เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก
ตราประจำเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก
ตราประจำเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อภาษาไทย เมืองสุไหงโก-ลก
ชื่อภาษาอังกฤษ Su-ngai Kolok City
นายกเทศมนตรี นางสุชาดา พันธ์นรา
ข้อมูลสถิติ
รหัสทางภูมิศาสตร์ 96XX
ประชากร 41,553 คน
พื้นที่ 20.50 ตร.กม.
ความหนาแน่น 2,005.75 คน/ตร.กม.
สำนักงาน
ที่ตั้ง สำนักงานเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก
ถนนทรายทอง 4 ตำบลสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส 96120
เว็บไซต์ www.kolokcity.net

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย
    

เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก หรือเมืองสุไหงโก-ลก ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลสุไหงโก-ลกอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ถือได้ว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางทางด้านการค้าและการลงทุนศูนย์กลางการเงินและธนาคารที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของชายแดนภาคใต้เนื่องด้วยเป็นหัวเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญมีด่านศุลกากรที่เป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทั้งนำเข้า และส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน มาเลเซียได้รับการประกาศยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง เมื่อ ปี พ.ศ. 2545[1]

ประวัติ[แก้]

สุไหงโก-ลกเดิมเป็นป่าดงดิบรกร้างว่างเปล่าในตำบลปูโยะ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ความเป็นป่าทึบทำให้ชาวบ้านเรียกว่าป่าจันตุหลี หมายความว่าทึบจนเรียกไม่ได้ยิน เหมือนหูหนวก เมื่อเริ่มมีผู้เข้ามาหักร้างถางพง จากชื่อป่าจันตุหลีเปลี่ยนเป็นสุไหงโก-ลก (Sungai Kolok) เป็นภาษามาลายู มาจากคำว่า (Sungai) แม่น้ำ ลำคลอง และคำว่า โก-ลก (kolok) แปลว่า คดเคี้ยว ถ้าเป็นคำนามหมายถึง มีดพร้า ที่คนพื้นเมืองนิยมใช้ เมื่อนำคำว่าสุไหงรวมกับโก-ลก หมายถึง แม่น้ำที่คดเคี้ยว คงเรียกชื่อเมืองตามแม่น้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ ปัจจุบันแม่น้ำสายนี้เป็นเส้นกั้นพรมแดนประเทศไทยกับรัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย

เมื่อปี พ.ศ. 2460 ได้มีการกรุยทางเพื่อก่อสร้างทางรถไฟเชื่อมไปกลันตัน (Kelantan) โดยกำหนดตั้งสถานีในเขตป่าจันตุหลี ชาวบ้านปูโยะที่เห็นการณ์ไกลได้เริ่มเข้ามาจับจองที่ดิน บ้างขออนุญาตทำสวนยางพาราแต่ยังไม่มีการปลูกสร้างบ้านเรือน ชุมชนที่ชาวปูโยะติดต่อค้าขายมีเฉพาะรันตูปันยังของกลันตันซึ่งมีราษฎรอยู่อาศัย ประกอบอาชีพค้าขายเป็นหลักแหล่งแล้ว แม้ว่าจะเปิดการเดินรถไฟในปี 2464 แต่ราษฎรไม่ได้รับความสะดวก เนื่องจากป่าถูกจับจองไว้โดยมิได้ก่อประโยชน์ ดังนั้น ในปี 2468 นายวงศ์ ไชยสุวรรณ อาศัยที่ดินของนายฉ่ำ ที่หลังสถานีรถไฟ พร้อมนายฮวด นายซั้ว นายกวาซ่อง นายเจ๊ะหมัด นายหลีหลง นายหวัง รวม 7 คน เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งมีทั้งคนไทย คนมุสลิมและคนจีน ร่วมกันพัฒนาเมือง (สุนทรธรรมพาที : 2501) นับเป็นต้นแบบแห่งสังคมพหุลักษณ์ที่มีเสน่ห์ยิ่ง ปี พ.ศ. 2472 กำนันตำบลปูโยะถึงแก่กรรม นายวงศ์ ไชยสุวรรณ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันได้พัฒนาจนเริ่มกลายเป็นเมือง ได้อาศัยเงินจากเพื่อน 5 คน ได้ 500 บาท ตัดถนนถึง 31 สาย ลักษณะถนนตัดพาดผ่านกันเป็นตาหมากรุก จึงมีสี่แยกจำนวนมาก แต่เชื่อว่านั่นคือแนวคิดการป้องกันการลุกลามของไฟ เมื่อเกิดอัคคีภัยความเจริญของเมืองสุไหงโก-ลก มีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ประกอบอาชีพมากมาย ตำบลปูโยะมีประชากรถึง 15,300 คน ราชการจึงแยกเป็น 2 ตำบล คือตำบลปูโยะ และตำบลสุไหงโก-ลก

ต่อมาเมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ล่องใต้มาตรวจราชการที่ ตำบลสุไหงโก-ลก นายวงศ์ ไชยสุวรรณ ร้องขอให้ตั้งเป็นเทศบาล ฯ พณ ฯ นายกรัฐมนตรีเห็นด้วย ได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะตำบลสุไหงโก-ลก เป็นเทศบาลตำบลสุไหงโก-ลก เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483 มีนายวงศ์ ไชยสุวรรณ เป็นนายกเทศมนตรีคนแรก เหตุการณ์นี้พระครูสุนทรธรรมภาณีได้เขียนคำกลอนบันทึกไว้ว่า ใน พ.ศ. สองสี่แปดสิบสาม นายกนามจอมพล ป. พิบูลย์ศรี ออกเที่ยวตรวจราชการงานที่มี มาถึงแดนโก-ลก โชคดีแรง กำนันวงศ์ร้องขอต่อ พณ,ท่าน ขอเปิดการเทศบาลขึ้นในแขวง จอมพล ป. เห็นตามความชี้แจง คุณวงศ์แต่งเปิดเขตเทศบาล ฯลฯ ในเจ็ดปีที่คุณวงศ์เป็นนายก สร้างโก-ลกให้สง่าหรูหราแสน ทำประโยชน์มากมายเมืองชายแดน ตามแบบแปลนที่จะเล่ากล่าวต่อไป หนึ่งขอตั้งไปรษณีย์โทรเลข งานชิ้นเอกสร้างสรรค์ทันสมัย เรื่องที่สองร้องขอตั้งต่อไป โรงเรียนใหม่ถึงขั้นชั้นมัธยม ทางกระทรวงศึกษาอนุญาต ความมุ่งมาตรมั่นหมายก็ได้ผล ฯลฯ ประการสี่มีข้อขอเสนอ ตั้งเป็นอำเภอปรารถนา เพราะโก-ลกคนมากหากเป็นป่า กิจธุระต้องไปสุไหงปาดี รัฐบาลเห็นพ้องอนุญาต แจ้งประกาศบอกกระบวนมาถ้วนถี่ ให้ตั้งก่อนเป็นกิ่งจึงจะดี แต่บัดนี้เป็นอำเภอเสมอกัน หลังจากตั้งเทศบาลแล้ว 8 ปี ตำบลสุไหงโก-ลกจึงได้ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอ ขึ้นกับอำเภอสุไหงปาดี โดยมีเขตปกครอง 4 ตำบล คือ ตำบลสุไหงโก-ลก ตำบลปูโยะ ตำบลปาเสมัส และตำบลมูโนะ (โอนมาจากอำเภอตากใบ) กระทั่งวันที่ 1 มกราคม 2496 จึงได้ยกฐานะเป็นอำเภอสุไหงโก-ลก มีนายนอบ นพสงศ์ เป็นนายอำเภอคนแรก เขตการปกครอง 4 ตำบลเท่าเดิม ส่วนตำบลสุไหงโก-ลกเป็นเทศบาล ความน่าภูมิใจของเทศบาลนี้คือ เป็นเทศบาลเดียวในประเทศไทยที่จัดตั้งก่อนอำเภอถึง 13 ปีและเกิดจากความต้องการของประชาชน ปัจจุบันเทศบาลตำบลสุไหงโก-ลกได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลกเมื่อ ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา

สถานที่สำคัญ[แก้]

ประดิษฐานอยู่ ณ บริเวณใจกลางสวนภูมินทร์ ( สวนรถไฟ ) เป็นพระบรมรูปหล่อสำฤทธิ์สีดำขนาดเท่าพระองค์จริง จัดสร้างโดยกรมศิลปากร เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก และประชาชนชาวจังหวัดนราธิวาส เมื่อ ประมาณ ปี พ.ศ. 2510 โดยจัดสร้างหันหน้าพระพักต์ไปทางประเทศมาเลเซียแสดงถึงพระบารมีเมตตาเหนือประชาชนชาวสยามที่จะทรงปกป้องแผ่นดินไทยตลอดไปถึงแม้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจะเสด็จสวรรคตไปกว่าร้อยปีแล้วแต่พระบารมีเมตตายังทรงคุ้มครอบประชาชนชาวไทยอยู่ ปัจจุบันเป็นที่เคารพรักและสักการะของชาวเมืองและนักท่องเที่ยวทั่วไป

เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ตั้งอยู่สุดปลายริมแม่น้ำโก-ลก มีทัศนียภาพที่สวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ยามพักผ่อน ออกกำลังกายของประชาชนทั่วไป มีน้ำพุกลางสระน้ำขนาดใหญ่ สวนสุขภาพ เวทีเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ลานออกกำลังแอโรบิก และสวนพันธ์ไม้หายากต่างๆ

ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก ถือเป็นด่านการค้าชายแดน ระหว่างประเทศ ( ประเทศไทย และ ประเทศมาเลเซีย ) ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำสุไหงโก-ลก สุดปลายถนนเอเชีย 18 โดยมีสะพานมิตรภาพเชื่อมไปยังเมืองลันตูปันจัง ประเทศมาเลเซีย ก่อสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2530 ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก ถือเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าสไคญของจังหวัดนราธิวาส และมีขนาดใหญ่รองจากด่านสะเดา ที่จังหวัดสงขลา เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการสำคัญเช่น ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก ที่ 1 ด่านตรวจพืช ด่านตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ศูนย์บริการท่องเที่ยว สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคใต้เขต 3 และถือเป็นจุดผ่านแดนแห่งที่2 ที่มีสะพานข้ามทางรถไฟเชื่อมไปยังประเทศมาเลเซียอีกด้วย โดยมีเขตสถานีรถไฟอยู่ในประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย ( ปัจจุบันหยุดเดินรถไปแล้ว เนื่องจากปัญหาการเดินรถ )

การศึกษา[แก้]

การคมนาคมและการเดินทาง[แก้]

ภายในเขตเทศบาลฯ มีบริการรถจักรยานยนต์รับจ้างสำหรับโดยสารภายในเมือง ส่วนระหว่างอำเภอมีบริการรถสองแถว รถตู้ รถโดยสารประจำทาง

    • รถตู้โดยสารประจำทางปรับอากาศ (คิวรถตู้ตั้งอยู่บริเวณหน้าสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ถนนเอเชีย 18)
    • ทางรถไฟ
      • กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก วันละ 2 เที่ยว
      • พัทลุง - หาดใหญ่ - สุไหงโก-ลก 2 เที่ยว
      • นครศรีธรรมราช - สุไหงโก-ลก วันละ 1 เที่ยว
      • สุราษฎร์ธานี - สุไหงโก-ลก วันละ 1 เที่ยว
      • หาดใหญ่ - สุไหงโก-ลก วันละ 1 เที่ยว
      • ยะลา - สุไหงโก-ลก วันละ 1 เที่ยว
      • ทุ่งสง - สุไหงโก-ลก วันละ 1 เที่ยว
    • ทางรถประจำทางปรับอากาศ จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก วันละ 2 เที่ยวเช่นเดียวกัน
      • สุไหงโก-ลก - กรุงเทพฯ
      • สุไหงโก-ลก - เกาะสมุย
      • สุไหงโก-ลก - ภูเก็ต
      • สุไหงโก-ลก - นครศรีธรรมราช
      • สุไหงโก-ลก - กรุงกัวลาลัมเปอร์
    • ทางเครื่องบิน มีเที่ยวบินกรุงเทพฯ-นราธิวาส วันละหนึ่งเที่ยวบิน ไป - กลับ (บินทุกวัน) โดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย (ท่าอากาศยานนราธิวาส ห่างจากตัวเมืองสุไหงโก-ลกประมาณ 70 กิโลเมตร)
    • ทางหลวง (ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก)
      • ทางหลวงแผ่นดินระหว่างประเทศ สายเอเซีย 18 เชื่อมระหว่างประเทศไทย - มาเลเซีย (สุดสายที่ประเทศสิงคโปร์)
      • ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 4047 สายสุไหงโก-ลก - ตากใบ
      • ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 4056 สายสุไหงโก-ลก - สุไหงปาดี (ถนนจารุเสถียร)
      • ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 4018 สายสุไหงโก-ลก - สุคีริน (เส้นสุไหงโก-ลก - แว้ง)
    • ทางหลวงท้องถิ่น
      • ถนนเจริญเขต
      • ถนนประชาวิวัฒน์
      • ถนนทรายทอง
      • ถนนอารีฟมรรคา
      • ถนนอุทกวิถี
      • ถนนรัชดานุสรณ์
      • ถนนลูกเสืออนุสรณ์
      • ถนนวรคามินทร์
      • ถนนบุษบาอนุสรณ์
      • ถนนพิบูลสงคราม

ภูมิอากาศและภูมิประเทศ[แก้]

เมืองสุไหงโก-ลก ตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของลมมรสุมเมืองร้อน มีลมมรสุมพัดผ่านประจำทุกปี คือ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงกลางเดือนมกราคม และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงกลางเดือนตุลาคม จากอิทธิพลของลมมรสุมดังกล่าว ส่งผลให้มีฤดูกาลเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม ถึงเดือน พฤษภาคม ซึ่งจะเป็นช่วงที่ว่างของลมมรสุมจะเริ่มตั้งแต่หลังจากหมดมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว อากาศจะเริ่มร้อนและอากาศจะมีอุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายน แต่อากาศจะไม่ร้อนมากนักเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้ทะเล และฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง พฤศจิกายน นครหาดใหญ่จะมีฝนตกทั้งในช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ แต่ในช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนตกชุกมากกว่า เนื่องจากพัดผ่านอ่าวไทย ส่วนลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะถูกเทือกเขาบรรทัดปิดกั้นทำให้ฝนตกน้อยลง ในปี พ.ศ. 2546 ฝนตกมากที่สุดในช่วงเดือน ตุลาคม มิลลิเมตร ฝนตกน้อยที่สุดในเดือนเมษายน

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]