การทัพมาลายา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การทัพมาลายา
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามมหาสมุทรแปซิฟิก
ในสงครามโลกครั้งที่สอง
Japanese troops mopping up in Kuala Lumpur.jpg
กองทัพญี่ปุ่นรุกเข้ายึดเมืองกัวลาลัมเปอร์
วันที่ 8 ธันวาคม 1941 -- 31 มกราคม 1942
สถานที่ บริติชมาลายา
ผลลัพธ์ ฝ่ายญี่ปุ่นได้รับชัยชนะ
คู่ขัดแย้ง
กองบัญชาการมาลายา:

ธงชาติของอินเดีย กองพลน้อยอินเดียที่ 3
ธงชาติของออสเตรเลีย กองพลที่ 8
ธงชาติของมาเลเซีย กรมทหารมาลายา
Flag of the United Kingdom กองพลน้อยทหารราบที่ 53

กองทัพที่ 25:

Flag of the Empire of Japan ทหารรักษาพระองค์ญี่ปุ่น
Flag of the Empire of Japan กองพลที่ 5
Flag of the Empire of Japan กองพลที่ 18
Flag of the Empire of Japan กองพลบินที่ 3
Flag of the Empire of Japan กองเรือเล็กบรรทุกอากาศยานที่ 22
ธงชาติของไทย กองทัพบกไทย

ผู้บังคับบัญชา
Flag of the United Kingdom อาเธอร์ เพอร์ซิวาล

Flag of the United Kingdom ลูอิส ฮีธ
Flag of the United Kingdom เฮนรี กอร์ดอน เบนเน็ตต์
Flag of the United Kingdom เมอร์ตัน เบควิธ-สมิธ

Flag of the Empire of Japan โทะโมะยุกิ ยะมะชิตะ

Flag of the Empire of Japan ทะคุมะ นิชิมุระ
Flag of the Empire of Japan ทะคุโร มะสึอิ
Flag of the Empire of Japan เร็นยะ มุตะงุจิ
ธงชาติของไทย แปลก พิบูลสงคราม

กำลัง
กำลังพล 140,000 คน [1]
อากาศยาน 158 ลำ
กำลังพล 70,000 คน
อากาศยาน 568 ลำ
รถถัง 200 คัน
กำลังพลสูญเสีย
ตาย 5,500 คน
บาดเจ็บ 5,000 คน
ตกเป็นเชลย 40,000 คน[2]
ตาย 1,793 คน
บาดเจ็บ 3,378 คน[3]

การทัพมาลายา เป็นชุดเหตุการณ์การรบระหว่างกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรกับกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในบริติชมาลายา (มาลายาของบริเตน) นับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ถึงวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1942 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การรบที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นการรบทางบกระหว่างหน่วยรบต่างๆ ของเครือจักรภพอังกฤษและกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่น สำหรับสหราชอาณาจักร อินเดีย ออสเตรเลีย และสหพันธรัฐมาลายาแล้ว ยุทธการครั้งนี้นับได้ว่าเป็นหายนะ

ยุทธการนี้เป็นที่จดจำจากการใช้ทหารราบจักรยาน (bicycle infantry) ซึ่งช่วยให้กองกำลังสามารถขนย้ายยุทธปัจจัยและเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วในภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบ กรมทหารช่างหลวงของอังกฤษ (Royal Engineers) ได้ทำลายสะพานนับร้อยแห่งด้วยระเบิดระหว่างการล่าถอย ซึ่งช่วยให้สามารถถ่วงเวลาการรุกของกองทัพญี่ปุ่นได้เล็กน้อย เมื่อญี่ปุ่นสามารถยึดสิงคโปร์ได้สำเร็จนั้น ปรากฏว่าสหราชอาณาจักรสูญเสียกำลังรบ 9,600 นาย[4]

เนื้อหา

ภูมิหลัง [แก้]

ในระหว่างช่วงสงคราม ยุทธศาสตร์การทหารของกองทัพสหราชอาณาจักรในภูมิภาคตะวันออกไกลอยู่ในสภาพย่ำแย่เนื่องจากขาดทั้งความระมัดระวังและเงินทุน แผนการของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในกรณีที่เกิดความเป็นศัตรูใดๆ ก็ตามนั้น พึ่งพากับการประจำการของกองเรือรบที่เข้มแข็งในฐานทัพเรือสิงคโปร์เป็นหลัก เพื่อป้องกันทั้งการยึดครองของสหราชอาณาจักรในภูมิภาคตะวันออกไกลและเส้นทางเดินเรือสู่ออสเตรเลีย การดำรงอยู่ของทัพเรือที่เข้มแข็งเช่นนี้ถูกถือว่าเป็นการแสดงออกซึ่งการขัดขวางบัรรดาผู้รุกรานที่อาจเป็นไปได้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. 1940 พลโทไลโอเนล บอนด์ (Lionel Bond) ผู้บัญชาการกองทัพมลายา ได้ยอมรับว่าการป้องกันสิงค์โปร์อย่างได้ผลนั้นจำเป็นต้องอาศัยการปัองกันจากทั่วทั้งคาบสมุทร และฐานทัพเรือเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงที่จะขัดขวางการบุกของญี่ปุ่นได้[5] ยุทธศาสตร์การป้องกันของสหราชอาณาจักรจึงขึ้นอยู่กับสมมติฐานสองประการ อย่างแรกคือจะต้องมีการเตือนภัยแต่เนิ่นๆ ในเวลาที่เพียงพอที่จะให้มีการระดมกำลังเสริมของกองทัพสหราชอาณาจักรได้ อย่างที่สองคือทางสหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือในกรณีที่เกิดการโจมตีขึ้น แต่เมื่อถึงปลาย ค.ศ. 1941 ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสมมติฐานทั้งสองประการนี้ไม่มีทางที่จะเป็นจริงได้[5]

ในช่วงที่เริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 การจัดสรรกำลังพลและทรัพยากรได้เน้นความสำคัญไปที่เมืองแม่ของสหราชอาณาจักรและตะวันออกกลางในระดับสูงยิ่ง ความต้องการกำลังอากาศยานจำนวน 300-500 ของกองทัพอากาศมลายาไม่เคยได้รับการตอบสนอง เมื่อกองทัพญี่ปุ่นทำการบุก ฝ่ายญี่ปุ่นมีกำลังรบเป็นรถถังจำนวน 200 กว่าคัน ประกอบด้วยรถถัง "ไทป์ 95 ฮะ-โงะ", "ไทป์ 97 ชิ-ฮะ", "ไทป์ 89 อิ-โงะ" และ "ไทป์ 97 เตะ-เกะ"[6] ส่วนกำลังรบของฝ่ายวงไพบูลย์ร่วมของสหราชอาณาจักร (Commonwealth) ประกอบด้วยรถหุ้มเกราะ แลนเชสเตอร์ 6x4 (Lanchester 6x4 Armoured Car), รถหุ้มเกราะ มาร์มอน-เฮอร์ริงตัน (Marmon-Herrington Armoured Car), Universal Carrier และรถถังเบา MK-VI (Light Tank Mk VI) อีกเพียงจำนวนเล็กน้อย ซึ่งไม่เพียงพอจะใช้ในการทำสงครามยานเกราะ (armoured warfare) ได้[7] กองทัพสหราชอาณาจักรมีแผนที่จะชิงทำการบุกภาคใต้ของประเทศไทยก่อนฝ่ายญี่ปุ่นภายใต้ชื่อปฏิบัติการมาทาดอร์ เพื่อยับยั้งการยกพลขึ้นบกของกองทัพญี่ปุ่น แต่ได้ระงับการดำเนินแผนการไป[ต้องการอ้างอิง]

การรุกของฝ่ายอักษะ [แก้]


สงครามทางอากาศ [แก้]

รุกคืบลงใต้สู่คาบสมุทรมลายา [แก้]

การป้องกันเมืองยะโฮร์ [แก้]

ถอนทัพจากสิงคโปร์ [แก้]

สะพานข้ามทางน้ำในสิงคโปร์ถูกระเบิดทิ้งหลังจากการถอนทัพของฝ่ายสัมพันธมิตร

รายชือยุทธการ [แก้]

ดูเพิ่ม [แก้]

เชิงอรรถ [แก้]

  1. Frank Owen (2001). The Fall of Singapore. England: Penguin Books. ISBN 0-14-139133-2. 
  2. Altogether Allied forces lost 7,500 killed, 10,000 wounded and about 120,000 captured for the entire Malayan Campaign
  3. Smith, Colin (2006). Singapore Burning. Penguin Books. p. 547. ISBN 0-141-01036-3. 
  4. Generals At War. Nicholas Rowe, Alistair Irwin. National Geographic Channel, Singapore. 21 September 2009. 60 minutes in.
  5. 5.0 5.1 Bayly/Harper, p. 107
  6. Bayly/Harper, p. 110
  7. Klemen, L. "100th Indian Indp. Light Tank Squadron, Malaya 1942". The Netherlands East Indies 1941–1942. 

อ้างอิง / เอกสารอ่านเพิ่มเติม [แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]

อ้างอิง [แก้]