นาซีเยอรมนี
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Nazi Germany
Großdeutsches Reich
โกรสฺดอยทฺเชสฺ ไรช์
| คำขวัญ | "Ein Volk, ein Reich, ein Führer."
"ประชาชน อาณาจักร ท่านผู้นำ" |
| เพลงชาติ | ดาสลีดแดร์ดอยท์เชน (อย่างเป็นทางการ) |
| เมืองหลวง | เบอร์ลิน |
| ภาษา | ภาษาเยอรมัน |
| สกุลเงิน | ไรช์มาร์ค |
| การปกครอง | พรรคการเมืองเดียว เอกาธิปไตย รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เผด็จการ ชาติสังคมนิยม |
| ประมุขแห่งรัฐ | |
| - 1925 – 1934 | พอล วอน ฮินเดนบูวร์ก |
| - 1934 – 1945 | อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ฟือแรร์) |
| - 1945 | คาร์ล เดอนิตช์ |
| มุขมนตรี | |
| - 1933 – 1945 | อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ |
| - ค.ศ. 1945 | โจเซฟ เกอเบิลส์ |
| - ค.ศ. 1945 | ลุทส์ กรัฟ ชเวริน วอน โครซิกค์ |
| ยุคประวัติศาสตร์ | ระหว่างสองสงครามโลก/ สงครามโลกครั้งที่สอง |
| - 30 มกราคม ค.ศ. 1933 | มัคเทอร์ไกรฟุง |
| - 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 | ไกลช์ชอัลทุง |
| - 13 มีนาคม ค.ศ. 1938 | อันชลูส์ |
| - 1 กันยายน ค.ศ. 1939 | การรุกรานโปแลนด์ |
| - 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 | เยอรมนียอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร |
| เนื้อที่ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| - ค.ศ. 1934[1] | 470,083 กม.2 181,500 ไมล์2 |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| - ค.ศ. 1937[2] | 633,786 กม.2 244,706 ไมล์2 |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| - ค.ศ. 1939[3][4] | 753,687 กม.2 291,000 ไมล์2 |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| - ค.ศ. 1941[5] | 1,925,268 กม.2 743,350 ไมล์2 |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| - ค.ศ. 1945 | 357,050 กม.2 137,858 ไมล์2 |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ประชากร | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| - ค.ศ. 1934[1] | 60,000,000 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความหนาแน่น | 127.6 /กม.² 330.6 /ไมล์² |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| - ค.ศ. 1937[6] | 69,314,000 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความหนาแน่น | 109.4 /กม.² 283.3 /ไมล์² |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| - ค.ศ. 1939[3] | 88,000,000 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความหนาแน่น | 116.8 /กม.² 302.4 /ไมล์² |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| - ค.ศ. 1941[5] | 147,197,000 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความหนาแน่น | 76.5 /กม.² 198 /ไมล์² |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| - ค.ศ. 1945[7] | 65,000,000 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความหนาแน่น | 182 /กม.² 471.5 /ไมล์² |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 1 เนื้อที่และประชากรของเยอรมนีเป็นการนับรวมไปถึงดินแดนทั้งหมดที่นาซีเยอรมนีได้มาใหม่หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองด้วย 2 หลังจากเยอรมนียอมแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง อาจเป็นไปได้ว่าเนื้อที่ของนาซีเยอรมนีจะคิดเป็น 0 เนื่องจากฝ่ายสัมพันธมิตรแบ่งปันดินแดนของนาซีเยอรมนีแล้วปกครองกันเอง (เป็นผลมาจาก การประชุมพอตสดัม) |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
นาซีเยอรมนี (อังกฤษ: Nazi Germany) หรือ จักรวรรดิไรช์ที่สาม (อังกฤษ: The Third Reich) เป็นชื่อเรียกสามัญของประเทศเยอรมนี ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1933-1945 ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคนาซี[8][9][10][11] นาซีเยอรมนีเป็นรัฐที่ตั้งอยู่บนทวีปยุโรป มีเมืองหลวง คือ กรุงเบอร์ลิน มีการในระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จแบบพรรคการเมืองเดียว และการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยมีผู้นำเผด็จการสูงสุด คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1943 ได้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น มหาจักรวรรดิเยอรมัน (เยอรมัน: Großdeutsches Reich)
แนวคิดที่สำคัญของพรรคนาซีภายหลังการเข้ารับตำแหน่งมุขมนตรีของฮิตเลอร์ คือ การฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ การฟื้นฟูเกียรติภูมิของชาติ รวมทั้งการต่อต้านชาวยิว ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1934 มีผลให้ชาวยิวและยิปซีในนาซีเยอรมนีและดินแดนยึดครองถูกสังหารเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม "การล้างชาติโดยนาซี" ส่วนนโยบายด้านการต่างประเทศของนาซีเยอรมนีอยู่บนพื้นฐานแนวคิด เลเบนสเราม์ (เยอรมัน: Lebensraum) หรือแนวคิดในการแสวงหาพื้นที่สำหรับการเติบโตของชาวเยอรมัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองได้เริ่มต้นขึ้น กองทัพเยอรมันสามารถรบชนะประเทศเพื่อนบ้านในทวีปยุโรปและแอฟริกาเหนือได้เกือบทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้พื้นที่และจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทว่าในปี ค.ศ. 1945 แม้ว่าจะมีพันธมิตรกับมหาอำนาจชาติอื่น คือ อิตาลีและญี่ปุ่น ในที่สุดกองทัพอักษะพ่ายแพ้ให้แก่กองทัพผสมสัมพันธมิตร ทำให้รัฐนาซีเยอรมนีถึงคราวสิ้นสภาพในที่สุด และถูกยึดครองโดยมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตร; ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร[12] การยึดครองของฝ่ายสัมพันธมิตรกินเวลานานเกือบครึ่งศตวรรษ และกลายมาเป็นสนามสู้รบของฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายคอมมิวนิสต์บนยุโรปภาคพื้นทวีป ในช่วงสงครามเย็น
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติศาสตร์
-
ดูบทความหลักที่ ประวัติศาสตร์เยอรมนี
[แก้] สมัยสาธารณรัฐไวมาร์
นาซีเยอรมนีได้ก่อตั้งขึ้นจากความตื่นตัวของการสูญเสียดินแดน การจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล และความสำนึกในการถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งฝ่ายพันธมิตรได้บังคับให้เยอรมนีต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เหตุการณ์ความไม่สงบต่าง ๆ ในประเทศ เช่นการก่อจลาจล ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลกในปี ค.ศ. 1929[13] ที่เริ่มต้นจากภาวะตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐอเมริกาพังทลาย ลัทธิต่อต้านการถือประเพณีในสมัยของสาธารณรัฐไวมาร์ และการถือกำเนิดของคอมมิวนิสต์ในประเทศเยอรมนี ส่งผลทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนพรรคนาซีให้ขึ้นบริหารประเทศ[13] พรรคนาซีได้ให้คำสัญญาแก่ประชาชนว่าจะสร้างความแข็งแกร่งให้แก่รัฐบาล ความสงบของปวงชน การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจ และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศชาติอีกครั้งหนึ่ง[14] พรรคชาติสังคมนิยมแห่งเยอรมันได้ให้คำสัญญาด้วยการเปลี่ยนแปลงประเพณีเสียใหม่ และเรียกร้องให้มีการสร้างกำลังทหารขึ้นมาใหม่ในความพยายามที่จะตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับสนธิสัญญาแวร์ซายส์ พรรคนาซีได้กล่าวถึงสนธิสัญญาแวร์ซายและระบบประชาธิปไตยเสรี รวมไปถึงแนวคิดการลอบแทงข้างหลัง ที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัยสาธารณรัฐไวมาร์ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เยอรมนีต้องเสื่อมเสีย[15] ซึ่งพรรคนาซีได้จับประเด็นนำมาเป็นจุดเด่นของตนในการโฆษณาชวนเชื่อ ดังที่ได้โฆษณาให้กับพรรคชาตินิยมอื่นในเยอรมนี [16]
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1925 มาจนถึงคริสต์ทศวรรษ 1930 รัฐบาลแห่งเยอรมนีได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากแบบประชาธิปไตยไปเป็นระบอบอำนาจนิยม แบบชาตินิยมและแบบอนุรักษ์นิยม ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีพอล ฟอน ฮินเดนบูวร์ก[17] ผู้ซึ่งเป็นวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และมีแนวคิดต่อต้านการปกครองของสาธารณรัฐไวมาร์ในช่วงแรก ๆ และพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองของเยอรมนีเป็นแบบอำนาจนิยมแทน โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชาติเยอรมัน (อังกฤษ: German National People's Party, DNVP) หรือที่รู้จักกันในนาม "พวกชาตินิยม") แต่ว่าหลังจากปี ค.ศ. 1929 บุคคลที่มีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างรุนแรงและพวกชาตินิยมรุ่นใหม่ได้รับการดึงดูดจากแนวคิดการพลิกแผ่นดินของพรรคชาติสังคมนิยม ซึ่งต้องการท้าทายการถือกำเนิดของพวกคอมมิวนิสต์ในสภาวะเศรษฐกิจของเยอรมนียังอยู่ในสภาวะตกต่ำ ในปี ค.ศ. 1932 พรรคนาซีเป็นพรรคที่ครองเสียงข้างมากในสภาไรช์สทัก[13] ฮินเดนบูวร์กได้มอบอำนาจให้แก่ฮิตเลอร์อย่างไม่เต็มใจ แต่ยังคงร่วมมือกับพรรคนาซีและพรรคประชาชาติเยอรมัน ซึ่งเปิดโอกาสให้ฮิตเลอร์สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นระบอบอำนาจนิยมได้ ส่วนความปรารถนาของฮิตเลอร์ คือ ต้องการเป็นมุขมนตรีของประเทศ เพื่อให้ฮินเดนบูวร์กได้รับการสนับสนุนจากพรรคนาซีของเขา[18]
[แก้] พรรคนาซีขึ้นสู่อำนาจ
วันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1933 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เข้ารับตำแหน่งมุขมนตรีเยอรมนี หลังจากความพยายามของนายพล คูร์ท ฟอน ชไลเชอร์ ในการล้มล้างรัฐบาล (เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันว่า มัคเทอร์ไกรฟุง) ซึ่งเขาคาดว่าเมื่อทำสำเร็จแล้ว เขาจะสามารถควบคุมการกระทำของฮิตเลอร์ด้วยการเป็นรองมุขมนตรีแห่งเยอรมนี และควบคุมพรรคนาซีให้เป็นเสียงข้างน้อยในคณะรัฐมนตรี ฮินเดนเบิร์กตกอยู่ใต้แรงกดดันจากฮิตเลอร์ผ่านบุตรของเขา ออสคาร์ ฟอน ฮินเดนเบิร์ก และยังสมรู้ร่วมคิดกับมุขมนตรีแห่งเยอรมนีคนก่อนหน้า คือ ฟรานซ์ ฟอน พาเพน หัวหน้าพรรคศูนย์กลางคาทอลิก หลังจากที่เขาพยายามที่จะมีส่วนร่วมในความต้องการแบ่งปันผลประโยชน์ทางการเงิน และความมุ่งมั่นของเขาที่จะต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ และแม้ว่าพรรคนาซีจะเป็นพรรคที่ได้ครองเสียงข้างมากในสภาไรช์ตาร์กทั้งสองสภาจากผลการเลือกตั้งแห่งปี 1932 แต่พรรคนาซีก็ไม่ได้ครองเสียงข้างมากในรัฐสภา[19] ฮิตเลอร์จึงจำเป็นต้องเลี่ยงไปจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคนาซีกับพรรคประชาชาติเยอรมันแทน ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งของประธานาธิบดี ภายใต้มาตราที่ 48 แห่งรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐไวมาร์ปี 1919[20]
หลังจากพรรคนาซีได้ขึ้นมามีอำนาจแล้ว ฮิตเลอร์ได้ออกนโยบายกีดกันชาวยิวให้ออกจากเยอรมนี และปฏิบัติต่อชาวยิวดังพลเมืองชั้นสอง[21] และขับไล่ชาวยิวออกจากหน่วยงานทุกแห่งในเยอรมนี[22] ซึ่งแผนการดังกล่าวนับได้ว่าเป็นศูนย์กลางของ "การปฏิวัติวัฒนธรรม" ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์[23]
[แก้] การรวมอำนาจ
รัฐบาลใหม่ได้ปกครองประเทศในรูปแบบของเผด็จการเบ็ดเสร็จและการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ฮิตเลอร์ได้ออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้ตนเองมีอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว[24][25][26][27]
ในยามค่ำคืนของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 เกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้รัฐสภาไรช์สทัก และสภาคอมมิวนิสต์ของดัตช์ มารินัส แวน เดอ ลูเบ ถูกพบเห็นในอาคารรัฐสภาในตอนนั้นด้วย ทำให้เขาถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหาลอบวางเพลิง เหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อพวกที่ต้องการล้มรัฐบาล พวกสังคมนิยมและพวกคอมมิวนิสต์จำนวนหลายพันคนทั่วประเทศ พวกคนเหล่านี้ได้รับโทษถึงตายหรืออาจถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันดาเชา[28][29] มวลชนซึ่งตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนั้นทวีความวิตกกังวลขึ้น ด้วยเกรงว่าลัทธิคอมมิวนิสต์จะทำการปฏิวัติประเทศ พรรคนาซีจึงได้ประโยชน์อย่างมหาศาลจากเหตุการณ์นี้เพื่อกำจัดผู้ที่น่าสงสัยว่าจะก่อการกบฏ เหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนั้นทำให้เกิดกฤษฎีกาว่าด้วยเพลิงไหม้รัฐสภาไรช์สทัก ซึ่งเป็นการจำกัดการเรียกตัวผู้กระทำผิดมายังศาล และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเยอรมันทั่วไป
รัฐบัญญัติมอบอำนาจได้ถูกร่างขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 1933 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วยกว่า 444 เสียง และอีก 94 เสียงจากพรรคสังคมประชาธิปไตยที่คัดค้าน บัญญัตินี้ได้ทำให้รัฐบาลสามารถออกกฎหมายควบคุมประชาชนได้โดยไม่ต้องผ่านการสนับสนุนจากรัฐสภาไรช์สทักและประธานาธิบดีอีกต่อไป[30][31] พรรคสังคมประชาธิปไตย แม้ว่าจะมีท่าทีเอาใจฮิตเลอร์แต่ก็ยังถูกสั่งยุบพรรคในเดือนมิถุนายน ระหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม พรรคประชาชาติเยอรมัน พรรคแห่งประชาชน (DVP) พรรครัฐ (DStP) ก็ถูกสั่งยุบพรรคเช่นกัน พรรคศูนย์กลางคาทอลิกซึ่งยังคงเหลืออยู่นั้น ได้ยุบพรรคของตนเองลง เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม หลังจากให้การรับรองการศึกษาของคาทอลิกและกลุ่มเยาวชน ในวันที่ 14 กรกฎาคม เยอรมนีประกาศตนว่าเป็นรัฐพรรคการเมืองเดียวอย่างเป็นทางการ[32][33]
สัญลักษณ์แห่งสาธารณรัฐไวมาร์ รวมไปถึงธงสีดำ-แดง-ทอง (ซึ่งเป็น ธงชาติเยอรมนี ในปัจจุบัน) ถูกยกเลิกโดยการปกครองรูปแบบใหม่ ซึ่งได้รับเอาการแสดงนัยทางศิลปะทางสมัยจักรวรรดิสมัยเก่าและสมัยใหม่เข้าด้วยกันจนกลายมาเป็นธรรมชาติของการปกครองของพรรคนาซี ผู้ซึ่งนิยมการปกครองแบบจักรวรรดินิยม จักรวรรดิเก่า สีดำ-ขาว-แดง เกือบจะสูญสิ้นไปในสมัยสาธารณรัฐไวมาร์ ซึ่งได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาในฐานะเป็นหนึ่งในสองของธงชาติเยอรมนีอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นทางการ ส่วนธงชาติอย่างเป็นทางการอีกแบบหนึ่ง คือ ธงสวัสดิกะ ประจำพรรคนาซี [34] แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1935 ได้กลายมาเป็นธงชาติเดี่ยวเพียงผืนเดียวของเยอรมนี ส่วนเพลงชาติเยอรมันยังคงเป็นเพลง "ดอยท์ชลันด์ลีด" แต่ก็เป็นเพียงเฉพาะท่อนแรกของเพลงเท่านั้น ส่วนเนื้อหาที่เหลือจะเป็นเพลง "ฮอร์สท์เวสเซลลีด" รวมไปถึง การสดุดีฮิตเลอร์
ต่อมา ฮิตเลอร์ได้รับอำนาจเพิ่มขึ้นหลังจากที่ได้ออกบัญญัติ เกเซทสอือแบร์เดนนอยเอาฟโบเดสไรช์ (เยอรมัน: Gesetz über den Neuaufbau des Reichs) ซึ่งแปลว่า "บัญญัติแห่งการสร้างจักรวรรดิใหม่" ในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1934 ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแบบกระจายอำนาจในสมัยสาธารณรัฐไวมาร์ มาเป็นแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง บัญญัติดังกล่าวได้ยกเลิกระบบรัฐสภาในเยอรมนี ถ่ายโอนอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นมายังรัฐบาลกลางของประเทศ และให้รวมรัฐทุกรัฐเข้าเป็นรัฐเดี่ยวภายใต้การปกครองของพรรคนาซี ขั้นตอนเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากบัญญัติถูกนำมาใช้ไม่นาน โดยคณะผู้ปกครองดั้งเดิมของแต่ละรัฐถูกปลดและแทนที่ด้วยคณะรัฐบาลนาซี (เยอรมัน: Reichsstatthalter) [35] แต่ละรัฐหมดอำนาจในการปกครองตัวเอง โดยให้นครและเมืองที่มีพลเมืองน้อยกว่า 100,000 คน อยู่ภายใต้การปกครองของผู้ว่าราชการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะแต่งตั้งนายกเทศมนตรีไปประจำยังนครที่มีพลเมืองมากกว่า 100,000 คน ซึ่งฮิตเลอร์ได้รับอำนาจในการแต่งตั้งโดยใช้วิจารณญาณของตนเอง
จนกระทั่งถึงฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ. 1934 เหลือเพียงแต่กองทัพบกเยอรมันเท่านั้นที่ยังอยู่นอกเหนือการควบคุมของพรรคนาซี กองทัพบกเยอรมันนั้นมีความเป็นเอกภาพมาแต่ดั้งเดิม และแยกออกจากรัฐบาลกลางโดยเด็ดขาด กองเข้าตีซตุร์มับไทลัง (หน่วยเอสเอ) คาดว่าจะได้รับตำแหน่งสูงในการจัดสรรโครงสร้างของอำนาจแบบใหม่ และต้องการการปกครองเพื่อที่จะเป็นการออกกฎหมายให้แก่เชื้อชาติอารยันเยอรมัน ฮิตเลอร์ยังมีความต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์กับกองทัพบกและอุตสาหกรรมหลักซึ่งเป็นกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองที่ได้เกิดขึ้นจากหน่วยเอสเอ ในคืนของวันที่ 30 มิถุนายน 1934 ฮิตเลอร์ได้เริ่มต้น คืนแห่งมีดเล่มยาว (อังกฤษ: Night of the Long Knives) ซึ่งฮิตเลอร์ได้มีการปรับปรุงระบบอำนาจขนานใหญ่ และกำจัดศัตรูทางการเมืองจนหมดสิ้น[36][37][38][39] รวมไปถึงการก่อตั้งองค์กรของพรรคนาซี คือ หน่วยเอสเอส
ในวันที่ 2 สิงหาคม 1934 ประธานาธิบดีฮินเดนเบิร์กถึงแก่อสัญกรรม[32] นาซีซึ่งครองเสียงข้างมากในรัฐสภาไรช์ตาร์ก ได้ยุบรวมเอา ไรช์เพรสิเดนต์ (เยอรมัน: Reichspräsident) และ ไรช์คานสแลร์ (เยอรมัน: Reichskanzler) และแต่งตั้งฮิตเลอร์ในฐานะของ ฟือแรร์อุนด์ไรช์คานสแลร์ (เยอรมัน: Führer und Reichskanzler) [32] ก่อนการอสัญกรรมของฮินเดนเบิร์ก กองทัพบกเยอรมันมิได้เข้าร่วมกับพรรคนาซี เนื่องจากหน่วยเอสเอมีขนาดใหญ่กว่ากองทัพบกเยอรมันมาก[40] เนื่องจากขนาดของกองทัพบกเยอรมันถูกจำกัดไว้ที่ 100,000 นาย จากผลของสนธิสัญญาแวร์ซาย และเนื่องจากผู้นำหน่วยเอสเอได้ยุบรวมเอากองทัพบกเข้ากับหน่วยเอสเอและได้ก่อ "การปฏิวัติครั้งที่สอง" ซึ่งมีแนวคิดไปทางสังคมนิยม เพื่อที่จะล้มล้างการปฏิวัติของพวกชาตินิยมที่ได้เกิดขึ้นเมื่อฮิตเลอร์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ เนื่องจากสาเหตุหลายประการจากการฆาตกรรมของ เออร์เนส โรห์ม ผู้นำหน่วยเอสเอในคืนแห่งมีดเล่มยาว การถึงแก่อสัญกรรมของฮินเดนเบิร์ก การรวมกองทัพบกให้เข้ากับหน่วยเอสเอ รวมไปถึงคำมั่นสัญญาที่จะขยายขอบเขตของกองทัพบกออกไป ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพบกเยอรมันกับฮิตเลอร์เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ทหารเยอรมันได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะยอมเชื่อฟังคำสั่งของฮิตเลอร์ ต่อมา พรรคนาซีได้ยกเลิกความเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับพวกชาตินิยมหัวอนุรักษ์อย่างเป็นทางการ และเริ่มต้นปลูกฝังแนวคิดและสัญลักษณ์ของพรรคนาซี[32] หนังสือเรียนในสถานศึกษาได้รับการเปลี่ยนใหม่หรือได้รับการเขียนขึ้นมาใหม่ และครูบาอาจารย์ที่ไม่ยอมสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาให้เป็นแบบนาซีจะถูกไล่ออกจากสถานศึกษา
ต่อมา ได้มีการจัดตั้ง เกสตาโป (อังกฤษ: Gestapo) ซึ่งมีการกระทำที่อยู่เหนืออภิสิทธิ์ของประชาชน ได้แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงของพรรคนาซีในการใช้กำลังในการจำกัดขอบเขตโดยตรงต่อสังคมเยอรมัน กองทัพบกเยอรมันซึ่งถูกจำกัดจำนวนไว้ที่ 100,000 นาย รวมทั้งจารชนและผู้บอกข่าวได้อยู่ทั่วประเทศ คอยแจ้งข่าวแก่รัฐบาลเกี่ยวกับการคัดค้านและการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ประชาชนทั่วไปยอมอ่อนน้อมเชื่อฟังและปิดปากเงียบ เพราะรู้สึกยินดีกับสภาพเศรษฐกิจและมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลยังคงมีศัตรูทางการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกคอมมิวนิสต์และมาร์กซิสต์หรือพวกสังคมนิยมอื่นๆ นอกประเทศ ถูกรายงานโดยเหล่าจารชนและส่งเข้าค่ายกักกัน หลายคนต้องโดนทรมานและสังหารทิ้ง มีการประมาณว่าศัตรูทางการเมืองที่เสียชีวิตหรือหายตัวไปมีจำนวนนับหมื่น ๆ คนในช่วงเวลาเพียงสองสามปีแรกของการปกครองของพรรคนาซี ซึ่งได้มีการบันทึกเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลนาซี อย่างเช่น
"ระหว่างปี ค.ศ. 1933 ถึงปี ค.ศ. 1945 มีชาวเยอรมันมากกว่า 3 ล้านคนถูกส่งไปยังค่ายกักกัน หรือเรือนจำทั่วไปจากเหตุผลทางการเมือง"[41]
"ชาวเยอรมันกว่าหนึ่งหมื่นคนถูกสังหารจากการต่อต้านรัฐบาล ระหว่างปี 1933 ถึงปี 1945 ศาลพิเศษได้สั่งประหารชีวิตชาวเยอรมันไปกว่า 12,000 คน ศาลสงครามได้สั่งประหารชีวิตทหารเยอรมันไปกว่า 25,000 นาย และถูกสังหารด้วยความยุติธรรมแบบธรรมดาไปกว่า 40,000 คน ซึ่งชาวเยอรมันที่ถูกสั่งประหารส่วนใหญ่นี้มีหน้าที่รับราชการพลเรือนหรือทหาร เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นนี้ทำให้พวกที่เป็นเหยื่อรวมตัวกันเพื่อต่อต้านนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล"[42]
[แก้] สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
-
ดูเพิ่มที่ สงครามโลกครั้งที่สอง และ ประวัติศาสตร์เยอรมนีช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
"วิกฤตการณ์ดานซิก" ตึงเครียดถึงขีดสุดเป็นเวลาหลายเดือนเมื่อโปแลนด์ปฏิเสธข้อเสนอของนาซีเยอรมนีเกี่ยวกับนครเสรีดานซิกและฉนวนโปแลนด์ หลังจากความตึงเครียดอันยาวนาน เยอรมนีได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับโปแลนด์ และโจมตีโปแลนด์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 สงครามคราวนั้นลุกลามจนกลายมาเป็นสงครามโลกครั้งที่สองในทวีปยุโรป เมื่อสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสประกาศสงครามตอบในวันที่ 3 กันยายน 1939 หลังจากเสร็จสิ้นการรบในโปแลนด์ ก็เกิดสงครามลวงตามมา วันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1940 เยอรมนีโจมตีเดนมาร์กและนอร์เวย์ (การทัพนอร์เวย์) ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ฮิตเลอร์ได้ลองส่งกองกำลังทหารเข้าไปยังฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศต่ำในยุทธการฝรั่งเศส ซึ่งฝ่ายเยอรมนีได้รับชัยชนะ และตามด้วยยุทธการแห่งบริเตน ซึ่งเป็นการทิ้งระเบิดใส่พลเรือนระหว่างสหราชอาณาจักรและนาซีเยอรมนี อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการของเยอรมนีคราวนี้กลับประสบความล้มเหลว ฮิตเลอร์ได้เลื่อนแผนการบุกเกาะบริเตนในปฏิบัติการสิงโตทะเล แล้วหันไปเตรียมการโจมตีสหภาพโซเวียตแทน
แผนการการโจมตีของสหภาพโซเวียตในปฏิบัติการบาร์บารอสซานับได้ว่าเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากฮิตเลอร์จะต้องทำศึกหลายด้าน และประมาทการเตรียมการของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ทว่าฝ่ายอักษะกลับรุกหนักเข้าไปจนถึงอียิปต์ในทวีปแอฟริกา และรุกเข้ายูโกสลาเวีย กรีซและเกาะครีตในแถบคาบสมุทรบอลข่าน และที่เลวร้ายลงไปกว่านั้น ฮิตเลอร์มิได้ยกเลิกแผนการโจมตีสหภาพโซเวียตแต่อย่างใด หลังจากที่เยอรมนีต้องแบ่งสรรทหารเข้าไปรบในทวีปแอฟริกาและคาบสมุทรบอลข่านในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1941 เช่นนี้
ในช่วงเวลาเดียวกัน กองทัพเรือเยอรมันได้ทำการปล้นเรือเดินสมุทรที่แล่นผ่านมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาล และเรืออูของเยอรมันนับได้ว่าเป็นภัยต่อฝ่ายสัมพันธมิตรจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นเวลาที่เยอรมนีได้ปฏิบัติตามแนวคิดของตนในการกวาดล้างชาวยิวและชาวโซเวียต ซึ่งได้มีการสร้างค่ายกักกันขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
ในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 เยอรมนีรุกรานสหภาพโซเวียต เมื่อถึงปลายปี 1941 เยอรมนีสามารถยึดครองเกือบทุกประเทศในทวีปยุโรป ส่วนทางแนวรบด้านตะวันออก กองทัพเยอรมันอยู่ที่หน้าประตูของกรุงมอสโก และเผชิญหน้ากับกองทัพแดง ในการรบอันโหดร้ายภายใต้สภาพอากาศหนาวจัดของฤดูหนาวแห่งสหภาพโซเวียต ทำให้การรบต้องหยุดชะงักไป
นาซีเยอรมนีประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาในวันที่ 11 ธันวาคม 1941 เป็นเวลาสี่วันหลังจากที่ญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ซึ่งเยอรมนีได้ต่อสู้เคียงข้างกับญี่ปุ่น และเปิดโอกาสให้กองทัพเรือเยอรมันทำการโจมตีเรือเดินสมุทรของสหรัฐอเมริกา ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เยอรมนีพยายามอย่างเต็มที่ที่จะยื้อไม่ให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงคราม
ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1942 เป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากสำหรับเยอรมนีและฝ่ายอักษะ ทางด้านตะวันตก เยอรมนีไม่สามารถเอาชนะอังกฤษได้ และต้องพบกับระเบิดจากกองทัพอากาศอังกฤษอยู่ตลอดเวลา และได้ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งด้านทรัพย์สินและชีวิตของพลเรือน ในแนวรบทะเลทราย กองทัพอักษะต้องล่าถอยออกมาจากอียิปต์ และสามารถผลักดันกองทัพอักษะให้หนีไปยังอิตาลี ซึ่งได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า กองทัพเยอรมันจำเป็นต้องแบ่งออกเพื่อรับศึกทั้งสองด้าน
ส่วนในแนวรบด้านตะวันออก แม้ว่าสหภาพโซเวียตจะได้รับผลกระทบจากการยึดครองของเยอรมนีทางทิศตะวันตก แต่ก็ยังสร้างเสริมกำลังได้มากพอ จนถึงปี ค.ศ. 1943 สหภาพโซเวียตก็ได้รับชัยชนะที่สตาลินกราด และผลักดันกองทัพเยอรมันไปทางตะวันตก และเอาชนะได้ที่เคิร์สก์ ต่อมา ในปี ค.ศ. 1944 กองทัพโซเวียตรุกเข้าสู่โปแลนด์ต่อ หลังจากความสำเร็จของปฏิบัติการบากราติออน ฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกได้ยกพลขึ้นบกในปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด เมื่อถึงขั้นนี้ หายนะก็ค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่เยอรมนีทีละน้อย
จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1945 เบอร์ลินอยู่ใต้วงล้อมของกองทัพโซเวียต ฮิตเลอร์และคณะรัฐมนตรีแห่งพรรคนาซีได้ลงไปหลบภัยอยู่ในบังเกอร์ใต้ดิน รวมไปถึงกองทัพอเมริกันได้บรรจบกับกองทัพโซเวียตที่แม่น้ำเอลเบ เมื่อวันที่ 26 เมษายน ซึ่งได้ทำให้ฮิตเลอร์ต้องเจ็บป่วยอย่างหนัก เมื่อตกอยู่ในสภาวะวิกฤติ เฮอร์มันน์ เกอริงได้ยื่นคำขาดแก่ฮิตเลอร์ให้ยกประเทศให้แก่เขา ต่อมา ฮิมม์เลอร์ซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของเยอรมนีได้พยายามติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกเพื่อหาทางสงบศึก ฮิตเลอร์ได้สั่งให้ประหารทั้งสองคน
ในวันที่ 30 เมษายน กองทัพเยอรมันที่เหลืออยู่พยายามต้านทานกองทัพโซเวียตจนตัวตาย ในวันนี้เองที่ฮิตเลอร์ยิงตัวตาย ในวันที่ 2 พฤษภาคม นายพลเฮอมุท ไวด์ลิง ผู้บัญชาการกองทัพเยอรมันในกรุงเบอร์ลินได้ยอมจำนนต่อนายพลโซเวียต วาซิลี่ ชุยคอฟ[43]
ในวาระสุดท้ายของฮิตเลอร์ เขาได้ส่งมอบอำนาจต่อให้แก่พลเรือเอกคาร์ล เดอนิตช์ให้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแห่งอาณาจักรเยอรมันอันยิ่งใหญ่ และโจเซฟ เกอเบิลให้เป็นมุขมนตรี โดยที่ไม่มีผู้ใดจะสามารถเป็นฟือเรอร์แทนตัวฮิตเลอร์ได้ แต่ว่าเพียงหนึ่งวัน โจเซฟ เกอเบิลได้ฆ่าตัวตายในหลุมหลบภัยแห่งนั้นเอง พลเรือเอกคาร์ล เดอนิตช์ได้ก่อตั้งคณะรัฐบาลใหม่ใกล้กับแนวชายแดนเดนมาร์ก ซึ่งได้พยายามที่จะติดต่อขอยอมจำนนกับฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก จนกระทั่งถึงวันที่ 8 พฤษภาคม กองทัพเยอรมันทั้งหมดได้ยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข (แม้ว่าทหารโซเวียตจะเผชิญกับการต้านทานจนกระทั่งถึงวันที่ 11 พฤษภาคม)
[แก้] การล่มสลาย
หลังจากที่เยอรมนียอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรเดินทางมาร่วมการประชุมที่พอตสดัม ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 เพื่อสร้างข้อตกลงและแนวทางสำหรับอนาคตของเยอรมนี รวมไปถึงการจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและการโยกย้ายถิ่นชาวเยอรมันจำนวนมากในทวีปยุโรป ฝ่ายสัมพันธมิตรกำหนดให้ดินแดนที่ผนวกเข้าสู่เยอรมนีหลังจากปี 1937 อย่างเช่น ซูเดนเตแลนด์ ต้องคืนให้แก่เจ้าของเดิม และมีการเปลี่ยนแปลงแนวชายแดนทางทิศตะวันออกให้เป็นไปตาม แนวโอเดอร์-นิซเซ่ ทำให้พื้นที่ของเยอรมนีลดลงจากเมื่อปี 1937 กว่า 25% โดยต้องยกให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านไป
หลังจากสงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรได้นำตัวคณะผู้นำและนายทหารระดับสูงของนาซีเยอรมนีมาขึ้นศาลชำระความที่เนือร์นแบร์ก ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ซึ่งบางส่วนได้ถูกลงโทษถึงตาย (ส่วนใหญ่ด้วยการแขวนคอ) [44] แต่บางส่วนถูกจับจำคุกและได้ปล่อยตัวออกมาในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 เนื่องจากสุขภาพไม่แข็งแรงและชราภาพ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้นำนาซีบางส่วนที่ยังคงถูกจำคุกมาอยู่จนถึงปัจจุบัน และบางส่วนยังคงมีชีวิตรอดอยู่ได้มาจนถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 และ 1990
แต่ที่สำคัญที่สุด ฝ่ายสัมพันธมิตรทั้งสี่ประเทศได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและสหภาพโซเวียต ได้ฉีกดินแดนของเยอรมนีออกเป็นดินแดนยึดครองของตนเอง โดยแบ่งการปกครองเยอรมนีออกเป็นสี่ส่วน เยอรมนีส่วนที่สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้ดูแลอยู่นั้นได้รวมตัวกันเป็นเยอรมนีตะวันตก ส่วนที่สหภาพโซเวียตปกครองกลายเป็นเยอรมนีตะวันออก เยอรมนีต้องเป็นสนามสู้รบสำหรับสงครามเย็นอีกเป็นเวลากว่า 45 ปี จนกระทั่งสามารถรวมตัวกันเป็นประเทศเยอรมนีอีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปนานจนเกือบจะย่างเข้าคริสต์ศตวรรษที่ 21
[แก้] ภูมิประเทศ
นาซีเยอรมนีมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบตอนกลางของทวีปยุโรป ซึ่งมีลักษณะเป็นที่ราบประกอบกับเทือกเขาและภูเขา อันเป็นปราการธรรมชาติชั้นดีที่สามารถยับยั้งการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้
นาซีเยอรมนีมีอาณาเขตทางเหนือติดกับเดนมาร์ก รวมทั้งมีชายฝั่งทะเลติดกับทะเลเหนือ และทะเลบอลติก ทางทิศตะวันตกติดต่อกับฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์ ทางทิศตะวันออกมีโปแลนด์ และสโลวาเกีย ส่วนทางทิศใต้มีออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านได้แก่ แม่น้ำไรน์ แม่น้ำดานูบ และแม่น้ำเอลเบ
ในดินแดนนี้ มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ แร่เหล็ก ถ่านหิน ไม้ ทองแดง และนิกเกิล
[แก้] ดินแดนที่ผนวกเข้ามาใหม่
จากแนวคิดของนาซีเยอรมนีที่ต้องการขยายดินแดนของตัวเองออกไป ทั้งก่อนหน้าและหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองได้อุบัติขึ้น กองทัพเยอรมันอันเกรียงไกรก็สามารถรบจนได้รับชัยชนะหลายครั้ง และได้ดินแดนเพิ่มขึ้นอีกมากมาย โดยมีดินแดนที่มีการปกครองแบบพิเศษได้แก่ แคว้นโบฮีเมียและโบราเวีย ซึ่งเป็นรัฐในอารักขา เยอรมนีมีอำนาจควบคุมและบริหารประเทศ แต่ยังอนุญาตให้มีสกุลเงินตราเป็นของตัวเอง
ในหลายพื้นที่หลังจากที่เยอรมนียึดครองแล้ว ได้มีการก่อตั้ง ไรช์โคมมิสซาริอาท (เยอรมัน: Reichskommissariat) เพื่อเป็นการดูแลการปกครองดินแดนที่ถูกยึดครองของตน
ดินแดนที่ถูกยึดครองโดยนาซีเยอรมนี (แม้ว่าจะมีบางส่วนได้ถูกแบ่งปันระหว่างนาซีเยอรมนีและพันธมิตร) มีดังนี้
| ชื่อประเทศ | การยึดครอง1 | ปลดปล่อย |
|---|---|---|
| 16 มีนาคม 1938 (ร่วมกับฮังการี) | 9 พฤษภาคม 1945 | |
| 12 มีนาคม 1939 | 27 เมษายน 1945 | |
| 6 ตุลาคม 1939 (ร่วมกับสหภาพโซเวียต) | มีนาคม-เมษายน 1945 | |
| 9 เมษายน 1940 | 5 พฤษภาคม 1945 | |
| 9 เมษายน 1940 | 8 พฤษภาคม 1945 | |
| 28 พฤษภาคม 1940 | 25 มกราคม 1945 | |
| พฤษภาคม 1940 | มีนาคม 1945 | |
| 17 เมษายน 1940 | 20 ตุลาคม 1944 | |
| 15 พฤษภาคม 1940 | มีนาคม 1945 | |
| 25 มิถุนายน 1940 (บางส่วนกลายเป็นวิชีฝรั่งเศส) | 23 ตุลาคม 1944 | |
| 30 มิถุนายน 1940 | 9 พฤษภาคม 1945 | |
| 27 เมษายน 1941 (ร่วมกับอิตาลีและบัลแกเรีย) | มีนาคม 1945 | |
| 10 กรกฎาคม 1941 | 9 พฤษภาคม 1945 | |
| 25 มิถุนายน 1941 | 8 พฤษภาคม 1945 | |
| 17 กรกฎาคม 1941 | ไม่ทราบวันที่แน่ชัด | |
| 28 กรกฎาคม 1941 (ร่วมกับภราดรชาวป่า) 3 | 23 พฤศจิกายน 1944 | |
| สิงหาคม 1941 | สิงหาคม 1944 | |
| 1943 | ไม่ทราบวันที่แน่ชัด | |
| 23 กันยายน 1943 | 25 เมษายน 1945 | |
| กันยายน 1943 | 29 พฤษภาคม 1944 | |
| 19 มีนาคม 1944 | 4 เมษายน 1945 | |
| 1 เป็นวันที่ได้มีการลงนามยอมจำนนอย่างเป็นทางการ หรือกองทัพนาซีเยอรมันสามารถยึดครองได้ทั้งประเทศ 2 รัฐเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต มิใช่รวมเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นประเทศเดียว 3 ภราดรชาวป่า (อังกฤษ: Forest Brothers) เป็นกองทัพอิสระของเอสโตเนียที่ทำการต่อต้านสหภาพโซเวียต 4 สาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลีเป็นประเทศที่นาซีเยอรมนีทำการจัดตั้งให้ และได้ส่งกองทหารเข้าไปดูแลประเทศ ดังนั้นจึงเปรียบเสมือนดินแดนยึดครองของนาซีเยอรมนีไปโดยปริยาย |
||
[แก้] หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ขนาดของเยอรมนีได้มีการเปลี่ยนแปลงหลังจากที่เยอรมนีเป็นฝ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเดือนพฤษภาคม 1945 ชาวเยอรมันจำนวนมากอพยพหนีภัยจากกองทัพแดงมาทางทิศตะวันตกและหนีภัยกองทัพสัมพันธมิตรมาทางทิศตะวันออก หลังจากสงคราม เยอรมนีสูญเสียแคว้นโบฮีเมียและโมวาเรีย และให้เปลียนแนวชายแดนทางทิศตะวันออกให้เป็นไปตามแนวโอเดอร์-นิซเซ่ ซึ่งดินแดนเกือบ 25% ที่สูญเสียไปนั้นให้อยู่ภายใต้การปกครองของโปแลนด์และสหภาพโซเวียต และยังมีการโยกย้ายชาวเยอรมันหลายล้านคนจากดินแดนดั้งเดิม ผลจาการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีผลมาจนถึงปัจจุบัน
[แก้] การปกครอง
หลังจากวันที่ 14 กรกฎาคม 1933 นาซีเยอรมนีกลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบพรรคการเมืองเดียวและเผด็จการเบ็ดเสร็จ ภายใต้พรรคนาซี การปกครองของนาซีเยอรมนีได้แบ่งเขตการปกครองของประเทศออกเป็นมณฑลย่อย เรียกว่า "เกา" ซึ่งเริ่มแรกนั้น เยอรมนีแบ่งออกเป็น 32 เกา แต่ว่าภายหลัง ในปี 1938 พรรคนาซีได้ออกนโยบายไกลช์ชอัลทุง ซึ่งให้ยุบการปกครองในระดับท้องถิ่นและในระดับรัฐ แล้วให้ขึ้นตรงต่อพรรคนาซี ซึ่งเป็นรัฐบาลกลางของประเทศ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีเยอรมนีสามารถยึดครองดินแดนอื่นได้[45] จึงได้สร้างการปกครองขึ้นมาใหม่ เรียกว่า "ไรช์เกา" (เยอรมัน: Reichsgau) ขึ้น จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1945 นาซีเยอรมนีมีเขตการปกครองรวมทั้งสิ้น 42 เกา[46]
[แก้] แนวคิดการปกครองของนาซี
-
ดูเพิ่มที่ ลัทธินาซี
การปกครองในนาซีเยอรมนีมีส่วนคล้ายกันมากกับการปกครองตามลัทธิฟาสซิสต์ ซึ่งได้ถือกำเนิดในอิตาลี ภายใต้การปกครองของเบนิโต มุสโสลินี[47] ทว่าอย่างไรก็ตาม พรรคนาซีไม่เคยประกาศตนเองว่ายึดถือลัทธิฟาสซิสต์เลย ทั้งลัทธินาซีและลัทธิฟาสซิสต์ต่างก็เป็นแนวคิดทางการเมืองแบบนิยมทหาร ชาตินิยมและต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และการสร้างเสริมกำลังทหารของตัวเอง รวมไปถึงทั้งสองแนวคิดตั้งใจที่จะสร้างรัฐเผด็จการ แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ลัทธินาซีแตกต่างจากลัทธิฟาสซิสต์ในอิตาลี สเปนและโปรตุเกส นั่นคือ การกีดกันทางเชื้อชาติ[48] แนวคิดนาซียังได้พยายามสร้างรัฐที่รวมอำนาจเข้าสู่บุคคลคนเดียวอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งไม่เหมือนกับลัทธิฟาสซิสต์ที่ได้ส่งเสริมการปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่บุคคลคนเดียว แต่ยังคงอนุญาตให้ประชาชนมีเสรีภาพบางส่วนได้ ดังนั้น ผลที่เกิดขึ้น คือ อิตาลียังคงเป็นการปกครองแบบราชาธิปไตยอยู่เช่นเดิม และพระมหากษัตริย์แห่งอิตาลีก็ยังคงหลงเหลืออำนาจที่มีอย่างเป็นทางการอยู่ดี อย่างไรก็ตาม ลัทธินาซีไม่ค่อยมีอะไรเป็นของตัวเอง ฮิตเลอร์ได้ลอกแบบสัญลักษณ์ตามอย่างฟาสซิสต์อิตาลี (ส่วนเครื่องหมายสวัสดิกะลอกแบบมาจากอินเดีย) ทั้งยังรวมไปถึง การทำความเคารพแบบโรมันมาใช้เป็นการทำความเคารพฮิตเลอร์ และมีการใช้พวกที่แต่งตัวเหมือนกับทหารมาเป็นส่วนหนึ่งของพรรค (ในนาซีเยอรมนี คือ เอสเอ ส่วนในฟาสซิสต์อิตาลี คือ พวกเชิ้ตดำ) ฮิตเลอร์ยังได้ลอกการเรียก "ผู้นำของประเทศ" มาจากอิตาลีด้วย ("ฟือเรอร์" มีความหมายถึง ท่านผู้นำ ในนาซีเยอรมนี ส่วนในฟาสซิสต์อิตาลีใช้คำว่า "ดูเช่" (Duce)) ทั้งสองเป็นแนวคิดที่ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์[49][50] มีแนวคิดที่จะทำสงคราม และยังสนับสนุนระบบเศรษฐกิจสายกลางระหว่างลัทธิทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ (เรียกว่า corporatism) พรรคนาซีปฏิเสธสัญลักษณ์แห่งลัทธิฟาสซิสต์ และยืนยันว่าตนยึดหลักตามแนวชาติสังคมนิยม แต่ว่า นักวิเคราะห์หลายท่านก็ยังจัดให้แนวคิดชาติสังคมนิยมให้เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิฟาสซิสต์อยู่ดี
แนวคิดเผด็จการของพรรคนาซีนั้นเป็นไปตามหลักคำสอนของลัทธินาซี พรรคนาซีได้บอกแก่ชาวเยอรมันว่าความสำเร็จของชาติเยอรมนีในอดีตและประชากรชาวเยอรมันนั้นมีความเชื่อมโยงกับแนวคิดตามแบบชาติสังคมนิยม แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะยังไม่มีแนวคิดดังกล่าวก็ตาม การโฆษณาชวนเชื่อได้เพิ่มความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งของแนวคิดของนาซี และสร้างความมีชื่อเสียงให้แก่ฟือเรอร์ ซึ่งก็คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้ถูกวาดภาพให้เป็นอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพรรคนาซีและผู้ที่นำประเทศเยอรมนีให้พ้นภัย
เพื่อที่จะรักษาความสามารถที่จะสร้างรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ พรรคนาซีได้สร้างองค์กรของตัวเอง เป็นพวกที่แต่งตัวเหมือนกับทหาร คือ หน่วยเอสเอ หรือ "หน่วยวายุ" ซึ่งมีหน้าที่จัดการกับพวกหัวซ้ายจัด พวกประชาธิปไตย ชาวยิว และคู่แข่งอื่นๆ หรือกลุ่มทางการเมืองขนาดเล็ก ความป่าเถื่อนของหน่วยเอสเอได้สร้างความกลัวให้แก่พลเมืองของประเทศ ทำให้ชาวเยอรมันหวาดกลัวต่อการถูกลงโทษ ซึ่งบางครั้งถึงตาย ถ้าหากพวกเขาออกนอกลู่นอกทางที่พรรคนาซีได้วางเอาไว้ นอกจากนั้น หน่วยเอสเอยังได้มีส่วนช่วยในการดึงดูดเยาวชนที่แปลกแยกจากสังคมหรือว่างงานเข้าสู่พรรคนาซีอีกด้วย
"ปัญหาของชาวเยอรมัน" ตามที่มักถูกกล่าวถึงในการศึกษาของอังกฤษ ได้พุ่งเป้าไปยังการปกครองของเยอรมนีทางภาคเหนือและภาคกลางของทวีปยุโรป และเป็นแก่นสำคัญตลอดช่วงเวลาของประวัติศาสตร์เยอรมนี[51] ตามหลัก "ตรรกวิทยา" ของการรักษาให้ชาวเยอรมันทำงานเบาๆ เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และได้ถูกส่งไปปั่นป่วนการสร้างรัฐโปแลนด์ขึ้นมาใหม่หลังจากนั้น โดยมีเป้าหมาย คือ ถ่วงน้ำหนักจำนวนมากในความพยายามที่จะสร้าง "ความลงตัวของเยอรมนี"
พรรคนาซียังได้มีความคิดของการสร้าง Großdeutschland หรือ เยอรมนีอันยิ่งใหญ่ และเชื่อว่าการรวมชาวเยอรมันเข้าด้วยกันเป็นประเทศเดียวจะเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะนำพาประเทศให้ประสบความสำเร็จ แรงสนับสนุนอย่างจริงจังของนาซีต่อแนวคิดเรื่องประชาชนซึ่งอยู่ในหลักการเยอรมนีอันยิ่งใหญ่นำไปสู่การขยายตัวของเยอรมนี ให้ความชอบธรรมและการสนับสนุนสำหรับจักรวรรดิไรช์ที่สามที่จะเดินหน้าใช้กำลังเข้าควบคุมดินแดนของเยอรมนีที่เคยสูญเสียไปในอดีต ที่มีประชากรที่ไม่ใช่เยอรมันอาศัยอยู่มาก หรืออาจเข้ายึดครองในดินแดนที่ชาวเยอรมันอาศัยเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว พรรคนาซีมักอ้างถึงแนวคิดของเยอรมนีที่เรียกว่า Lebensraum (พื้นที่อาศัย) ซึ่งกล่าวถึงความจำเป็นในการเพิ่มประชากรเยอรมัน เพื่อเป็นข้ออ้างในการขยายดินแดน
เป้าหมายที่สำคัญสำหรับพรรคนาซีได้แก่การยุบรวมเอาฉนวนโปแลนด์และนครเสรีดานซิกเข้าสู่จักรวรรดิไรช์ที่สาม ซึ่งเป็นอีกก้าวหนึ่งของนโยบายการแบ่งแยกเชื้อชาติของนาซี แผนการ Lebensraum มีส่วนที่เกี่ยวข้องกันหลายประการ กล่าวคือ พรรคนาซีเชื่อว่ายุโรปตะวันออกควรจะเป็นดินแดนที่อยู่อาศัยของชาวเยอรมัน และประชาชนชาวสลาฟที่อยู่ในแผ่นดินของนาซีเยอรมนี พวกเขาเหล่านั้นจะถูกใช้เป็นแรงงานราคาถูกหรือถูกเนรเทศไปทางทิศตะวันออกต่อไป[52]
การเหยียดผิวและเผ่าพันธุ์นิยม ถือได้ว่าเป็นลักษณะสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนาซีเยอรมนี พรรคนาซีได้รวมเอาแนวคิดต่อต้านเซมไมท์และต่อต้านคอมมิวนิสต์ และรวมไปถึงขบวนการหัวเอียงซ้ายข้ามชาติ และทุนนิยมตลาดสากลเช่นกัน ดังที่เป็นผลงานของ "พวกยิวที่สมรู้ร่วมคิด" ซึ่งยังได้หมายความรวมไปถึงขบวนการ อย่างเช่น "การปฏิวัติพวกต่ำกว่ามนุษย์ ยิว-บอลเชวิค"[53] ผลที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากเกิดการโยกย้าย กักตัวและการสังหารชาวยิวและชาวโซเวียตอย่างเป็นระบบขนานใหญ่ตามแนวรบด้านตะวันออก ทำให้ประชาชนเสียชีวิตไปอย่างน้อย 11 ถึง 12 ล้านคน ในช่วงเวลาระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า "การล้างชาติพันธุ์โดยนาซี"[54]
[แก้] คณะรัฐบาลแห่งนาซีเยอรมนี (1933-1945)
การเมืองของนาซีเยอรมนีมีรูปแบบของการแข่งขันเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ด้วยการพยายามสร้างความประทับใจให้แก่ฟือเรอร์ คือ ฮิตเลอร์ กฎหมายหลายข้อได้ถูกละเลยและแทนที่ด้วยการตีความกฎหมายในแบบที่ฮิตเลอร์ต้องการ ดังนั้น คำสั่งของฮิตเลอร์จึงมีลักษณะคล้ายกับกฎหมายของประเทศ ซึ่งเรียกกันว่าเป็น "การทำงานกับฟือเรอร์" (Working with Führer) ดังนั้น รัฐบาลของนาซีเยอรมนีจึงไม่ได้ทำงานประสานกันอย่างแน่นแฟ้น และเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา หรือตัวใครตัวมัน ความพยายามของแต่ละส่วนที่แสวงหาอำนาจและอิทธิพลเหนือตัวฟือเรอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายของฮิตเลอร์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้จำนวนมาก ซึ่งได้ทำให้สมาชิกพรรคนาซีที่ไร้คุณธรรมและมีความมักใหญ่ใฝ่สูงแสวงหาบุคคลผู้ให้ความสนับสนุนและประกอบกับธรรมชาติอันรุนแรงของแนวคิดของฮิตเลอร์ จึงทำให้เกิดการกระทำเพื่อต้องการผลประโยชน์ทางการเมืองขึ้น เกอเบิลได้โฆษณาชวนเชื่อรูปแบบของรัฐบาลแห่งนาซีเยอรมนีอย่างประสบผล ว่ารัฐบาลเป็นสิ่งที่ควรอุทิศ ยกย่องและลงตัวอย่างมีประสิทธิภาพ การแข่งขันในหมู่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลและการออกกฎหมายอันไร้ระเบียบ ได้เพิ่มให้รัฐบาลอยู่นอกการควบคุมมากขึ้น นักประวัติศาสตร์ได้ลงความเห็นระหว่าง "ลัทธินิยมสากล" (Internationalists) ซึ่งเชื่อว่าฮิตเลอร์ได้วางแผนโครงสร้างรัฐบาลให้มีลักษณะเช่นนี้ เพื่อต้องการสร้างความจงรักภักดีและความอุทิศตัวให้แก่ผู้สนับสนุนของเขา และป้องกันการเกิดการสมรู้ร่วมคิดขึ้น หรือไม่ก็เป็นแบบ "ลัทธิโครงสร้างนิยม" (Structuralists) ซึ่งเชื่อว่าโครงสร้างของรัฐบาลได้เกิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง และให้การสนับสนุนอำนาจเผด็จการของฮิตเลอร์เพียงน้อยนิด
คณะรัฐบาลดังกล่าวมีอายุ 12 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 1933 ถึงวันที่ 30 เมษายน 1945 หลังจากที่ฮิตเลอร์ยิงตัวตายในหลุมหลบภัยใต้ดินในกรุงเบอร์ลินแล้ว เขาได้สืบทอดอำนาจต่อให้แก่คาร์ล เดอนิตช์ ด้วยความปรารถนาที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของเขาต่อไปอีก
โครงสร้างและผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองในรัฐบาลแห่งนาซีเยอรมนี ประกอบด้วย
[แก้] สำนักงานแห่งชาติ
- ฟือเรอร์ (หัวหน้าพรรค): อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
- ทำเนียบรัฐบาลแห่งนาซีเยอรมนี: ฮันส์ แลมเมอรส์
- สำนักงานที่ทำการพรรคนาซี: มาร์ติน บอร์แมนน์
- สำนักประธานาธิบดี: ออตโต ไมส์ซเนอร์
- สภาคณะรัฐมนตรีลับ: คอนสแตนติน วอน นูร์เรธ
- สำนักฟือเรอร์: ฟิลิป โบลเลอร์
[แก้] คณะรัฐมนตรี
- กระทรวงมหาดไทย: วิลเฮล์ม ฟริคส์ เฮนริช ฮิมม์เลอร์
- สำนักงานควบคุมแผนการสี่ปี: แฮร์มันน์ วิลเฮล์ม เกอริง
- กระทรวงการคลัง: ลุทส์ กรัฟ ชเวริน ฟอน โครซิกค์
- กระทรวงเศรษฐกิจ: วัลเทอร์ ฟังค์
- กระทรวงการอบรมมวลชนและการโฆษณา: โจเซฟ เกบเบิลส์
- กระทรวงการบิน: แฮร์มันน์ วิลเฮล์ม เกอริง
- กระทรวงป่าไม้: แฮร์มันน์ วิลเฮล์ม เกอริง
- กระทรวงแรงงาน: ฟรานซ์ เชลดท์เออ
- กระทรวงการผลิตอาหารและการเกษตร: ริชาร์ด วัลเทอร์ ดาร์เร่
- กระทรวงเยาวชน
- กระทรวงยุติธรรม: ออตโต ไทเอียร์อัค
- กระทรวงวิทยาศาสตร์ ศึกษาธิการและการให้ความรู้แก่มวลชน: เบอร์นนาร์ด รุสท์
- กระทรวงกิจการของสงฆ์: ฮันส์ เคอรรล์
- กระทรวงการคมนาคม: ยูไลอุส ดอร์พมึลเลอร์
- กระทรวงไปรษณีย์: วิลเฮล์ม โอเนสออร์จ
- กระทรวงการสงครามและการผลิตอาวุธ: ฟริสซ์ ทอดท์ อัลเบิร์ต สเพียร์
- กระทรวงการต่างประเทศ: โจอาคิม ฟอน ริบเบนทรอบ
- สำนักงานผู้ตรวจการทางหลวงแผ่นดิน
- สำนักงานประธานาธิบดีแห่งธนาคารไรช์
- ผู้ตรวจการทั่วไปแห่งกรุงเบอร์ลิน (อังกฤษ: General Inspector of the Reich Capital)
- สมาชิกสภาแห่งกรุงเบอร์ลินว่าด้วยการเคลื่อนไหว (อังกฤษ: Office of the Councillor for the Capital of the Movement) ตั้งอยู่ที่มิวนิกและบาวาเรีย
- รัฐมนตรีนอกตำแหน่งคณะรัฐมนตรี: คอนแสตนติน ฟอน เนรัธ ฮันส์ แฟรงค์ ฮจาลมาร์ ชัคท์ อาเธอร์ ไซเยซซ-อินควารท์
[แก้] คณะรัฐบาลเฟลนซเบิร์ก (1945)
คณะรัฐบาลเฟลนซเบิร์กเป็นรัฐบาลชั่วคราวของนาซีเยอรมนีหลังจากวันที่ 30 เมษายน 1945 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้แต่งตั้งพลเรือเอกคาร์ล เดอนิตช์ให้เป็นประธานาธิบดีแห่งนาซีเยอรมนี เดอนิตช์ได้ย้ายที่ทำการรัฐบาลจากเบอร์ลินไปยังเฟลนซเบิร์ก ใกล้กับชายแดนเยอรมนี-เดนมาร์ก เป้าหมายของเขาก็คือ การยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อกองทัพสัมพันธมิตรที่รุกมาทางตะวันตก มิใช่กับกองทัพโซเวียตผู้รุกรานมาทางทิศตะวันออก คณะรัฐบาลเฟลนซ์เบิร์กสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 และคณะรัฐมนตรีทั้งหมดถูกจับกุมตัวโดยกองทัพสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 1945
คณะรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลเฟลนซเบิร์ก ประกอบด้วย
- ประธานาธิบดี: พลเรือเอก คาร์ล เดอนิตช์ (และเป็นผู้บัญชาการทหารบก)
- ลุทส์ กรัฟ ชเวริน วอน โครซิกค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเป็นประธานคณะรัฐมนตรี
- เฮนริช ฮิมม์เลอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ถูกไล่ออกเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1945)
- อัลเฟรด โรเซนเบิร์ก (ถูกไล่ออกเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1945)
- ดร. วิลเฮล์ม สทุคอาร์ท รัฐมนตรีว่าการกระทวงวัฒนธรรม และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแทนนายฮิมม์เลอร์
- อัลเบิร์ต สเพียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการผลิต
- ดร. เฮอร์เบิร์ต บัคเคอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาหาร กระทรวงการเกษตรและกระทรวงป่าไม้
- ดร. ฟรานซ์ เชลตท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและกิจการสังคม
- ดร. จูไลอัส ดอร์พมึลเลอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปรษณีย์และกระทรวงการคมนาคม
[แก้] เศรษฐกิจ
เมื่อพรรคนาซีมีอำนาจปกครองเยอรมนีใหม่ๆ นั้น เยอรมนีมีอัตราว่างงานสูงถึง 30%[55] นโยบายด้านเศรษฐกิจของนาซีเยอรมนีถือกำเนิดมาจากแนวคิดของ ฮยัลมาร์ ชอัคท์ ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานแห่งธนาคารเยอรมนีในช่วงที่พรรคนาซีขึ้นมามีอำนาจ และได้กลายมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปีเดียวกัน[55] เขาเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีด้านการเงินเพียงไม่กี่คนที่ใช้ประโยชน์จากการสิ้นสุดของมาตรฐานทองคำ เพื่อคงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำและอัตราขาดดุลของรัฐบาลให้สูง และให้กิจการงานสาธารณะขนาดใหญ่ได้รับการอัดฉีดจากรัฐบาลกลาง[55] ซึ่งได้ส่งผลให้อัตราการว่างงานของชาวเยอรมันลดลงอย่างรวดเร็ว และนับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่[55] ในที่สุดแล้ว นโยบายเศรษฐกิจแบบเคนส์นี้ก็ได้รับการส่งเสริมจากการสร้างกองกำลังทหารขึ้นมาใหม่และการเพิ่มงบประมาณทางด้านการทหารนั่นเอง
ในปี 1937 ฮยัลมาร์ ชอัคท์ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งแทนคือ ร้อยเอก เฮอร์แมน เกอริง ผู้ซึ่งได้เสนอแผนการเศรษฐกิจสี่ปีซึ่งมีเป้าหมายที่จะทำให้เยอรมนีสามารถทำสงครามได้ภายในเวลาสี่ปี[55] แผนการดังกล่าวได้กำหนดให้ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ (หรืออาจถึงขั้นยกเลิกการนำเข้าไปเลย) [56] อัตราค่าจ้างและราคาสินค้าทั่วประเทศอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวจะถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกัน เงินปันผลถูกกำหนดเอาไว้ไม่เกิน 6% ของวงเงินในบัญชี และตั้งเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อันได้แก่ การเพิ่มจำนวนของเครื่องจักรการผลิตยาง โรงงานผลิตเหล็กและโรงงานผลิตสิ่งทออัตโนมัติ ซึ่งคล้ายกันมากกับนโยบายทางเศรษฐกิจในช่วงแรกของสหภาพโซเวียต[55]
จากการที่พรรคนาซีได้แทรกแซงเศรษฐกิจของประเทศขนานใหญ่ และดำเนินนโยบายการสร้างกำลังทหารขึ้นอีกอย่างมโหฬาร ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 จึงแทบไม่มีอัตราการว่างงานในเยอรมนีเลย (สถิตินี้ไม่รวมชาวต่างประเทศและสตรี) อัตราค่าจ้างภายในเยอรมนีลดลงกว่า 25% ระหว่างปี 1933 ถึงปี 1938[57] สหภาพการค้าถูกยกเลิก รวมไปถึงไม่อนุญาตให้มีสัญญาซื้อขายระหว่างกันและสิทธิในการหยุดงานประท้วง[58] รัฐบาลยังห้ามมิให้ประชาชนลาออกจากงานของตน โดยรัฐบาลได้ออกบัญชีแรงงานในปี 1935 ถ้าหากแรงงานต้องการที่จะลาออกเพื่อไปทำงานใหม่ จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าจ้างคนก่อนหน้าเสียก่อน[58] นอกจากนั้น ยังมีการออกกฎบังคับเพื่อกำหนดแนวทางการลงทุนให้เป็นไปตามความต้องการของรัฐ แทนที่การลงทุนเพื่อหากำไรตามปกติ ในที่สุดการออกเงินทุนโดยรัฐบาลก็เข้าครอบงำขั้นตอนการลงทุน โดยสัดส่วนของหลักทรัพย์ที่ออกโดยภาคเอกชนนั้นลดลงอย่างมาก จากมากกว่า 50% ในปี 1933 และ 1934 เหลือเพียงประมาณ 10% ในปี 1935 ถึงปี 1938 บริษัทที่ออกเงินทุนเองก็ถูกจำกัดด้วยอัตราภาษีกำไรที่สูงมาก แม้บริษัทใหญ่ ๆ ได้รับการยกเว้นจากภาษีกำไร แต่ทว่ารัฐก็ควบคุมบริษัทเหล่านี้อย่างเข้มงวดจนทำให้"เหลือเพียงแต่เปลือกของความเป็นบริษัทเอกชนเท่านั้น"[59]
ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจของนาซีเยอรมนีอีกด้านหนึ่งพุ่งเป้าหมายไปยังการสร้างกำลังทหารขึ้นมาใหม่ และเพิ่มจำนวนทหารบกของเยอรมนีจาก 100,000 นาย ให้กลายเป็นหลายล้านนาย แผนการสี่ปีดังกล่าวได้รับการพิจารณาในที่ประชุมฮอสซบัค เมโมรันดุม ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาให้ผ่านแผนการดังกล่าว
แต่ถึงกระนั้น แผนการสี่ปีของเกอริงจะหมดอายุในปี ค.ศ. 1940 แต่สงครามได้เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว เกอริงได้จัดตั้ง "ที่ทำการแผนการสี่ปี" ซึ่งเป็นหน่วยงานเพื่อควบคุมสภาพเศรษฐกิจของเยอรมนีและวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลานั้น ในปี 1942 การที่สงครามโลกขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้เศรษฐกิจของนาซีเยอรมนีต้องกลายมาเป็นเศรษฐกิจสงคราม ภายใต้การนำของอัลเบิร์ต สเพียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาวุธยุทธภัณฑ์และอุตสาหกรรมสงคราม
เศรษฐกิจสงครามของนาซีเยอรมนีไม่สามารถสรุปได้อย่างเจาะจงว่าเป็น "ตลาดเสรี" หรือ "ตลาดควบคุม" ริชาร์ด โอเวอร์รี่ กล่าวว่า: "เศรษฐกิจของเยอรมนีอยู่ระหว่างม้านั่งสองตัว มันทั้งไม่ใช่ระบบเผด็จการอย่างระบบของโซเวียต หรือทุนนิยมอย่างระบบของอเมริกัน ในการหาวิสาหกิจเอกชน"[60][61]
[แก้] กฎหมาย
โครงสร้างทางกฎหมายของนาซีเยอรมนีนั้นได้รับสืบทอดมาจากสาธารณรัฐไวมาร์ แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของตัวกฎหมายเกิดขึ้น รวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงคำตัดสินของศาลไปพอสมควร พรรคนาซีถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงพรรคการเมืองเดียวในเยอรมนี พรรคการเมืองอื่นที่เกิดขึ้นในประเทศจะถูกยุบพรรค กฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนส่วนมากได้ถูกตัดออกจากกฎหมายไรช์เกสเซทเท (กฎหมายแห่งจักรวรรดิไรช์) คนกลุ่มน้อยบางพวก เช่น ชาวยิว นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และเชลยสงครามริดรอนสิทธิและหน้าที่ที่พึงมี และร่างกฎหมายวอล์คซ์ซตราฟเกสเซทซบุค ซึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1933 แต่ยังไม่ได้นำออกมาใช้จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง
นอกจากนั้น พรรคนาซียังได้จัดตั้งศาลใหม่ขึ้นมา คือ วอล์คส์เกอร์ริชท์ชอฟ หรือ ศาลประชาชน ในปี 1934 แต่มีหน้าที่จัดการเฉพาะเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเท่านั้น โดยตั้งแต่ปี 1943 จนถึงเดือนกันยายน 1944 ศาลประชาชนได้มีคำสั่งประหารชีวิตไปกว่า 5,375 คน และตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 1944 จนถึงเดือนเมษายน 1945 ศาลมีคำสั่งประหารชีวิตอีกไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ผู้พิพากษาของศาลประชาชนเป็นนักกฎหมายชื่อดัง โรแลนด์ ไฟรซ์เลอร์ ตั้งแต่ปี 1942 จนถึงปี 1945
ร่างกฎหมายที่สำคัญในสมัยของนาซีเยอรมนีส่วนใหญ่แล้วจะมาจากความเห็นชอบของฮิตเลอร์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น กฎหมายของนาซีเยอรมนีจึงเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ และส่วนใหญ่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยตัวอย่างกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในนาซีเยอรมนี ได้แก่
[แก้] การทหาร
กองทัพแห่งนาซีเยอรมนี เรียกว่า Wehrmacht ซึ่งเป็นชื่อเรียกของกองกำลังติดอาวุธของเยอรมนีตั้งแต่ปี 1935 ถึงปี 1945 อันประกอบด้วย Heer (กองทัพบก) Kriegsmarine (กองทัพเรือ) Luftwaffe (กองทัพอากาศ) และองค์การทางทหาร Waffen-SS (กองกำลังรักษาประเทศ) ซึ่งทางพฤตินัยแล้วเป็นส่วนหนึ่งของ Wehrmacht เช่นกัน ในสมัยของนาซีเยอรมนี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ถือได้ว่าเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดทั้งกองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศ
กองทัพบกเยอรมันถูกจำกัดจำนวนไว้ที่ 100,000 นายตามที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาแวร์ซาย ฮิตเลอร์ซึ่งมีความเกลียดชังเนื้อหาในสนธิสัญญาแวร์ซาย เขาได้แอบสร้างอาวุธอย่างลับๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ หรือนำเข้าอาวุธจากต่างประเทศ โดยที่ฝ่ายสัมพันธมิตรไม่อาจตรวจจับได้ หลังจากนั้นก็สั่งระดมพลทั้งประเทศในปี 1935 ซึ่งชาวเยอรมันตั้งแต่ 18-45 ปีจะต้องไปเกณฑ์ทหาร รวมไปถึงการสร้างกองทัพอากาศอีกในปีเดียวกัน แต่ทว่าทั้งสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสต่างก็ไม่ได้ต่อต้านแต่ประการใด เนื่องจากยังเชื่อมั่นว่าฮิตเลอร์จะปรารถนาสันติภาพ ต่อมา กองทัพเรือเองก็ได้รับการเพิ่มจำนวนจากผลของข้อตกลงการเดินเรืออังกฤษ-เยอรมัน
กองทัพเยอรมันได้พัฒนาแนวคิดที่ได้ริเริ่มขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อันเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพบกและกองทัพอากาศ ซึ่งเมื่อรวมกับรูปแบบการรบโบราณ อย่างเช่น การล้อม และ "การรบแห่งการทำลายล้าง" กองทัพเยอรมันสามารถได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งนักข่าวหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกันเรียกว่า "การโจมตีสายฟ้าแลบ" นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันเชื่อว่ามีทหารเยอรมันในกองทัพไม่ต่ำกว่า 18,200,000 นาย[62] กองทัพเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สองสูญเสียชีวิตทหารไปอย่างน้อย 5,533,000 นาย[63]
| ภาษาเยอรมัน | ภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ | ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน | ภาษาไทย |
| Schütze | Private | Private | พลทหาร |
| Oberschütze | Private | Private 1st Class | สิบตรี |
| Gefreiter | Private | Private 1st class | สิบตรี |
| Obergefreiter | Lance Corporal | Corporal | สิบโท |
| Stabsgefreiter * | Lance Corporal | Corporal | สิบโท |
| Unteroffizier | Corporal | Sergeant | สิบเอก |
| Unterfeldwebel * | Sergeant | Staff Sergeant | จ่าสิบตรี |
| Feldwebel | Staff Sergeant | Technical Sergeant | จ่าสิบโท |
| Oberfeldwebel | WO II | Master Sergeant | จ่าสิบเอก |
| Hauptfeldwebel ** | WO II | 1st Sergeant | จ่าสิบเอก |
| Stabsfeldwebel * | WO I | Warrant Officer | จ่านายสิบ |
| Leutnant | Second Lieutenant | Second Lieutenant | ร้อยตรี |
| Oberleutnant | Lieutenant | 1st Lieutenant | ร้อยโท |
| Hauptmann | Captain | Captain | ร้อยเอก |
| Major | Major | Major | พันตรี |
| Oberstleutnant | Lieutenant Colonel | Lieutenant Colonel | พันโท |
| Oberst | Colonel | Colonel | พันเอก |
ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พรรคนาซีได้ใช้กองทัพในการล้างชาติพันธุ์[64] ซึ่งเป็นที่รู้กันดีตั้งแต่นายทหารชั้นสัญญาบัตรไปจนกระทั่งผู้บัญชาการระดับสูง[65] และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมและการสังหารหมู่ประชาชนในเขตยึดครอง[66] ซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมสงครามต่อมวลมนุษยชาติ
การพัฒนาทางด้านการทหารของนาซีเยอรมนีเจริญไปจนถึงขั้นมีโครงการทดลองระเบิดปรมาณูของตัวเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สองคน ออตโต ฮัห์น และฟริตซ์ สเตรสแมน ซึ่งได้ยืนยันผลการทดลองขั้นแรกของตนเมื่อวันที่ 13 มกราคม 1939[67] [68] แต่ทว่าเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของเยอรมนี ดังนั้นการทดลองจึงยังไม่สัมฤทธิ์ผล[69]
[แก้] สังคม
[แก้] การศึกษา
การศึกษาภายใต้การปกครองของนาซีเยอรมนีจะมุ่งเน้นไปยังชีววิทยาเชื้อชาติ นโยบายประชากร วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ และที่สำคัญที่สุด คือ ความแข็งแกร่งทางร่างกาย[70] นโยบายต่อต้านเซมไมท์ได้ทำให้พรรคนาซีออกคำสั่งให้ชาวยิวไม่สามารถเป็นครูอาจารย์หรือศาสตราจารย์ตามสถานศึกษาของรัฐได้[70] และศาสตราจารย์ตามมหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องเป็นสมาชิกของสมาคมผู้บรรยายตามมหาวิทยาลัยแห่งชาติสังคมนิยม (อังกฤษ: National Socialist Association of University Lecturers) เสียก่อนจึงจะสามารถสมัครเข้าสู่ระบบการศึกษาได้[71]
[แก้] ความเป็นอยู่ทางสังคม
พรรคนาซีได้ให้ความสำคัญแก่ความเป็นอยู่ทางสังคมของชาวเยอรมัน จึงให้การสนับสนุนลดอัตราการว่างงานของชาวเยอรมันและรับรองความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งเขาได้พุ่งความสนใจไปยังแนวคิดการอยู่ร่วมกันของชาวเยอรมันมากที่สุด พรรคนาซีมีวิธีการที่ช่วยให้ชาวเยอรมันมีความรู้สึกถึงการอยู่ร่วมกัน เช่น การใช้แรงงานของชาวเยอรมันและการหา ประสบการณ์บันเทิง ซึ่งได้แก่ การจัดงานรื่นเริง การเดินทางท่องเที่ยวและโรงหนังกลางแปลง ที่เรียกกันว่าโครงการ "ความแข็งแกร่งผ่านความรื่นเริง" (เยอรมัน: Kraft durch Freude, KdF) นอกจากนี้แล้ว พรรคนาซียังได้พยายามสร้างความจงรักภักดีและมิตรภาพ โดยการสนับสนุนบริการกรรมกรแห่งชาติ และองค์การยุวชนฮิตเลอร์ ด้วยวิธีการเกณฑ์ให้เข้าร่วมกับองค์กรของรัฐ ในการสนับสนุนโครงการดังกล่าว โครงการสถาปัตยกรรมหลายแห่งได้รับหน้าที่ให้ทำการก่อสร้าง โครงการเคดีเอฟได้ผลิตเคดีเอฟ-วาเกิน หรือที่ภายหลังรู้จักกันในนาม "โฟล์กสวาเกน" (รถของประชาชน) ซึ่งมีราคาถูก และชาวเยอรมันสามารถจะมีกำลังซื้อได้ และมันยังถูกสร้างขึ้นมาในข้อที่ว่าจะพัฒนาขีดความสามารถของมันให้เป็นพาหนะสงครามได้ และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ การสร้างออโตบาน ซึ่งเป็นถนนที่ไม่จำกัดความเร็วสายแรกของโลก[72] (ทว่าข้อมูลจากบางแห่งกลับไม่เชื่อว่าพรรคนาซีจะเป็นผู้ริเริ่มโครงการออโตบาน) [73]
[แก้] สาธารณสุข
นาซีเยอรมนีได้ให้ความสำคัญแก่ด้านสาธารณสุขอย่างมาก ไม่เหมือนกับที่หลายคนเข้าใจ[74] จากการศึกษาวิจัยของโรเบิร์ต เอ็น. พร็อกเตอร์ จากหนังสือ The Nazi War on Cancer ของเขา[75][76] เขาเชื่อว่านาซีเยอรมนีเป็นประเทศที่มีการต่อต้านบุหรี่อย่างหนักที่สุดในโลก คณะวิจัยเกี่ยวกับโทษของบุหรี่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล[77] และนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าควันพิษจากบุหรี่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งเป็นครั้งแรกของโลก[78][79][80][81] ต่อมา นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้ทำการวิจัยศึกษาการระบาดวิทยา และในปี 1943 ผลการทดลองที่ศึกษาจากอีเบอร์ฮาร์ด ไชร์เรอร์ และอีริช เชอนิเกอร์ ซึ่งได้ข้อสรุปอย่างน่าเชื่อถือ ว่าการสูบบุหรี่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด[82] รัฐบาลนาซียังได้บอกให้แพทย์แนะนำให้ประชาชนหยุดการสูบบุหรี่เสีย
การวิจัยเกี่ยวกับภัยของบุหรี่ได้ชะลอตัวในช่วงระหว่างสงคราม ซึ่งกว่านักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันและชาวอังกฤษจะค้นพบผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันนี้ก็เป็นช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 ไปแล้ว[74] นักวิทยาศาสตร์นาซียังได้พิสูจน์ว่าเส้นใยหินเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย ในปี 1943 เยอรมนียอมรับว่าโรคที่เกิดจากเส้นใยหิน เช่นมะเร็งปอด เป็นโรคที่เกิดระหว่างการปฏิบัติงานและยอมให้ค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายเป็นประเทศแรกของโลก
นโยบายด้านสาธารณสุขโดยทั่วไปของเยอรมนี ได้แก่ การทำความสะอาดแหล่งน้ำ การตรวจหาตะกั่วและปรอทในสินค้าที่ผลิตในเยอรมนี และสตรีในเยอรมนียังได้รับคำแนะนำให้ไปตรวจหามะเร็งเต้านม[75][76]
[แก้] สิทธิสตรี
รัฐบาลนาซีไม่สนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยสตรีและลัทธิเฟมินิสต์ ด้วยเหตุผลว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นการกระทำของชาวยิวและเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับชาวเยอรมัน พรรคนาซีได้สนับสนุนแนวคิดการปกครองฉันพ่อลูก ซึ่งจากแนวคิดดังกล่าวได้อบรมสตรีชาวเยอรมันว่า "โลกเป็นสามีของเธอ ครอบครัวของเธอ ลูกของเธอ และเป็นบ้านของเธอ"[83] ฮิตเลอร์ได้กล่าวว่าเพศหญิงที่ใช้แรงงานหนักเหมือนกับเพศชายในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่จะไม่เป็นผลดีต่อครอบครัว เนื่องจากว่าในตอนนั้น เพศหญิงจะได้รับอัตราค่าจ้างเพียง 66% เมื่อเทียบกับอัตราค่าจ้างของเพศชาย[83] จากคำแถลงดังกล่าว ฮิตเลอร์จึงมิได้พิจารณาขึ้นอัตราค่าจ้างให้แก่สตรีชาวเยอรมัน แต่บอกให้พวกเธออยู่กับบ้านแทน พร้อมกับที่ว่าขอให้สตรีชาวเยอรมันลาออกจากงานที่ทำนอกบ้านเสีย และให้สนับสนุนรัฐเกี่ยวกับกิจการสตรีอย่างแข็งขัน ในปี 1933 ฮิตเลอร์ได้เลือกเอาเกอร์ทรุด ชอลทซ์-คลิงก์ ขึ้นเป็นผู้นำสตรีแห่งจักรวรรดิไรช์ ซึ่งเธอได้กล่าวถึงบทบาทหลักของสตรีในสังคมคือ การให้กำเนิดบุตร และสตรีควรจะมีหน้าที่รับใช้บุรุษ ดังที่เธอเคยกล่าวว่า "ภารกิจของสตรีคือการทำนุบำรุงเรือนของตน และยอมรับความจำเป็นของชีวิต ตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีสุดท้ายของบุรุษ"[83] ซึ่งแนวคิดนี้ยังมีอิทธิพลไปถึงสตรีชาวอารยันที่ได้แต่งงานกับบุรุษชาวยิวอีกด้วย จึงทำให้เกิดเหตุการณ์การประท้วงโรเซนสเทรซเซ ที่สตรีชาวเยอรมันกว่า 1,800 คน (พร้อมทั้งญาติ 4,200 คน) เรียกร้องให้นาซีปล่อยสามีชาวยิวของพวกเธอ
การปกครองแบบนาซีส่งผลให้สตรีชาวเยอรมันไม่กล้าที่จะศึกษาหาความรู้ต่อในระดับมัธยมศึกษา วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย[84] จำนวนสตรีที่ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยลดลงอย่างรุนแรงในสมัยนาซีเยอรมนี ซึ่งลดลงจาก 128,000 คน ในปี 1933 เหลือเพียง 51,000 คน ในปี 1938[71] จำนวนเด็กหญิงที่ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาลดลงจาก 437,000 คน ในปี 1926 เหลือเพียง 205,000 คน ในปี 1937[71] อย่างไรก็ตาม เนื่องจากต้องบรรจุเพศชายเข้าสู่กองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้จำนวนสตรีในระบบการศึกษานับเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของทั้งหมดในปี 1944[71]
พรรคนาซีได้มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาหลายองค์กรเพื่อสั่งสอนแนวคิดนาซีให้แก่สตรีชาวเยอรมัน อย่างเช่น ยุงมาเดิล (เยอรมัน: Jungmädel, หมายถึง "เด็กหญิง") ซึ่งเป็นโครงการยุวชนฮิตเลอร์สำหรับเด็กหญิงอายุ 10-14 ปี และ บุนด์ ดอยท์เชอร์ เมเดล (เยอรมัน: Bund Deutscher Mädel อังกฤษ: BDM, German Girl's League) สำหรับเด็กสาวอายุระหว่าง 14-18 ปี
แต่นาซีมีท่าทีที่แตกต่างระหว่างเรื่องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ของสตรีกับการกำหนดบทบาทของสตรีในสังคม พรรคนาซีมีหลักเกณฑ์ที่เสรีเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์และให้ความเห็นอกเห็นใจสตรีที่ต้องเลี้ยงบุตรนอกสมรส การเลือนหายไปของจริยธรรมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 กลับถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้นอีกในการปกครองของนาซีเยอรมนี บางส่วนหายไปจากการปกครองตามลัทธินาซี และบางส่วนหายไประหว่างสงคราม ความเลวทรามได้เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อสงครามดำเนินต่อไป เหล่าทหารหนุ่มโสดมักจะมีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับผู้หญิงหลายคนในเวลาเดียวกัน สตรีที่แต่งงานแล้วมักมีหลายความสัมพันธ์ในเวลาเดียวกัน ทั้งกับทหาร พลเรือนหรือแม้แต่ชนชั้นกรรมกร "ภรรยาชาวไร่ในวึรท์เทมเบิร์กได้เริ่มมีใช้เพศสัมพันธ์เป็นสินค้า โดยใช้การตอบสนองทางเพศเพื่อจ้างกรรมกรต่างด้าวให้ทำงานเต็มวัน"[85] การแต่งงานและการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะถูกแบ่งระหว่างผู้ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ "อารยัน" และผู้ที่นอกเหนือจากนั้นที่ถูกเรียกว่า "รัสเซนชันเดอ" (เยอรมัน: Rassenschande) ซึ่งถือเป็นความผิดและจะต้องโทษ (ชาวอารยันจะถูกส่งไปค่ายกักกัน และผู้ที่ไม่ใช่อารยันจะต้องโทษประหาร)
แม้ว่าบทบาทของสตรีในสังคมเยอรมันจะลดน้อยถดถอยลงไปมาก แต่สตรีบางคนก็ยังมีบทบาทสำคัญ ซึ่งได้รับการยกย่องสรรเสริญและประสบความสำเร็จในชีวิต อย่างเช่น ฮันนา ไรท์ช นักบินประจำตัวฮิตเลอร์ และเลนิ ไรเฟนสทฮัล ผู้กำกับภาพยนตร์และดารา
ตัวอย่างที่น่าเยาะเย้ยของความแตกต่างระหว่างคำสั่งสอนของลัทธินาซีและการปฏิบัติตนนั้นคือ ถึงแม้การมีเพศสัมพันธ์กันในค่ายของยุวชนฮิตเลอร์จะถูกห้ามอย่างชัดเจน ค่ายของเด็กชายกับเด็กหญิงกลับถูกวางให้อยู่ใกล้กันราวกับจะต้องการให้เกิดเพศสัมพันธ์ขึ้น อีกทั้งสมาชิกของบุนด์ ดอยท์เชอร์ เมเดล มักจะตั้งครรภ์ (หรือมีผลกระทบไปถึงการสมรสในภายหลัง) เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับชายที่ยั่วยุได้ง่าย[86]
[แก้] การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในปี 1935 พรรคนาซีได้ผ่าน "บัญญัติแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งไรช์" ซึ่งไม่ได้เป็นกฎหมายตามลัทธินาซีอย่างแท้จริง เพราะมีอิทธิพลมาตั้งแต่ก่อนที่พรรคนาซีจะขึ้นสู่อำนาจเสียอีก อย่างไรก็ตาม มันก็แสดงให้เห็นถึงแนวคิดของพรรคนาซี แนวคิดของ "ดาวเออร์วัลด์" (เยอรมัน: Dauerwald) หรือ "ป่านิรันดร์" (อังกฤษ: Perpetual forest) อันเป็นการรวบรวมแนวคิดการบริหารและการอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งพรรคนาซีได้นำเสนอว่าป่าไม้สามารถป้องกันมลภาวะทางอากาศได้[87][88]
[แก้] นโยบายอนุรักษ์สัตว์
ในปี 1933 พรรคนาซีได้ร่างกฎหมายอันเข้มงวดเพื่อกำหนดการอนุรักษ์สัตว์ขึ้นมา[89][90] ทำให้การล่าสัตว์เป็นสิ่งผิดกฎหมายในนาซีเยอรมนี[91] ซึ่งแม้แต่ในประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน ก็ยังมีการสืบทอดกฎหมายการปกป้องสัตว์ของนาซีมาจนถึงปัจจุบันไม่มากก็น้อย[92] แต่ว่าผลของกฎหมายดังกล่าวก็มีผลน้อยมากในการบังคับใช้[93] เนื่องจากพรรคนาซีเห็นว่ายังมีความจำเป็นที่ต้องชำแหละสัตว์เพื่อการศึกษาทางการแพทย์[94]
[แก้] นโยบายกีดกันทางเชื้อชาติ
พรรคนาซีได้แบ่งประชากรออกเป็นสองประเภทคือ "เชื้อชาติอารยัน" และ "ไม่ใช่เชื้อชาติอารยัน" ซึ่งหมายถึงชาวยิวหรือชนกลุ่มน้อยอื่น สำหรับเชื้อชาติอารยันแล้ว พรรคนาซีได้ออกนโยบายทางสังคมซึ่งเอื้อประโยชน์ให้แก่คนกลุ่มนี้ และเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งรวมไปถึงยกโทษให้แก่เด็กที่เกิดจากบิดามารดานอกสมรส รวมไปถึงให้การสนับสนุนทางการเงินให้แก่ครอบครัวชาวอารยันซึ่งให้กำเนิดบุตร[85]
พรรคนาซีดำเนินนโยบายกีดกันโดยการข่มเหงและสังหารผู้ที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของสังคมและผู้ที่ไม่ควรจะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายทางเชื้อชาติและสังคม ซึ่งเรียกว่าเป็น "ศัตรูของรัฐ" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "พวกที่ต่ำกว่ามนุษย์" อย่างเช่น ชาวยิว ชาวยิปซี ผู้นับถือลัทธิพยานพระเยโฮวาห์[95] ซึ่งรวมไปถึงผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตและทางกาย ซึ่งได้แก่ ไร้สมรรถภาพและรักร่วมเพศ ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 แผนการของพรรคนาซีที่จะแยกหรือจนกระทั่งสังหารชาวยิวได้เริ่มต้นขึ้นในนาซีเยอรมนีด้วยการสร้างนิคมชาวยิว ค่ายกักกัน และค่ายแรงงาน ในปี 1933 ค่ายกักกันดาเชาเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งฮิมม์เลอร์ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของค่ายดาเชาว่าเป็น "ค่ายสำหรับนักโทษทางการเมือง"[96]
ภายหลังจากที่พรรคนาซีก้าวขึ้นสู่อำนาจแล้ว ชาวยิวจำนวนมากถูกยุให้หนีออกนอกประเทศ ซึ่งชาวยิวจำนวนมากก็ทำเช่นนั้น ในช่วงเวลาที่ กฎหมายเมืองเนือร์นแบร์ก ผ่านในปี 1935 ชาวยิวถือว่าสูญเสียสัญชาติเยอรมันและถูกปฏิเสธจากตำแหน่งการงานของรัฐ ซึ่งทำให้ชาวยิวจำนวนมากตกงานในประเทศ โดยชาวเยอรมันจะเข้าทำหน้าที่ตามตำแหน่งที่ว่างอยู่นั้น เหตุการณ์ที่โดดเด่นก็คือ รัฐบาลพยายามที่จะส่งตัวชาวยิวเชื้อสายโปแลนด์กว่า 17,000 คนกลับสู่โปแลนด์ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่นำไปสู่การลอบสังหารเอิร์ท วอม รัท ทูตชาวเยอรมัน โดยเฮอร์สเชล กรินสปัน ชาวยิวเชื้อสายเยอรมันที่อาศัยอยู่ในปารีส การลอบสังหารนี้ทำให้เกิดข้ออ้างแก่พรรคนาซีที่จะปลุกระดมให้เกิดการต่อต้านชาวยิวในวันที่ 9 พฤศจิกายน ซึ่งมุ่งจะทำลายธุรกิจของชาวยิวเป็นพิเศษ เหตุการณ์ต่อต้านนี้ถูกเรียกว่า คริสทัลนัชท์ (เยอรมัน: Kristallnacht) หรือ "คืนแห่งการทุบกระจก" "คืนคริสตัล" (อังกฤษ: Night of Broken Glass, ตามตัวอักษร คือ "Crystal Night) เพราะกระจกหน้าต่างร้านค้าที่ถูกทุบทำให้ถนนดูเหมือนถูกโรยด้วยคริสตัล จนกระทั่งเดือนกันยายน 1939 ชาวยิวกว่า 200,000 คนหลบหนีออกนอกประเทศ และรัฐบาลจะทำการยึดทรัพย์สินของชาวยิวเหล่านั้นเป็นของแผ่นดิน
พรรคนาซียังได้ดำเนินการสังหารชาวเยอรมันที่ "อ่อนแอ" และ "ไม่เหมาะสม" อย่างเช่น พฤติการณ์ ที-4 (อังกฤษ: Action T-4) ซึ่งมีการสังหารคนพิการและผู้ป่วยเป็นจำนวนหลายหมื่นคนในความพยายามที่จะ "รักษาความบริสุทธิ์ของเชื้อสายอันยิ่งใหญ่" (เยอรมัน: Herrenvolk)
อีกประการหนึ่งที่โครงการที่นาซีใช้เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติคือ เลเบนสบอร์น (เยอรมัน: Lebensborn) หรือ "น้ำพุแห่งชีวิต" ที่ได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1936 โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะให้ทหารเยอรมัน (ซึ่งส่วนใหญ่คือ หน่วยเอสเอส) สืบเชื้อสายของพันธุ์บริสุทธิ์ รวมไปถึงข้อเสนอที่ให้บริการสนับสนุนครอบครัวเอสเอส (รวมไปถึงจัดให้เยาวชนที่มีพันธุ์บริสุทธิ์เข้าไปอยู่ในครอบครัวเอสเอสที่มีความเหมาะสม) และจัดหาสตรีที่มีความเหมาะสมทางเชื้อชาติให้เป็นภรรยาของชายที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว และให้พวกเธออยู่อาศัยในเยอรมนีและดินแดนยึดครองในทวีปยุโรป และยังเลยไปถึงขั้นที่จะนำเด็กที่มีพันธุ์บริสุทธิ์ที่จับมาจากดินแดนยึดครอง เช่นโปแลนด์ มาให้กับครอบครัวชาวเยอรมัน
เมื่อถึงตอนต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลเยอรมนีได้ออกคำสั่งในดินแดนยึดครองโปแลนด์ ผู้ชายชาวยิวต้องถูกใช้แรงงานหนัก ผู้หญิงและเด็กจะต้องถูกจับไปยังนิคมชาวยิว[97] ซึ่งในการกระทำดังกล่าว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การแก้ปัญหาชาวยิวที่ได้มีการถกเถียงกันมาเป็นเวลายาวนานแล้วจะยุติลงด้วยการแก้ปัญหาชาวยิวครั้งสุดท้าย คือการทำลายล้างเชื้อชาติยิวจนสิ้นซาก
[แก้] วัฒนธรรม
[แก้] ผลงานทางศิลปะ
พรรคนาซีมีแนวคิดที่จะพยายามรักษาคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของชาติเยอรมนีเอาไว้ ศิลปวัฒนธรรมที่ถือกำเนิดขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจนหลังจากช่วงสาธารณรัฐไวมาร์จะถูกปราบปราม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทัศนศิลป์ที่จะต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด และต้องผ่านเกณฑ์ โดยจะต้องเน้นเพื่อเป็นการแสดงตัวอย่างของนโยบายของรัฐ เช่น ความบริสุทธิ์ของเชื้อชาติ ลัทธินิยมทหาร วีรบุรุษ พลังอำนาจ ความเข้มแข็ง และความอ่อนน้อมถ่อมตน ภาพศิลปะนามธรรมและศิลปะอาวองการ์ด จะถูกเคลื่อนย้ายออกจากพิพิธภัณฑ์และจะถูกนำไปแสดงเป็นพิเศษในหมวดหมู่ "ศิลปะอันเลวทราม" (อังกฤษ: degenerate art) ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนหัวเราะเยาะผลงานเหล่านี้ วรรณกรรมที่เป็นผลงานของชาวยิว หรือเชื้อชาติที่ไม่เป็นอารยัน หรือนักประพันธ์ผู้มีความเห็นไปในทางต่อต้านคำสอนของลัทธินาซีถูกทำลาย การทำลายวรรณกรรมที่โด่งดังที่สุดคือการเผาหนังสือโดยนักเรียนชาวเยอรมันในปี 1933
แม้ว่าจะมีความพยายามของรัฐบาลที่จะสร้างวัฒนธรรมเยอรมันบริสุทธิ์ แต่ว่ายังมีศิลปะหรือสถาปัตยกรรมบางส่วน กลับเป็นสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิค ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของสถาปัตยกรรมโรมันโบราณ ภายใต้การชักนำของฮิตเลอร์เอง[98] ศิลปะแนวนี้โดดเด่นและขัดแย้งกับศิลปะรุ่นใหม่ที่มีเสรีกว่าและได้รับความนิยมกว่าในสมัยนั้น (เช่น อาร์ท เดโค) โดยผลงานสถาปัตยกรรมแบบโรมันในนาซีเยอรมนีส่วนมากเป็นผลงานของวิศวกรของรัฐ อัลเบิร์ต สเพียร์ ซึ่งเขาก็ได้ออกแบบสถานที่สำคัญของพรรคนาซีอันยิ่งใหญ่และสง่างาม อย่างเช่น ลานชุมนุมของพรรคนาซีที่เมืองเนือร์นแบร์ก และที่ว่าการไรช์ในกรุงเบอร์ลิน งานออกแบบชิ้นหนึ่งที่ไม่ได้นำมาสร้างจริงคือการสร้างเพเธอนอนให้ยิ่งใหญ่กว่าในกรุงโรมและใช้เป็นศูนย์ทางศาสนาของลัทธินาซีในเบอร์ลิน (ซึ่งจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเยอรมาเนีย) และประตูแห่งชัยชนะให้ยิ่งใหญ่กว่าในกรุงปารีส แต่งานออกแบบสำหรับเยอรมาเนียเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงความเพ้อฝันและไม่มีวันที่จะสำเร็จลงได้เพราะขนาดของมันและดินของเบอร์ลินที่อ่อนเกินไป นอกจากนี้ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างล้วนถูกนำไปใช้ในการสงคราม
[แก้] สื่อและภาพยนตร์
ผลงานทางด้านสื่อและภาพยนตร์ของเยอรมนีในยุคสมัยนาซีนี้ส่วนใหญ่จะมีจุดประสงค์เพื่อความบันเทิง กฎหมายได้ห้ามมิให้มีการนำเข้าภาพยนตร์จากต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 1936 อุตสาหกรรมของเยอรมนีได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นแนวชาตินิยมทั้งหมดในปี 1937 ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศที่ขาดหายไป (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพยนตร์จากสหรัฐอเมริกา) ความบันเทิงกลายมาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะภาพยนตร์เป็นสิ่งที่ดึงความสนใจจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรและความพ่ายแพ้ของเยอรมนี ภาพยนตร์ทั้งในปี 1943 และปี 1944 สร้างรายได้กว่าหนึ่งพันล้านไรช์มาร์ก[99]
แม้จะมีการข้อกำหนดทางการเมืองและผู้ผลิตภาพยนตร์จำนวนมากหลบหนีออกนอกประเทศ ภาพยนตร์ของนาซีก็ยังมีการคิดค้นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและความงามขึ้นมาใหม่ อย่างเช่น การผลิตภาพยนตร์โดยใช้ฟิล์มอักฟาโคเลอร์ (เยอรมัน: Agfacolor) ซึ่งเป็นการระบุลงไปอย่างชัดเจนว่าเป็นลักษณะเฉพาะตัวของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของนาซีเยอรมนี ผลงานภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ นำเสนอนโยบายของรัฐบาลและคำสั่งสอนทางเชื้อชาติ
[แก้] ศาสนา
พรรคนาซีได้นำสัญลักษณ์มาจากคริสต์ศาสนามารวมเข้ากับอารยธรรมโบราณ และยังได้เสนอคริสต์ศาสนาเชิงบวก ซึ่งได้ทำให้ชาวเยอรมันคริสต์จำนวนมากเชื่อว่าหลักของลัทธินาซีเป็นไปตามหลักธรรมของคริสต์ศาสนา แม้ว่าจะอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็ตาม[100]
[แก้] การกีฬา
-
ดูบทความหลักที่ โอลิมปิกฤดูร้อน 1936
การแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงเบอร์ลินในปี 1936 ในครั้งนี้เป็นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 11 ของโลก ซึ่งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์หวังว่าจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเชื้อชาติอารยัน เยอรมนีได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในประเทศ และนับได้ว่าเป็นการแสดงพลังที่โดดเด่นของศิลปะและวัฒนธรรมนาซี การแข่งขันในครั้งนี้มีประเทศผู้เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 49 ประเทศ และผลจากการแข่งขัน เยอรมนีเป็นเจ้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนั้น
ในการแข่งขันโอลิมปิกดังกล่าว ก็มีเรื่องว่าฮิตเลอร์ปฏิเสธที่จะมอบเหรียญรางวัลให้แก่ เจซซี โอเวน[101] รวมไปถึงเรื่องของเชื้อชาติยิวเข้ามาเกี่ยวข้องอีก[102]
[แก้] ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เยอรมนีถูกบังคับและปฏิบัติตามสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ซึ่งได้ทำลายเศรษฐกิจของเยอรมนีลงจนย่อยยับ และห้ามมิให้เยอรมนีสร้างเครื่องบิน เรือดำน้ำ และเรือรบขนาดใหญ่ เยอรมนีสูญเสียดินแดนอาณานิคมทั้งหมด และห้ามสร้างสัมพันธไมตรีกับออสเตรียและนครเสรีดานซิกที่เพิ่งเกิดใหม่ ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ อังกฤษและฝรั่งเศสต่างก็หวาดกลัวสงครามโลกอีกครั้งหนึ่ง จึงดำเนินนโยบายทอดไมตรีกับเยอรมนี ส่วนฮิตเลอร์มีเป้าหมายที่จะฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ การขยายดินแดนของเยอรมนี และ "เลเบนสเราม์"
ตั้งแต่ปี 1933 เป็นต้นมา ฮิตเลอร์และพลพรรคนาซีเดินหน้าเพิ่มกำลังทหารของประเทศและใช้อุบายทางการเมืองเพื่อที่จะยกระดับตนให้ทัดเทียมกับนานาชาติในเวทีโลกซึ่งขัดกับสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และเป็นเหตุให้อังกฤษ ฝรั่งเศสและอิตาลีต้องหันมาให้ความสนใจในปัญหาที่เกิดขึ้นจากนาซีเยอรมนี แต่ทว่าพันธมิตรทั้งสามไม่ลงรอยกันเอง อังกฤษเองนั้นถึงกับยอมทำสนธิสัญญาแยกต่างหากเพื่อรักษาสัมพันธไมตรีกับเยอรมนี พันธมิตรดังกล่าวจึงล่มสลาย และสันนิบาตชาติก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย อย่างไรก็ตาม ฮิตเลอร์ยังคงดำเนินนโยบายทอดไมตรีกับอังกฤษและฝรั่งเศสอยู่ และเขายังปรารถนาที่จะร่วมเป็นพันธมิตรกับอิตาลี แต่อิตาลีมักจะไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ
ในปี 1935 ฮิตเลอร์สั่งเกณฑ์ทหาร จัดตั้งกองทัพอากาศ และส่งกำลังทหารกลับเข้าสู่แคว้นซาร์ แต่ไม่ได้รับการตอบโต้จากประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรแต่ประการใด ซึ่งเป็นเหตุให้ฮิตเลอร์เกิดความฮึกเหิมและก้าวร้าวมากขึ้น ในปีต่อมา ฮิตเลอร์ได้เริ่มใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ในปี 1937 ฮิตเลอร์ส่งกองกำลังไปช่วยเหลือฝ่ายชาตินิยมสเปน ภายใต้การนำของนายพล ฟรานซิสโก ฟรังโก ในสงครามกลางเมืองสเปน
ในปี 1938 เยอรมนีผนวกเอาดินแดนออสเตรีย อิตาลีซึ่งมีท่าทีต่อต้านเยอรมนีมิให้ยึดครองออสเตรียมาตั้งแต่การลงนามในสนธิสัญญาเหล็ก เมื่ออังกฤษและอิตาลีปราศจากผลประโยชน์ร่วมกันแล้ว อิตาลีจึงเริ่มเปลี่ยนท่าทีโอนเอียงไปหาเยอรมนีแทน ต่อมาก็ยังได้ดินแดนซูเดเตนแลนด์และเชโกสโลวาเกีย อังกฤษซึ่งยังคงเชื่อว่าฮิตเลอร์ไม่ปรารถนาสงคราม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เนวิลล์ เชมเบอร์แลนด์ จึงได้ลงนามยกแคว้นซูเดเตนแลนด์ให้แก่เยอรมนี ด้วยหวังว่าเยอรมนีจะไม่แสวงหาดินแดนอื่นเพิ่มเติมในทวีปยุโรป เนวิลล์คิดว่าตนได้ปฏิบัติภารกิจได้ประสบความสำเร็จแล้วเมื่อฮิตเลอร์ยอมตอบตกลง แต่หลังจากนั้น ฮิตเลอร์ก็เข้าผนวกเชโกสโลวาเกียอีก
หลังจากนั้น ฮิตเลอร์ได้พุ่งเป้าไปยังโปแลนด์และฉนวนโปแลนด์ เขาต้องการให้มีการทบทวนการกำหนดพรมแดนใหม่กับโปแลนด์ แต่โปแลนด์ปฏิเสธที่จะยอมรับการผนวกนครเสรีดานซิกเข้ากับเยอรมนี ไม่นานก่อนหน้าการรุกรานโปแลนด์ ฮิตเลอร์ได้ลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกันกับสหภาพโซเวียต เพื่อเป็นการแบ่งปันเขตอิทธิพลของตนในยุโรปตะวันออก และเมื่อถึงวันที่ 1 กันยายน 1939 กองทัพเยอรมนีรุกรานโปแลนด์ และนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าฝ่ายสัมพันธมิตรจะประกาศสงครามกับนาซีเยอรมนีและให้การช่วยเหลือโปแลนด์ก็ตาม แต่ผลก็แทบจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเลย ซึ่งเป็นระยะที่เรียกกันว่า "สงครามลวง"
ในปี 1940 เยอรมนีรุกรานเดนมาร์กและนอร์เวีย เพื่อลดการตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากความหวาดระแวงในท่าทีของฝ่ายสัมพันธมิตร รวมทั้งยังได้โจมตีไปทางทิศตะวันตก ยึดครองกลุ่มประเทศต่ำและประเทศฝรั่งเศส โดยเยอรมนียินยอมให้ผู้ชาตินิยมและวีรบุรุษสงคราม ฟิลิป เปแตง จัดตั้งการปกครองภายใต้ระบอบฟาสซิสต์ เรียกชื่อประเทศว่า "รัฐฝรั่งเศส" หรือเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางกว่า คือ วิชีฝรั่งเศส
ในปี 1941 เยอรมนีรุกรานสหภาพโซเวียตในความพยายามที่จะพิชิตดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลตามนโยบาย เลเบนสเราม์ สำหรับพลเมืองสัญชาติเยอรมัน โดยรัฐบาลสัญญาว่าจะมีการจัดตั้ง
ในช่วงหลังจากปี 1943 ทิศทางของสงครามเปลี่ยนแปลงไป เยอรมนีถูกบังคับให้ต้องยึดครองดินแดนของอิตาลี ซึ่งรัฐบาลของมุสโสลินีหมดอำนาจลง และจัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลี กองทัพเยอรมันต้องสู้กับกองทัพพันธมิตรทั้ง 3 แนวรบ เยอรมนีในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สองถูกโดดเดี่ยวทางการทูตอย่างหนัก และไม่อาจต้านทานกองทัพสัมพันธมิตรที่รุกเข้ามาจากทั้งทางทิศตะวันตก ตะวันออกและทิศใต้ เมื่อรัฐบาลใหม่ของเยอรมนีประกาศยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.0 1.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 95
- ^ Statistisches Bundesamt (Federal Statistical Office) , Statistisches Jahrbuch 2006 für die Bundesrepublik Deutschland, p. 34.
- ^ 3.0 3.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 96
- ^ Knaurs Lexikon, Th. Knaur Nachf. Verlag, Berlin, 1939
- ^ 5.0 5.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 117
- ^ Germany — Country Study
- ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 153
- ^ Fritzsche, Peter. 1998. Germans into Nazis. Cambridge, Mass.: Harvard University Press.
- ^ Kele, Max H. (1972). Nazis and Workers: National Socialist Appeals to German Labor, 1919–1933. Chapel Hill: The University of North Carolina Press.
- ^ Payne, Stanley G. 1995. A History of Fascism, 1914–45. Madison, WI: University of Wisconsin Press.
- ^ Eatwell, Roger. 1996. “On Defining the ‘Fascist Minimum,’ the Centrality of Ideology”, Journal of Political Ideologies 1 (3) :303–19. Eatwell, Roger. 1997. Fascism: A History. New York: Allen Lane.
- ^ Keegan, John (1989), The Second World War, Glenfield, Auckland 10, New Zealand: Hutchinson
- ^ 13.0 13.1 13.2 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 76
- ^ ธนู แก้วโอภาส, ประวัติศาสตร์โลก, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, หน้า 591
- ^ "...ฮิตเลอร์พูดเสมอว่า ผู้ทรยศ (อันหมายถึงชาวยิว พวกคอมมิวนิสต์ และพวกสังคมนิยมเป็นส่วนใหญ่) แทงข้างหลังกองทัพเยอรมัน เยอรมนีไม่ได้แพ้สงคราม แต่ถูกหักหลัง..." แหล่งที่มา: สุปราณี มุขวิชิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 341
- ^ “Lexicon: Dolchstosslegende” (definition) , www.icons-multimedia.com, 2005, เว็บเพจ: http://www.icons-multimedia.com/ClientsArea/HoH/LIBARC/LEXICON/LexEntry/Dolchsto.html DolchSL
- ^ ผลการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1932 พบว่าฮินเดนบูวร์กได้รับคะแนนเสียง 53% ฮิตเลอร์ได้ 36.8% และพรรคคอมมิวนิสต์ได้ 10.2%; แหล่งที่มา: สุปราณี มุขวิชิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 345
- ^ "...มีเพียงข้อเขียนตลกๆ ซึ่งไม่อาจจะเป็นไปได้ว่า ฮินเดนเบิร์กได้เซ็นชื่อลงไปเช่นนั้น เรื่องมีอยู่ว่าเลขานุการของฮินเดนเบิร์กได้หอบกระดาษแซนด์วิชซึ่งก็คือใบที่มีการแต่งตั้งฮิตเลอร์ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ฮินเดนเบิร์กไปเซ็นเล่น ๆ..." แหล่งที่มา: สุปราณี มุขวิชิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 345
- ^ สุปราณี มุขวิชิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 348
- ^ Hakim, Joy (1995). A History of Us: War, Peace and all that Jazz. New York: Oxford University Press. pp. 100-104. ISBN 0-19-509514-6.
- ^ Richard Evans, The Coming of the Third Reich (New York: Penguin Books, 2003) , 441.
- ^ Refugee Scholars:Conversations with Tess Simpson. Leeds. 1992. pp. 31.
- ^ Richard Evans, The Coming of the Third Reich (New York: Penguin Books, 2003) , 441.
- ^ Arendt, Hannah. The Origins of Totalitarianism. London; New York; San Diego:Harvest Book. Pp. 306
- ^ Curtis, Michael. 1979 Totalitarianism. New Brunswick (USA) ; London: Transactions Publishers. Pp. 36
- ^ Burch, Betty Brand. 1964 Dictatorship and Totalitarianism: Selected Readings. Pp. 58
- ^ Bruhn, Jodi; Maier, Hans Hans Maier. 2004. Totalitarianism and Political Religions: Concepts for the Comparison of Dictatorships. Routledge: Oxon (U.K.) ; New York. Pp. 32.
- ^ Roderick Stackelberg, Hitler's Germany: origins, interpretations, legacies. Routledge 1999, p. 103. ISBN 0-415-20114-4.
- ^ Scheck, Raffael. Establishing a Dictatorship: The Stabilization of Nazi Power Colby College. Retrieved 2006, 07-12.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs named.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.8B.E0.B8.B51 - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs named.E0.B8.99.E0.B8.B2.E0.B8.8B.E0.B8.B53 - ^ 32.0 32.1 32.2 32.3 ปราณี มุขวิชิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 350
- ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 77
- ^ Santiago Dotor and Norman Martin. "German Hunting Society 1934–1945 (Third Reich, Germany)" Flags of the World. The flag of the Reichsbund Deutsche Jägerschaft
- ^ สุปราณี มุขวิชิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 351
- ^ "...ผู้ที่ถูกสังหารไม่เพียงแต่เป็นนักการเมืองผู้มีชื่อเสียงของเยอรมนีเท่านั้น หากแต่ยังมีผู้ที่สนับสนุนพรรคนาซีอยู่ด้วย รวมทั้งนักการเมืองฝ่ายขวาจัดก็ถูกสังหารชีวิต..." แหล่งที่มา: ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 127-129
- ^ Evans (2005) , p. 39. "At least eighty-five people are known to have been summarily killed without any formal legal proceedings being taken against them. Göring alone had over a thousand people arrested."
- ^ Kershaw, Hitler, (1999) , p. 517. "The names of eighty-five victims [exist], only fifty of them SA men. Some estimates, however, put the total number killed at between 150 and 200."
- ^ Evans, Richard (2005). The Third Reich in Power. Penguin Group. pp. 39. "At least eighty-five people are known to have been summarily killed without any formal legal proceedings being taken against them. Göring alone had over a thousand people arrested."
- ^ เมื่อถึงตอนต้นปี 1934 หน่วยเอสเอมีจำนวนถึง 3,000,000 นาย; แหล่งที่มา: Evans (2005) , p. 22.
- ^ Henry Maitles อย่าให้เกิดขึ้นอีก!: Hitlers Willing Executioners: Ordinary Germans and the Holocaust" ซึ่งอ้างอิงมาจาก G Almond, "The German Resistance Movement", Current History 10 (1946) , pp409-527. อีกทอดหนึ่ง
- ^ Peter Hoffmann. The History of the German Resistance, 1933-1945"p.13
- ^ The German Surrender Documents - Wwii:
- ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 163
- ^ Gau (NSDAP) - Kontinuität der Gaugliederung nach 1933 Historisches Lexikon Bayerns (เยอรมัน)
- ^ The Organization of the Nazi Party & State The Nizkor Project
- ^ New World, Websters. Webster's II New College Dictionary. Houghton Mifflin Reference Books. ISBN 0618396012. http://books.google.com/books?id=OL60E3r2yiYC&pg=PA415&dq=fascismo+fascio&sig=ACfU3U0GjGSAC9nr1oc9xOaW3pAVXexS5g.
- ^ Grant, Moyra. Key Ideas in Politics. Nelson Thomas 2003. p. 21
- ^ Paxton, Robert. The Anatomy of Fascism. Vintage Books. ISBN 1400033918. http://books.google.com/books?id=oGMfAAAACAAJ&dq=The+Anatomy+of+Fascism.
- ^ Payne, Stanley. A History of Fascism, 1914-45. University of Wisconsin Press. ISBN 0299148742. http://books.google.com/books?id=NLiFIEdI1V4C&dq=A+History+of+Fascism+payne&lr=&source=gbs_summary_s&cad=0.
- ^ Bischof, Günter, “The Historical Roots of a Special Relationship: Austro-German Relations Between Hegemony and Equality”. In Unequal Partners, ed. Harald von Riekhoff and Hanspeter Neuhold. San Francisco: Westview Press, 1993
- ^ Hitler's Plan, Dac.neu.edu
- ^ http://www.ess.uwe.ac.uk/genocide/ssnur1.htm ess.uwe.ac.uk
- ^ Niewyk, Donald L. The Columbia Guide to the Holocaust, Columbia University Press, 2000, p.45: "The Holocaust is commonly defined as the murder of more than 5,000,000 Jews by the Germans in World War II." Also see "The Holocaust," Encyclopaedia Britannica, 2007: "the systematic state-sponsored killing of six million Jewish men, women and children, and millions of others, by Nazi Germany and its collaborators during World War II. The Germans called this "the final solution to the Jewish question."
- ^ 55.0 55.1 55.2 55.3 55.4 55.5 }} {{cite web | url = http://econ161.berkeley.edu/TCEH/Slouch_Purge15.html | title = http://econ161.berkeley.edu/TCEH/Slouch_Purge15.html | accessdate = | publisher = (อังกฤษ)
- ^ สุปราณี มุขวิชิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 354
- ^ econ161.berkeley.edu. สืบค้นวันที่ 2007-08-15
- ^ 58.0 58.1 Nazis and Soviets
- ^ Peter Temin (November 1991), Economic History Review, New Series 44, No.4: 573–593
- ^ Richard Overy, 1995, Why the allies won, Random House, p. 205.
- ^ Philip Morgan, Fascism in Europe, 1919–1945, Taylor & Francis, 2003, p. 168.
- ^ ไม่ทราบว่ารวมกองกำลังอาสาสมัครจากต่างประเทศหรือไม่
- ^ Rűdiger Overmans (2000). Deutsche militärische Verluste im Zweiten Weltkrieg. Wikipedia. pp. 335. ISBN 3-486-56531-1. http://books.google.com/books?.
- ^ Lukas, Richard C.. Forgotten Holocaust: The Poles Under German Occupation 1939-1944. Davies, Norman. Hippocrene Books. ISBN 0-7818-0901-0.
- ^ ,http://www.dailymail.co.uk/pages/live/femail/article.html?in_article_id=469883&in_page_id=1879
- ^ "55 Dni Wehrmachtu w Polsce" Szymon Datner Warsaw 1967 page 67 "Zanotowano szereg faktów gwałcenia kobiet i dziewcząt żydowskich"(Numerous cases of rapes made upon Jewish women and girls were noted)
- ^ O. R. Frisch Physical Evidence for the Division of Heavy Nuclei under Neutron Bombardment, Nature, Volume 143, Number 3616, 276-276 (18 February 1939). The paper is dated 17 January 1939. [The experiment for this letter to the editor was conducted on 13 January 1939; see Richard Rhodes The Making of the Atomic Bomb 263 and 268 (Simon and Schuster, 1986).]
- ^ In 1944, Hahn received the Nobel Prize for Chemistry for the discovery of nuclear fission. Some historians have documented the history of the discovery of nuclear fission and believe Meitner should have been awarded the Nobel Prize with Hahn. See the following references: Ruth Lewin Sime From Exceptional Prominence to Prominent Exception: Lise Meitner at the Kaiser Wilhelm Institute for Chemistry Ergebnisse 24 Forschungsprogramm Geschichte der Kaiser-Wilhelm-Gesellschaft im Nationalsozialismus (2005) ; Ruth Lewin Sime Lise Meitner: A Life in Physics (University of California, 1997) ; and Elisabeth Crawford, Ruth Lewin Sime, and Mark Walker A Nobel Tale of Postwar Injustice, Physics Today Volume 50, Issue 9, 26-32 (1997).
- ^ Walker, 1993, 83-84, 170, 183, and Reference #85 on p. 247. See also Manfred von Ardenne Erinnerungen, fortgeschrieben. Ein Forscherleben im Jahrhudert des Wandels der Wissenschaften und politischen Systeme. (Droste, 1997).
- ^ 70.0 70.1 Pauley, Bruce F. Hitler, Stalin and Mussolini: Totalitarianism in the Twentieth Century. 2nd Edition. 2003. Wheeling, Illinois, USA: Harlan Davidson Inc. Pp. 118.
- ^ 71.0 71.1 71.2 71.3 Pauley, Bruce F. Hitler, Stalin and Mussolini: Totalitarianism in the Twentieth Century. 2nd Edition. 2003. Wheeling, Illinois, USA: Harlan Davidson Inc. Pp. 119
- ^ Europas erste Autobahn wird 75. Spiegel Online. (German)
- ^ German Myth 8 Hitler and the autobahn German.about.com
- ^ 74.0 74.1 แพทยศาสตร์และนโยบายด้านสาธารณสุขของนาซีเยอรมนี (อังกฤษ)
- ^ 75.0 75.1 Nazi Medicine and Public Health Policy Robert N. Proctor, Dimensions: A Journal of Holocaust Studies.
- ^ 76.0 76.1 Review of "The Nazi War on Cancer" Canadian Journal of History, Aug 2001 by Ian Dowbiggin
- ^ Proctor, Robert N. (1996), Nazi Medicine and Public Health Policy, Dimensions, Anti-Defamation League, http://www.adl.org/Braun/dim_14_1_nazi_med.asp
- ^ Robert N. Proctor, Pennsylvania State University, "The anti-tobacco campaign of the Nazis: a little known aspect of public health in Germany, 1933-45", British Medical Journal 313 (7070): 1450–3, PMID 8973234, PMC: 2352989, http://www.bmj.com/cgi/content/full/313/7070/1450, เรียกดูวันที่ 2008-06-01
- ^ Proctor, Robert N., Nazi Medicine and Public Health Policy, Dimensions
- ^ Johan P. Mackenbach (June 2005), "Odol, Autobahne and a non-smoking Führer: Reflections on the innocence of public health", International Journal of Epidemiology 34 (3): 537–9, PMID 15746205, http://ije.oxfordjournals.org/cgi/content/full/34/3/537, เรียกดูวันที่ 2008-06-01
- ^ Gilman, Sander L.; Zhou, Xun (2004), Smoke: A Global History of Smoking, Reaktion Books, ISBN 1-86189-200-4
- ^ Young, T. Kue (2005), Population Health: Concepts and Methods, Oxford University Press, ISBN 0-19-515854-7
- ^ 83.0 83.1 83.2 spartacus.schoolnet.co.uk.
- ^ Pauley, 2003. Pp. 119
- ^ 85.0 85.1 Perry Biddiscombe "Dangerous Liaisons: The Anti-Fraternization Movement in the US Occupation Zones of Germany and Austria, 1945-1948", Journal of Social History 34.3 (2001) 611-647
- ^ William L. Shirer, The Rise and Fall of the Third Reich (Touchstone Edition) (New York: Simon & Schuster, 1990) , ISBN 0-671-72868-7, หัวข้อ "Education in the Third Reich" (pp. 248-256) , esp. pp. 254-256. The following quotation from p. 254 typifies the Shirer narrative:
I listened to women leaders of the B.D.M.—they were invariably of the plainer type and usually unmarried—lecture their young charges on the moral and patriotic duty of bearing children for Hitler's Reich—within wedlock if possible, but without it if necessary.
- ^ JONATHAN OLSEN "How Green Were the Nazis? Nature, Environment, and Nation in the Third Reich (review)" Technology and Culture - Volume 48, Number 1, January 2007, pp. 207-208
- ^ Review of Franz-Josef Brueggemeier, Marc Cioc, and Thomas Zeller, eds, "How Green Were the Nazis?: Nature, Environment, and Nation in the Third Reich" Wilko Graf von Hardenberg, H-Environment, H-Net Reviews, October, 2006.
- ^ Hartmut M. Hanauske-Abel, Not a slippery slope or sudden subversion: German medicine and National Socialism in 1933, BMJ 1996; p. 1453-1463
- ^ kaltio.fi.
- ^ Martin Kitchen (2006). A History of Modern Germany, 1800-2000. Blackwell Publishing. pp. p278. ISBN 1405100400.
- ^ Bruce Braun, Noel Castree (1998). Remaking Reality: Nature at the Millennium. Routledge. pp. p92. ISBN 0415144930.
- ^ Frank Uekötter (2006). The Green and the Brown: A History of Conservation in Nazi Germany. Cambridge University Press. pp. p57. ISBN 0521848199.
- ^ C. Ray Greek, Jean Swingle Greek (2002). Sacred Cows and Golden Geese: The Human Cost of Experiments on Animals. Continuum International Publishing Group. pp. p90. ISBN 0826414028.
- ^ United States Holocaust Memorial Museumushmm.org. สืบค้นวันที่ 2007-08-15
- ^ จากหน้า http://www.mazal.org/archive/DACHPHO/Dach02.htm ซึ่งสามารถแปลได้ว่า: "หัวหน้าหน่วยตำรวจแห่งกรุงมิวนิก, ฮิมม์เลอร์, ได้ออกประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า: เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ค่ายกักกันแห่งแรกได้เปิดใช้งานที่ดาเชาโดยมีจัดให้มีนักโทษกว่า 5,000 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นพวกคอมมิวนิสต์และพวกไรช์บันเนอร์และเจ้าหน้าที่ของพรรคสังคมประชาธิปไตยผู้ซึ่งได้คุกคามความปลอดภัยของรัฐจะถูกจับกุมด้วยถ้าจำเป็น ซึ่งในระยะยาวแล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บตัวนักโทษให้แยกจากกันในเรือนจำของรัฐ และบุคคลเหล่านี้ไม่สามารถถูกปล่อยตัวได้เนื่องจากความพยายามของพวกเขาที่จะยืนกรานและเจตนาที่จะสร้างความวุ่นวายในประเทศ ทันทีที่พวกเขาได้รับการปล่อยตัว"
- ^ Kershaw, Ian. 2000, 4th edition. The Nazi Dictatorship; Problems & Perspectives of Interpretation. New York: Oxford University Press. P. 111.
- ^ Scobie, Alexander. Hitler's State Architecture: The Impact of Classical Antiquity. University Park: Pennsylvania State University Press, 1990. ISBN 0-271-00691-9. Pp. 92.
- ^ Kinobesuche in Deutschland 1925 bis 2004 Spitzenorganisation der Filmwirtschaft e. V (เยอรมัน)
- ^ Richard Steigmann–Gall, The Holy Reich: Nazi Conceptions of Christianity, 1919–1945 (Cambridge: Cambridge University Press, 2003) p. 5
- ^ Was Jesse Owens snubbed?. History News Network. สืบค้นวันที่ 2008-08-23 “The facts are simple. Hitler did not congratulate Owens, but that day he didn't congratulate anybody else either, not even the German winners. As a matter of fact, Hitler didn't congratulate anyone after the first day of the competition. That first day he had shaken hands with all the German victors, but that had gotten him in trouble with the members of the Olympic Committee. They told him that to maintain Olympic neutrality, he would have to congratulate everyone or no one. Hitler chose to honor no one.”
- ^ "'Hitler's Pawn' on HBO: An Olympic Betrayal", New York Times, July 7, 2004. สืบค้นวันที่ 2008-07-04
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] ประวัติศาสตร์
- ประวัติศาสตร์เยอรมนี
- จักรวรรดิไรช์ที่หนึ่ง
- จักรวรรดิไรช์ที่สอง
- สาธารณรัฐไวมาร์
- อภิธานศัพท์จักรวรรดิไรช์ที่สาม
[แก้] การเมือง
[แก้] สังคม
- ศิลปะแห่งจักรวรรดิไรช์ที่สาม
- สถาปัตยกรรมแห่งจักรวรรดิไรช์ที่สาม
- การศึกษาในจักรวรรดิไรช์ที่สาม
- ดนตรีแห่งจักรวรรดิไรช์ที่สาม
- สวัสดิกะ
- การทหารแห่งจักรวรรดิไรช์ที่สาม
[แก้] หนังสืออ่านเพิ่มเติม
- William Sheridan Allen. The Nazi Seizure of Power : the Experience Of A Single German Town, 1922–1945 by New York ; Toronto: F. Watts, 1984. ISBN 0-531-09935-0.
- Gisela Bock "Racism and Sexism in Nazi Germany: Motherhood, Compulsory Sterilization, and the State" from When Biology Became Destiny: Women in Weimar and Nazi Germany edited by Renate Bridenthal, Atina Grossmann, and Marion Kaplan, New York: Monthly Review Press, 1984.
- Karl Dietrich Bracher. The German Dictatorship; The Origins, Structure, and Effects of National Socialism; New York, Praeger 1970.
- Michael Burleigh. The Third Reich: A New History, 2002. ISBN 0-8090-9326-X. Standard scholarly history, 1918–1945.
- Martin Broszat. German National Socialism, 1919–1945 translated from the German by Kurt Rosenbaum and Inge Pauli Boehm, Santa Barbara, Calif.: Clio Press, 1966.
- Martin Broszat. The Hitler State: The Foundation and Development Of The Internal Structure Of The Third Reich. Translated by John W. Hiden. London: Longman, 1981. ISBN 0-582-49200-9.
- Richard J. Evans. The Coming of the Third Reich. ISBN 0-14-100975-6, standard scholarly history to 1933
- Richard J. Evans. The Third Reich in Power 2005 ISBN 1-59420-074-2. the latest and most scholarly history
- Richard Grunberger. A Social History of the Third Reich 1974 ISBN 0-14-013675-4.
- Klaus Hildebrand. The Third Reich London: G. Allen & Unwin, 1984 ISBN 0-04-943033-5.
- Andreas Hillgruber Germany and the two World Wars, Cambridge, Mass. : Harvard University Press, 1981 ISBN 0-674-35321-8.
- Heinz Höhne. The Order of the Death's Head: The Story of Hitler's SS. Translated by Richard Barry. London: Penguin Books, 1971.
- David Irving. Hitler's War. London: Focal Point Publications. ISBN 1-872197-10-8.
- Ian Kershaw. The Nazi Dictatorship: Problems and Perspectives of Interpretation, 4th ed. London: Arnold, 2000. ISBN 0-340-76028-1
- Claudia Koonz. Mothers In The Fatherland: Women, the Family, and Nazi Politics. New York: St. Martin's Press, 1987. ISBN 0-312-54933-4.
- Claudia Koonz. The Nazi Conscience. Cambridge, Mass.: The Belknap Press of Harvard University Press, 2003.
- Guido Knopp. Hitler's Henchmen. 1998. Sutton Publishing, 2005. ISBN 0-7509-3781-5.
- Christian Leitz, ed. The Third Reich: The Essential Readings. Oxford, UK: Blackwell Publishers, 1999. ISBN 0-631-20700-7.
- Richard Overy & Timothy Mason "Debate: Germany, “Domestic Crisis” and War in 1939" pages 200-240 from Past and Present, Number 122, February 1989.
- Eric Michaud, The Cult of Art in Nazi Germany, translated by Janet Lloyd, Stanford: Stanford University Press, 2004. ISBN 0-8047-4327-4.
- Hans Mommsen. From Weimar to Auschwitz Princeton, N.J.: Princeton University Press, 1991. ISBN 0-691-03198-3.
- Roger Moorhouse. Killing Hitler. London: Jonathan Cape, 2006. ISBN 0-224-07121-1.
- Detlev Peukert. Inside Nazi Germany: Conformity, Opposition and Racism in Everyday Life. London: Batsford, 1987. ISBN 0-7134-5217-X.
- Hans Rothfels. The German Opposition to Hitler: An Assessment Longwood Pr Ltd: London 1948, 1961, 1963, 1970 ISBN 0-85496-119-4.
- William L. Shirer. The Rise and Fall of the Third Reich. ISBN 0-671-72868-7
- David Schoenbaum Hitler’s Social Revolution; Class and Status in Nazi Germany, 1933-1939, Garden City, N.Y. Doubleday, 1966.
- The Nazi Elite edited by Ronald Smelser and Rainer Zitelmann, translated by Mary Fischer, New York : New York University Press, 1993, ISBN 0-8147-7950-6.
- Henry Ashby Turner. German Big Business and the Rise of Hitler. New York: Oxford University Press, 1985. ISBN 0-19-503492-9.
- Alfred Sohn-Rethel. Economy and Class Structure of German Fascism. London, CSE Bks, 1978. ISBN 0-906336-00-7
- Sir John Wheeler-Bennett. The Nemesis of Power: The German Army in Politics 1918–1945, Palgrave Macmillan: London: 1953, 1964, 2005 ISBN 1-4039-1812-0.
- Christian Zenter and Friedemann Bedurftig. The Encyclopedia of the Third Reich. Munich: Sudwest Verlag GmbH & co. KG.
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- จักรวรรดิไรช์ที่สาม (อังกฤษ)
- ภาพถ่ายการล่มสลายของจักรวรรดิไรช์ที่สาม (อังกฤษ)
- พิพิธภัณฑ์ออนไลน์ (เยอรมัน)
