แบคทีเรียดื้อยา

จุลชีพดื้อยา (อังกฤษ: Antimicrobial resistance; AMR) เป็นคำที่ใช้สื่อถึงจุลชีพที่มีความสามารถในการปรับตัวให้ทนต่อฤทธิ์ของยาต้านจุลชีพที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพนั้น ๆ ในอดีต[2][3][4] โดยคำนี้สื่อความรวมถึง "แบคทีเรียดื้อยา" หรือ "แบคทีเรียดื้อต่อยาปฏิชีวนะ" (antibiotic resistance) ด้วย ซึ่งเป็นจุลชีพที่พบการดื้อยามากที่สุด[3] โดยการรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพที่ดื้อต่อยานั้นทำได้ค่อนข้างยาก จึงจำเป็นต้องมีการใช้ยาต้านจุลชีพในขนาดที่สูงกว่าปกติในการรักษา หรือต้องปรับเปลี่ยนแบบแผนการรักษาโดยใช้ยาทางเลือกรอง ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงกว่าปกติ และมีความเสี่ยงที่อาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์หรือการเกิดพิษได้มากกว่าการรักษาด้วยสูตรการรักษามาตรฐาน นอกจากนี้แล้ว การรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพดื้อยาดังกล่าวจะยิ่งทวีความยากลำบากในการรักษามากขึ้นหากเชื้อสาเหตุนั้นเกิดการดื้อยาต้านจุลชีพหลายชนิด (multiple drug resistance; MDR หรือ ซุปเปอร์บั๊ก)[5] ทั้งนี้ กลไกการดื้อยาของจุลชีพนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ผ่าน 3 กลไกหลัก คือ การดื้อยาโดยธรรมชาติของจุลชีพสายพันธุ์นั้น ๆ, การกลายพันธุ์ หรือ การได้รับยีนดื้อยาจากสายพันธุ์หรือสเตรนอื่น[6] โดยจุลชีพสายพันธุ์ต่าง ๆ นั้นสามารถเกิดการกลายพันธุ์ได้ทั้งหมด ได้แก่ เชื้อราจะเกิดการดื้อต่อยาต้านเชื้อรา ไวรัสจะเกิดการดื้อต่อยาต้านไวรัส โพรโทซัวสามารถเกิดการต่อยาต้านโพรโทซัว และแบคทีเรียจะเกิดการดื้อต่อยาปฏิชีวนะ และการดื้อยานี้อาจเกิดขึ้นได้เองโดยธรรมชาติของจุลชีพซึ่งเป็นผลมาจากการกลายพันธุ์แบบสุ่ม[7]
การป้องกันการดื้อยาของแบคทีเรียนั้นสามารถกระทำได้หลายช่องทาง ได้แก่ ใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อมีข้อบ่งใช้ที่เหมาะสม หยุดการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านจุลชีพอื่นในทางที่ผิด[8][9] หากเป็นไปได้ให้พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์แคบ (Narrow-spectrum antibiotics) แทนยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้าง (Board-spectrum antibiotics) เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์แคบจะมีความจำเพาะต่อเชื้อสาเหตุและมีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดการดื้อยาของจุลชีพได้[10] ในกรณีที่ต้องรับประทานยาเองที่บ้าน ผู้ใช้ยาควรมีความตระหนักรู้ถึงวิธีการใช้ยาที่เหมาะสม และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้ยาดังกล่าวนอกเหนือจากคำแนะนำของบุคลการทางการแพทย์ นอกจากนี้ บุคลากรทางการแพทย์ซึ่งมีโอกาสสัมผัสกับเชื้อจุลชีพต่าง ๆ ในการทำงานก็ถือเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่จะช่วยลดการแพร่กระจายของแบคทีเรียดื้อยาได้ โดยการรักษาสุขอนามัยและการมีระบบการสุขาภิบาลที่ดีในสถานพยาบาล ซึ่งรวมไปถึงการล้างมือและการทำให้ปราศจากเชื้อ (disinfecting) ในระหว่างการสัมผัสผู้ป่วยแต่ละราย รวมไปถึงการให้ความรู้เพื่อกระตุ้นความตระหนักรู้ในประเด็นดังกล่าวแก่ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย หรือบุคคลอื่นในสถานพยาบาล[11]
การเพิ่มขึ้นของแบคทีเรียดื้อยาในปัจจุบันนั้นมีสาเหตุหลักมาจกาการใช้ยาปฏิชีวนะในมนุษย์และสัตว์อื่น รวมไปถึงการแพร่กระจายของแบคทีเรียดื้อยาระหว่างมนุษย์กับสัตว์เหล่านั้น[8] นอกจากนี้ การดื้อยาของแบคทีเรียนี้ยังทำให้เกิดการคัดเลือกจากแรงกดดัน (selection pressure) ในกลุ่มประชากรของแบคทีเรีย ส่งผลให้แบคทีเรียที่ไวต่อยาต้านจุลชีพตาย และแบคทีเรียที่ดื้อยาต้านจุลชีพซึ่งเดิมมีอยู่ในสัดส่วนที่น้อยนั้น มีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น การที่แบคทีเรียที่ดื้อยากลับกลายมาเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในสายพันธุ์นั้น ๆ ทำให้การรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อดังกล่าวต้องได้รับการปรับเปลี่ยนไปใช้การรักษาด้วยยาทางเลือกรอง รวมถึงทำให้เกิดการขาดแคลนยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาจนทำให้ต้องการเร่งรัดการคิดค้นพัฒนายาปฏิชีวนะชนิดใหม่ที่รวบรัดขั้นตอนตามมาตรฐานการพัฒนายาใหม่ที่เคยมีมา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีการเร่งรัดพัฒนายาปฏิชีวนะชนิดใหม่ขึ้นมาเพื่อจัดการกับภาวะฉุกเฉินที่เกี่ยวเนื่องกับแบคทีเรียดื้อยาดังข้างต้น แต่ยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ที่ถูกผลิตออกสู่ตลาดยานั้นก็ยังคงมีจำนวนไม่มากพอที่จะบรรเทาปัญหาดังกล่าวลงได้[12]
การเพิ่มขึ้นของการดื้อยาของแบคทีเรียนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อดื้อยาอย่างรุนแรงประมาณปีละ 700,000 – 1,000,000 คนต่อปี[13][14] เฉพาะในสหรัฐอเมริกา ในแต่ละปีจะมีผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาอย่างน้อย 2,000,000 คน และในจำนวนนี้มีผู้ที่ประสบความล้มเหลวในการรักษาและนำไปสู่การเสียชีวิตมากถึง 23,000 คนต่อปี[15] ด้วยความรุนแรงแรงของปัญหาการดื้อยาของแบคทีเรียนี้ ทำให้มีการเรียกร้องให้ประชาคมโลกกำหนดมาตรการการดำเนินการร่วมกันเพื่อจัดการกับภัยคุกคามดังกล่าว จนได้เป็นข้อเสนอสำหรับสนธิสัญญาระหว่างประเทศเรื่องการดื้อต่อยาของจุลชีพ[16] แต่การดำเนินงานดังกล่าวนั้นไม่อาจกระทำได้ในทุกประเทศทั่วโลก เนื่องจากบางประเทศที่มีฐานะยากจนและมีระบบการสาธารณสุขที่อ่อนแอนั้นไม่อาจดำเนินการตามเจตนารมณ์ดังกล่าวได้เต็มที่ ทำให้กลุ่มประเทศดังกล่าวมีอุบัติการณ์การเกิดการดื้อยาของจุลชีพที่ค่อนข้างสูง[9]
คำจำกัดความ
[แก้]
องค์การอนามัยโลกได้ให้คำนิยามของ จุลชีพดื้อยา ว่าเป็น จุลชีพที่ทนต่อยาต้านจุลชีพที่เคยมีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพดังกล่าว[3] ทั้งนี้การดื้อต่อยาปฏิชีวนะนี้เกิดขึ้นในจุลชีพเท่านั้น คนหรืออวัยวะที่เกิดการติดเชื้อจุลชีพนั้นไม่อาจก่อให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะได้[18] ในปี ค.ศ. 2014 ด้วยความรุนแรงของการดื้อยาของจุลชีพทำให้องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ประกาศให้ปัญหาการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียเป็น "ปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่สุดที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลกและทุกคนล้วนจะต้องได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ ไม่ว่าวัยใด หรือประเทศใดก็ตาม – การดื้อยานี้ทำให้แบคทีเรียเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้น ยาปฏิชีวนะที่เคยใช้ได้ผลจะไม่สามารถใช้งานได้กับคนที่ต้องการการรักษาโรคที่เกิดติดเชื้อนี้ - นี่จึงถือเป็นภัยคุกคามหลักต่อการสาธารณสุขในปัจจุบัน"[19][20]
สาเหตุ
[แก้]
ถึงแม้ว่าการดื้อต่อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียนั้นมีมาก่อนที่จะมีการใช้ยาดังกล่าวในมนุษย์[21][22] แต่การใช้ยาปฏิชีวนะโดยมนุษย์กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนี้ทำให้การดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติผ่านกระบวนการการกดดันทางวิวัฒนาการ (evolutionary pressure)[23][24] ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะในมนุษย์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเป็นผลมาจากความสามารถในการผลิตยาปฏิชีวนะในระดับอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นทั่วโลกตลอดทุกช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1950 ทำให้ปริมาณยาปฏิชีวนะที่ผลิตขึ้นมีจำนวนมากพอที่จะจำหน่ายแก่ประชาชนได้อย่างกว้างขวาง ประกอบกับการที่รัฐไม่สามารถควบคุมการขายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้น้อยและรายได้ปานกลางหลายประเทศ ซึ่งสามารถซื้อยาดังกล่าวได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ และการซื้อยาใช้เองในกรณีดังกล่าว ส่วนใหญ่มักเป็นการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ตรงข้อบ่งใช้ ซึ่งจะส่งผลให้ความเสี่ยงที่อาจเกิดการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียสูงขึ้นได้ในทุก ๆ สายพันธุ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน[25]
เหตุผลอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดการดื้อยาของจุลชีพในปัจจุบัน ได้แก่:
- การใช้ยาปฏิชีวนะในการปศุสัตว์ โดยมีการรับรองให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะในขนาดต่ำแก่ปศุสัตว์เพื่อเสริมการเจริญเติบโตของสัตว์ดังกล่าวในประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าการใช้ยาปฏิชีวนะในกรณีนี้สามารถนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียได้[26][27]
- การปล่อยของเสียที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะอยู่ในปริมาณสูงสู่สิ่งแวดล้อมของโรงงานผลิตยา เนื่องจากไม่มีระบบการบำบัดน้ำเสีย (wastewater treatment) ที่ดีมากพอ ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการดื้อยาของแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงมากขึ้น และแพร่กระจายได้มากขึ้น[28][29]
- ถึงแม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสารต้านแบคทีเรียในสบู่และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นนั้นมีส่วนช่วยในการดื้อยาของแบคทีเรียหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ห้ามให้มีการใช้สารต้านแบคทีเรียจำนวน 19 ชนิดในผลิตภัณฑ์สบู่ต้านแบคทีเรียเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 2016 ด้วยให้เหตุผลประกอบว่า "ไม่มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นได้เด่นชัดว่าสบู่ที่มีส่วนผสมของสารต้านแบคทีเรียนั้นมีประสิทธิภาพดีกว่าการล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าและสบู่ทั่วไปในการป้องกันภาวะความเจ็บป่วยจากแบคทีเรีย"[30][31][32]
การดื้อยาจากการใช้ยาปฏิชีวนะในมนุษย์
[แก้]
การเพิ่มขึ้นของการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียนั้นมีความสัมพันธ์กับปริมาณการสั่งใช้ยาหรือการใช้ยาดังกล่าว รวมไปถึงการรับประทานยาปฏิชีวนะไม่ครบตามที่ได้ควรได้รับ[33] โดยการสั่งยาใช้ปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสมนี้มีสาเหตุมาจากหลายประการ ทั้งจากการที่ผู้ป่วยยืนยันที่จะให้แพทย์สั่งใช้ยาปฏิชีวนะแก่ตน ถึงแม้จะไม่มีข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องใช้ยาดังกล่าว และแพทย์บางรายก็อาจสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะให้แก่ผู้ป่วยของตนตามที่ร้องขอ เนื่องจากไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบายให้ผู้ป่วยตระหนักรู้ได้ถึงเหตุผลที่ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาการเจ็บป่วยครั้งนั้น ๆ และในบางกรณี แพทย์ผู้สั่งใช้ยาเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเมื่อใดที่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือมีความระมัดระวังมากเกินไปในการสั่งใช้ยาเนื่องมาจากเหตุผลทางการแพทย์ รวมไปถึงเหตุผลทางกฎหมาย[34] นอกจากนี้แล้ว การที่มีระดับความเข้มข้นของยาปฏิชีวนะในร่างกายต่ำมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดการดื้อยาของแบคทีเรียได้ผ่านกระบวนการการเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ของแบคทีเรียนั้น ๆ ส่งผลให้แบคทีเรียดังกล่าวสามารถเจริญเติบโตอยู่ได้ตามปกติถึงแม้จะมีการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดเดิมที่ให้ความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดมากขึ้นกว่าเดิมก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น การดื้อยาของแบคทีเรีย Pseudomonas aeruginosa และ Bacteroides fragilis ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์จากการได้รับยาปฏิชีวนะในขนาดที่ให้ความเข้มข้นของยาดังกล่าวในร่างกายต่ำกว่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียดังกล่าว (subinhibitory concentration)[35]
ดังที่กล่าวไปในข้างต้นว่า การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสมและไม่จำเป็นเพื่อการรักษาความเจ็บป่วยของมนุษย์ในปัจจุบันนั้นเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดภาวะฉุกเฉินด้านการดื้อยาของแบคทีเรีย โดยมากกว่าร้อยละ 50 ของการใช้ยาปฏิชีวนะในมนุษย์พบว่าเป็นการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมและไม่ตรงตามข้อบ่งใช้[8] ยกตัวอย่างเช่น คน 1 ใน 3 คน ยังคงมีความเชื่อว่ายาปฏิชีวนะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไข้หวัด[36] โดยพบว่าการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรคไข้หวัดนั้นพบเห็นได้มากที่สุดในประเด็นของการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ตรงตามข้อบ่งใช้ ถึงแม้จะเป็นที่ทราบกันดีของบุคลากรทางการแพทย์ว่ายาดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคไข้หวัด[37] นอกจากนี้การใช้ยาปฏิชีวนะแม้เพียงครั้งเดียว ถึงแม้จะเป็นการใช้ในผู้ที่มีข้อบ่งใช้ที่จำเป็นต้องได้รับยาดังกล่าว ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียได้ โดยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะคงอยู่ได้นานประมาณ 1 เดือน ถึง 1 ปี ตั้งแต่เริ่มมีการใช้ยาดังกล่าว[38][39]
ความเสี่ยงที่จะเกิดการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียนั้นจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา ดังนั้น ตราบใดที่ยังมีการใช้ยาปฏิชีวนะในจำนวนที่น้อยที่สุดที่ให้ประสิทธิภาพดีในการรักษา และใช้ยาดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่เป็นได้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดการดื้อยาของแบคทีเรีย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ให้ผลลัพธิ์การรักษาที่ดีกว่าและมีภาวะแทรกซ้อนน้อย[10] .ทำให้ในปัจจุบันมีการใช้สูตรการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะระยะสั้นในผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ได้แก่ โรคปอดอักเสบชุมชน (community-acquired pneumonia; CAP),[40] เยื่อบุช่องท้องอักเสบเองจากแบคทีเรีย (spontaneous bacterial peritonitis; SBP),[41] ผู้ป่วยหนักในหน่วยอภิบาลที่คาดว่าอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียในปอด,[42] กลุ่มอาการที่เข้าได้กับอาการปวดท้องเฉียบพลัน (acute abdominal),[43] หูชั้นกลางอักเสบ, โพรงอากาศอักเสบ และการติดเชอื้แบคทีเรียในช่องคอ (throat infection),[44] และการเจ็บป่วยจากการทะลุของลำไส้[45][46] ในบางกรณี การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะสูตรระยะสั้นอาจไม่สามารถรรักษาภาวะการติดเชื้อนั้น ๆ ได้ เช่นเดียวกันกับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะสูตรระยะยาว[47] การศึกษาทางคลินิกที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของสมาคมการแพทย์อังกฤษ (British Medical Association) พบว่า หากอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อแบคทีเรียถูกกำจัดออกไปด้วยการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้ว ควรหยุดการบริหารยาดังกล่าว ณ 72 ชั่วโมงหลังอาการดีขึ้น[48] ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นก่อนที่เชื้อก่อโรคจะถูกกำจัดออกไปหมด ดังนั้นแพทย์ควรให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยทุกคนที่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะให้ตระหนักรู้ถึงการได้รับการรักษาด้วยยาดังกล่าวจนถึงระยะเวลาที่แนะนำในแนวทางการรักษามาตรฐาน นักวิจัยบางคนสนับสนุนให้แพทย์ใช้หลักสูตรยาปฏิชีวนะที่สั้นมากในการรักษา และประเมินผู้ป่วยหลังจากนั้น 2–3 วันและหยุดการรักษาหากไม่มีอาการทางคลินิกที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย[49]
นอกจากนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มที่แตกต่างกันพบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดการดื้อยาหรือการแพร่กระจายของเชื้อบางสายพันธ์ที่มากกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มอื่น อาทิ อัตราการติดเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียสที่ดื้อต่อยาเมทิซิลลิน (Methicillin-resistant Staphylococcus aureus; MRSA) จะสูงขึ้นเมื่อมีการใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มไกลโคเปปไทด์ (Glycopeptide antibiotics), เซฟาโลสปอริน, และควิโนโลน[50][51] เซฟาโลสปอริน และโดยเฉพาะควิโนโลนและคลินดามัยซินนั้นมีสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการเพิ่มจำนวนที่มากเกินปกติของแบคทีเรีย Clostridium difficile ในทางเดินอาหารได้[52][53]
นอกเหนือจากปัจจัยดังข้างต้นแล้ว ปัจจัยบางประการที่จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยในหน่วยอภิบาล (intensive care unit; ICU) อย่างการใส่เครื่องช่วยหายใจ (mechanical ventilation) และการมีโรคร่วมหลายโรค ก็เป็นปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาได้เช่นกัน[54] รวมถึงการล้างมือและการทำให้ปราศจากเชื้อ (disinfecting) ที่ไม่ดีพอระหว่างการสัมผัสผู้ป่วยแต่ละคนของบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วยนั้นก็มีความสัมพันธ์กับการแพร่กระจายของจุลชีพดื้อยาเช่นกัน[55]
การดื้อยาจากการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์
[แก้]
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เป็นที่สงสัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยาปฏิชีวนะในการปศุสัตว์กับการเกิดการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรีย จนกระทั่งองค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อสรุปในประเด็นดังกล่าวว่า "การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสมในการเลี้ยงสัตว์เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดและการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่ทนต่อยาปฏิชีวนะและควรห้ามไม่ให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นตัวกระตุ้นการเจริญเติบโตในอาหารสัตว์"[56] องค์การอนามัยโลกได้เพิ่มหลักเกณฑ์ด้านสุขอนามัยสัตว์บกเพื่อเป็นแนวทางในการให้คำแนะนำแก่สมาชิกขององค์กรในการสร้างและประสานการตรวจสอบและติดตามเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพระดับประเทศ,[57] ติดตามตรวจสอบปริมาณยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์,[58] และให้คำแนะนำแก่องค์กรหรือหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมและรอบคอบ ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือ การใช้วิธีการที่จะช่วยในการตรวจหาปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยา และประเมินความเสี่ยงนั้น ๆ ต่อการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรีย[59]
การดื้อยาโดยธรรมชาติ
[แก้]การดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียนั้นสามารถเกิดขึ้นได้เองทั่วไปในธรรมชาติ[60] โดยมีการค้นพบยีนที่มีมาแต่โบราณซึ่งเป็นยีนทำให้แบคทีเรียเหล่านั้นดื้อต่อยาปฏิชีวนะ โดยยาปฏิชีวนะนั้นอาจเป็นยาที่ถูกผลิตขึ้นมาโดยแบคทีเรียนั้น ๆ[61][62] ซึ่งยีนที่ทำให้เกิดการดื้อยาดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นรีซิสโตม (resistome) ที่พบการเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติ[60] โดยยีนเหล่านั้นอาจถูกถ่ายทอดจากแบคทีเรียที่ไม่ก่อโรคไปยังแบคทีเรียอื่นที่ก่อโรคและทำให้แบคทีเรียที่ได้รับยีนนี้เข้าไปสามารถทนต่อยาปฏิชีวนะได้เช่นกัน[60]
ใน ค.ศ. 1952 มีการค้นพบการดื้อยาเพนิซิลลินในแบคทีเรียบางสายพันธุ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีการนำยาดังกล่าวมาใช้ในทางคลินิก[63] นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่ามีการดื้อยาสเตรปโตมัยซินของแบคทีเรียบางชนิดในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นอีกด้วย[64] ต่อมาใน ปี ค.ศ. 1962 ได้มีการตรวจพบเอนไซม์เพนิซิลิเนสในเอนโดสปอร์ของแบคทีเรีย Bacillus licheniformis ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวเป็นเอนไซม์ที่ทำลายโครงสร้างหลักของยากลุ่มเพนิซิลลิน จากดินแห้งบนรากพืชที่ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์บริติชตั้งแต่ปี ค.ศ. 1689[65][66][67] นอกจากนั้น การศึกษาจุลชีพในทางเดินอาหารของวิลเลียม เบรน (William Braine) และจอห์น ฮาร์ทเนลล์ (John Hartnell) ซึ่งเป็นลูกเรือที่เสียชีวิตในการเดินสำรวจมหาสมุทรอาร์กติกของจอห์น แฟรงคลิน (Franklin's lost expedition) พบแบคทีเรียสกุล Clostridium จำนวน 6 สเตรนที่ดื้อต่อเซโฟซิตินและคลินดามัยซิน[68]
ทั้งนี้ การสร้างเอนไซม์เพนิซิลิเนสของแบคทีเรียนั้นอาจขึ้นอยู่กับบางสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมด้วย โดยการหลั่งเอนไซม์นี้อาจเป็นผลมาจากการสร้างกลไกการป้องกันตนเองของแบคทีเรีนนั้น ๆ จากสภาพแวดล้อมในแหล่งที่อยู่ของตนที่เป็นอันตราย ยกตัวอย่างเช่น Staphylococcus aureus จะมีการสร้างเอนไซม์เพนิซิลิเนสออกมาเป็นจำนวนมากเมื่อต้องอาศัยอยู่ในแหล่งที่มีราตระกูลสกุลทริโคไฟตอนที่ผลิตเพนิซิลลิน ซึ่งส่งผลให้แบคทีเรียเกิดการดื้อต่อยาเพนิซิลลินได้[67] Search for a penicillinase ancestor has focused on the class of proteins that must be a priori capable of specific combination with penicillin.[69] แต่ในทางกลับกัน การดื้อยาของแบคทีเรียที่พบในทางเดินอาหารของวิลเลียม เบรน และจอห์น ฮาร์ทเนลล์ ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น อาจเป็นผลมาจากการที่ทั้งสองคนได้รับเชื้อแบคทีเรียที่สามารถสร้างเอนไซม์หรือเกิดการกลายพันธุ์แบบสุ่มของโครโมโซมได้เองตามธรรมชาติจนทำให้ทนต่อยาปฏิชีวนะดังกล่าวก็เป็นได้[68]
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ได้ว่าโลหะหนัก และสารก่อมลพิษอื่น ๆ อาจมีส่วนในการทำให้เกิดการแพร่กระจายของแบคทีเรียดื้อยาได้โดยโลหะหนักและสารพิษเหล่านั้นจะทำให้แบคทีเรียที่ไม่ดื้อยาไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ในทางตรงกันข้าม แบคทีเรียที่ดื้อยาจะไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าวและจะมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นเพื่อทดแทนแบคทีเรียไม่ดื้อยาที่ลดจำนวนลงไป[70]
การดื้อยาจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อม
[แก้]ปัญหาการดื้อต่อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียในปัจจุบันได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพทั้งมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะมีแหล่งอาศัยอยู่บนบกหรือในน้ำ โดยปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีส่วนหนุนให้ปัญหาดังกล่าวแพร่กระจายจนส่งผลกระทบในวงกว้างก็คือ การปนเปื้อนและการแพร่กระจายของยาปฏิชีวนะหรือสารที่ออกฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำเสียจากโรงพยาบาลและน้ำเสียจากชุมชนเมืองที่ถูกปล่อยออกสู่ธรรมชาติโดยไม่ได้รับการบำบัดหรือมีระบบการบำบัดที่ไม่รัดกุม ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนดังกล่าว[71][72] ยาปฏิชีวนะได้ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่มีการนำมาใช้ในมนุษย์ (ยา, การเกษตร) ผ่านทางของเสียต่าง ๆ ที่ถูกขับออกจากร่างกายกมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และของเสียจากอุตสาหกรรมยา[73] การที่ของเสียที่มีการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้รับการบำบัดหรือได้รับการบำบัดที่ไม่ดีมาก จะเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียได้มากขึ้น และเกิดการปนเปื้อนและแพร่กระจายของแบคทีเรียดื้อยาดังกล่าวในสิ่งแวดล้อมนั้นอีกด้วย ในปี ค.ศ. 2011 การทำแผนที่ของตัวอย่างน้ำทิ้งและน้ำประปาในนิวเดลี ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีจำนวนการใช้ยาปฏิชีวนะของประชาชนบริเวณนั้นในสัดส่วนที่สูง ผลการตรวจพบว่ามีการปนเปื้อนแบคทีเรียอยู่เป็นจำนวนมากและยังส่งผลให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหารในชุมชนที่อุปโภคบริโภคน้ำจากแหล่งดังกล่าวอย่างเป็นวงกว้างและยากแก่การควบคุมโรค โดยพบว่าเชื้อก่อโรคดังกล่าวส่วนใหญ่มักมีผลตรวจเอนไซม์ NDM-1 เป็นบวก ซึ่งเป็นเอนไซม์ดังกล่าวจะส่งผลให้แบคทีเรียนั้น ๆ เกิดการดื้อต่อยาที่มีโครงสร้างหลักเป็นวงบีตา-แลคแตมได้หลายชนิด[74] ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ร้อยละ 70–80 ของผู้ปวยที่มีอาการท้องร่วงมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งไม่สามารถรักษาได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ในการข้อมูลจากการศึกษากลับพบว่าราวร้อยละ 40 ของผู้ป่วยที่มีอาการข้างต้นยังคงพยายามที่จะรักษาอาการท้องร่วงนั้นด้วยยาปฏิชีวนะ[75] ในบางพื้นที่ผู้ที่รักษาอาการท้องร่วงอย่างไม่เหมาะสมด้วยยาปฏิชีวนะนั้นมีสัดส่วนที่มากถึงร้อยละ 80[75]
เนื่องจากแบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้แบคทีเรียดื้อยาที่แพร่กระจายลงสู่สิ่งแวดล้อมนั้นสามารถเจริญเติบโตและแพร่จำนวนได้มากภายในระยะเวลาอันสั้น ยิ่งไปกว่านั้น แบคทีเรียที่ดื้อยาเหล่านี้ยังสามารถถ่ายทอดยีนดื้อยาไปยังแบคทีเรียสายพันธุ์หรือสเตรนอื่น ๆ ได้ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การถ่ายทอดยีนในแนวราบ (horizontal gene transfer; HGT) ดังนั้น ถึงแม้ว่ายาปฏิชีวนะที่แบคทีเรียดังกล่าวดื้อยาจะไม่ถูกปล่อยลงสู่ธรรมชาติเพิ่มเติมในอนาคต ยีนที่ดื้อยาปฏิชีวนะดังกล่าวก็จะยังคงพบเห็นอยู่ในแบคทีเรียธรรมชาติทั่วไป เนื่องจากแบคทีเรียดังกล่าวจะมีการแบ่งตัวและถ่ายทอดยีนดื้อยาให้กันจากรุ่นสู่รุ่น[73] นอกจากนี้ยังพบว่า มีการแพร่กระจายเป็นวงกว้างของแบคทีเรียดื้อยาในสัตว์ทะเลที่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันว่าแบคทีเรียดื้อยาที่พบเหล่านี้อาจเป็นแหล่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อมทางทะเล[76]
การป้องกัน
[แก้]
ในปัจจุบัน มีการเรียกร้องให้มีมาตรการจัดการกับปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียที่มีอุบัติการณ์และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการร่างสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาด้านการดื้อยาของจุลชีพ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานนี้จำเป็นต้องมีรายละเอียดและได้รับความสนใจจากภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้นเพื่อที่จะประมาณการและวัดแนวโน้มความรุนแรงของปัญหาดังกล่าวในระดับนานาชาติ โดยที่ผ่านมามีแนวคิดที่จะนำระบบการติดตามและประเมินผลการรักษา (tracking system) มาใช้จัดการกับปัญหานี้ แต่การใช้งานจริงนั้นยังไม่อาจเกิดขึ้นได้มากเท่าใดนัก ซึ่งระบบในลักษณะนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกแก่พื้นที่ที่มีการดื้อยาสูง รวมถึงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการประเมินการดำเนินงานและการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่ทำขึ้นเพื่อต่อสู้หรือจัดการกับปัญหาการทนต่อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรีย โดยกลยุทธิ์สำคัญ 5 ประการที่จำเป็นสำหรับการลดการเกิดการดื้อยาของแบคทีเรีย ได้แก่[78]
- มีการเฝ้าระวังการใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อสงวนยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่อาจค้นพบใหม่ในอนาคตให้มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ได้ดีเหมือนที่ผ่านมา
- มีการกำหนดกรอบเวลาที่จำเป็นต้องมีการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพและเจาะจงกับเชื้อสาเหตุให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
- พัฒนาและรับรองยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ให้ได้ 10 ชนิดภายในปี ค.ศ. 2020
- พัฒนาวิธีการศึกษาพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลเพื่อตรวจหายีนของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะ
- ไม่ก่อให้เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการกระจายงบประมาณเพื่อกองทุนนวัตกรรมต้านการดื้อยาของแบคทีเรียมูลค่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ระยะเวลาการใช้ยาปฏิชีวนะ
[แก้]ระยะเวลาที่ใช้สำหรับการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียด้วยยาปฏิชีวนะนั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ ของผู้ป่วยแต่ละราย[10] การหยุดการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหลังจากผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นโดยที่ไม่ได้รับยาปฏิชีวนะครบตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดในแบบแผนการรักษานั้น มีหลักฐานเชิงประจักษ์บางแหล่งที่พบว่า การเกิดการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียจะเกิดขึ้นได้มากกว่าปกติในกรณีดังกล่าว[10] แต่ข้อมูลบางแหล่งก็ระบุไปในอีกทิศทางหนึ่งว่า การหยุดการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเร็วกว่าปกตินั้นอาจเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลได้ในผู้ป่วยบางราย[10] แต่ผู้ป่วยโรคติดเชื้อบางชนิดจำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานาน การพิจารณาหยุดการใช้ยาในผู้ป่วยดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นหรือไม่ก็ตาม[10]
การติดตามและวางผังงาน
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
การจำกัดการใช้ยาปฏิชีวนะ
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ระดับโรงพยาบาล
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ระดับบุคลากร
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ระดับประชาชน
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
สุขาภิบาลและการอนามัย
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
การจัดการการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ยุโรป
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
สหรัฐอเมริกา
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
การวางแผนปฏิบัติงานและสร้างความตระหนักในระดับนานาชาติ
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
“สัปดาห์รู้รักษ์ ตระหนักใช้ยาปฏิชีวนะ
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
กลไกการดื้อยา
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ประวัติ และประเด็นด้านสังคมและวัฒนธรรม
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
การศึกษาวิจัย
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
สถานการณ์แบคทีเรียดื้อยาในประเทศไทย
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ Kirby-Bauer Disk Diffusion Susceptibility Test Protocol เก็บถาวร 2011-06-26 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Jan Hudzicki, ASM
- ↑ "Review on Antimicrobial Resistance". amr-review.org. สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2016.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 "Antimicrobial resistance Fact sheet N°194". who.int. เมษายน 2014. สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2015.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "About Antimicrobial Resistance - Antibiotic/Antimicrobial Resistance - CDC". www.cdc.gov. 19 กันยายน 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Antibiotic Resistance Questions & Answers". Get Smart: Know When Antibiotics Work. Centers for Disease Control and Prevention, USA. 30 มิถุนายน 2009. สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "General Background: About Antibiotic Resistance". www.tufts.edu. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2015-10-23. สืบค้นเมื่อ 2015-10-30.
- ↑ Berkeley.edu. "Mutations are random". University of California Museum of Paleontology. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 19, 2018.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 "About Antimicrobial Resistance". www.cdc.gov. สืบค้นเมื่อ 2015-10-30.
- 1 2 Swedish work on containment of antibiotic resistance – Tools, methods and experiences (PDF). Stockholm: Public Health Agency of Sweden. 2014. น. 16–17, 121–128. ISBN 978-91-7603-011-0. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2015-07-23. สืบค้นเมื่อ 2018-02-19.
- 1 2 3 4 5 6 "Duration of antibiotic therapy and resistance". NPS Medicinewise. National Prescribing Service Limited trading, Australia. 13 มิถุนายน 2013. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2015-07-23. สืบค้นเมื่อ 22 กรกฎาคม 2015.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "CDC Features – Mission Critical: Preventing Antibiotic Resistance". www.cdc.gov. สืบค้นเมื่อ 2015-07-22.
- ↑ Cassir, N; Rolain, JM; Brouqui, P (2014). "A new strategy to fight antimicrobial resistance: the revival of old antibiotics". Frontiers in Microbiology. 5: 551. doi:10.3389/fmicb.2014.00551. PMC 4202707. PMID 25368610.
{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ WHO (เมษายน 2014). "Antimicrobial resistance: global report on surveillance 2014". WHO. WHO. สืบค้นเมื่อ พฤษภาคม 9, 2015.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 O'neill, Jim (พฤษภาคม 2016). "TACKLING DRUG-RESISTANT INFECTIONS GLOBALLY: FINAL REPORT AND RECOMMENDATIONS" (PDF). amr-review.org/. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 10, 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Antibiotic / Antimicrobial Resistance - CDC". www.cdc.gov. 18 สิงหาคม 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Hoffman S.J.; Outterson K.; Røttingen J-A.; Cars O.; Clift C.; Rizvi Z.; Rotberg F.; Tomson G.; Zorzet A. (ก.พ. 2015). "An International Legal Framework to Address Antimicrobial Resistance". Bulletin of the World Health Organization. 93 (2): 66. doi:10.2471/BLT.15.152710. PMC 4339972. PMID 25883395.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "What is Drug Resistance?". www.niaid.nih.gov. สืบค้นเมื่อ 2015-07-26.
- ↑ "CDC: Get Smart: Know When Antibiotics Work". Cdc.gov. สืบค้นเมื่อ 2013-06-12.
- ↑ "Antimicrobial resistance: global report on surveillance" (PDF). The World Health Organization. เมษายน 2014. ISBN 978 92 4 156474 8. สืบค้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2016.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "WHO's first global report on antibiotic resistance reveals serious, worldwide threat to public health" Retrieved 2014-05-02
- ↑ "Antibiotic resistance is ancient". Nature. 477 (7365): 457–461. 2011. Bibcode:2011Natur.477..457D. doi:10.1038/nature10388. PMID 21881561.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ Caldwell & Lindberg 2011.
- ↑ Hawkey & Jones 2009, pp. i3–i10.
- ↑ "Outpatient antibiotic use in Europe and association with resistance: a cross-national database study". Lancet. 365 (9459): 579–87. 2005. doi:10.1016/S0140-6736(05)17907-0. PMID 15708101.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Antibiotic resistance-the need for global solutions". Lancet Infect Dis. 13 (12): 1057–98. 2013. doi:10.1016/S1473-3099(13)70318-9. PMID 24252483.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) As PDF. - ↑ Ferber D (4 มกราคม 2002). "Livestock Feed Ban Preserves Drugs' Power". Science. 295 (5552): 27–28. doi:10.1126/science.295.5552.27a. PMID 11778017.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Antibiotic resistance in bacteria associated with food animals: a United States perspective of livestock production". Foodborne Pathog. Dis. 4 (2): 115–33. 2007. doi:10.1089/fpd.2006.0066. PMID 17600481.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ "Pharmaceuticals Sold In Sweden Cause Serious Environmental Harm In India, Research Shows". ScienceDaily. ScienceDaily, LLC. 7 กุมภาพันธ์ 2009. สืบค้นเมื่อ 29 มกราคม 2015.
We estimated that the[water] treatment plant released 45 kilograms of the antibiotic ciprofloxacin in one day, which is equivalent to five times the daily consumption of Sweden,"
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Transparency throughout the production chain – a way to reduce pollution from the manufacturing of pharmaceuticals?". Regul Toxicol Pharmacol. 53 (3): 161–3. ม.ค. 2009. doi:10.1016/j.yrtph.2009.01.008. PMID 19545507.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ CDC. "Antibiotic Resistance Questions and Answers" [Are antibacterial-containing products (soaps, household cleaners, etc.) better for preventing the spread of infection? Does their use add to the problem of resistance?]. Atlanta, Georgia, USA.: Centers for Disease Control and Prevention. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 25, 2015.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Allison E. Aiello; Elaine L. Larson; Stuart B. Levy (2007). "Consumer Antibacterial Soaps: Effective or Just Risky?". Clinical Infectious Diseases. 45 (Supplement 2): S137-47. doi:10.1086/519255. PMID 17683018.
- ↑ Kodjak A (2 กันยายน 2016). "FDA Bans 19 Chemicals Used In Antibacterial Soaps". NPR. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Pechère JC (กันยายน 2001). "Patients' interviews and misuse of antibiotics". Clin. Infect. Dis. 33 Suppl 3: S170–3. doi:10.1086/321844. PMID 11524715.
Noncompliance may have an impact on antibiotic resistance ... Type A consists in shorter than prescribed courses. By reducing the antibiotic pressure, provided that the daily doses are otherwise respected, one may see a theoretical advantage ... Type B noncompliance reduces the number of daily doses ... indicate that such underdosing may promote the selection of resistance
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Arnold, Sandra R, บ.ก. (2005). "Interventions to improve antibiotic prescribing practices in ambulatory care". Cochrane Database of Systematic Reviews (4): CD003539. doi:10.1002/14651858.CD003539.pub2. PMID 16235325.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) - ↑ Ventola, C. Lee. "The antibiotic resistance crisis: part 1: causes and threats." Pharmacy and Therapeutics 40.4 (2015): 277.
- ↑ "The public's attitudes to and compliance with antibiotics". J. Antimicrob. Chemother. 60 Suppl 1: i63–8. สิงหาคม 2007. doi:10.1093/jac/dkm161. PMID 17656386.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ Ronald Eccles; Olaf Weber, บ.ก. (2009). Common cold (พิมพ์ครั้งที่ Online-Ausg.). Basel: Birkhäuser. น. 234. ISBN 978-3-7643-9894-1.
- ↑ "Effect of antibiotic prescribing in primary care on antimicrobial resistance in individual patients: systematic review and meta-analysis". British Medical Journal. 340: c2096. 2010. doi:10.1136/bmj.c2096. PMID 20483949.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: article number as page number (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ Antimicrobial Resistance: Tackling a Crises for the Health and Welfare of Nations: 2014. Jim O'Neill Gibbs Building, 215 Euston Road, London, NW1 2BE. 11 ธันวาคม 2014.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Efficacy of short-course antibiotic regimens for community-acquired pneumonia: a meta-analysis". Am. J. Med. 120 (9): 783–90. กันยายน 2007. doi:10.1016/j.amjmed.2007.04.023. PMID 17765048.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Short-course versus long-course antibiotic treatment of spontaneous bacterial peritonitis. A randomized controlled study of 100 patients". Gastroenterology. 100 (6): 1737–42. มิถุนายน 1991. PMID 2019378.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Short-course Empiric Antibiotic Therapy for Patients with Pulmonary Infiltrates in the Intensive Care Unit A Proposed Solution for Indiscriminate Antibiotic Prescription". Am. J. Respir. Crit. Care Med. 162 (2): 505–511. 1 สิงหาคม 2000. doi:10.1164/ajrccm.162.2.9909095. PMID 10934078.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Infective complications according to duration of antibiotic treatment in acute abdomen". International Journal of Infectious Diseases. 8 (3): 155–162. 30 เมษายน 2004. doi:10.1016/j.ijid.2003.06.003. PMID 15109590.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Shortened course of antibiotic therapy for acute otitis media, sinusitis and tonsillopharyngitis". The Pediatric Infectious Disease Journal. 16 (7): 680–95. 1997. doi:10.1097/00006454-199707000-00011. PMID 9239773.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Efficacy of Short-Course Antibiotic Prophylaxis After Penetrating Intestinal Injury". Archives of Surgery. 121 (1): 23–30. 1986. doi:10.1001/archsurg.1986.01400010029002. PMID 3942496.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Does short-course antibiotic therapy better meet patient expectations?". International Journal of Antimicrobial Agents. 21 (3): 222–8. 2003. doi:10.1016/S0924-8579(02)00360-6. PMID 12636982.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)(ต้องรับบริการ) - ↑ "A Meta-analysis of Randomized, Controlled Trials Comparing Short- and Long-Course Antibiotic Therapy for Urinary Tract Infections in Children". Pediatrics. 109 (5): E70–0. 2002. doi:10.1542/peds.109.5.e70. PMID 11986476.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)(ต้องรับบริการ) - ↑ "A prescription for improving antibiotic prescribing in primary care". British Medical Journal. 344: d7955. 2012. doi:10.1136/bmj.d7955. PMID 22302779.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: article number as page number (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ Marc Bonten, MD; Eijkman-Winkler Institute for Medical Microbiology, Utrecht, the Netherland | Infectious Diseases, and Inflammation เก็บถาวร 17 พฤษภาคม 2013 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ "Does antibiotic exposure increase the risk of methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) isolation? A systematic review and meta-analysis". J. Antimicrob. Chemother. 61 (1): 26–38. มกราคม 2008. doi:10.1093/jac/dkm416. PMID 17986491.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ "SHEA guideline for preventing nosocomial transmission of multidrug-resistant strains of Staphylococcus aureus and enterococcus" (PDF). Infect Control Hosp Epidemiol. 24 (5): 362–86. พฤษภาคม 2003. doi:10.1086/502213. PMID 12785411. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2016-04-18. สืบค้นเมื่อ 2018-02-20.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Vonberg, Dr Ralf-Peter. "Clostridium difficile: a challenge for hospitals". European Center for Disease Prevention and Control. Institute for Medical Microbiology and Hospital Epidemiology: IHE. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 11 มิถุนายน 2009. สืบค้นเมื่อ 27 กรกฎาคม 2009.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Clostridium difficile: changing epidemiology and new treatment options". Current Opinion in Infectious Diseases. 20 (4): 376–83. ส.ค. 2007. doi:10.1097/QCO.0b013e32818be71d. PMID 17609596.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Pharmacodynamic Evaluation of Factors Associated with the Development of Bacterial Resistance in Acutely Ill Patients during Therapy". Antimicrob. Agents Chemother. 42 (3): 521–7. มีนาคม 1998. PMC 105492. PMID 9517926.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Association between hand hygiene compliance and methicillin-resistant Staphylococcus aureus prevalence in a French rehabilitation hospital". Infect Control Hosp Epidemiol. 27 (10): 1128–30. ตุลาคม 2006. doi:10.1086/507967. PMID 17006822.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ "Antibiotic resistance". World Health Organization.
- ↑ "1.6.7". Access online: OIE - World Organisation for Animal Health. สืบค้นเมื่อ 2015-11-14.
{{cite book}}:|website=ถูกข้าม (วิธีใช้) - ↑ "1.6.8". Access online: OIE - World Organisation for Animal Health. สืบค้นเมื่อ 2015-11-14.
{{cite book}}:|website=ถูกข้าม (วิธีใช้) - ↑ "1.6.9". Access online: OIE - World Organisation for Animal Health. สืบค้นเมื่อ 2015-11-14.
{{cite book}}:|website=ถูกข้าม (วิธีใช้) - 1 2 3 Wright GD (ตุลาคม 2010). "Antibiotic resistance in the environment: a link to the clinic?". Current Opinion in Microbiology. 13 (5): 589–94. doi:10.1016/j.mib.2010.08.005. PMID 20850375.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)(ต้องรับบริการ) - ↑ D'Costa, Vanessa; King, Christine; Kalan, Lindsay; Morar, Mariya; Sung, Wilson; Schwarz, Carsten; Froese, Duane; Zazula, Grant; Calmels, Fabrice; Debruyne, Regis; Golding, G. Brian; Poinar, Hendrik N.; Wright, Gerard D. (กันยายน 2011). "Antibiotic resistance is ancient". Nature. 477 (7365): 457–461. Bibcode:2011Natur.477..457D. doi:10.1038/nature10388. PMID 21881561.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Pawlowski, Andrew C; Wang, Wenliang; Koteva, Kalinka; Barton, Hazel; McArthur, Andrew G; Wright, Gerard D (ธันวาคม 2016). "A diverse intrinsic antibiotic resistome from a cave bacterium". Nature Communications. 7: 1–10. Bibcode:2016NatCo...713803P. doi:10.1038/ncomms13803. PMID 27929110.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Mutations are random". University of California. สืบค้นเมื่อ ส.ค. 14, 2011.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Richard William Nelson. Darwin, Then and Now: The Most Amazing Story in the History of Science, i Universe, 2009, p. 294
- ↑ Kiser, J.S.; Gale, G.O.; Kemp, G.A. (1970). "3.2 Resistance to Antimicrobial Agents: Evolution of Drug Resistance". Advances in Applied Microbiology. เล่มที่ 11. Academic Press. น. 80. ISBN 978-0-08-056425-8.
- ↑ Pollock MR (1967). "Origin and function of penicillinase: a problem in biochemical evolution". British Medical Journal. 4 (5571): 71–7. doi:10.1136/bmj.4.5571.71. PMC 1748446. PMID 4963324.(ต้องรับบริการ)
- 1 2 "Some bacteria choose to live in a pool of penicillin". New Scientist. 54 (799): 546. 8 มิถุนายน 1972.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 Siddal, R. (11 กุมภาพันธ์ 1989). "Ancient bacteria resitent to some antibiotics". New Scientist. 121 (1651): 34. Bibcode:1989NewSc.121...34H.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Pollock, p. 77
- ↑ Sieler, Claudia; Berendonk, Thomas U (ธันวาคม 14, 2012). "Heavy metal driven co-selection of antibiotic resistance in soil and water bodies impacted by agriculture and aquaculture". Frontiers in Microbiology. 3: 399. doi:10.3389/fmicb.2012.00399. PMC 3522115. PMID 23248620.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์) - ↑ Levy, Stuart B. (2002-01-01). "Factors impacting on the problem of antibiotic resistance". Journal of Antimicrobial Chemotherapy. 49 (1): 25–30. doi:10.1093/jac/49.1.25. ISSN 0305-7453. PMID 11751763.
- ↑ Marti, Elisabet; Variatza, Eleni; Balcazar, Jose Luis (2014-01-01). "The role of aquatic ecosystems as reservoirs of antibiotic resistance". Trends in Microbiology. 22 (1): 36–41. doi:10.1016/j.tim.2013.11.001. ISSN 0966-842X. PMID 24289955.
- 1 2 Martinez, J. L., & Olivares, J. (2012). Envrionmental Pollution By Antibiotic Resistance Genes. In P. L. Keen, & M. H. Montforts, Antimicrobial Resistance in the Environment (pp. 151- 171). Hoboken, N.J.: John Wiley & Sons.
- ↑ Walsh, Timothy R; Weeks, Janis; Livermore, David M; Toleman, Mark A. "Dissemination of NDM-1 positive bacteria in the New Delhi environment and its implications for human health: an environmental point prevalence study". The Lancet Infectious Diseases. 11 (5): 355–362. doi:10.1016/s1473-3099(11)70059-7.
- 1 2 Araya P (พฤษภาคม 2016). "The Impact of Water and Sanitation on Diarrhoeal Disease Burden and Over-Consumption of Anitbiotics" (PDF). ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 1 ตุลาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Occurrence and patterns of antibiotic resistance in vertebrates off the Northeastern United States coast". FEMS Microbiol. Ecol. 67 (3): 421–31. 2009. doi:10.1111/j.1574-6941.2009.00648.x. PMID 19187217.
{{cite journal}}: ข้ามพารามิเตอร์|authors=ซึ่งไม่รู้จัก (วิธีใช้) - ↑ Centers for Disease Control and Prevention (2015). "Healthy Living". สืบค้นเมื่อ กรกฎาคม 23, 2015.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Lee, J. H.; Park, K. S.; Karim, A. M.; Lee, C.-R.; Lee, S. H. (2016). "How to minimise antibiotic resistance". Lancet Infect. Dis. (ภาษาอังกฤษ). 16 (1): 17–18. doi:10.1016/S1473-3099(15)00467-3. PMID 26738826.
บรรณานุกรม
[แก้]หนังสือ
[แก้]- Caldwell R, Lindberg D, บ.ก. (2011). "Understanding Evolution" [Mutations are random]. University of California Museum of Paleontology.
- Reynolds LA, Tansey EM, บ.ก. (2008). Superbugs and superdrugs : a history of MRSA : the transcript of a Witness Seminar held by the Wellcome Trust Centre for the History of Medicine at UCL, London, on 11 July 2006. London: Wellcome Trust Centre for the History of Medicine at UCL. ISBN 978-0-85484-114-1.
- Stemming the Superbug Tide: Just A Few Dollars More. OECD Health Policy Studies. Paris: OECD Publishing. 2018. doi:10.1787/9789264307599-en. ISBN 9789264307582. S2CID 239804815.
วารสาร
[แก้]- Arias CA, Murray BE (มกราคม 2009). "Antibiotic-resistant bugs in the 21st century--a clinical super-challenge". The New England Journal of Medicine. 360 (5): 439–43. doi:10.1056/NEJMp0804651. PMID 19179312. S2CID 205104375.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - "Special Issue: Ethics and Antimicrobial Resistance". Bioethics. 365 (33). 2019.
- Goossens H, Ferech M, Vander Stichele R, Elseviers M (2005). "Outpatient antibiotic use in Europe and association with resistance: a cross-national database study". Lancet. Group Esac Project. 365 (9459). Esac Project: 579–87. doi:10.1016/S0140-6736(05)17907-0. PMID 15708101. S2CID 23782228.
- Hawkey PM, Jones AM (กันยายน 2009). "The changing epidemiology of resistance" (PDF). The Journal of Antimicrobial Chemotherapy. 64 (Suppl 1): i3-10. doi:10.1093/jac/dkp256. PMID 19675017.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - Soulsby EJ (พฤศจิกายน 2005). "Resistance to antimicrobials in humans and animals". BMJ. 331 (7527): 1219–20. doi:10.1136/bmj.331.7527.1219. PMC 1289307. PMID 16308360.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - "Alternatives to Antibiotics Reduce Animal Disease". Commonwealth Scientific and Industrial Research Organization. 9 มกราคม 2006.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - Cooke P, Rees-Roberts D (2017). CATCH. 16-minute film about a post-antibiotic world. Review: Sansom C (มีนาคม 2017). "Media Watch: An intimate family story in a world without antibiotics". Lancet Infect Dis. 17 (3): 274. doi:10.1016/S1473-3099(17)30067-1.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- แบคทีเรียดื้อยา ที่เว็บไซต์ Curlie (ภาษาอังกฤษ)
- แอนิเมชันเกี่ยวกับจุลชีพดื้อยา เก็บถาวร 2017-12-29 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (ภาษาอังกฤษ)
- "แนวทางการจัดการโรคที่เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพดื้อยาหลายขนานในสถานพยาบาล 2006" ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ประเทศสหรัฐอเมริกา (ภาษาอังกฤษ)
- โครงการการเฝ้าระวังการใช้ยาต้านจุลชีพ, ศูนย์วิจัยและนโยบายด้านโรคติดต่อ (Center for Infectious Disease Research and Policy; CIDRAP), มหาวิทยาลัยมินนิโซตา (ภาษาอังกฤษ)
- พันธมิตรอุตสาหกรรมด้านการดื้อยาของจุลชีพ (AMR Industry Alliance), ประกอบด้วยสมาชิกจากบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินกิจการด้านการวิจัยและพัฒนายา โรงงานยา บริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และบริษัที่เกี่ยวเนื่องกับงานด้านการวินิจฉัยโรคติดเชื้อ (ภาษาอังกฤษ)