ่งทั้งสองเรื่องประกอบด้วยส่วนที่เป็นดนตรี นิยายวีรคติยามสงครามและโฆษณาชวนเชื่อรักชาติ เฟราเอนซินด์ดอคเบสเซเรอดีโพลมาเทน (1941) ดนตรีตลกซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สีเรื่องแรก ๆ ของเยอรมนี และวีนแนร์บลุท (1942) การดัดแปลงจุลอุปรากรตลกของโยฮันน์ สเทราสส์ ความสำคัญของโรงภาพยนตร์ในฐานะเครื่องมือของรัฐ ทั้งคุณค่าการโฆษณาชวนเชื่อ และความสามารถในการทำให้ประชาชนได้รับความบันเทิงอย่างต่อเนื่อง พบเห็นได้ในประวัติการถ่ายทำภาพยนตร์ โคลแบร์ก (1945) ของไฟท์ ฮาร์ลัน ภาพยนตร์ที่แพงที่สุดแห่งยุค สำหรับการถ่ายทำ ซึ่งทหารหลายหมื่นนายถูกเปลี่ยนจากตำแหน่งทางทหารมาแสดงเป็นตัวประกอบ[169]

แม้การอพยพออกนอกประเทศของผู้ผลิตภาพยนตร์จำนวนมากและการจำกัดทางการเมือง แต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของเยอรมนีก็มิได้ขาดนวัตกรรมทางเทคนิคและสุนทรีย์ การริเริ่มการผลิตภาพยนตร์อักฟาโคลอร์เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นอันหนึ่ง ความสำเร็จทางเทคนิคและสุนทรีย์ยังอาจมาถึงคราวสิ้นสุดในไรช์ที่สามได้เหมือนกัน ที่เห็นได้ชัดในผลางานของเลนี รีเฟนสทาล ไทรอัมฟ์ออฟเดอะวิล (1935) ของรีเฟนสทาล ซึ่งบันทึกเหตุการณ์การชุมนุมที่เนือร์นแบร์ก (1934) และโอลิมเปีย (1938) ที่บันทึกเหตุการณ์โอลิมปิกฤดูร้อน 1936 บุกเบิกเทคนิคการเคลื่อนไหวกล้องและการตัดต่อที่มีอิทธิพลต่อภาพยนตร์สมัยหลังจำนวนมาก ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไททรอัมฟ์ออฟเดอะวิล ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างสูง เพราะคุณค่าสุนทรีย์นั้นแยกขาดจากการโฆษณาชวนเชื่ออุดมคติชาติสังคมนิยมไม่ได้ ศิลปินที่ไม่สามารถแทนกันได้ที่ดูเหมาะกับอุดมคติชาติสังคมนิยม เช่น มารีคา รอคค์ และโยฮันเนส เฮสแทร์ส ถูกนำขึ้นรายการกอทท์เบกนาเดเทน ("ผู้มีพรสวรรค์จากพระเจ้า") โดยเกิบเบิลส์ระหว่างสงคราม[170]

ศาสนา[แก้]

สำมะโนประชากรเยอรมนี เดือนพฤษภาคม 1939 บ่งชี้ว่า ชาวเยอรมัน 54% มองว่าตนเองนับถือนิกายโปรแตสแตนต์ และ 40% มองว่าตนนับถือคาทอลิก โดยมีเพียง 3.5% เท่านั้นที่อ้างว่าเป็น "ผู้เชื่อในพระเจ้า" เพเกินใหม่ และ 1.5% ไม่เชื่อในพระเจ้า สำมะโนนี้ออกมาหลังเข้าสู่ยุคนาซีมาแล้วหกปี[171]

การกีฬา[แก้]

กีฬามีบทบาทศูนย์กลางในเป้าหมายการสร้างนักกีฬาหนุ่มสาวที่เข้มแข็งของนาซี เพื่อสร้างเชื้อชาติที่ "ดีเลิศ" และช่วยสร้างเยอรมนีเป็นมหาอำนาจทางกีฬา สัญนิยมทางการเมืองมวลชนที่มีร่างกายเกือบเปลือยบุรุษเพศครอบครองพื้นที่สาธารณะเข้ากับระบบการโฆษณาชวนเชื่ออย่างง่ายดาย โดยมีตัวอย่าง คือ ภาพยนตร์ "โอลิมเปีย" ในปี 1938 ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงโอลิมปิกฤดูร้อนกรุงเบอร์ลิน 1936[172]

"นาซิโยนโซเซียลิสทีแชร์ไรช์ซบุนด์เฟือร์ไลเบซือบุงเกน" (ย่อ: NSRL หรือ NSRBL) เป็นองค์การดูแลกีฬาระหว่างไรช์ที่สาม มีการจัดแสดงศิลปะและวัฒนธรรมเยอรมันสองครั้งหลักที่โอลิมปิกฤดูร้อน 1936 และที่ศาลาเยอรมันที่นิทรรศการระหว่างประเทศในปี 1937 โอลิมปิกฤดูร้อน 1936 ตั้งใจให้แสดงให้โลกเห็นความเหนือกว่าชาติอื่นของเยอรมนี นักกีฬาเยอรมันถูกเลือกอย่างระมัดระวังไม่เพียงแต่พละกำลังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลักษณะภายนอกที่เป็นอารยันด้วย[173]

การต่างประเทศ[แก้]

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุด เยอรมนีถูกบังคับให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญาแวร์ซาย ซึ่งได้ทำลายเศรษฐกิจเยอรมนีลงย่อยยับ และห้ามสร้างเครื่องบิน เรือดำน้ำ และเรือรบขนาดใหญ่ เยอรมนีสูญเสียดินแดนอาณานิคมทั้งหมด และห้ามสร้างสัมพันธไมตรีกับออสเตรียและนครเสรีดันซิกที่เพิ่งเกิดใหม่

ความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีกับประเทศที่เหลือในยุโรปเสื่อมลงด้วยอุบายการเมืองและการตัดสินใจเกี่ยวกับโอกาสหลายครั้ง ด้วยเกรงสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษและฝรั่งเศสจึงใช้นโยบายการจำยอมสละต่อเยอรมนี และปฏิเสธนโยบายต่างประเทศก้าวร้าวเพื่อทำให้นาซีที่เพิ่งเถลิงอำนาจพอใจ เป้าหมายของฮิตเลอร์หลังการเถลิงอำนาจนั้นมีสามข้อ ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซาย การรวบรวมดินแดนเยอรมนีที่สูญเสียไปภายใต้ข้อบังคับแห่งสนธิสัญญาแวร์ซาย และเลเบนสเราม์ กล่าวกันว่าฮิตเลรอ์ต้องการให้อังกฤษเป็นพันธมิตรในสงครามกับสหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกาในท้ายที่สุด ฮิตเลอร์ใช้นโยบายการจำยอมสละของอังกฤษและฝรั่งเศสเพื่อข้อได้เปรียบทางโอกาสของตนเมื่อเขาประกาศจะเกณฑ์ทหารเข้าสู่กองทัพและสร้างลุฟท์วัฟเฟอ (กองทัพอากาศ) ในเดือนมีนาคม 1935 ซึ่งทั้งสองขัดต่อสนธิสัญญาแวร์ซายโดยตรง นโยบายต่างประเทศของเขาถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบความอดทนของอังกฤษและฝรั่งเศสเพื่อให้เขาดูได้ว่าสามารถปลีกตัวออกพร้อมกับอะไรติดมือไปบ้าง อีกความกังวลหนึ่งของเขา คือ อิตาลี ที่มีมุสโสลินีเป็นผู้นำและได้กลายมาเป็นประเทศฟาสซิสต์คล้ายกัน แต่พลเมืองภายในแตกแยกกันมากกว่า ฮิตเลอร์ต้องการพันธมิตรที่มีเสถียรภาพและทรงอำนาจกว่านี้

ในปี 1935 ฮิตเลอร์สั่งเกณฑ์ทหาร จัดตั้งกองทัพอากาศ และส่งกำลังทหารกลับเข้าประจำแคว้นซาร์ แต่ไม่ได้รับการตอบโต้จากประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรประการใด เป็นเหตุให้ฮิตเลอร์ฮึกเหิมและก้าวร้าวมากขึ้น ในปีต่อมา ฮิตเลอร์เริ่มใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ในปี 1937 ฮิตเลอร์ส่งกองกำลังไปช่วยเหลือฝ่ายชาตินิยมสเปน ภายใต้การนำของนายพล ฟรานซิสโก ฟรังโก ในสงครามกลางเมืองสเปน

การประชุมมิวนิก นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เนวิลล์ เชมเบอร์แลนด์ยอมยกแคว้นซูเดเตนแลนด์ให้แก่ฮิตเลอร์

ในปี 1938 เยอรมนีผนวกเอาดินแดนออสเตรีย อิตาลีซึ่งมีท่าทีต่อต้านเยอรมนีมิให้ยึดครองออสเตรียมาตั้งแต่การลงนามในสนธิสัญญาเหล็ก เมื่ออังกฤษและอิตาลีปราศจากผลประโยชน์ร่วมกันแล้ว อิตาลีจึงเริ่มเปลี่ยนท่าทีโอนเอียงไปหาเยอรมนีแทน ต่อมาก็ยังได้ดินแดนซูเดเตนแลนด์และเชโกสโลวาเกีย อังกฤษซึ่งยังคงเชื่อว่าฮิตเลอร์ไม่ปรารถนาสงคราม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เนวิลล์ เชมเบอร์แลนด์ จึงได้ลงนามยกแคว้นซูเดเตนแลนด์ให้แก่เยอรมนี ด้วยหวังว่าเยอรมนีจะไม่แสวงหาดินแดนอื่นเพิ่มเติมในทวีปยุโรป เนวิลล์คิดว่าตนได้ปฏิบัติภารกิจได้ประสบความสำเร็จแล้วเมื่อฮิตเลอร์ยอมตอบตกลง แต่หลังจากนั้น ฮิตเลอร์ก็เข้าผนวกเชโกสโลวาเกียอีก

หลังจากนั้น ฮิตเลอร์ได้พุ่งเป้าไปยังโปแลนด์และฉนวนโปแลนด์ เขาต้องการให้มีการทบทวนการกำหนดพรมแดนใหม่กับโปแลนด์ แต่โปแลนด์ปฏิเสธที่จะยอมรับการผนวกนครเสรีดันซิกเข้ากับเยอรมนี ไม่นานก่อนหน้าการบุกครองโปแลนด์ ฮิตเลอร์ได้ลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกันกับสหภาพโซเวียต เพื่อเป็นการแบ่งปันเขตอิทธิพลของตนในยุโรปตะวันออก และเมื่อถึงวันที่ 1 กันยายน 1939 กองทัพเยอรมนีการบุกครองโปแลนด์ และนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าฝ่ายสัมพันธมิตรจะประกาศสงครามกับนาซีเยอรมนีและให้การช่วยเหลือโปแลนด์ก็ตาม แต่ผลก็แทบจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเลย ซึ่งเป็นระยะที่เรียกกันว่า "สงครามลวง"

ในปี 1940 เยอรมนีรุกรานเดนมาร์กและนอร์เวีย เพื่อลดการตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากความหวาดระแวงในท่าทีของฝ่ายสัมพันธมิตร รวมทั้งยังได้โจมตีไปทางทิศตะวันตก ยึดครองกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำและประเทศฝรั่งเศส โดยเยอรมนียินยอมให้ผู้ชาตินิยมและวีรบุรุษสงคราม ฟิลิป เปแตง จัดตั้งการปกครองภายใต้ระบอบฟาสซิสต์ เรียกชื่อประเทศว่า "รัฐฝรั่งเศส" หรือเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางกว่า คือ วิชีฝรั่งเศส

ในปี 1941 เยอรมนีรุกรานสหภาพโซเวียตในความพยายามที่จะพิชิตดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลตามนโยบาย เลเบนสเราม์ สำหรับพลเมืองสัญชาติเยอรมัน โดยรัฐบาลสัญญาว่าจะมีการจัดตั้ง

ในช่วงหลังจากปี 1943 ทิศทางของสงครามเปลี่ยนแปลงไป เยอรมนีถูกบังคับให้ต้องยึดครองดินแดนของอิตาลี ซึ่งรัฐบาลของมุสโสลินีหมดอำนาจลง และจัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลี กองทัพเยอรมันต้องสู้กับกองทัพพันธมิตรทั้ง 3 แนวรบ เยอรมนีในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สองถูกโดดเดี่ยวทางการทูตอย่างหนัก และไม่อาจต้านทานกองทัพสัมพันธมิตรที่รุกเข้ามาจากทั้งทางทิศตะวันตก ตะวันออกและทิศใต้ เมื่อรัฐบาลใหม่ของเยอรมนีประกาศยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945

อ้างอิงและเชิงอรรถ[แก้]

  1. ตำแหน่งถือว่าว่างลงอย่างเป็นทางการ ตำแหน่งของฮิตเลอร์ คือ ฟือเรอร์อุนด์ไรช์สคันซเลอร์ ตั้งแต่สิงหาคม 1934
    Gesetz über das Staatsoberhaupt des Deutschen Reichs, 1 August 1934: "§ 1 ตำแหน่งไรช์สแพรซิเดนท์ถูกรวมเข้ากับไรช์สคันซเลอร์ ฉะนั้นสิทธิที่ผ่านมาของไรช์สแพรซิเดนท์จึงส่งผ่านมายังฟือเรอร์อุนด์ไรช์สคันซเลอร์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาแต่งตั้งผู้ช่วย"
  2. 2.0 2.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 95
  3. Decree RK 7669 E of the Reichsminister and head of the Reich chancellery, 26 June 1943
  4. Robert O. Paxton; Julie Hessler (2011). Europe in the Twentieth Century. Cengage. p. 286. 
  5. Peter Watson (2002). Modern Mind: An Intellectual History of the 20th Century. HarperCollins. p. 328. 
  6. Stephen J. Lee (1996). Weimar and Nazi Germany. Heinemann. p. 56. 
  7. Richard Holmes (2009). World War II: The Definitive Visual History. Penguin. p. 42. 
  8. Keegan, John (1989), The Second World War, Glenfield, Auckland 10, New Zealand: Hutchinson 
  9. van Wie, Paul D. (1999). Image, History and Politics: The Coinage of Modern Europe. Lanham, Md: University Press of America ". p. 37. ISBN 978-0-7618-1221-0. 
  10. บางครั้ง "ไรช์" ก็แปลเป็น "ราชอาณาจักร". ดู Harper's magazine, Volume 63. Pp. 593.
  11. The man who invented the Third Reich: the life and times of Arthur Moeller van den Bruck. Npi Media Ltd. May 1, 1999. ISBN 978-0-75-091866-4. 
  12. Evans 2003, pp. 170–171.
  13. Goldhagen 1996, p. 85.
  14. Goldhagen 1996, pp. 202–203.
  15. Mary Fulbrook. The Divided Nation: A History of Germany, 1918-1990. Oxford UP, 1992, 45
  16. Broszat, M. (1987), Hitler and the Collapse of Weimar Germany, Oxford: Berg Publishers, p. 9, ISBN 0854965092 .
  17. Shirer 1960, pp. 136–137.
  18. Kolb 2005, p. 224–225.
  19. Ian Kershaw (2000). "10". Hitler, 1889–1936: Hubris. W. W. Norton. ISBN 978-0-393-32035-0. 
  20. Klaus Hildebrand. (2004). The Third Reich. Digital Printing. p.5. สืบค้นเมื่อ 06-02-2010.
  21. Tipton, Frank, A History of Modern Germany, since 1815, Continuum Press New York, 2003
  22. Cuomo, Glenn R. (1995). National Socialist Cultural Policy. New York: Palgrave MacMillan. p. 231. ISBN 978-0-312-09094-4. 
  23. Kershaw 2008, p. 306.
  24. Shirer 1960, p. 205.
  25. Shirer 1960, p. 219.
  26. Kershaw 2008, pp. 309–312.
  27. Kershaw 2008, p. 314.
  28. Read, Anthony (2003). "The Devils Disciples", W. W. Norton & Co. ISBN 0-393-04800-4
  29. 29.0 29.1 29.2 Eric Solsten. p.62
  30. Kenneth, Brody, J (1999). The Avoidable War: Pierre Laval and the Politics of Reality, 1935–1936. Transaction Publishers. p. 4. ISBN 0-7658-0622-3.
  31. Zalampas, Michael (1989). Adolf Hitler and the Third Reich in American magazines, 1923-1939. Bowling Green University Popular Press. p. 62. ISBN 0-87972-462-5. Retrieved 2010-02-06.
  32. Maiolo, Joseph. The Royal Navy and Nazi Germany, 1933-39 A Study in Appeasement and the Origins of the Second World War, Macmillan Press: London, 1998, ISBN 0-312-21456-1. pp. 35-36.
  33. Adamthwaite, Anthony P. (1992). The Making of the Second World War. New York: Routledge. p. 52. ISBN 0-415-90716-0. Retrieved 2010-02-06
  34. Eric Solsten. p.63
  35. 35.0 35.1 Eric Solsten. p.64
  36. Zachary Shore. What Hitler Knew: The Battle for Information in Nazi Foreign Policy. Published by Oxford University Press US, 2005 ISBN 0-19-518261-8, 978-0-19-518261-3, p. 108
  37. Weinberg, Gerhard L. (1995), A World at Arms: A Global History of World War II, Cambridge University Press, ISBN 0-521-55879-4, p. 95 & 121
  38. Kelly, Nigel; Rees, Rosemary; Shuter, Jane. 'Twentieth Century World, pg. 38
  39. "History - British Bombing Strategy in World War Two". BBC. สืบค้นเมื่อ 2009-09-16. 
  40. Chronological Summary of Royal Air Force Bomber Command Operations – Your Archives
  41. Bungay, Stephen. The Most Dangerous Enemy: A History of the Battle of Britain. London: Aurum Press, 2000. pp 370-373.
  42. Fleming, Peter. (1958). Invasion 1940. Readers Union, London, p. 273.
  43. Weinberg, Gerhard L. (1995), A World at Arms: A Global History of World War II, Cambridge University Press, ISBN 0-521-55879-4. pp 229.
  44. Murray, Williamson; Millett, Allan Reed (2001), A War to Be Won: Fighting the Second World War, Harvard University Press, ISBN 0-674-00680-1. pp 263-267.
  45. Glantz, David, The Soviet-German War 1941–45: Myths and Realities: A Survey Essay, 11 October 2001, page 7
  46. Siege of Leningrad (Soviet history)". Encyclopædia Britannica.
  47. Taylor, A.J.P. and Mayer, S.L., eds. (1974). A History of World War Two. London: Octopus Books. ISBN 0-7064-0399-1. p.109
  48. Germany's forgotten victims. Guardian.co.uk. October 22, 2003.
  49. Collier, Paul. The Second World War (4) : The Mediterranean 1940-1945, pg. 11
  50. Gilbert, Sir Martin, The Second World War: A Complete History, Macmillan, 2004 ISBN 0-8050-7623-9, pages 397–400
  51. Kershaw, Ian. Hitler, 1936–1945: Nemesis, W. W. Norton & Company, 2001, ISBN 0-393-32252-1,p. 592
  52. Military Strategy: Sixtieth Anniversary of Operation Bagration. Embassy of the Republic of Belarus in the United States of America. สืบค้นเมื่อ 11-02-2010.
  53. C.P. Stacey. Official History of the Canadian Army in the Second World War: Volume II The Victory Campaign p. 295
  54. Joachimsthaler, Anton. The Last Days of Hitler - The Legends - The Evidence - The Truth, Brockhampton Press, 1999, pp 160-167.
  55. Kershaw, Ian (2001), Hitler, 1936–1945: Nemesis, W. W. Norton & Company, ISBN 0-393-32252-1. p.823
  56. William Shirer. The Rise and Fall of the Third Reich. Fawcett Crest. New York. 1983. ISBN 0-449-21977-1
  57. Donnelly, Mark. Britain in the Second World War, pg. xiv
  58. "...also based on the fact that after the debellatio of Germany, the Allied powers have been the local sovereigns in Germany.". United Nations War Crimes Commission. Law reports of trials of war criminals. William S. Hein & Co., Inc. p. 14
  59. Richard Overy. World Wars in-depth Nuremberg: Nazis On Trial. BBC. สืบค้นเมื่อ 07-02-2010.
  60. M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 293.
  61. M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 118-119.
  62. 62.0 62.1 M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 122.
  63. 63.0 63.1 M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 123.
  64. M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 125.
  65. M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 126.
  66. M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 126-127.
  67. M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 130.
  68. M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 132-133.
  69. M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 292.
  70. Hugh LeCaine Agnew. The Czechs and the lands of the Bohemian crown. Hoover Institutition Press. p.208
  71. Raphael Lemkin, Samantha Power. Axis rule in occupied Europe: laws of occupation, analysis of government. Rumford Press, Concord N.M. p. 193
  72. Raphael Lemkin, Samantha Power. Axis rule in occupied Europe: laws of occupation, analysis of government. Rumford Press, Concord N.M. p. 225-226.
  73. 73.0 73.1 de Zayas, Alfred-Maurice: A Terrible Revenge: The Ethnic Cleansing of the Eastern European Germans 1944-1950, New York: St. Martin's Press, 1994
  74. Gau (NSDAP) - Kontinuität der Gaugliederung nach 1933 Historisches Lexikon Bayerns
  75. The Organization of the Nazi Party & State The Nizkor Project
  76. Bischof, Günter, “The Historical Roots of a Special Relationship: Austro-German Relations Between Hegemony and Equality”. In Unequal Partners, ed. Harald von Riekhoff and Hanspeter Neuhold. San Francisco: Westview Press, 1993
  77. Hitler's Plan, Dac.neu.edu
  78. http://www.ess.uwe.ac.uk/genocide/ssnur1.htm ess.uwe.ac.uk
  79. The Russian Academy of Science Rossiiskaia Akademiia nauk. Liudskie poteri SSSR v period vtoroi mirovoi voiny:sbornik statei. Sankt-Peterburg 1995 ISBN 5-86789-023-6(figure of 13.7 million includes 2.0 million deaths in the annexed territories which are also included with Poland's war dead)
  80. "Siege of Leningrad (Soviet history)". Encyclopædia Britannica.
  81. }} {{cite web | url = http://econ161.berkeley.edu/TCEH/Slouch_Purge15.html | title = http://econ161.berkeley.edu/TCEH/Slouch_Purge15.html | accessdate = | publisher = (อังกฤษ)
  82. 82.0 82.1 82.2 82.3 82.4 82.5 82.6 82.7 DeLong 1997.
  83. Haskew, Michael, The Wehrmacht 2011, p. 13
  84. Temin, Peter (November 1991). Economic History Review, New Series 44 (4): 573–593. 
  85. Christoph Buchheim (27Jun2006). "The Role of Private Property in the Nazi Economy: The Case of Industry". The Journal of Economic History: 390–416. 
  86. Overy 1995, p. 205.
  87. Albert Speer (1970). Inside the Third Reich: Memoirs. Macmillan. ISBN 978-1-4395-0212-9. 
  88. Bernhard R. Kroener, et al. (2003). Germany and the Second World War: Volume V/II: Organization and Mobilization in the German Sphere of Power: Wartime Administration, Economy, and Manpower Resources 1942–1944/5. Clarendon Press. ISBN 978-0-19-820873-0. 
  89. Richard J. Evans (2008). The Third Reich at war. Penguin. p. 333. ISBN 978-1-59420-206-3. 
  90. Hans-Joachim Braun, "Aero-Engine Production in the Third Reich," History of Technology, 1992, Vol. 14, pp 1-15
  91. Jonathan Zeitlin, "Flexibility and Mass Production at War: Aircraft Manufacture in Britain, the United States, and Germany, 1939–1945," Technology and Culture (1955) 36#1 pp 46-79 in JSTOR
  92. John C. Beyer; Stephen A. Schneider. "Forced Labour under Third Reich – Part 1" (PDF). Nathan Associates Inc.  and John C. Beyer; Stephen A. Schneider. "Forced Labour under Third Reich – Part 2" (PDF). Nathan Associates Inc. 
  93. Panikos Panayi, "Exploitation, Criminality, Resistance. The Everyday Life of Foreign Workers and Prisoners of War in the German Town of Osnabrck, 1939-49," Journal of Contemporary History (2005) 40#3 pp 483-502 in JSTOR
  94. Karen Hagemann, "Mobilizing Women for War: The History, Historiography, and Memory of German Women's War Service in the Two World Wars," Journal of Military History, (Oct 2011) 75#4 pp 1055-1094,
  95. Richard G. Davis, "German Rail Yards and Cities: U.S. Bombing Policy 1944–1945," Air Power History, (Summer 1995) 42#2 pp46-63
  96. Alfred C. Mierzejewski (1988). The Collapse of the German War Economy, 1944–1945: Allied Air Power and the German National Railway. U of North Carolina press. ISBN 978-0-8078-1792-6. 
  97. Richard Overy (1997). Why the Allies Won. W. W. Norton. pp. 128–30. ISBN 978-0-393-31619-3. 
  98. Lukas, Richard C.. Forgotten Holocaust: The Poles Under German Occupation 1939-1944. Davies, Norman. Hippocrene Books. ISBN 0-7818-0901-0. 
  99. ,http://www.dailymail.co.uk/pages/live/femail/article.html?in_article_id=469883&in_page_id=1879
  100. "55 Dni Wehrmachtu w Polsce" Szymon Datner Warsaw 1967 page 67 "Zanotowano szereg faktów gwałcenia kobiet i dziewcząt żydowskich"(Numerous cases of rapes made upon Jewish women and girls were noted)
  101. O. R. Frisch Physical Evidence for the Division of Heavy Nuclei under Neutron Bombardment, Nature, Volume 143, Number 3616, 276-276 (18 February 1939). The paper is dated 17 January 1939. [The experiment for this letter to the editor was conducted on 13 January 1939; see Richard Rhodes The Making of the Atomic Bomb 263 and 268 (Simon and Schuster, 1986).]
  102. In 1944, Hahn received the Nobel Prize for Chemistry for the discovery of nuclear fission. Some historians have documented the history of the discovery of nuclear fission and believe Meitner should have been awarded the Nobel Prize with Hahn. See the following references: Ruth Lewin Sime From Exceptional Prominence to Prominent Exception: Lise Meitner at the Kaiser Wilhelm Institute for Chemistry Ergebnisse 24 Forschungsprogramm Geschichte der Kaiser-Wilhelm-Gesellschaft im Nationalsozialismus (2005) ; Ruth Lewin Sime Lise Meitner: A Life in Physics (University of California, 1997) ; and Elisabeth Crawford, Ruth Lewin Sime, and Mark Walker A Nobel Tale of Postwar Injustice, Physics Today Volume 50, Issue 9, 26-32 (1997).
  103. Walker, 1993, 83-84, 170, 183, and Reference #85 on p. 247. See also Manfred von Ardenne Erinnerungen, fortgeschrieben. Ein Forscherleben im Jahrhudert des Wandels der Wissenschaften und politischen Systeme. (Droste, 1997).
  104. Pauley, Bruce F. Hitler, Stalin and Mussolini: Totalitarianism in the Twentieth Century. 2nd Edition. 2003. Wheeling, Illinois, USA: Harlan Davidson Inc. Pp. 118.
  105. Farago, Ladislas (1972) [1942]. German Psychological Warfare. International propaganda and communications. New York: Arno Press. p. 65. ISBN 978-0-405-04747-3. 
  106. Bowen, James (1981) [1972]. A History of Western Education 3. p. 480. 
  107. Mehdi Khan Nakosteen, The History and Philosophy of Education (1965) p 386
  108. Mary-Elizabeth O'Brien, Nazi Cinema as Enchantment: The Politics of Entertainment in the Third Reich (2006) p 8
  109. David Stewart Hull, Film in the Third Reich: A Study of the German Cinema, 1933–1945 (1969) p 51
  110. Grunberger 1971, p. 18.
  111. Grunberger 1971, p. 79.
  112. Claudia Koonz, The Nazi Conscience, p 71 ISBN 0-674-01172-4
  113. 113.0 113.1 แพทยศาสตร์และนโยบายด้านสาธารณสุขของนาซีเยอรมนี (อังกฤษ)
  114. 114.0 114.1 Nazi Medicine and Public Health Policy Robert N. Proctor, Dimensions: A Journal of Holocaust Studies.
  115. 115.0 115.1 Review of "The Nazi War on Cancer" Canadian Journal of History, Aug 2001 by Ian Dowbiggin
  116. Proctor, Robert N. (1996), Nazi Medicine and Public Health Policy, Dimensions, Anti-Defamation League 
  117. Robert N. Proctor, Pennsylvania State University, "The anti-tobacco campaign of the Nazis: a little known aspect of public health in Germany, 1933-45", British Medical Journal 313 (7070): 1450–3, PMC 2352989, PMID 8973234, สืบค้นเมื่อ 2008-06-01 
  118. Proctor, Robert N., Nazi Medicine and Public Health Policy, Dimensions, p. 173 
  119. Johan P. Mackenbach (June 2005), "Odol, Autobahne and a non-smoking Führer: Reflections on the innocence of public health", International Journal of Epidemiology 34 (3): 537–9, PMID 15746205, สืบค้นเมื่อ 2008-06-01 
  120. Gilman, Sander L.; Zhou, Xun (2004), Smoke: A Global History of Smoking, Reaktion Books, p. 328, ISBN 1-86189-200-4 
  121. Young, T. Kue (2005), Population Health: Concepts and Methods, Oxford University Press, p. 252, ISBN 0-19-515854-7 
  122. The Nazi Census, Götz Aly and Karl Heinz Roth, Temple University Press, 2004
  123. Perry Biddiscombe "Dangerous Liaisons: The Anti-Fraternization Movement in the US Occupation Zones of Germany and Austria, 1945-1948", Journal of Social History 34.3 (2001) 611-647
  124. United States Holocaust Memorial Museum"ushmm.org". สืบค้นเมื่อ 2007-08-15. 
  125. จากหน้า http://www.mazal.org/archive/DACHPHO/Dach02.htm ซึ่งสามารถแปลได้ว่า: "หัวหน้าหน่วยตำรวจแห่งกรุงมิวนิก, ฮิมม์เลอร์, ได้ออกประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า: เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ค่ายกักกันแห่งแรกได้เปิดใช้งานที่ดาเชาโดยจัดให้มีนักโทษกว่า 5,000 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นพวกคอมมิวนิสต์และพวกไรช์บันเนอร์และเจ้าหน้าที่พรรคสังคมประชาธิปไตยผู้ซึ่งได้คุกคามความปลอดภัยของรัฐจะถูกจับกุมด้วยถ้าจำเป็น ซึ่งในระยะยาวแล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บตัวนักโทษให้แยกจากกันในเรือนจำของรัฐ และบุคคลเหล่านี้ไม่สามารถถูกปล่อยตัวได้เนื่องจากความพยายามของพวกเขาที่จะยืนกรานและเจตนาที่จะสร้างความวุ่นวายในประเทศ ทันทีที่พวกเขาได้รับการปล่อยตัว"
  126. Berghahn, Volker R. (1999). "Germans and Poles 1871–1945". Germany and Eastern Europe: Cultural Identities and Cultural Differences (Rodopi). 
  127. Hitler's Plans for Eastern Europe. Selections from: "Poland under Nazi Occupation", by Janusz Gumkowkski and Kazimierz Leszczynski
  128. Heinrich Himmler Speech before SS Group Leaders Posen, Poland 1943. Hanover College Department of History
  129. Hans-Walter Schmuhl. The Kaiser Wilhelm Institute for Anthropology, Human Heredity, and Eugenics, 1927–1945: crossing boundaries. Volume 259 of Boston studies in the philosophy of science. Coutts MyiLibrary. SpringerLink Humanities, Social Science & LawAuthor. Springer, 2008. ISBN 1-4020-6599-X, 9781402065996, p. 348-349
  130. Robert Gellately. Revieved works: Vom Generalplan Ost zum Generalsiedlungsplan by Czeslaw Madajczyk. Der "Generalplan Ost." Hauptlinien der nationalsozialistischen Planungs- und Vernichtungspolitik by Mechtild Rössler; Sabine Schleiermacher. Central European History, Vol. 29, No. 2 (1996), pp. 270–274
  131. Roger Chickering, Stig Förster, Bernd Greiner, German Historical Institute (Washington, D.C.) (2005). A world at total war: global conflict and the politics of destruction, 1937–1945. Cambridge University Press. p.65. ISBN 0-521-83432-5
  132. Joseph Poprzeczny, Odilo Globocnik, Hitler's Man in the East, McFarland, 2004, ISBN 0-7864-1625-4, Google Print, p.186
  133. Tooze, Adam, The Wages of Destruction, Viking, 2007, pp. 476–85, 538–49, ISBN 0-670-03826-1
  134. Dan Stone (2010). Histories of the Holocaust. Oxford University Press. p.212. ISBN 0-19-956680-1.
  135. Michael Dorland (2009). Cadaverland: inventing a pathology of catastrophe for Holocaust survival : the limits of medical knowledge and memory in France. UPNE. p.6. ISBN 1-58465-784-7
  136. 136.0 136.1 136.2 136.3 Kershaw 2000, p. 111.
  137. 137.0 137.1 137.2 "spartacus.schoolnet.co.uk". สืบค้นเมื่อ 2007-08-15. 
  138. William L. O'Neill, A Democracy At War: America's Fight At Home and Abroad in World War II, p 99-100 ISBN 0-02-923678-9
  139. Bruce F. Pauley, Hitler, Stalin, and Mussolini: Totalitarianism in the Twentieth Century (2003) p 119-37
  140. Richard Overy, The Dictators: Hitler's Germany, Stalin's Russia, p248 ISBN 0-393-02030-4
  141. Rupp 1978, pp. 45–46.
  142. "NS-Frauenwarte: Paper of the National Socialist Women's League"
  143. Grunberger 1971, p. 278.
  144. "Material from "Das deutsche Mädel"
  145. Rupp 1978, p. 45.
  146. Arvo L. Vercamer "HJ-Landdienst"
  147. 147.0 147.1 Biddiscombe, Perry (2001). "Dangerous Liaisons: The Anti-Fraternization Movement in the US Occupation Zones of Germany and Austria, 1945–1948". Journal of Social History 34 (3): 611–647. doi:10.1353/jsh.2001.0002. 
  148. Cinzia Romani, Tainted Goddesses: Female Film Stars of the Third Reich p20 ISBN 0-9627613-1-1
  149. Grunberger 1971, p. 382.
  150. Grunberger 1971, p. 246.
  151. Himmler's Response to Complaints regarding his "Procreation Decree" of 28 October 1939 (30 January 1940)
  152. George Mosse, Nazi culture: intellectual, cultural and social life in the Third Reich p 277 ISBN 978-0-299-19304-1
  153. Rupp 1978, pp. 124–125.
  154. Potts, Malcolm; Diggory, Peter; Peel, John (1977). Abortion. Cambridge; New York: Cambridge University Press. p. 382. ISBN 0-521-29150-X. OCLC 2645117. 
  155. "History of Contraception". Glowm.com. สืบค้นเมื่อ 2009-09-16. 
  156. JONATHAN OLSEN "How Green Were the Nazis? Nature, Environment, and Nation in the Third Reich (review)" Technology and Culture – Volume 48, Number 1, January 2007, pp. 207–208
  157. Review of Franz-Josef Brueggemeier, Marc Cioc, and Thomas Zeller, eds, "How Green Were the Nazis?: Nature, Environment, and Nation in the Third Reich" Wilko Graf von Hardenberg, H-Environment, H-Net Reviews, October, 2006.
  158. Thomas R. DeGregori (2002). Bountiful Harvest: Technology, Food Safety, and the Environment. Cato Institute. pp. p153. ISBN 1-930865-31-7. 
  159. Arnold Arluke, Clinton Sanders (1996). Regarding Animals. Temple University Press. pp. p132. ISBN 1-56639-441-4. 
  160. Hartmut M. Hanauske-Abel, Not a slippery slope or sudden subversion: German medicine and National Socialism in 1933, BMJ 1996; pp. 1453–1463 (7 December)
  161. "kaltio.fi". สืบค้นเมื่อ 2007-08-15. 
  162. Robert Proctor (1999). The Nazi War on Cancer. Princeton University Press. pp. p5. ISBN 0-691-07051-2. 
  163. Kitchen 2006, p. 278.
  164. Seymour Rossel (1992). The Holocaust: The World and the Jews, 1933–1945. Behrman House, Inc. pp. p79. ISBN 0-87441-526-8. 
  165. Bruce Braun, Noel Castree (1998). Remaking Reality: Nature at the Millenium. Routledge. pp. p92. ISBN 0-415-14493-0.  [sic]
  166. C. Ray Greek, Jean Swingle Greek (2002). Sacred Cows and Golden Geese: The Human Cost of Experiments on Animals. Continuum International Publishing Group. pp. p90. ISBN 0-8264-1402-8. 
  167. Boria Sax (2000). Animals in the Third Reich: Pets, Scapegoats, and the Holocaust. Continuum International Publishing Group. pp. p41. ISBN 0-8264-1289-0. 
  168. Kinobesuche in Deutschland 1925 bis 2004 Spitzenorganisation der Filmwirtschaft e. V
  169. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ industry1
  170. "Nederlanderse-entertainer-sin-Duitsland". Die Welt (ใน Dutch). 17 April 2010. สืบค้นเมื่อ 7 April 2011. 
  171. Johnson, Eric (2000). Nazi Terror: The Gestapo, Jews, and Ordinary Germans. New York: Basic Books, p. 10.
  172. Nadine Rossol, "Performing the Nation: Sports, Spectacles, and Aesthetics in Germany, 1926–1936," Central European History Dec 2010, Vol. 43 Issue 4, pp 616–638
  173. Anton Rippon, Hitler's Olympics: The Story of the 1936 Nazi Games (2006)

บรรณานุกรม[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

ประวัติศาสตร์[แก้]

การเมือง[แก้]

สังคม[แก้]

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • William Sheridan Allen. The Nazi Seizure of Power : the Experience Of A Single German Town, 1922–1945 by New York ; Toronto: F. Watts, 1984. ISBN 0-531-09935-0.
  • Gisela Bock "Racism and Sexism in Nazi Germany: Motherhood, Compulsory Sterilization, and the State" from When Biology Became Destiny: Women in Weimar and Nazi Germany edited by Renate Bridenthal, Atina Grossmann, and Marion Kaplan, New York: Monthly Review Press, 1984.
  • Karl Dietrich Bracher. The German Dictatorship; The Origins, Structure, and Effects of National Socialism; New York, Praeger 1970.
  • Michael Burleigh. The Third Reich: A New History, 2002. ISBN 0-8090-9326-X. Standard scholarly history, 1918–1945.
  • Martin Broszat. German National Socialism, 1919–1945 translated from the German by Kurt Rosenbaum and Inge Pauli Boehm, Santa Barbara, Calif.: Clio Press, 1966.
  • Martin Broszat. The Hitler State: The Foundation and Development Of The Internal Structure Of The Third Reich. Translated by John W. Hiden. London: Longman, 1981. ISBN 0-582-49200-9.
  • Richard J. Evans. The Coming of the Third Reich. ISBN 0-14-100975-6, standard scholarly history to 1933
  • Richard J. Evans. The Third Reich in Power 2005 ISBN 1-59420-074-2. the latest and most scholarly history
  • Richard Grunberger. A Social History of the Third Reich 1974 ISBN 0-14-013675-4.
  • Andreas Hillgruber Germany and the two World Wars, Cambridge, Mass. : Harvard University Press, 1981 ISBN 0-674-35321-8.
  • Heinz Höhne. The Order of the Death's Head: The Story of Hitler's SS. Translated by Richard Barry. London: Penguin Books, 1971.
  • David Irving. Hitler's War. London: Focal Point Publications. ISBN 1-872197-10-8.
  • Ian Kershaw. The Nazi Dictatorship: Problems and Perspectives of Interpretation, 4th ed. London: Arnold, 2000. ISBN 0-340-76028-1
  • Claudia Koonz. Mothers In The Fatherland: Women, the Family, and Nazi Politics. New York: St. Martin's Press, 1987. ISBN 0-312-54933-4.
  • Claudia Koonz. The Nazi Conscience. Cambridge, Mass.: The Belknap Press of Harvard University Press, 2003.
  • Guido Knopp. Hitler's Henchmen. 1998. Sutton Publishing, 2005. ISBN 0-7509-3781-5.
  • Christian Leitz, ed. The Third Reich: The Essential Readings. Oxford, UK: Blackwell Publishers, 1999. ISBN 0-631-20700-7.
  • Richard Overy & Timothy Mason "Debate: Germany, “Domestic Crisis” and War in 1939" pages 200-240 from Past and Present, Number 122, February 1989.
  • Eric Michaud, The Cult of Art in Nazi Germany, translated by Janet Lloyd, Stanford: Stanford University Press, 2004. ISBN 0-8047-4327-4.
  • Hans Mommsen. From Weimar to Auschwitz Princeton, N.J.: Princeton University Press, 1991. ISBN 0-691-03198-3.
  • Roger Moorhouse. Killing Hitler. London: Jonathan Cape, 2006. ISBN 0-224-07121-1.
  • Detlev Peukert. Inside Nazi Germany: Conformity, Opposition and Racism in Everyday Life. London: Batsford, 1987. ISBN 0-7134-5217-X.
  • Hans Rothfels. The German Opposition to Hitler: An Assessment Longwood Pr Ltd: London 1948, 1961, 1963, 1970 ISBN 0-85496-119-4.
  • William L. Shirer. The Rise and Fall of the Third Reich. ISBN 0-671-72868-7
  • David Schoenbaum Hitler’s Social Revolution; Class and Status in Nazi Germany, 1933-1939, Garden City, N.Y. Doubleday, 1966.
  • The Nazi Elite edited by Ronald Smelser and Rainer Zitelmann, translated by Mary Fischer, New York : New York University Press, 1993, ISBN 0-8147-7950-6.
  • Henry Ashby Turner. German Big Business and the Rise of Hitler. New York: Oxford University Press, 1985. ISBN 0-19-503492-9.
  • Alfred Sohn-Rethel. Economy and Class Structure of German Fascism. London, CSE Bks, 1978. ISBN 0-906336-00-7
  • Sir John Wheeler-Bennett. The Nemesis of Power: The German Army in Politics 1918–1945, Palgrave Macmillan: London: 1953, 1964, 2005 ISBN 1-4039-1812-0.
  • Christian Zenter and Friedemann Bedurftig. The Encyclopedia of the Third Reich. Munich: Sudwest Verlag GmbH & co. KG.