ยาระบายอย่างอ่อน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ยาระบาย)
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ยาระบายอย่างอ่อน (อังกฤษ: laxative) หรือ ยาระบาย เป็นยาเพื่อลดความแน่นตัวของอุจจาระ[1] และช่วยให้ถ่าย โดยสามารถใช้รักษาหรือป้องกันอาการท้องผูก ยาระบายต่าง ๆ ทำงานต่างกันและมีผลข้างเคียงต่างกัน ยาระบายแบบกระตุ้น (stimulant) แบบหล่อลื่น (lubricant) และแบบน้ำเกลืออาจใช้ชำระลำไส้ใหญ่ เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจไส้ตรงและลำไส้ใหญ่ โดยอาจใช้ร่วมกับการสวนทวารในบางกรณี การทานยาระบายเป็นจำนวนมากอาจทำให้ท้องร่วง ยาบางอย่างอาจมีสารออกฤทธิ์มากกว่าตัวเดียว อาจใช้ทานหรือใช้เหน็บ

ประเภท[แก้]

เพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-forming agents)[แก้]

ยาระบายชนิดสร้างเนื้ออุจจาระมีองค์ประกอบที่เพิ่มเนื้อและน้ำในอุจจาระ เพื่อให้สามารถผ่านลำไส้ไปได้ง่ายขึ้น องค์ประกอบรวมทั้งใยอาหารและสารดูดน้ำ (hydrophilic agent)[2]

คุณสมบัติ

  • ตำแหน่งออกฤทธิ์: ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่
  • เวลาเริ่มออกฤทธิ์: 12-72 ชม.
  • ตัวอย่าง: ใยอาหาร, ซิลเลียม (psyllium) เช่นยี่ห้อ Metamucil, methylcellulose เช่นยี่ห้อ Citrucel, polycarbophil เช่นยี่ห้อ FiberCon[3]

ยาเพิ่มเนื้อจะดูดน้ำ ดังนั้นจึงควรทานพร้อมกับน้ำมาก ๆ[3] เป็นยาเบาที่สุดในบรรดายาระบาย[1] และสามารถใช้ป้องกันรักษาการขับถ่ายในระยะยาว

ใยอาหาร[แก้]

อาหารที่ช่วยระบายก็คือที่มีใยอาหารสูง ทั้งแบบละลายน้ำไม่ได้และละลายได้ เช่น[4]

ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (emollient agents, stool softeners)[แก้]

ยาระบายแบบทำอุจจาระให้นุ่มและชุ่มชื้น เป็นสารลดแรงตึงผิวแบบแอนไออน (anionic surfactant) ซึ่งช่วยให้น้ำและไขมันรวมเข้าในอุจจาระมากขึ้น แล้วทำให้ผ่านทางเดินอาหารได้ง่ายขึ้น

คุณสมบัติ

ยาระบายแบบทำให้นุ่มและชุ่มชื้นควรทานพร้อมกับน้ำมาก ๆ เป็นยาที่ช่วยป้องกันท้องผูกมากกว่าเป็นยารักษาท้องผูกในระยะยาว[3]

หล่อลื่น (Lubricant agents)[แก้]

ยาระบายแบบหล่อลื่นช่วยเคลือบอุจจาระด้วยลิพิดลื่น ๆ และหน่วงการดูดซึมน้ำจากอุจจาระของลำไส้ใหญ่ จึงทำให้มันผ่านไปได้ง่ายกว่า อนึ่ง มันยังช่วยเพิ่มน้ำหนักและลดระยะเวลาที่ดำเนินผ่านลำไส้[3]

คุณสมบัติ

  • ตำแหน่งออกฤทธิ์: ลำไส้ใหญ่
  • เวลาเริ่มออกฤทธิ์: 6-8 ชม.
  • ตัวอย่าง: น้ำมันแร่ (mineral oil)[3]

น้ำมันแร่เป็นสารหล่อลื่นอย่างเดียวที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ แต่ก็อาจลดการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน (เช่น เอ ดี อี และเค) และแร่ธาตุบางอย่างเข้าร่างกาย[3] และอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารเหล่านี้ได้

Hyperosmotic agents[แก้]

ยาระบายแบบ hyperosmotic หมายถึงสารที่ทำให้ลำไส้เก็บน้ำไว้ภายในมากกว่าแล้วสร้างภาวะออสโมซิสที่ช่วยกระตุ้นให้ถ่าย[3]

คุณสมบัติ

  • ตำแหน่งออกฤทธิ์: ลำไส้ใหญ่
  • เวลาเริ่มออกฤทธิ์: 12-72 ชม (ทาน) 0.25-1 ชม. (เหน็บทางทวารหนัก)
  • ตัวอย่าง: ยาเหน็บแบบ glycerin ยี่ห้อ Hallens, ซอร์บิทอล, แล็กทูโลส, และ macrogol/polyethylene glycol (PEG) ยี่ห้อ Colyte, MiraLax[3]

แล็กทูโลสออกฤทธิ์โดยกระบวนการออสโมซิส ซึ่งเก็บน้ำไว้ในลำไส้ใหญ่ เพิ่มความเป็นกรดโดยผ่านกระบวนการหมักกลายเป็นกรดแล็กติก กรดฟอร์มิก และกรดน้ำส้ม แล้วเพิ่มการบีบตัว (peristalsis) ของลำไส้ใหญ่ ยาเหน็บคือ glycerin ออกฤทธิ์แบบ hyperosmotic คือเพิ่มปริมาณน้ำแล้วเพิ่มการบีบตัวของลำไส้ โดยยา sodium stearate ที่ผสมอยู่ด้วยกันก็จะระคายลำไส้ใหญ่ด้วย

สารละลายที่ประกอบด้วย polyethylene glycol และอิเล็กโทรไลต์ต่าง ๆ (รวมทั้งโซเดียมคลอไรด์ โซเดียมไบคาร์บอเนต โพแทสเซียมคลอไรด์ และบางครั้ง โซเดียมซัลเฟต) สามารถให้ทางปากหรือหลอดอาหาร (ที่สอดลงทางจมูกไปถึงกระเพาะ) เพื่อใช้ล้างทางเดินอาหารทั้งหมด เป็นวิธีการที่สร้างขึ้นเพื่อเตรียมผ่าตัดลำไส้ หรือเพื่อเตรียมส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) และเพื่อรักษาการได้รับพิษบางชนิด ยี่ห้อของสารละลายเหล่านี้รวม GoLytely, GlycoLax, CoLyte, Miralax, Movicol, NuLytely, Suprep, และ Fortrans สารละลายของซอร์บิทอล (ยี่ห้อ SoftLax) ก็มีผลเช่นเดียวกัน

ยาระบายแบบน้ำเกลือ[แก้]

ยาระบายแบบน้ำเกลือเป็นสารออสโมซิสที่ดูดซึมไม่ได้แต่สามารถดูดและเก็บน้ำให้อยู่ในช่องลำไส้ ซึ่งเพิ่มแรงดันในช่องและกระตุ้นให้ถ่าย สารที่ประกอบด้วยแมกนีเซียมยังเป็นเหตุให้หลั่งฮอร์โมนเพปไทด์ คือ cholecystokinin ซึ่งเพิ่มการบีบตัวของลำไส้และการหลั่งน้ำ[3] แต่ยาระบายชนิดนี้อาจเปลี่ยนความสมดุลเกี่ยวกับน้ำและอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายของผู้ใช้

คุณสมบัติ

ยาชนิดนี้ควรทานกับน้ำมาก ๆ

ยาระบายแบบกระตุ้น (stimulant laxative)[แก้]

ยาระบายแบบกระตุ้นเป็นสารที่ออกฤทธิ์ที่เยื่อเมือกหรือข่ายประสาท (nerve plexus) ของลำไส้ เปลี่ยนแปลงการหลั่งน้ำและอิเล็กโทรไลต์[9] และยังกระตุ้นการบีบตัว (peristaltic) ของลำไส้ แต่อาจเป็นอันตรายภายใต้สถานการณ์บางอย่าง เช่นใช้เป็นระยะยาวซึ่งทำให้ปล้องลำไส้ (haustra) เปลี่ยนแปลงไปโดยคาดว่า เกิดความเสียหายต่อเซลล์ประสาทหรือกล้ามเนื้อ[10]

คุณสมบัติ

  • ตำแหน่งออกฤทธิ์: ลำไส้ใหญ่
  • เวลาเริ่มออกฤทธิ์: 6-10 ชม.
  • ตัวอย่าง: senna, bisacodyl[3]

นี่เป็นยาระบายที่มีฤทธิ์มากที่สุดและควรใช้อย่างระมัดระวัง การใช้ยาระบายแบบกระตุ้นนาน ๆ อาจทำให้ติดยาเพราะทำปล้องลำไส้ใหญ่ (haustral fold) ให้เสียหาย ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนอุจจาระไปโดยไม่ใช้ยา งานศึกษาหนึ่งในคนไข้ที่ท้องผูกเรื้อรังพบว่า ผู้ใช้ยาระบายแบบกระตุ้น 28% จะเสียปล้องลำไส้ไปในระยะเวลา 1 ปี ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่เสีย[11]

อื่น ๆ[แก้]

น้ำมันละหุ่งเป็น glyceride ที่เอนไซม์จากตับอ่อนคือ pancreatic lipase จะสลายด้วยน้ำ (hydrolysis) ให้เป็นกรด ricinoleic ซึ่งมีฤทธิ์ระบายโดยยังไม่ทราบกลไก

คุณสมบัติ

  • ตำแหน่งออกฤทธิ์: ลำไส้ใหญ่
  • เวลาเริ่มออกฤทธิ์: 2-6 ชม.
  • ตัวอย่าง: น้ำมันละหุ่ง[3]

การใช้น้ำมันละหุ่งในระยะยาวอาจทำให้เสียน้ำ อิเล็กโทรไลต์ และสารอาหาร[3]

ตัวทำการต่อหน่วยรับเซโรโทนิน (serotonin agonist)[แก้]

มีสารกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้โดยก่อสภาพกัมมันต์ของหน่วยรับเซโรโทนิน (5-HT4 receptor) ของระบบประสาทลำไส้ (enteric nervous system) ภายในทางเดินอาหาร แต่บางชนิดก็ได้เลิกใช้หรือจำกัดการใช้ เพราะโอกาสทำอันตรายต่อหัวใจหลอดเลือดโดยเป็นผลข้างเคียง tegaserod (ชื่อการค้า Zelnorm) ได้เลิกวางขายในตลาดทั่วไปในสหรัฐและแคนาดาในปี 2007 เนื่องจากมีรายงานว่าเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายและเส้นเลือดอุดตันในสมอง แต่ก็ยังมีให้แพทย์ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เป็นอันตรายต่อชีวิตหรือจำเป็นต้องใช้ในโรงพยาบาล[12]

prucalopride (ยี่ห้อ Resolor) เป็นยาที่ปัจจุบันอนุมัติให้ใช้ในสหภาพยุโรปท้ายปี 2009[13] และในแคนาดา (ยี่ห้อ Resotran) ท้ายปี 2011[14] แต่ก็ยังไม่ได้อนุมัติให้ใช้ในสหรัฐอเมริกา โดยยังอยู่ใต้การพัฒนาของบริษัท Shire plc[15]

สารก่อกัมมันต์ช่องคลอไรด์ (chloride channel activators)[แก้]

lubiprostone เป็นยาที่ใช้รักษาท้องผูกเรื้อรังซึ่งไม่ทราบสาเหตุ (CIC) และกลุ่มอาการลำไส้ไวเกินต่อการกระตุ้น (IBS) โดยมีฤทธิ์ทำให้ลำไส้หลั่งน้ำที่สมบูรณ์ด้วยคลอไรด์ซึ่งทำอุจจาระให้นิ่ม เพิ่มการบีบตัวของลำไส้ และโปรโหมตการขับถ่ายอุจจาระแบบเกิดเอง (SBM)

การเปรียบเทียบยาต่าง ๆ[แก้]

ยาระบายสามัญ[16][17]
ยา/สูตร กลุ่ม ตำแหน่งออกฤทธิ์ เวลาเริ่มออกฤทธิ์
สมุนไพร Rhamnus purshiana (cascara) (ตัวยา casanthranol) Anthraquinone ลำไส้ใหญ่ 6-8 ชม.
สมุนไพรสกุล Rhamnus (Buckthorn) Anthraquinone ลำไส้ใหญ่ 6-8 ชม.
สมุนไพรสกุลขี้เหล็ก Senna (ตัวยา senna glycoside) Anthraquinone ลำไส้ใหญ่ 6-8 ชม.
สมุนไพรว่านหางจระเข้ (ตัวยา aloin) Anthraquinone ลำไส้เล็ก 8-10 ชม.
phenolphthalein Triphenylmethane ลำไส้เล็ก 8 ชม.
bisacodyl (ยาทาน) Triphenylmethane ลำไส้เล็ก 6-12 ชม.
bisacodyl (ยาเหน็บ) Triphenylmethane ลำไส้เล็ก 60 นาที
น้ำมันละหุ่ง กรด ricinoleic ลำไส้เล็ก 2-6 ชม.

ประสิทธิผล[แก้]

สำหรับผู้ใหญ่ งานทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมหนึ่งพบว่า polyethylene glycol (PEG) ยี่ห้อ MiraLax หรือ GlycoLax 17 กรัมวันละครั้งมีผลดีกว่า tegaserod 6 มก. 2 ครั้งต่อวัน[18] อีกงานหนึ่งพบว่า PEG สองถุง (26 กรัม) มีผลดีกว่าแล็กทูโลสสองถุง (20 กรัม)[19] การใช้ PEG วันละ 17 กรัมพบว่ามีประสิทธิผลและปลอดภัยในการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเป็นเวลา 6 เดือน[20] อีกงานหนึ่งพบว่า ซอร์บิทอลไม่มีผลต่างกับแล็กทูโลส[21]

สำหรับเด็ก PEG พบว่ามีประสิทธิผลดีกว่าแล็กทูโลส[22]

ปัญหาการใช้[แก้]

การใช้ในทางที่ผิด[แก้]

การใช้ยาระบายในทางที่ผิดมีผลลบต่าง ๆ ผลแบบเบารวมทั้งภาวะขาดน้ำ ความดันต่ำ หัวใจเต้นเร็ว เวียนศีรษะในบางอิริยาบถ (postural dizziness) และหมดสติชั่วคราว[23] ผลแบบหนักที่อาจทำให้ถึงเสียชีวิตรวมทั้งการเสียดุลของความเป็นกรดด่างและของอิเล็กโทรไลต์[23] ยกตัวอย่างเช่น มีการสัมพันธ์ภาวะโพแทสเซียมต่ำในเลือดอย่างรุนแรงกับ distal renal tubular acidosis (ภาวะกระเดียดกรดเหตุหลอดไตฝอยส่วนปลาย) ที่เนื่องกับการใช้ยาระบายในทางที่ผิด[23] โดยภาวะแอลคาโลซิสเนื่องกับเมแทบอลิซึม (metabolic alkalosis) เป็นภาวะไม่สมดุลของกรด-ด่างที่พบมากที่สุด[23] ผลไม่พึงประสงค์ที่สำคัญอื่น ๆ รวมทั้ง rhabdomyolysis (ภาวะกล้ามเนื้อโครงร่างที่เสียหายสลายตัวเร็วเกิน)[23] ภาวะไขมันเกินในอุจจาระ (steatorrhoea)[23] เยื่อเมือกลำไส้ใหญ่อักเสบหรือเกิดแผล[23] ตับอ่อนอักเสบ[23][24], ไตวาย[23][25][26], คนไข้แกล้งมีท้องร่วง (factitious diarrhea)[23][27] และปัญหาอื่น ๆ[23]

แม้คนไข้ที่มีความผิดปกติในการรับประทาน เช่น โรคเบื่ออาหารเหตุจิตใจ (anorexia nervosa) และโรคทานแล้วขับออก (bulimia nervosa) บ่อยครั้งจะใช้ยาระบายในทางที่ผิดเพื่อพยายามลดน้ำหนัก แต่ยาระบายก็เพียงแต่เพิ่มความเร็วที่อุจจาระดำเนินผ่านลำไส้ใหญ่ ซึ่งเกิดหลังการดูดซึมอาหารในลำไส้เล็ก ดังนั้น งานศึกษาต่าง ๆ จึงได้แสดงว่า น้ำหนักที่ลดลงเพราะใช้ยาในทางที่ผิด โดยหลักมาจากการเสียน้ำจากร่างกายเพียงชั่วคราว ไม่ได้ลดพลังงานที่ดูดซึมเข้าร่างกายจริง ๆ[23][28][29]

การชินต่อยาระบาย[แก้]

แพทย์เตือนไม่ให้ใช้ยาระบายแบบกระตุ้นเป็นประจำ เนื่องจากปัญหาว่า อาจเป็นเหตุให้เนื้อเยื่อในลำไส้ใหญ่ทรุดโทรม แล้วทำให้ไม่สามารถขับอุจจาระได้เองเนื่องจากถูกกระตุ้นเป็นเวลานาน[30] สิ่งสามัญที่พบในคนไข้ที่ใช้ยาระบายแบบกระตุ้นก็คือ ตะกอนสีน้ำตาลซึ่งสะสมที่เนื้อเยื้อลำไส้ ซึ่งเรียกว่า melanosis coli[A][ต้องการอ้างอิง]

การใช้ในประวัติศาสตร์เป็นต้น[แก้]

ยาระบาย ซึ่งเคยเรียกในภาษาอังกฤษว่า physicks หรือ purgatives เป็นยาที่ใช้อย่างกว้างขวางก่อนการแพทย์ปัจจุบันเพื่อรักษาภาวะต่าง ๆ ภาวะซึ่งในปัจจุบันพิจารณาว่าเป็นยาที่ไม่ได้ผลตามเวชปฏิบัติอิงหลักฐาน[31] ในนัยเดียวกัน ยาระบาย (โดยบางครั้งเรียกว่า การล้างลำไส้) ก็ยังได้การโปรโหมตจากแพทย์ทางเลือกในการรักษาภาวะต่าง ๆ รวมทั้งที่การแพทย์ปัจจุบันไม่ยอมรับ เช่น เพื่อกำจัดคราบ/ตะกอนอุจจาระในลำไส้ (mucoid plaque)[32]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. melanosis coli หรือ pseudomelanosis coli เป็นความผิดปกติของสีผนังลำไส้ใหญ่ บ่อยครั้งจะเห็นเมื่อส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) เป็นภาวะไม่ร้าย และอาจไม่สัมพันธ์กับโรคใด ๆ สารสีน้ำตาลเป็น lipofuscin ใน macrophage ไม่ใช่เมลานิน

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 "Constipation" (PDF). www.digestive.niddk.nih.gov. National Digestive Diseases Information Clearinghouse. สืบค้นเมื่อ 2014-11-03.
  2. "Bulk-forming agent". NCI Dictionary of Cancer Terms. Archived from the original on 2015-10-05.
  3. 3.00 3.01 3.02 3.03 3.04 3.05 3.06 3.07 3.08 3.09 3.10 3.11 3.12 3.13 Berardi, M; Tietze, KJ; Shimp, LA; Rollins, CJ; Popovich, NG (2006). Handbook of Nonprescription Drugs (15th ed.). Washington, D.C.: American Pharmaceutical Association. ISBN 1582120749.
  4. 4.0 4.1 4.2 "The Facts About Fiber" (PDF). www.aicr.org. American Institute for Cancer Research. สืบค้นเมื่อ 2014-11-03.
  5. Das, JL (2010). "Medicinal and nutritional values of banana cv. NENDRAN". Asian Journal of Horticulture. 8: 11–14.
  6. "15 Foods That Cause Constipation (Caffeine, Chocolate, Alcohol)". MedicineNet (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2017-12-12.
  7. Rush, EC; Patel, M; Plank, LD; Ferguson, LR (2002). "Kiwifruit promotes laxation in the elderly". Asia Pac J Clin Nutr. 11 (2): 164–8. doi:10.1046/j.1440-6047.2002.00287.x. PMID 12074185.
  8. Stacewicz-Sapuntzakis, M; Bowen, PE; Hussain, EA; Damayanti-Wood, BI; Farnsworth, NR (2001). "Chemical composition and potential health effects of prunes: a functional food?". Critical reviews in food science and nutrition. 41 (4): 251–86. doi:10.1080/20014091091814. PMID 11401245.
  9. "Laxative (Oral Route)". Mayo clinic. 2012-11-01.
  10. Joo, JS; Ehrenpreis, ED; Gonzalez, L; Kaye, M; Breno, S; Wexner, SD; Zaitman, D; Secrest, K (1998). "Alterations in colonic anatomy induced by chronic stimulant laxatives: the cathartic colon revisited". J Clin Gastroenterol. 26 (4): 283–6. doi:10.1097/00004836-199806000-00014. PMID 9649012.
  11. Joo และคณะ (1998-06). "Alterations in Colonic Anatomy Induced by Chronic Stimulant Laxatives: The Cathartic Colon Revisited". Journal of Clinical Gastroenterology. 26 (4): 283–286. Check date values in: |date= (help)
  12. "Tegaserod, FDA Zelnorm (tegaserod maleate) Information". FDA. Archived from the original on 2018-09-08.
  13. "European Medicines Agency EPAR summary for the public" (PDF). European Medicines Agency. Archived (PDF) from the original on 2018-04-14.
  14. "Health Canada, Notice of Decision for Resotran". Health Canada. Archived from the original on 2016-05-23.
  15. "U.S. FDA Accepts New Drug Application for Prucalopride (SHP555) for Chronic Idiopathic Constipation". GlobeNewswire. 2018-03-05. Archived from the original on 2018-09-14.
  16. Dharmananda, Subhuti. "SAFETY ISSUES AFFECTING HERBS: How Long can Stimulant Laxatives be Used?". Institute for Traditional Medicine. สืบค้นเมื่อ 2010-03-19.
  17. "Stimulant Laxatives". Family Practice Notebook, LLC. 2010-02-26. สืบค้นเมื่อ 2010-03-19.
  18. Di Palma, JA; Cleveland, MV; McGowan, J; Herrera, JL (2007). "A randomized, multicenter comparison of polyethylene glycol laxative and tegaserod in treatment of patients with chronic constipation". Am. J. Gastroenterol. 102 (9): 1964–71. doi:10.1111/j.1572-0241.2007.01365.x. PMID 17573794.
  19. Attar, A; Lémann, M; Ferguson, A; Halphen, M; Boutron, MC; Flourié, B; Alix, E; Salmeron, M; Guillemot, F; Chaussade, S; Ménard, AM; Moreau, J; Naudin, G; Barthet, M (1999). "Comparison of a low dose polyethylene glycol electrolyte solution with lactulose for treatment of chronic constipation". Gut. 44 (2): 226–30. doi:10.1136/gut.44.2.226. PMC 1727381. PMID 9895382.
  20. Dipalma, JA; Cleveland, MV; McGowan, J; Herrera, JL (2007). "A randomized, multicenter, placebo-controlled trial of polyethylene glycol laxative for chronic treatment of chronic constipation". Am. J. Gastroenterol. 102 (7): 1436–41. doi:10.1111/j.1572-0241.2007.01199.x. PMID 17403074.
  21. Lederle, FA; Busch, DL; Mattox, KM; West, MJ; Aske, DM (1990). "Cost-effective treatment of constipation in the elderly: a randomized double-blind comparison of sorbitol and lactulose". Am J Med. 89 (5): 597–601. doi:10.1016/0002-9343(90)90177-F. PMID 2122724.
  22. "BestBETs: Is polyethylene glycol safe and effective for chro..." สืบค้นเมื่อ 2007-09-06.
  23. 23.00 23.01 23.02 23.03 23.04 23.05 23.06 23.07 23.08 23.09 23.10 23.11 Roerig, JL; Steffen, KJ; Mitchell, JE; Zunker, C (2010). "Laxative abuse: epidemiology, diagnosis and management". Drugs. 70 (12): 1487–1503. doi:10.2165/11898640-000000000-00000. PMID 20687617.
  24. Brown, NW; Treasure, JL; Campbell, IC (2001). "Evidence for long-term pancreatic damage caused by laxative abuse in subjects recovered from anorexia nervosa". International Journal of Eating Disorders. 29 (2): 236–238. doi:10.1002/1098-108X(200103)29:2<236::AID-EAT1014>3.0.CO;2-G. PMID 11429987.
  25. Copeland, PM; Molina, H.; Ohye, Ch.; MacIas, R.; Alaminos, A.; Alvarez, L.; Teijeiro, J.; Muñoz, J.; Ortega, I. (1994). "Renal failure associated with laxative abuse". Psychother Psychosom. 62 (3–4): 200–2. doi:10.1159/000098619. PMID 7531354.
  26. Wright, LF; DuVal, JW (1987). "Renal injury associated with laxative abuse". South Med J. 80 (10): 1304–6. doi:10.1097/00007611-198710000-00024. PMID 3660046.
  27. Oster, JR; Materson, BJ; Rogers, AI (1980-11). "Laxative abuse syndrome". Am. J. Gastroenterol. 74 (5): 451–8. PMID 7234824. Check date values in: |date= (help)
  28. Lacey, JH; Gibson, E (1985). "Controlling weight by purgation and vomiting: A comparative study of bulimics". Journal of Psychiatric Research. 19 (2–3): 337–341. doi:10.1016/0022-3956(85)90037-8. PMID 3862833.
  29. "Acid-base and electrolyte abnormalities with diarrhea". www.uptodate.com. สืบค้นเมื่อ 2017-12-12.
  30. Joo, JS; Ehrenpreis, ED; Gonzalez, L; Kaye, M; Breno, S; Wexner, SD; Zaitman, D; Secrest, K (1998-06). "Alterations in colonic anatomy induced by chronic stimulant laxatives: the cathartic colon revisited". Journal of Clinical Gastroenterology. 26 (4): 283–6. doi:10.1097/00004836-199806000-00014. PMID 9649012. Check date values in: |date= (help)
  31. Stolberg, Michael (2003). "[The miraculous effects of taking laxatives. Success and failure of pre-modern medical treatment from the patients' perspective]". Wurzburger Medizinhistorische Mitteilungen. 22: 167–177. ISSN 0177-5227. PMID 15641192.
  32. M.,, Raju, S. Illustrated medical pharmacology. ISBN 9789350906552. OCLC 870530462.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]