ไฮโกรมัยซิน บี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไฮโกรมัยซิน บี
Hygromycin b.svg
ข้อมูลทางคลินิก
ชื่ออื่นO-6-Amino-6-deoxy-L-glycero-D-galacto-heptopyranosylidene- (1-2-3) -O-β-D-talopyranosyl (1-5) -2-deoxy-N3-methyl-D-streptamine
AHFS/Drugs.comInternational Drug Names
รหัส ATC
  • none
ตัวบ่งชี้
เลขทะเบียน CAS
PubChem CID
ChemSpider
ChEMBL
ECHA InfoCard100.045.935
ข้อมูลทางกายภาพและเคมี
สูตรC20H37N3O13
มวลต่อโมล527.53 g/mol (563.5 with HCl)
แบบจำลอง 3D (JSmol)
 X mark.svg 7Yes check.svg 7 (what is this?)  (verify)
Pharmaklog.png สารานุกรมเภสัชกรรม

ไฮโกรมัยซิน บี (อังกฤษ: Hygromycin B) เป็นยาปฏิชีวนะที่ถูกสร้างมาจากเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ Streptomyces hygroscopicus ถูกจัดให้อยู่ในยากลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา, และเซลล์ยูแคริโอตชั้นสูง โดยการยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์ [1]

ประวัติและการค้นพบ[แก้]

โดยแรกเริ่มนั้น ไฮโกรมัยซิน บี ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับสัตว์ในช่วงทศวรรตที่ 1950 โดยมีการเติมยาดังกล่าวลงไปในอาหารที่ใช้เลี้ยงหมูและไก่ เพื่อเป็นยาถ่ายพยาธิและฆ่าปรสิตจำพวกหนอนตัวกลม (ชื่อผลิตภัณฑ์: Hygromix) โดยไฮโกรมัยซิน บี นั้นสามารถผลิตได้จากเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ Streptomyces hygroscopicus ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่แยกได้จากตัวอย่างดินเมื่อปี ค.ศ. 1953 ส่วนรายงานการดื้อต่อยาไฮโกรมัยซิน บี นั้น พบการรายงานการค้นพบยีนดื้อยาดังกล่าวเป็นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรตที่ 1980[2][3]

กลไกการออกฤทธิ์[แก้]

ไฮโกรมัยซินเป็นยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ต้านได้ทั้งเซลล์โปรคาริโอตและยูคาริโอต ผ่านการยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์นั้นๆ โดยเข้าจับกับตำแหน่ง A site บนหน่วยย่อย 30 เอสของไรโบโซม ทำให้ทีอาร์เอ็นเอไม่สามารถเข้าจับกับตำแหน่งดังกล่าวได้ ทำให้การแปรรหัสสารพันธุกรรมไม่สามารถเกิดขึ้นได้

การใช้ประโยชน์ในการศึกษาวิจัย[แก้]

ในห้องปฏิบัติการ ไฮโกรมัยซิน บีจะถูกใช้ในการคัดเลือกและคงสภาพเซลล์โปรคาริโอตและยูคาริโอตที่มีส่วนประกอบของยีนดื้อยาในพลาสมิด ซึ่งยีนดื้อยานี้จะผลิตเอนไซม์ไคเนสออกมาทำปฏิกิริยาฟอสโฟรีเลชันกับไฮโกรมัยซิน บี จนหมดฤทธิ์[4] นับตั้งแต่มีการค้นพบยีนที่ดื้อต่อยาไฮโกรมัยซิน บี เป็นต้นมา ทำให้ไฮโกรมัยซิน บี กลายเป็นยาปฏิชีวนะมาตรฐานที่ใช้ในการคัดเลือกยาปฏิชีวนะอื่นผ่านการทดลองด้วยการถ่ายทอดยีนไปดังกล่าวเข้าสู่เซลล์โปรคาริโอตและยูคาริโอต เพื่อดูผลความไวของเซลล์ที่มียีนดื้อยาต่อยาปฏิชีวนะชนิดนั้นๆ[5]

การวิจัยพันธุ์พืช[แก้]

ยีนที่ดื้อต่อไฮโกรมัยซินมักอยู่นำมาใช้เป็นยีนบ่งชี้ (selectable marker) ในการทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพืช การศึกษาในข้าวที่มีเชื้อแบคทีเรียสกุลอโกรแบคทีเรียมที่ได้รับการตกแต่งสารพันธุกรรมเพาะเลี้ยงอยู่ เมื่อมีการใส่ไฮโกรมัยซินลงไปในระบบที่ความเข้มข้นประมาณ 30–75 mg L−1, ค่าเฉลี่ย 50 mg L−1. ซึ่งการใช้ไฮโกรมัยซินที่ความเข้มข้น 50 mg L−1 นี้จะมีความเป็นพิษสูงต่อแคลลัสที่ไม่ได้รับการตกแต่งสารพันธุกรรม ซึ่งจะทำให้สามารถแยกแคลลัสที่ได้รับการตกแต่งสารพันธุกรรมออกมาได้[6]

อ้างอิง[แก้]

  1. McGuire, Pettinger (1953), "Hygromycin I. Preliminary studies on the production and biological activity of a new antibiotic.", Antibiot. Chemother., 3: 1268–1278
  2. Davies, Gritz; Davies, J (1983), "Plasmid-encoded hygromycin B resistance: the sequence of hygromycin B phosphotransferase gene and its expression in Escherichia coli and Saccharomyces cerevisiae.", Gene, 25 (2–3): 179–88, doi:10.1016/0378-1119 (83) 90223-8 Check |doi= value (help), PMID 6319235
  3. Burgett, Kaster; Burgett, SG; Rao, RN; Ingolia, TD (1983), "Analysis of a bacterial hygromycin B resistance gene by transcriptional and translational fusions and by DNA sequencing.", Nucleic Acids Res., 11 (19): 6895–911, doi:10.1093/nar/11.19.6895, PMC 326422, PMID 6314265
  4. Rao RN, Allen NE, Hobbs JN, Alborn WE, Kirst HA, Paschal JW (1983), "Genetic and enzymatic basis of hygromycin B resistance in Escherichia coli", Antimicrobial Agents and Chemotherapy, 24 (5): 689–95, doi:10.1128/aac.24.5.689, PMC 185926, PMID 6318654.
  5. Kauffman, John (2009), "Analytical Strategies for Monitoring Residual Impurities Best methods to monitor product-related impurities throughout the production process.", BioPharm International, 23: 1–3
  6. Pazuki, A; Asghari, J; Sohani, M; Pessarakli, M & Aflaki, F (2014). "Effects of Some Organic Nitrogen Sources and Antibiotics on Callus Growth of Indica Rice Cultivars" (PDF). Journal of Plant Nutrition. 38 (8): 1231–1240. doi:10.1080/01904167.2014.983118. สืบค้นเมื่อ November 17, 2014.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]