แนวรบด้านตะวันออก (สงครามโลกครั้งที่สอง)
|
|||||
แนวรบด้านตะวันออกในสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเขตสงครามระหว่างนาซีเยอรมนี พันธมิตรอักษะในทวีปยุโรป สหภาพโซเวียต และชาติซึ่งเข้าร่วมกับประเทศทั้งสอง กินอาณาบริเวณยุโรปตะวันออก บางส่วนของยุโรปเหนือและยุโรปใต้ ระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 ยุทธบริเวณดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในหลายชื่อ ชื่อที่รู้จักกันมาก ได้แก่ "สงครามกู้ชาติอันยิ่งใหญ่" (รัสเซีย: Великая Отечественная война) ในสหภาพโซเวียต; แนวรบด้านตะวันออก (เยอรมัน: die Ostfront)[2], การทัพตะวันออก (เยอรมัน: der Ostfeldzug) หรือ การทัพรัสเซีย (เยอรมัน: der Rußlandfeldzug) ในเยอรมนี[3][4]
การรบบนแนวรบด้านตะวันออกถือได้ว่าเป็นการเผชิญหน้าทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากปรากฏความรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน การทำลายไม่เลือกหน้า การเนรเทศขนานใหญ่ รวมไปถึงการสูญเสียชีวิตอย่างมโหฬารเนื่องจากการบ ความอดอยาก โรคระบาด และการสังหารหมู่ นอกจากนี้ แนวรบด้านตะวันออกยังเป็นที่ตั้งของค่ายกักกัน การเดินขบวนแห่งความตาย เก็ตโต และการสังหารหมู่เกือบทั้งหมด จนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของการล้างชาติโดยนาซี จากตัวเลขผู้เสียชีวิตราว 50-70 ล้านคนในสงครามโลกครั้งที่สอง ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตราว 30 ล้านคนในแนวรบด้านตะวันออก[III] เกือบครึ่งหนึ่งของความสูญเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง แนวรบด้านตะวันออกถือได้ว่ามีส่วนสำคัญในการตัดสินผลของสงครามโลกครั้งที่สอง และถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญอันนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของเยอรมนี[5] ผลของสงครามทำให้นาซีเยอรมนีล่มสลาย การแบ่งประเทศเยอรมนี และการก้าวขึ้นสู่รัฐอภิมหาอำนาจทางทหารและอุตสาหกรรมของสหภาพโซเวียตในสงครามเย็น
เนื้อหา
|
[แก้] เบื้องหลัง
สนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพในเดือนสิงหาคม 1939 เป็นการสร้างข้อตกลงไม่รุกรานระหว่างนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียต และยังมีข้อตกลงลับระหว่างสองประเทศที่กำหนดการแบ่งดินแดนฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย โปแลนด์และโรมาเนีย ทั้งสองประเทศทำการแบ่งโปแลนด์หลังจากการรุกรานเมื่อปี ค.ศ. 1939 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1939 สหภาพโซเวียตโจมตีฟินแลนด์ในสงครามฤดูหนาว ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 หลังจากการข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง สหภาพโซเวียตได้มีชัยชนะในสงครามการทูตเหนือโรมาเนียและรัฐบอลติกทั้งสาม ทำให้สหภาพโซเวียตได้รวมเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตน ถึงแม้ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวจะถือว่าผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐตะวันตกส่วนใหญ่[6] สนธิสัญญาดังกล่าวยังอนุญญาตให้สหภาพโซเวียตยึดครองภูมิภาคทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของโรมาเนียอีกด้วย โดยดินแดนดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็นของสาธารณรัฐโซเวียตยูเครนและมอลโดวา
[แก้] อุดมการณ์
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้บอกเล่าในอัตชีวประวัติของตน ไมน์คัมพพ์ ถึงความจำเป็นของแนวคิดเลเบนสเรามม์ (เยอรมัน: Lebensraum) ซึ่งเป็นการขยายอาณาเขตที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวเยอรมันได้ตั้งรกรากใหม่ในทวีปยุโรปตะวันออก เขายังได้กล่าวว่าชาวเยอรมันที่ตั้งรกรากอยู่ที่นั่นจะถือว่าเป็นชนชาติอันยิ่งใหญ่ โดยชนพื้นเมืองจะต้องถูกสังหารหรือเนรเทศส่วนใหญ่ไปยังไซบีเรีย ส่วนที่เหลือจะถูกใช้เป็นแรงงานทาส[7] สำหรับสมาชิกพรรคนาซีที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ การต่อสู้กับสหภาพโซเวียตจะเป็นการต่อสู้ระหว่างชาติสังคมนิยมกับคอมมิวนิสต์ และระหว่างเชื้อชาติอารยันกับเชื้อชาติสลาฟ ซึ่งถูกมองว่าเป็นพวกต่ำกว่ามนุษย์[8] ฮิตเลอร์กล่าวถึงมันด้วยคำที่ต่างออกไป โดยเรียกว่า "สงครามแห่งการทำลายล้าง" ในแผนการที่เรียกว่าเจเนรัลพลันโอสท์ ประชากรของยุโรปตะวันออกส่วนที่ถูกยึดครองและสหภาพโซเวียตบางส่วนจะถูกเนรเทศไปยังไซบีเรียตะวันตก โดยบางส่วนจะถูกใช้เป็นทาสและถูกกำจัดทิ้งในที่สุด ดินแดนที่ถูกพิชิดได้จะกลายสภาพไปเป็นอาณานิคมของเยอรมนีหรือผู้ตั้งถิ่นฐาน "ที่ถูกทำให้เป็นเยอรมัน"[9] นอกเหนือจากนั้น พวกนาซียังได้มุ่งมั่นที่จะขจัดประชากรชาวยิวจำนวนมากในยุโรปตะวันออกด้วย[10] ในส่วนหนึ่งของความพยายามของนาซีที่จะกำจัดชาวยิวในทวีปยุโรปทั้งหมด[11]
ฝ่ายสหภาพโซเวียต ภายใต้การนำของโจเซฟ สตาลิน วางแผนที่จะขยายอุดมการณ์ลัทธิมาร์กซ์-เลนินและเข้าให้ความช่วยเหลือแก่ความคืบหน้าของการปฏิวัติโลก ในความเป็นจริง สตาลินได้ปฏิบัติตามหลักการสังคมนิยมประเทศเดียวและใช้หลักการดังกล่าวสร้างความชอบธรรมแก่การทำให้สหภาพโซเวียตกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 นาซีเยอรมนี ซึ่งวางตัวเป็นรัฐที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างต่อเนื่อง และได้ยืนยันฐานะของตนอย่างเป็นทางการด้วยการลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากลร่วมกับญี่ปุ่น[12] และอิตาลี[13][14] นับเป็นขั้วตรงข้ามทางอุดมการณ์โดยตรงกับสหภาพโซเวียต ความตึงเครียดจากอุดมการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นสงครามตัวแทนระหว่างนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียต[15] ซึ่งในปี ค.ศ. 1936 เยอรมนีและฟาสซิสต์อิตาลีได้เข้าไปมีส่วนพัวพันในสงครามกลางเมืองสเปน โดยให้การสนับสนุนฝ่ายชาตินิยมสเปน ภายใต้การนำของฟรานซิสโก ฟรังโก ในขณะที่ฝ่ายโซเวียตให้การสนับสนุนสาธารณรัฐสเปนที่สอง[13] ซึ่งเป็นพวกสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์[16]
เหตุการณ์อันชลูสส์ ในปี ค.ศ. 1938 และการชิงดินแดนจากเชโกสโลวาเกียได้แสดงถึงความเป็นไปไม่ได้ที่จะส่งระบบความมั่นคงร่วมกันในทวีปยุโรป[17] ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของโซเวียต แม็กซิม ลิทวินอฟ[18][19] ความล้มเหลวดังกล่าว ตลอดจนความไร้ความสามารถที่สหภาพโซเวียตไม่อาจลงนามในพันธมิตรทางทหารและทางการเมืองเพื่อต่อต้านเยอรมนีอย่างเต็มรูปแบบกับอังกฤษและฝรั่งเศส[20] ได้นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างสหภาพโซเวียตกับเยอรมนีในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1939[21] การลงนามดังกล่าวได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการโฆษณาชวนเชื่อของโซเวียตอย่างใหญ่หลวง นาซีไม่ถูกแสดงว่าเป็นศัตรูอีกต่อไป และสื่อสหภาพโซเวียตได้แสดงให้เห็นว่าเยอรมนีเป็นกลาง และกล่าวโทษโปแลนด์ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสว่าเป็นผู้ก่อสงคราม อย่างไรก็ตาม หลังจากเยอรมนีโจมตีสหภาพโซเวียต รัฐบาลก็ได้เปลี่ยนแปลงทันควันเพื่อสนับสนุนการขับไล่อนารยชนฟาสซิสต์
[แก้] การตัดสินใจทำสงคราม
เป็นช่วงเวลาเกือบสองปีที่แนวชายแดนเยอรมนี-โซเวียตคงความสงบอยู่ ขณะที่เยอรมนีรุกรานเดนมาร์ก นอร์เวย์ ฝรั่งเศส กลุ่มประเทศต่ำและคาบสมุทรบอลข่าน ฮิตเลอร์มีความตั้งใจที่จะฉีกสนธิสัญญาไม่รุกรานและโจมตีสหภาพโซเวียต ความพยายามของฮิตเลอร์กลายเป็นรูปเป็นร่างเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิของปี 1940 ฮิตเลอร์เชื่อว่าสหภาพโซเวียตจะต้องยอมจำนนอย่างง่ายดายหลังจากต้องเผชิญกับการโหมกระหน่ำบุกของกองทัพเยอรมัน และสงครามน่าจะยุติลงก่อนที่ฤดูหนาวอันทารุณในสหภาพโซเวียตจะมาถึง
บางคนมีความเห็นว่าโจเซฟ สตาลินมีความกลัวที่จะทำสงรามกับเยอรมนี หรือไม่คาดว่าเยอรมนีจะทำสงครามสองด้าน และไม่ต้องการรบกวนฮิตเลอร์ บางคนบอกว่าสตาลินต้องการให้เยอรมนีทำสงครามกับประเทศทุนนิยมอื่น อีกแง่มุมหนึ่งก็คือ สตาลินเชื่อว่าสงครามจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1942 เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสิ้นแล้ว และไม่เชื่อว่าสงครามจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นอย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่าเยอรมนีจะรวบรวมกองทัพขนาดใหญ่ไว้ในโปแลนด์ตะวันออก และใช้เครื่องบินสำรวจเหนือแนวชายแดนหลายรอบ แต่สตาลินละเลยสัญญาณดังกล่าว รวมไปถึงหน่วยสืบราชการลับด้วยเช่นกัน ไม่กี่คืนก่อนหน้าการรุกรานจะเริ่มต้น ทหารโซเวียตได้รับคำสั่งที่ลงนามโดยจอมพลแซมยอน ติโมเชนโก และนายพลกิออร์กี้ ชูคอฟ ตามคำสั่งของสตาลินว่า "ห้ามตอบโต้การกระทำใด ๆ" และ "ห้ามลงมือต่อข้าศึกโดยปราศจากคำสั่งโดยตรง" การโจมตีสหภาพโซเวียตของเยอรมนีทำให้นายพลระดับสูงของโซเวียตพากันแปลกใจ แม้ว่าสตาลินจะได้รับรายงานของหน่วยข่าวกรองเตือนว่าจะมีการรุกรานก็ตาม
[แก้] ลำดับเหตุการณ์
[แก้] ปฏิบัติการบาร์บารอสซา : ฤดูร้อน 1941
-
ดูบทความหลักที่ ปฏิบัติการบาร์บารอสซา
ปฏิบัติการบาร์บารอสซาเริ่มต้นขึ้นเมื่อรุ่งอรุณของวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 กองทัพเยอรมันสามารถทำลายสายโทรเลขทั้งหมดในมณฑลทหารบกทางชายแดนด้านตะวันตกของสหภาพโซเวียตทั้งหมด เพื่อทำลายการติดต่อสื่อสารกันในกองทัพโซเวียต[22] เมื่อเวลา 3.15 น. ของวันนั้น กองทัพเยอรมันกว่า 99 กองพล จากทั้งหมด 190 กองพล (ในจำนวนนี้รวมไปถึงกองพลแพนเซอร์ 14 กองพล และกองพลยานยนต์อีก 10 กองพล) จัดวางกำลังตามแนวชายแดนติดกับสหภาพโซเวียต โดยเริ่มทำการรบจากทะเลบอลติกไปยังทะเลดำ โดยได้รับกำลังเพิ่มเติมจากโรมาเนียอีก 10 กองพล 9 กองพลน้อย และฮังการี่ 4 กองพลน้อย[23] ในวันนี้เช่นกันที่มณฑลทหารบอลติกและมณฑลทหารพิเศษเคียฟ ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นแนวรบด้านตะวันตกเฉียงเหนือและแนวรบด้านตะวันตกเฉียงใต้ตามลำดับ เป็นเวลากว่าสามเดือนที่การโจมตีสามทิศทางของฝ่ายอักษะไม่สามารถถูกยับยั้งได้ จากผลของการปิดล้อมโดยกองพลรถถัง ทำให้กองทัพโซเวียตนับล้านตกอยู่ในวงล้อม และถูกบดขยี้โดยทหารราบที่ตามมาเบื้องหลัง ส่วนกองพลแพนเซอร์ก็ทำการรุดหน้าต่อ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหลักการของการโจมตีสายฟ้าแลบ ทางด้านกองทัพอากาศเยอรมันก็ทำการโจมตีสนามบินของฝ่ายโซเวียต และสามารถทำลายเครื่องบินโซเวียตที่จอดอยู่บนพื้นดินอันประกอบด้วยเครื่องบินที่กำลังล้าสมัยอยู่เป็นจำนวนมากก่อนที่นักบินโซเวียตจะนำเครื่องบินขึ้นได้ทัน
เป้าหมายของกองทัพกลุ่มเหนือ คือ เลนินกราด โดยผ่านทางทะเลบอลติก อันประกอบด้วยกองทัพที่ 16 กองทัพที่ 18 และกองทัพแพนเซอร์ที่ 4 และจะเคลื่อนทัพผ่านลิทัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย พีซคอฟ ออบลัสท์ และนอฟโกรอด ออบลัสท์
ส่วนกองทัพกลุ่มกลาง ซึ่งประกอบไปด้วยกองทัพแพนเซอร์สองกลุ่ม (กลุ่มกองทัพแพนเซอร์ที่ 2 และ 3) ซึ่งเดินทัพขึ้นไปทางเหนือและใต้ของเบรสท์-ลีตอฟสก์ และมาบรรจบกันทางตะวันออกของเมืองมินสก์ ตามด้วยกองทัพที่ 2 กองทัพที่ 4 และกองทัพที่ 9 กองทัพแพนเซอร์ผสมได้เคลื่อนทัพไปจนถึงแม่น้ำเบเรซีนา ในเวลาเพียงหกวัน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นกว่า 650 กิโลเมตร ส่วนเป้าหมายต่อไปของพวกเขา คือ การข้ามแม่น้ำดเนย์เปียร์ ซึ่งประสบความสำเร็จเมื่อถึงวันที่ 11 กรกฎาคม หลังจากนั้น ก็เดินทัพต่อไปยังสโลเมนสก์ ซึ่งถูกตีแตกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม แต่ว่าการรบในเขตเมืองสโลเมนสก์ได้ทำให้การบุกของเยอรมนีต้องหยุดชะงักจนถึงกลางเดือนกันยายน และเป็นการบ่อนทำลายประสิทธิภาพของบลิตซครีกได้เป็นอย่างดี
ด้านกองทัพกลุ่มใต้ ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มกองทัพแพนเซอร์ที่ 1 กับกองทัพที่ 6 กองทัพที่ 11 และกองทัพที่ 17 ได้รับคำสั่งให้เดินทัพผ่านแคว้นกาลิเซียเข้าสู่ยูเครน แต่ทว่าการเคลื่อนทัพของกองทัพกลุ่มใต้เป็นไปอย่างเชื่องช้า และได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากยุทธการรถถังครั้งสำคัญ เมื่อนครเคียฟแตกเมื่อถึงกลางเดือนกรกฎาคม กองทัพที่ 11 กับกองทัพโรมาเนียสองกองทัพได้เคลื่อนผ่านเบสซาราเบียไปยังโอเดสซา ส่วนกลุ่มกองทัพแพนเซอร์ที่ 1 ได้แยกตัวไปโจมตีทางเดนเปียร์ (ภาคตะวันตกของ ดนีโปรเปโตรฟ ออบลัสท์) จากนั้นก็สมทบกับกองทัพส่วนที่เหลือที่อูมาน ซึ่งสามารถปิดล้อมและจับเชลยศึกชาวโซเวียตได้มากกว่า 100,000 นาย
ระหว่างที่กองทัพโซเวียตยังคงถอยร่นอยู่หลังแนวแม่น้ำดเนย์เปียร์และแม่น้ำดวีนา สตาฟกาของโซเวียตก็มุ่งความสนใจในการอพยพช่างอุตสาหกรรมทางแคว้นด้านตะวันตกออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และถูกส่งออกไปให้พ่นจากเขตแนวหน้า และสร้างขึ้นใหม่ในแถบเทือกเขาอูราล เทือกเขาคอเคซัส เอเชียกลางและไซบีเรียตะวันออกเฉียงใต้ พลเรือนส่วนใหญ่ถูกทิ้งเอาไว้ เพื่อจะได้ขนส่งคนงานและอุปกรณ์อุตสาหกรรมไปทางตะวันออก พวกเขาเหล่านั้นถูกทิ้งให้เผชิญกับความเมตตาของกองทัพฝ่ายผู้รุกราน
ภายหลังจากที่เมืองสโลเมนสก์ถูกยึด และกองทัพเยอรมันมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำลูกา กองทัพกลุ่มเหนือและกลุ่มกลางก็บรรลุวัตถุประสงค์แรกได้แล้ว นั่นคือ ข้ามและรักษา "สะพานบก" ซึ่งเชื่อมระหว่างแม่น้ำดเนย์เปียร์และแม่น้ำดวีนา การรุกรานกรุงมอสโก ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 400 กิโลเมตรจึงเริ่มต้นขึ้น
เหล่านายพลของเยอรมนีได้เสนอให้มีการโจมตีมอสโกในทันที แต่ว่าฮิตเลอร์มีความเห็นที่แตกต่างออกไป เขาอ้างถึงความสำคัญของทรัพยากรทางเกษตรกรรมและเหมืองแร่ของยูเครน รวมไปถึงเขตอุตสาหกรรม ถ้าหากตกอยู่ในการครอบครองของเยอรมนี โดยไม่กล่าวถึงกำลังเสริมจำนวนมากของโซเวียตในแคว้นโกเมล ระหว่างปีกทางทิศใต้ของกองทัพกลุ่มกลาง และปีกทางทิศเหนือของกองทัพกลุ่มใต้ซึ่งยังติดขัดอยู่ คำสั่งดังกล่าวได้ย้ายเอากลุ่มกองทัพแพนเซอร์ที่ 2 ไปทางทิศใต้และโจมตีเคียฟ การรบได้กินเวลาไปตั้งแต่เดือนสิงหาคมและย่างเข้าสู่เดือนกันยายน แต่เมื่อกลุ่มกองทัพแพนเซอร์ที่ 2 เข้าสมทบกับกลุ่มกองทัพแพนเซอรที่ 1 ที่ Lokhvitsa เมื่อวันที่ 14 กันยายน ไม่นานหลังจากนั้น กองทัพเยอรมันสามารถจับเชลยศึกโซเวียตได้กว่า 665,000 นายที่เคียฟ เมื่อวันที่ 19 กันยายน
[แก้] มอสโกและรอสตอฟ : ฤดูใบไม้ร่วง 1941
-
ดูบทความหลักที่ ยุทธการมอสโก และ ยุทธการรอสตอฟครั้งที่หนึ่ง
หลังจากนั้น ฮิตเลอร์ก็ตัดสินใจหันกลับมาโจมตีมอสโกต่อ และได้มีการเปลี่ยนชื่อกลุ่มแพนเซอร์เป็นกองทัพแพนเซอร์ ปฏิบัติการไต้ฝุ่นเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน กองทัพแพนเซอร์ที่ 2 ได้เคลื่อนทัพผ่านถนนจากโอเรล (ซึ่งยึดได้เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม) ไปยังแม่น้ำโอกาที่ Plavskoye ขณะที่กองทัพแพนเซอร์ที่ 4 (ซึ่งถูกโยกย้ายมาจากกองทัพกลุ่มเหนือ) และกองทัพแพนเซอร์ที่ 3 ได้โอบล้อมกองทัพโซเวียตไว้ได้ที่ Vyazma และ Bryansk ทางด้านกองทัพกลุ่มเหนือได้มาหยุดอยู่นอกเมืองเลนินกราด และพยายามที่จะตัดทางรถไฟที่ Tikhvin ไปทางตะวันออก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปิดล้อมเลนินกราดซึ่งกินเวลาไปกว่า 900 วัน ทางเหนือของเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล กองทัพฟินแลนด์มุ่งหน้าไปยังเมืองมูร์แมนสก์ (ปฏิบัติการจิ้งจอกเงิน) แต่ไม่เคยไปได้ไกลกว่าแนวแม่น้ำ Zapadnaya Litsa ซึ่งกองทัพฟินแลนด์ตั้งมั่นเอาไว้
กองทัพกลุ่มใต้ได้ผลักดันกองทัพโซเวียตจากแม่น้ำดเนย์เปียร์ลงไปยังชายฝั่งของทะเลอซอฟ และเคลื่อนทัพผ่านคาร์คอฟ เคิร์สก์ และสตาลิโน กองทัพที่ 11 ได้เคลื่อนทัพไปสู่คาบสมุทรไครเมีย และยึดครองคาบสมุทรทั้งหมดไว้ได้ (ยกเว้นเมืองซาเวสโตปอล) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน เยอรมนียึดรอสตอฟ ซึ่งเป็นทางผ่านไปสู่เทือกเขาคอเคซัส อย่างไรก็ตาม แนวรบของเยอรมนีมีขนาดกว้างใหญ่เกินไป และกองทัพโซเวียตได้ตีโต้หัวหอกของกองทัพแพนเซอร์ที่ 1 บังคับให้ต้องถอยร่นออกจากเมืองและกลับไปยังแม้น้ำ Mius ซึ่งเป็นการล่าถอยอย่างเห็นได้ชัดเป็นครั้งแรกของฝ่ายเยอรมนีในสงคราม
หนึ่งในการบุกครั้งสุดท้ายในวันที่ 15 พฤศจิกายน กองทัพเยอรมันพยายามจะโอบล้อมกรุงมอสโก เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน กองทัพแพนเซอร์ที่ 4 อยู่ห่างจากเครมลินเพียง 30 กิโลเมตร เมื่อกองทัพเยอรมันตั้งมั่นอยู่ที่สถานีรถรางสุดท้ายของสายมอสโกที่ Khimki ขณะที่กองทัพแพนเซอร์ที่ 2 แม้ว่าจะพยายามจนสุดกำลังแล้ว แต่ก็ไม่สามารถยึดเมืองตูลา ซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายก่อนถึงเมืองหลวงของสหภาพโซเวียต หลังจากมีการประชุมขึ้นที่ Orsha ระหว่างหัวหน้าของกองเสนาธิการทหารบก นายพลเฮลเดอร์ กับผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งสาม ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะพุ่งเป้าการโจมตีไปที่มอสโกเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น แต่ได้รับการคัดค้านโดยผู้บัญชาการกองทัพกลุ่มกลาง จอมพลเฟดอร์ วอน บอค ที่บอกว่าควรจะเสี่ยงโชคในสนามรบมากกว่าจะนั่งและรอคอยขณะที่ฝ่ายศัตรูเสริมกำลังของตนเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ผลก็ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่ากองทัพเยอรมันอ่อนแอเกินกว่าจะยึดมอสโกไว้ได้ และการโจมตีต้องหยุดชะงักออกไป จอมพลชาโปชนิคอฟ ได้เริ่มต้นการโจมตีกลับ โดยได้รับกำลังหนุนที่เพิ่งระดมมาใหม่ รวมไปถึงกองพลทหารราบบางส่วนที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ซึ่งถูกโอนมาจากทางตะวันออก หลังจากหน่วยข่าวกรองพิสูจน์แล้วว่าญี่ปุ่นจะวางตัวเป็นกลางในสงครามครั้งนี้
[แก้] โซเวียตตีโต้ : ฤดูหนาว 1941
-
ดูบทความหลักที่ ยุทธการมอสโก และ ยุทธการแห่งคาร์คอฟครั้งที่สอง
ระหว่างช่วงฤดูใบไม้ร่วง สตาลินได้โยกย้ายเอากำลังเสริมที่ใหม่และมีอาวุธพร้อมจากไซบีเรียและภาคพื้นตะวันออกไกลมายังมอสโก (กองกำลังเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อที่จะต้านทานกองทัพญี่ปุ่น แต่หน่วยข่าวกรองโซเวียตได้พบว่าญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะโจมตีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกแทน) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1941 กำลังเสริมเหล่านี้เข้าโจมตีแนวเยอรมันรอบกรุงมอสโก โดยได้รับการสนับสนุนจากรถถังที-34 และรถปล่อยจรวด Katyusha กองกำลังสนับสนุนของโซเวียตนี้ได้เตรียมพร้อมสำหรับการรบในฤดูหนาวเป็นอย่างดี และยังมีกองพันสกีเข้าทำการรบด้วย กองทัพเยอรมันซึ่งเหนื่อยอ่อนและหนาวเหน็บต้องล่าถอยไปเป็นระยะทางกว่า 100 ถึง 250 กิโลเมตร เมื่อถึงวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1942
เมื่อถึงปลายเดือนมกราคม กองทัพโซเวียตก็ทำการบุกอีกครั้งหนึ่ง โดยมุ่งเป้าไปยังส่วนที่เชื่อมต่อกันระหว่างกองทัพกลุ่มเหนือและกองทัพกลุ่มกลาง ระหว่างทะเลสาบ Seliger และเทือกเขารีซเฮฟ และสามารถสร้างช่องว่างระหว่างกองทัพเยอรมันทั้งสองกลุ่มได้ ซึ่งประสานงานกับกองทัพโซเวียตที่รุกมาจาก Kaluga ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของมอสโก โดยทั้งการโจมตีทั้งสองทางจะมาบรรจบกันที่สโมเลนสก์ แต่กองทัพเยอรมันได้รวมกำลังกันและทำให้ทั้งสองกองทัพไม่สามารถบรรจบกันได้ รวมไปถึงสามารถรักษาแนวรบที่ยื่นเข้าไปในดินแดนโซเวียตได้ที่รีซเฮฟ พลร่มโซเวียตที่ส่งไปยังเมือง Dorogobuzh ประสบความล้มเหลว และพลร่มที่รอดชีวิตก็ได้หลบหนีไปยังดินแดนในการยึดครองของพวกพลพรรคหลังแนวรบเยอรมัน และเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทางตอนเหนือ กองทัพโซเวียตสามารถล้อมกองทัพเยอรมันได้ที่ Demyansk ซึ่งสามารถป้องกันไว้ได้เป็นเวลาถึงสี่เดือน และตั้งกองกำลังใหม่ที่ Kholm, Velizh และ Velikie Luki
ทางตอนใต้ กองทัพแดงบรรจบกับแม่น้ำ Donets ที่ Izyum และสร้างแนวรบยื่นเข้าไปในแนวรบเยอรมันได้กว่า 100 กิโลเมตร โดยมีเจตนาที่จะบีบกองทัพเยอรมันกับทะเลอซอฟ แต่ฤดูหนาวได้อำนวยความสะดวกให้กองทัพเยอรมัน ทำให้สามารถโจมตีกลับมาและตัดกำลังกองทัพโซเวียตได้ในบยุทธการคาร์คอฟครั้งที่สอง
[แก้] แม่น้ำดอน แม่น้ำวอลกาและทุ่งคอเคซัส : ฤดูร้อน 1942
ถึงแม้ว่าจะมีแผนการบุกมอสโกอีกครั้งก็ตาม แต่การบุกครั้งใหม่ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1942 กลับเปิดฉากไปอีกทางหนึ่ง แผนการแต่เดิมกองทัพกลุ่มใต้จะต้องโจมตีเมืองโวโรเนจ หลังจากนั้นก็โจมตีตามแม่น้ำดอนไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป้าหมายหลักคือ การยึดครองแม่น้ำดอนและแม่น้ำวอลกา จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังเขตบ่อน้ำมันในบริเวณเทือกเขาคอเคซัส ทว่าจากการประเมินผลการปฏิบัติการประกอบกับทิฐิส่วนตัว ทำให้ฮิตเลอร์ตัดสินใจสั่งให้ปฏิบัติการทั้งสองภารกิจในเวลาเดียวกัน เมืองรอสตอฟถูกยึดคืนได้ในวันที่ 24 กรกฎาคม เมื่อกองทัพแพนเซอร์ที่ 1 เข้าร่วมการโจมตีด้วย จากนั้นก็มุ่งหน้าลงใต้ไปยัง Maikop ซึ่งได้มีคำสั่งให้หน่วยคอมมานโดแต่งกายเป็นทหารโซเวียตเข้าไปปั่นป่วนแนวต้านทานที่ Maikop เพื่อให้กองทัพแพนเซอร์ที่ 1 เข้ายึดเมืองโดยประสบกับการต้านทานเพียงเล็กน้อย
ขณะเดียวกันกองทัพแพนเซอร์ที่ 6 ก็มุ่งหน้าไปยังสตาลินกราด โดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพแพนเซอร์ที่ 4 ซึ่งถูกส่งไปช่วยเหลือกองทัพแพนเซอร์ที่ 1 ในการข้ามแม่น้ำดอน เมื่อกองทัพแพนเซอร์ที่ 4 เข้าร่วมในการบุกสตาลินกราดอีกครั้งหนึ่ง ก็พบว่ากองทัพโซเวียตทำการรบต้านทานอย่างหนัก การข้ามแม่น้ำดอนทำให้กองทัพเยอรมันมุ่งหน้าต่อไปยังแม่น้ำวอลกา ในวันที่ 23 สิงหาคม แต่หลังจากนั้นเป็นเวลาสามเดือน กองทัพเยอรมันต้องเผชิญกับการรบในสตาลินกราดอย่างตะลุมบอนและนองเลือดที่สุด
ส่วนทางทิศใต้ กองทัพแพนเซอร์ที่ 1 ได้ไปถึงตีนเทือกเขาคอเคซัสและแม่น้ำมัลคา เมื่อถึงปลายเดือนสิงหาคม กองกำลังภูเขาของโรมาเนียได้เข้าร่วมเป็นกองหน้าในเขตเทือกเขานั้น ขณะที่กองทัพที่ 3 และ 4 ของโรมาเนียได้จัดกำลังพลใหม่หลังจากบรรลุภารกิจในดินแดนฝั่งทะเลอซอฟ ซึ่งได้จัดวางกำลังพลไว้ทั้งสองข้างของสตาลินกราดเพื่อช่วยเหลือกองทัพเยอรมันที่ตกอยู่ในวงล้อม ขณะที่ความเป็นปรปักษ์กันระหว่างโรมาเนียกับฮังการีที่ต้องการแย่งชิงดินแดนทรานซิลวาเนีย ทำให้กองทัพโรมาเนียในแม่น้ำดอนแยกตัวจากกองทัพฮังการีที่ 2 กับกองทัพอิตาลีที่ 8 ผลจากการนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของพันธมิตรฝ่ายอักษะทั้งหมดอยู่ในสภาวะยุ่งยาก รวมไปถึงกรณีระหว่างกองทัพสโลวาเกียกับกองทัพแพนเซอร์ที่ 1 และกรมทหารโครเอเชียที่ส่งไปประจำร่วมกับกองทัพที่ 6
การรุกคืบในเขตเทือกเขาคอเคซัสไม่ประสบความสำเร็จ ฝ่ายเยอรมันไม่สามารถบุกฝ่าเส้นทางผ่าน Malgobek ไปยังจุดหมายที่เมือง Grozny ได้ ตรงกันข้าม พวกเขาเปลี่ยนเส้นทางรุกไปเป็นทิศใต้ โดยข้ามแม่น้ำมัลคาในตอนปลายเดือนตุลาคมและเข้าสู่นอร์ธออซซีเซีย เมื่อถึงสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน ที่นอกเมือง Ordzhonikidze กองหน้าของทัพแพนเซอร์ที่ 13 ก็ถูกตีแตกและทัพแพนเซอร์ต้องถอยทัพกลับ
[แก้] สตาลินกราด : ฤดูหนาว 1942
-
ดูบทความหลักที่ ยุทธการสตาลินกราด, ปฏิบัติการแซทเทิร์น, ปฏิบัติการมาร์ส, ยุทธการแห่งคอร์คอฟครั้งที่สาม และ ยุทธการแห่งเวลีคีเย ลูกี
ขณะที่กองทัพแพนเซอร์ที่ 4 และกองทัพแพนเซอร์ที่ 6 กำลังโจมตีสตาลินกราดอยู่นั้น กองทัพโซเวียตได้มารวมพลกันอยู่ทั้งสองด้านของตัวเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขตหัวสะพานแม่น้ำดอน ซึ่งกองทัพโรมาเนียต้านทานไม่ไหว ซึ่งทำให้กองทัพเยอรมันตกอยู่ในวงล้อมตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 ในปฏิบัติการยูเรนัส กองทัพโซเวียตได้โจมตีผ่านกองทัพโรมาเนียและมาบรรจบกันที่คาลัชในวันที่ 23 พฤศจิกายน ซึ่งปิดล้อมทหารฝ่ายอักษะกว่า 300,000 นายไว้เบื้องหลัง ส่วนการรุกอีกทางหนึ่งในเขตเทือกเขาเรซเฮฟ ที่เรียกว่า ปฏิบัติการมาร์ส มีเป้าหมายที่จะยึดเมืองสโลเมนสก์ แต่ก็ประสบความล้มเหลว เนื่องจากยุทธวิธีของเยอรมนี
ฝ่ายเยอรมนีได้รีบเร่งส่งกำลังพลไปยังสหภาพโซเวียตในความพยายามที่จะปลดปล่อยสตาลินกราด แต่ว่าการบุกต้องถูกเลื่อนออกไปจนถึงวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งกองทัพแพนเซอร์ที่ 6 ได้รับความลำบากยากเข็ญและอ่อนแอเกินกว่าจะตีฝ่าออกมาได้ ปฏิบัติการพายุฤดูหนาว ได้ทำการเคลื่อนย้ายกองพลแพนเซอร์ 3 กองพลจาก Kotelnikovo ไปยังแม่น้ำ Aksai อย่างรวดเร็ว แต่ก็ถูกขัดขวางในขณะที่อยู่ห่างจากเป้าหมาย 65 กิโลเมตร เพื่อเบี่ยงเบนเป้าหมายในความพยายามช่วยเหลือ กองทัพโซเวียตได้ตัดสินใจทำลายกองทัพอิตาลี โดยปฏิบัติการเริ่มขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม เนื่องจากฝ่ายโซเวียตทำการรบในวงแคบ ๆ ทำให้แม้ว่าจะพุ่งเป้าไปยังเมืองรอสตอฟ แต่ก็ทำให้ฮิตเลอร์ตัดสินใจถอนกองทัพกลุ่มเอออกจากเขตคอเคซัสและเข้าเสริมกำลังตามแนวแม่น้ำดอน
ในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1943 ทหารผู้รอดชีวิตจำนวน 90,000 นาย จากทั้งหมด 300,000 นายของกองทัพแพนเซอร์ที่ 6 ซึ่งทำการรบในสตาลินกราดยอมจำนน ในขณะเดียวกันที่กองทัพฮังการีที่ 2 ถูกทำลายเช่นกัน กองทัพโซเวียตได้รุดหน้าไปกว่า 500 กิโลเมตรจากแม่น้ำดอนไปทางตะวันตก และสามารถยึดเมืองเคิร์สก์คืนได้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 และเมืองคาร์คอฟ ซึ่งยึดคืนได้ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 ในความพยายามที่จะรักษาแนวรบทางด้านทิศใต้ กองทัพเยอรมันจึงตัดสินใจถอนกำลังออกจากส่วนเรซเฮฟที่ยื่นเข้าไปในเดือนกุมภาพันธ์ และทำให้กองทัพเยอรมันสามารถตีโต้กองทัพโซเวียตได้ในยูเครนตะวันออก การรุกกลับของแมนสไตน์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเหล่าเอสเอสแพนเซอร์ ซึ่งมีรถถังไทเกอร์รวมอยู่ด้วย เริ่มต้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ซึ่งมุ่งหน้าจาก Poltava ไปยังคาร์คอฟในสัปดาห์ที่สามของเดือนมีนาคม โดยอาศัยช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิซึ่งหิมะละลาย ทำให้แนวรบของโซเวียตรอบเมืองเคิร์สก์ยื่นเข้าไปในแนวรบเยอรมันทั้งสองด้าน
[แก้] เคิร์สก์ : ฤดูร้อน 1943
-
ดูบทความหลักที่ ยุทธการเคิร์สก์
หลังจากประสบความล้มเหลวที่จะยึดเมืองสตาลินกราด ฮิตเลอร์ได้โอนอำนาจในการวางแผนภารกิจในภายภาคหน้าให้แก่กองบัญชาการทหารสูงสุดแทน และคืนตำแหน่งให้แก่นายพลกูเดอเรี่ยน ในฐานะนายตรวจแห่งกองกำลังแพนเซอร์ ได้มีการโต้เถียงกันในหมู่ผู้บัญชาการทหารระดับสูงเกี่ยวกับการโจมตีแนวรบซึ่งยื่นเข้ามาที่เคิร์สก์ ซึ่งแม้แต่ฮิตเลอร์เองก็กังวลถึงความยากในการโจมตีครั้งนี้ เพราะว่าในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ที่ตั้งของทหารโซเวียตที่เคิร์สก์จะต้องได้รับการเสริมกำลังอย่างแน่นหนาด้วยปืนต่อสู้รถถัง เครื่องกีดขวางแบบฟันมังกร ทุ่นระเบิด รั้วลวดหนาม สนามเพลาะ รังปืนกล ปืนใหญ่และปืนครก อย่างไรก็ตาม ถ้าหากการโจมตึสายฟ้าแลบครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นได้ ก็อาจเป็นเพราะกองทัพโซเวียตคลายความกังวล และความสนใจก็อาจจะถูกเบนไปยังภัยทางมาจากฝ่ายสัมพันธมิตรในแนวรบด้านตะวันตก การรุกจะเกิดขึ้นจากแนวโอเรลไปจนถึงทางเหนือของเคิร์สก์ และจาก Belgorod ไปทางใต้ ปีกทั้งสองด้านจะสามารถมาบรรจบกันได้ทางตะวันออกของเคิร์สก์ ซึ่งหมายความว่าจะเป็นการตีคืนเอาดินแดนที่กองทัพกลุ่มใต้ประจำอยู่ในช่วงฤดูหนาวแห่งปี 1941-1942 คืนได้สำเร็จ
ถึงแม้ว่าฝ่ายเยอรมันจะรู้ว่ากองทัพแดงจะมีกำลังคนเข้ามาเสริมจำนวนไม่มากนักในช่วงฤดูร้อนแห่งปี 1941-1942 แต่ว่าก็ยังมีการติดอาวุธใหม่ และมีการโยกย้ายกำลังคนเข้ามาเพิ่มเติมจากดินแดนที่ได้รับการปลดปล่อยแล้ว
ภายใต้แรงกดดันจากบรรดานายพลระดับสูงของเยอรมนี ฮิตเลอร์จึงยอมให้มีการโจมตีขึ้นที่เคิร์สก์ โดยให้ความสนใจแก่ข่าวกรองเพียงน้อยนิดว่ามีการปล่อยข้อมูลผิด ๆ ออกจากหน่วยสตาฟกาของโซเวียต และการตอบโต้ทางด้านการข่าวโดย Lucy Spy Ring ในสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อฝ่ายเยอรมันเตรียมการสำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ จึงต้องรอเวลาหลายเดือนสำหรับรถถังและยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ ซึ่งทางด้านฝ่ายโซเวียตก็ได้มีการเสริมกำลังเพื่อเตรียมตั้งรับการรุกรานของเยอรมนียิ่งกว่าที่เคย
ทางตอนเหนือ กองทัพที่ 9 ได้เคลื่อนย้ายมาจากแนวรบเรซเฮฟมายังโอเรล และทำการเคลื่อนทัพจาก Maloarkhangelsk ไปยังเคิร์สก์ แต่กลับหยุดชะงักที่ Olkhovatka ซึ่งห่างจากเป้าหมายอยู่ 8 กิโลเมตร กองทัพที่ 9 สูญเสียกำลังพลในการรุกจากทุ่งระเบิดของโซเวียต ทำให้เส้นทางการรุกต้องเปลี่ยนจาก Olkhovatka เป็น Ponyri ซึ่งอยู่ทางตะวันตกแทน แต่ว่ากองทัพที่ 9 ก็ไม่อาจฝ่าแนวป้องกันของโซเวียตได้ กองทัพโซเวียตจึงทำการโต้กลับ โดยในวันที่ 12 กรกฎาคม กองทัพแดงได้ทำการรบผ่านแนวเขตระหว่างกองพลที่ 211 กับกองพลที่ 293 ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Zhizdra และเคลื่อนทัพไปยัง Karachev ซึ่งอยู่หลังแนวรบเยอรมันและโอเรล
ส่วนทางด้านทิศใต้ การบุกของฝ่ายเยอรมันนำโดยกองทัพแพนเซอร์ที่ 4 ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพลเฮอร์มันน์ ฮอธ ซึ่งเบิกทางโดยเหล่ารถถังสามเหล่า กองทัพเยอรมันได้แยกออกโจมตีเป็นสองทางของ upper Donets เป็นช่องทางแคบ ๆ เหล่ารถถังเอสเอสและกองพล Großdeutschland Panzergrenadier ได้สู้รบผ่านทุ่งระเบิดเพื่อมุ่งหน้าสู่ Oboyan การป้องกันอย่างแข็งขันของฝ่ายโซเวียตทำให้กองทัพเยอรมันต้องเปลี่ยนการบุกจากทางตะวันออกไปเป็นตะวันตกของแนวรบ แต่ว่าเมื่อเคลื่อนทัพต่อไปอีก 25 กิโลเมตรก็เผชิญหน้ากับกำลังเสริมของกองทัพรักษาการณ์รถถังที่ 5 ของโซเวียตนอกเมือง Prokhorovka การรบเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม โดยมีรถถังเข้าทำการรบมากกว่าหนึ่งพันคัน หลังจากสงคราม ได้มีการบรรยายว่าการรบดังกล่าวถือได้ว่าเป็นยุทธการถถังที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การเผชิญหน้ากันครั้งนั้น ฝ่ายโซเวียตผู้ตั้งรับได้รับชัยชนะ แม้ว่าจะประสบความสูญเสียอย่างหนักก็ตาม และเป็นผลให้กองทัพเยอรมันต้องหยุดชะงักไป
เมื่อพ้นวันที่ 12 กรกฎาคม การรบของทั้งสองฝ่ายก็หยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง แต่นายพลเมนไตน์พยายามที่จะเข้าตีกองทัพโซเวียตอีกครั้งด้วยกองทัพแพนเซอร์ที่ 4 แต่ว่าประสบความล้มเหลว และปฏิบัติการซิทาเดลของเยอรมันก็หยุดไปด้วย ผลของการโจมตีกลับของโซเวียตได้ทำให้แนวรบของกองทัพที่ 9 ของเยอรมันถูกเจาะเข้ามา นอกจากนั้น ฮิตเลอร์ยังต้องหันความสนใจไปยังการยกพลขึ้นเกาะซิซิลีของฝ่ายสัมพันธมิตรในวันที่ 10 กรกฎาคม ทำให้ฮิตเลอร์ออกคำสั่งให้ยุติปฏิบัติการครั้งนี้ และปฏิบัติการซิทาเดลนี่เองที่เป็นการบุกครั้งสุดท้ายของฝ่ายเยอรมันในแนวรบด้านตะวันออก ทางด้านกองทัพโซเวียตก็สามารถโจมตีดินแดนคืนได้ออกจนถึงเดือนสิงหาคม ผลจากยุทธการแห่งเคิร์สก์ทำให้ยุทธศาสตร์ของเยอรมันตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก บั่นทอนความสามารถของกองทัพและเป็นส่งผลกระทบต่อสงครามในอนาคตอย่างไม่อาจกู้คืน
[แก้] ปลดปล่อยยุโรปตะวันออก : ฤดูใบไม้ร่วง 1943 - ฤดูหนาว 1944
-
ดูบทความหลักที่ กระเป๋าคอร์ชุน-เชอร์คัซซี, ยุทธการแห่งสโมเลนส์, ยุทธการแห่งโลว์เออร์ดไนเปอร์ และ ยุทธการแห่งนาร์วา
กองทัพโซเวียตยังคงรุกต่อไปยังแนวรบโอเรลของเยอรมัน การสกัดกั้นของ Grossdeutschland Division จากเบลโกรอดไปยังคาราเชฟก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ จึงได้มีการตัดสินใจที่ให้ละทิ้งเมืองโอเรล (ซึ่งกองทัพแดงสามารถยึดคืนได้ในวันที่ 5 สิงหาคม) และกำลังทั้งหมดได้ล่าถอยไปยังแนวฮาเกน ใกล้ ๆ กับเมือง Bryansk ส่วนทางใต้ กองทัพโซเวียตสามารถตีผ่านตำแหน่งเบลโกรอดของกองทัพกลุ่มใต้ และมุ่งหน้าไปยังคาร์คอฟอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางการรบอย่างรุนแรงในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนสิงหาคม รถถังไทเกอร์ของเยอรมันได้ถูกส่งออกไปทำลายรถถังของโซเวียต แต่ก็ถูกตีโอบทางอีกแนวหนึ่งทางตะวันตก เมื่อกองทัพโซเวียตมุ่งหน้าไปยังเมือง Psel และเมืองคาร์คอฟถูกเปลี่ยนมือเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม
ทางด้านกองทัพเยอรมันที่เมือง Mius ได้มีการรวมตัวกันขึ้นเป็นกองทัพแพนเซอร์ที่ 1 และฟื้นฟูกองทัพที่ 6 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งกองทัพเหล่านี้อ่อนแอเกินกว่าที่จะต้านทานการโจมตีของกองทัพโซเวียตที่แนวของตนเอง และเมื่อกองทัพโซเวียตได้โจมตีจนต้องล่าถอยผ่านเขตอุตสาหกรรม Donets Basin ไปยังดไนเปอร์ ซึ่งทำให้เยอรมนีสูญเสียทรัพยากรอุตสาหกรรมและครึ่งหนึ่งของเขตอุตสาหกรรมที่เป็นของโซเวียตมาใช้ประโยชน์ เมื่อถึงตอนนี้ ฮิตเลอร์เสนอให้มีการถอยทัพครั้งใหญ่ไปยังแนวดไนเปอร์ ตลอดไปจนถึงแนว Ostwall ซึ่งเป็นแนวป้องกันของเยอรมัน แต่ปัญหาประการหนึ่ง คือว่า แนวดังกล่าวยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้น และเมื่อถึงคราวที่กองทัพกลุ่มใต้ได้ละทิ้งยูเครนตะวันออกและเริ่มต้นการถอยทัพข้ามแม่น้ำดไนเปอร์ในช่วงเดือนกันยายน กองทัพโซเวียตก็ไล่ตามมาข้างหลังแล้ว กองทัพเยอรมันกลุ่มเล็ก ๆ ได้ข้ามแม่น้ำซึ่งมีความกว้าง 3 กิโลเมตรและสร้างเขตหัวสะพานอย่างเหนียวแน่น ความพยายามครั้งที่สองของโซเวียตในการยึดครองโดยการใช้พลร่มชูชีพที่เมืองคาเนฟ ในวันที่ 24 กันยายน ซึ่งไม่สำเร็จเหมือนกับการรบที่ Dorogobuzh เมื่อสิบแปดเดือนก่อน พลร่มชูชีพของโซเวียตถูกขับไล่ออกไป แต่ว่าหลังจากที่กองทัพโซเวียตได้มีเครื่องกำบังในการข้ามแม่น้ำดไนเปอร์ เมื่อถึงเดือนตุลาคม กองทัพเยอรมันก็ไม่อาจต้านทานกองทัพโซเวียตซึ่งมีหัวสะพานที่แข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ เมื่อหัวเมืองสำคัญแตก ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อถึงต้นเดือนพฤศจิกายน กองทัพโซเวียตสามารถยึดหัวสะพานของเยอรมันได้ รวมทั้งเมืองเคียฟ
แปดสิบไมล์ทางตะวันตกของนครเคียฟ กองทัพแพนเซอร์ที่ 4 ซึ่งยังเชื่อว่ากำลังของกองทัพแดงกำลังจะหมดลง และสามารถทำการตีโต้ได้ที่เมือง Zhitomir ในช่วงกลางเดือนกันยายน และบั่นทอนเขตหัวสะพานของโซเวียตโดยการโจมตีของกองกำลังเอสเอสแพนเซอร์ตามแม่น้ำ Teterev ยุทธการดังกล่าวยังทำให้กองทัพกลุ่มใต้ของเยอรมนีสามารถยึดเมือง Korosten คืน และมุ่งหน้าไปทางตะวันออกต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันคริสต์มาสอีฟ กองทัพเยอรมันต้องล่าถอยกลับมาอีกครั้งเมื่อแนวยูเครนที่หนึ่งของโซเวียตโจมตีกลับบริเวณเดิม กองทัพโซเวียตยังคงเคลื่อนพลไปตามทางรถไฟ จนกระทั่งถึงแนวชายแดนโปแลนด์-โซเวียตเดิมได้สำเร็จเมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1944 ส่วนทางใต้ แนวรบยูเครนที่สองข้ามแม่น้ำดไนเปอร์ได้ที่เมือง Kremenchug และเคลื่อนทัพต่อไปทางตะวันตก ในสัปดาห์ที่สองของปี 1944 จึงได้เปลี่ยนเส้นทางไปทางทิศเหนือ และบรรจบกับกองกำลังรถถังของนายพลวาตูติน หลังจากที่ได้แทรกซึมเข้าสู่โปแลนด์ และปิดล้อมกองพลเยอรมันกว่าสิบกองพลได้ที่คอร์ซุน-ชีเวนคอฟสกี้ ทางตะวันตกของเมืองเชอร์คัซซี ฮิตเลอร์ยืนกรานให้กองทัพเยอรมันตั้งรับตามแนวแม่น้ำดไนเปอร์ แม้ว่าจะอยู่ในสถานะความเสี่ยงต่อความพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวง ด้วยความเชื่อว่าถ้าหากกองทัพเยอรมันพ่ายแพ้ที่เชอร์คัซซี กองทัพโซเวียตจะมุ่งหน้าไปยังเคียฟ แต่นายพลเมนสไตน์มีความกังวลมากกว่าในเรื่องความสามารถในการเคลื่อนพลไปยังขอบของวงล้อม และจะสามารถคลายวงล้อมให้ได้ แผนการขั้นแรกสำเร็จเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เมื่อกองทัพแพนเซอร์ถูกแยกออกจากวงล้อมเชอร์คัซซีได้เฉพาะที่แม่น้ำ Gniloy Tikich เท่านั้น ภายใต้การระดมยิงของปืนใหญ่และถูกติดตามโดยรถถังของโซเวียต กองทัพเยอรมันซึ่งอยู่ในวงล้อมและกองพลเอสเอสไวกิ้งสามารถตีฝ่าไปยังอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำได้ แต่ต้องสูญเสียทหารไปครึ่งหนึ่งและยุทธสัมภาระทั้งหมด ในวันที่ 3 มีนาคม แนวรบยูเครนของโซเวียตโจมตีที่คอคอด Perekop ที่เชื่อมต่อกับคาบสมุทรไครเมีย ส่วนกองทัพของนายพลมาลินอฟสกี้ได้เคลื่อนทัพผ่านโคลนตมผ่านแนวชายแดนโรมาเนีย
[แก้] ฤดูร้อน 1944
[แก้] ฤดูใบไม้ร่วง 1944
[แก้] มกราคม-มีนาคม 1945
[แก้] ยุติสงคราม : เมษายน-พฤษภาคม 1945
[แก้] ปฏิบัติการพายุสิงหาคม : สิงหาคม 1945
[แก้] โซเวียตช่วงพ่ายเยอรมนี
[แก้] เปรียบเทียบกำลังรบระหว่างสงคราม
[แก้] ความสูญเสีย
[แก้] ผลของสงคราม
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] เชิงอรรถ
I. ^ โดยรวมแล้ว ชาติพันธมิตรของเยอรมนีได้ให้ความสนับสนุนทางด้านกำลังคนและยุทโธกรณ์จำนวนมากแก่ทหารในแนวหน้า นอกจากนี้ยังได้มีการเกณฑ์ทหารมาจากต่างประเทศอีก โดยหน่วยทหารที่มีชื่อเสียงได้แก่ กองพลสีน้ำเงินของสเปน
II. ^ กองทัพโปแลนด์ทางตะวันออกและรัฐใต้ดินโปแลนด์สู้ร่วมกับกองทัพแดง (นับตั้งแต่ ค.ศ. 1943) จากสหภาพโซเวียตจนถึงเบอร์ลิน สหภาพโซเวียตยังได้เกณฑ์หน่วยทหารต่างชาติ (เชโกสโลวาเกีย โรมาเนียและรัฐบอลติก[24] สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรยังได้ให้ความช่วยเหลือบางส่วนแก่สหภาพโซเวียต และยังได้รับความช่วยเหลือทางทหารเล็กน้อยจากเชโกสโลวาเกีย
III. ^ ตามข้อมูลของ จี. ไอ. คริโวเชเยฟ[25] ในแนวรบด้านตะวันออก ประเทศฝ่ายอักษะและที่เข้าร่วมกับเยอรมนีสูญเสียทหาร 1,468,145 นาย (เสียชีวิตหรือสูญเสีย 668,163 นาย) เฉพาะเยอรมนีประเทศเดียวสูญเสียทหารไป 7,181,000 นาย (เสียชีวิตหรือสูญหาย 3,604,800 นาย) และมีเชลยศึกเสียชีวิตไป 579,900 คนในการควบคุมของโซเวียต ดังนั้น จำนวนทหารที่เสียชีวิตและสูญหายในแนวรบด้านตะวันออก (ค.ศ. 1941-1945) ของฝ่ายอักษะจึงอยู่ที่ 4.8 ล้านนาย ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการสูญเสียชีวิตของทหารทั้งหมดของฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายสหภาพโซเวียตสูญเสียชีวิตทหารไป 10.5 ล้านนาย (รวมทั้งเชลยศึกในการควบคุมของเยอรมนี ตามข้อมูลของวาดิม เอียร์ลิคมัน[26]) จำนวนทหารเสียชีวิตของทั้งสองฝ่ายรวมกันราว 15 ล้านนาย มากกว่ายุทธบริเวณอื่น ๆ ในสงครามโลกครั้งที่สอง ในแหล่งข้อมูลเดียวกัน[26] จำนวนพลเรือนโซเวียตที่เสียชีวิตในพรมแดนหลังสงครามอยู่ที่ 15.7 ล้านคน จำนวนพลเรือนที่เสียชีวิตในประเทศอื่นที่ร่วมรบในแนวรบด้านตะวันออกไม่รวมอยู่ด้วย
[แก้] อ้างอิง
- ^ Beevor, Stalingrad. Penguin 2001 ISBN 0-14-100131-3 p183
- ^ ประวัติการรบในแนวรบด้านตะวันออก (เยอรมัน)
- ^ Der Rußlandfeldzug (เยอรมัน)
- ^ 2. Weltkrieg (เยอรมัน)
- ^ Bellamy 2007, p. xix
- ^ Mälksoo, Lauri (2003). Illegal Annexation and State Continuity: The Case of the Incorporation of the Baltic States by the USSR. Leiden, Boston: Brill. ISBN 9041121773.
- ^ Robert Gellately. Reviewed work(s): Vom Generalplan Ost zum Generalsiedlungsplan by Czeslaw Madajczyk. Der "Generalplan Ost." Hauptlinien der nationalsozialistischen Planungs- und Vernichtungspolitik by Mechtild Rössler ; Sabine Schleiermacher. Central European History, Vol. 29, No. 2 (1996), pp. 270-274
- ^ John Connelly. Nazis and Slavs: From Racial Theory to Racist Practice, Central European History, Vol. 32, No. 1 (1999), pp. 1-33
- ^ Jonathan Steinberg. The Third Reich Reflected: German Civil Administration in the Occupied Soviet Union, 1941-4. The English Historical Review, Vol. 110, No. 437 (Jun., 1995), pp. 620-651
- ^ revisions to translation by Dan Rogers. "The Wannsee Conference Protocol". source: John Mendelsohn, ed., _The Holocaust: Selected Documents in Eighteen Volumes._ Vol. 11: The Wannsee Protocol. Literature of the Holocaust, university of pennsylvania. http://www.writing.upenn.edu/~afilreis/Holocaust/wansee-transcript.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009 1 5.
- ^ Christian Gerlach. The Wannsee Conference, the Fate of German Jews, and Hitler's Decision in Principle to Exterminate All European Jews. The Journal of Modern History, Vol. 70, No. 4 (Dec., 1998), pp. 759-812
- ^ Gerhard Weinberg: The Foreign Policy of Hitler's Germany Diplomatic Revolution in Europe 1933–36, Chicago: University of Chicago Press, 1970, pages 346.
- ^ 13.0 13.1 Jurado, Carlos Caballero and Ramiro Bujeiro, The Condor Legion: German Troops in the Spanish Civil War, Osprey Publishing, 2006, ISBN 1841768995, page 5–6
- ^ Robert Melvin Spector. World Without Civilization: Mass Murder and the Holocaust, History, and Analysis, pg. 257
- ^ Michael Lind. Vietnam, the necessary war: a reinterpretation of America's most disastrous military conflict. Simon and Schuster, 2002. ISBN 0684870274, 9780684870274, p. 59
- ^ Bolloten, Burnett (1991). The Spanish Civil War: revolution and counterrevolution. University of North Carolina Press. p. 483. ISBN 0807819069.
- ^ Max Beloff. Soviet Foreign Policy, 1929–41: Some Notes. Soviet Studies, Vol. 2, No. 2 (Oct., 1950), pp. 123–137
- ^ Albert Resis. The Fall of Litvinov: Harbinger of the German-Soviet Non-Aggression Pact. Europe-Asia Studies, Vol. 52, No. 1 (Jan., 2000), pp. 33-56
- ^ Teddy J. Uldricks. Stalin and Nazi Germany, Slavic Review, Vol. 36, No. 4 (Dec., 1977), pp. 599-603
- ^ Michael Jabara Carley. End of the 'Low, Dishonest Decade': Failure of the Anglo–Franco–Soviet Alliance in 1939. Europe-Asia Studies, Vol. 45, No. 2 (1993), pp. 303–341
- ^ Derek Watson. Molotov's Apprenticeship in Foreign Policy: The Triple Alliance Negotiations in 1939. Europe-Asia Studies, Vol. 52, No. 4 (Jun., 2000), pp. 695-722
- ^ Zhukov, Georgy (1972). Vospominaniya i razmyshleniya. Moscow: Agenstvo pechati Novosti.
- ^ Zhilin, P.A. (ed.) (1973). Velikaya Otechestvennaya voyna. Moscow: Izdatelstvo politicheskoi literatury.
- ^ Romuald J. Misiunas, Rein Taagepera. The Baltic States: Years of Dependence. 1940–1990. Hurst&Company, London, U.K. 1993
- ^ Soviet Casualties and Combat Losses. Greenhill 1997 ISBN 1-85367-280-7
- ^ 26.0 26.1 Poteri narodonaseleniia v XX veke : spravochnik. Moscow 2004. ISBN 5-93165-107-1
[แก้] บรรณานุกรม
- Antony Beevor. Berlin: The Downfall 1945, Penguin Books, 2002, ISBN 0-670-88695-5
- Ziemke, Earl F. Battle For Berlin: End Of The Third Reich, NY:Ballantine Books, London:Macdomald & Co, 1969.
- Ziemke, Earl F. "The U.S. Army in the occupation of Germany 1944-1946" Center of Military History, United States Army, Washington, D. C., 1990, Library of Congress Catalog Card Number 75-619027
[แก้] หนังสืออ่านเพิ่มเติม
- Anderson, Dunkan, et al. The Eastern Front: Barbarossa, Stalingrad, Kursk and Berlin (Campaigns of World War II). London: Amber Books Ltd., 2001. ISBN 0-7603-0923-X.
- Antony Beevor, Artemis Cooper. Stalingrad: The Fateful Siege: 1942-1943. New York: Penguin Books Ltd., 1998. ISBN 0140284583.
- Beevor, Antony. Berlin: The Downfall 1945. New York: Penguin Books Ltd., 2004. ISBN 0141017473.
- Erickson, John. The Road to Stalingrad. New York: Orion Publishing Group, Ltd., 2007. ISBN 0304365416.
- Erickson, John. The Road to Berlin. New York: Orion Publishing Group, Ltd., 2007. ISBN 978-0304365401.
- Erickson, John, and David Dilks. Barbarossa, the Axis and the Allies. Edinburgh: Edinburgh University Press, 1995. ISBN 0748605045.
- David Glantz, Jonathan M. House. When Titans Clashed: How the Red Army stopped Hitler. Lawrence, Kansas: University Press of Kansas, Reprint edition, 1998. ISBN 0700608990.
- Glantz, David, The Soviet‐German War 1941–45: Myths and Realities: A Survey Essay.
- Heinz Guderian. Panzer Leader, Da Capo Press Reissue edition. New York: Da Capo Press, 2001. ISBN 0-306-81101-4.
- Max Hastings. Armageddon: The Battle for Germany, 1944-1945, Vintage Books USA, 2005. ISBN 0375714227
- David Irving. Hitler's War, Reissue edition. Avon Books, 1990. ISBN 0380758067.
- Basil Liddell Hart. History of the Second World War. United States of America: De Capo Press, 1999. ISBN 0306809125.
- Lubbeck, William and David B. Hurt. At Leningrad's Gates: The Story of a Soldier with Army Group North, Philadelphia: Casemate, 2006. ISBN 1-932033-55-6.
- Müller, Rolf-Dieter and Gerd R. Ueberschär. Hitler's War in the East, 1941-1945: A Critical Assessment. Berghahn Books, 1997. ISBN 1-57181-068-4.
- Richard Overy. Russia's War: A History of the Soviet Effort: 1941-1945, New Edition. New York: Penguin Books Ltd., 1998. ISBN 0140271694.
- Seaton, Albert. The Russo-German War, 1941-1945, Reprint edition. Presidio Press, 1993. ISBN 0891414916.
- F. W. Winterbotham. The Ultra Secret, New Edition. Orion Publishing Group Ltd., 2000. ISBN 0752837516.
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- Prof Richard Overy writes a summary about the eastern front for the BBC
- Rarities of the USSR photochronicles. Great Patriotic War 1941-1945 Borodulin Collection. Excellent set of war photos
- Russian veterans of World War II memories(In English and Russian)
- OnWar maps of the Eastern Front
- Memories of Leutnant d.R. Wilhelm Radkovsky 1940-1945 Experiences as a German soldier on the Eastern and Western Front
- Pobediteli: Eastern Front flash animation (photos, video, interviews, memorials. Written from a Russian perspective)
- Feldgrau.com The German Armed Forces 1919-1945
- Information about the Eastern front up to September 1943
- RKKA in World War II
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||