ยาลดกรด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ยาลดกรด

ยาลดกรด[1] (อังกฤษ: antacid) เป็นสารลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และอาจช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนกลางอก อาหารย่อยไม่ดี และท้องปั่นป่วน[2] มียาลดกรดหลายชนิดรวมทั้งโซเดียมไบคาร์บอเนต อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ผลข้างเคียงของยาขึ้นอยู่กับชนิดของยารวมทั้งท้องร่วง ท้องผูก กระดูกพรุนถ้าใช้ในระยะยาว และอาจมีปฏิกิริยากับยาอื่น ๆ เมื่อทานพร้อมกัน ยาที่วางขายอาจผสมรวมกับยาอื่น ๆ ซึ่งสามารถช่วยควบคุมลมในท้อง และเพิ่มสมรรถภาพเพื่อปัองกันกรดไหลย้อนเป็นต้น ยาเพียงแต่บรรเทาอาการเท่านั้น จึงควรใช้เมื่อมีอาการไม่มาก และยาจริง ๆ ก็มีประสิทธิผลน้อยเทียบกับยาอื่น ๆ ในการช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ไม่ควรใช้ยาเป็นประจำแทนยาที่หมอสั่ง เพราะยาสามารถซ่อนอาการของโรคที่หนักกว่าอื่น ๆ ได้ ควรปรึกษาแพทย์ถ้าต้องใช้ยาเป็นประจำเกินกว่า 2 อาทิตย์[3]

ให้สังเกตว่ายาลดกรดไม่สามารถช่วยรักษาไส้ติ่งอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร นิ่วถุงน้ำดี และปัญหาลำไส้ต่าง ๆ ได้ และควรปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการต่าง ๆ ต่อไปนี้ คือ[4]

  • เจ็บปวดหรือมีอาการอื่น ๆ ที่ไม่ดีขึ้นเมื่อใช้ยาลดกรดแล้ว
  • มีอาการทุกวันหรือตอนกลางคืน
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีเลือดในอุจจาระหรืออุจจาระมีสีเข้ม
  • ท้องอืด ท้องบิด
  • ปวดท้องด้านล่าง ปวดสีข้าง ปวดหลัง
  • ท้องร่วงอย่างรุนแรงหรือไม่หาย
  • มีไข้เมื่อปวดท้อง
  • ปวดเจ็บหน้าอก หรือหายใจไม่ออก
  • กลืนลำบาก
  • น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ

ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถ้าต้องทานยาลดกรดเป็นประจำและมีเหตุดังต่อไปนี้ คือ[4]

การใช้ทางการแพทย์[แก้]

ยาลดกรดหาซื้อเองได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ และใช้ทานเพื่อแก้ปัญหาอาการแสบร้อนกลางอก ซึ่งเป็นอาการหลักอย่างหนึ่งของโรคกรดไหลย้อนและอาหารย่อยไม่ดี แต่ยาก็ใช้เพียงแก้อาการเท่านั้นและดังนั้น จึงควรใช้เมื่อมีอาการไม่มากเท่านั้น[5]

ยาลดกรดต่างจากยาระงับการหลั่งกรดเช่นสารต้านตัวรับเอช2 (H2-receptor antagonist) หรือยายับยั้งการหลั่งกรด (PPI) และก็ไม่ได้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย คือ Helicobacter pylori ซึ่งเป็นเหตุของแผลเปื่อยกระเพาะอาหารส่วนมากด้วย[5]

ผลข้างเคียง[แก้]

ยาแบบที่มีแมกนีเซียมอย่างเดียว (เช่น แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์) อาจทำให้ท้องร่วง แบบที่มีแคลเซียมหรืออะลูมิเนียมเท่านั้นอาจทำให้ท้องผูกและในระยะยาวแม้มีน้อย อาจก่อนิ่วไต ส่วนแบบผสมกันระหว่างแมกนีเซียมและแคลเซียม/อะลูมิเนียม อาจจะสมดุลทำให้ไม่ท้องผูกท้องร่วง การใช้แบบอะลูมิเนียมในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีภาวะกระดูกพรุน[4][6]

ยาลดกรดอาจเปลี่ยนการดูดซึมยาอื่น ๆ ที่ใช้อยู่ ดังนั้น มันอาจจะดีถ้าสามารถทานยาอื่น 1 ชม. ก่อน หรือ 4 ชม. หลังทานยาลดกรด[4]

กลไก[แก้]

เมื่อกระเพาะอาหารผลิตกรดมากเกิน อาจก่อความเสียหายในหลอดอาหารสำหรับคนไข้โรคกรดไหลย้อน ยาลดกรดจะมีไอออนที่เป็นด่างซึ่งช่วยทำกรดกระเพาะอาหารให้เป็นกลาง ซึ่งลดความเสียหายและความเจ็บปวด[2]

สูตรและยี่ห้อ[แก้]

ยาลดกรดอาจประกอบกับส่วนผสมที่มีฤทธิ์อื่น ๆ เช่นกับ simethicone เพื่อควบคุมแก๊ส หรือกับกรดอัลจินิก (alginic acid) ซึ่งจะสร้างตัวช่วยกั้นกรดไม่ให้ไหลออกจากกระเพาะ (เช่นยี่ห้อกาวิสคอน)[3]

ยาเม็ดฟู่[แก้]

ยาเม็ดฟู่ออกแบบให้ละลายในน้ำแล้วปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออก[7][8][9] ส่วนผสมสามัญก็คือกรดซิตริกและโซเดียมคาร์บอเนต ซึ่งทำปฏิกิริยากับน้ำแล้วปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ยาเช่นนี้อาจมีแอสไพริน[10] โซเดียมคาร์บอเนต หรือ tartaric acid[11]

Algeldrate/อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์[แก้]

Wyeth amphojel tablets of aluminum hydroxide.

ยาที่ใช้ชื่อสามัญเป็น algeldrate จะมีอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์เป็นยาลดกรด ซึ่งอาจดีกว่าแบบอื่น ๆ เช่น โซเดียมคาร์บอเนต เพราะละลายน้ำไม่ได้ จึงไม่เพิ่มความเป็นด่างของกระเพาะอาหารเกิน และดังนั้นไม่ทำให้กระเพาะหลั่งกรดเพิ่ม ยี่ห้อต่าง ๆ รวมทั้ง กาวิสคอน, Alu-Cap Aludrox และ Pepsamar ในปี 2016 กาวิสคอนเป็นยาซื้อได้เองโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ที่ขายดีที่สุดในบริเตนใหญ่ โดยมียอดขายถึง 62 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,967 ล้านบาท)[12] ยาจะทำปฏิกิริยากับกรดที่เกินในกระเพาะ โดยลดความเป็นกรดของสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหาร[13] ซึ่งอาจบรรเทาอาการแผลเปื่อย แสบร้อนกลางอก และอาหารไม่ย่อย

แต่ผลิตภัณฑ์เช่นนี้สามารถทำให้ท้องผูก เพราะไอออนของอะลูมิเนียมจะระงับการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบในทางเดินอาหาร ลดการบีบรูด และดังนั้น เพิ่มเวลาที่อุจจาระจะดำเนินผ่านลำไส้ใหญ่[6] แต่ก็มีผลิตภัณฑ์ที่ลดปัญหาเช่นนี้โดยบวกยากับแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ หรือแมกนีเซียมคาร์บอนเนต ซึ่งจะช่วยให้ระบาย[6]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. "antacid", ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑ ฉบับ ๒๕๔๕, (แพทยศาสตร์) ยาลดกรด
  2. 2.0 2.1 Internal Clinical Guidelines Team (UK) (2014). Dyspepsia and Gastro-Oesophageal Reflux Disease: Investigation and Management of Dyspepsia, Symptoms Suggestive of Gastro-Oesophageal Reflux Disease, or Both. National Institute for Health and Care Excellence: Clinical Guidelines. London: National Institute for Health and Care Excellence (UK). PMID 25340236.
  3. 3.0 3.1 "Antacids". International Foundation for Functional Gastrointestinal Disorders (IFFGD). 2015-09-04. (Adapted from IFFGD Publication #520 by W. Grant Thompson)
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 "Taking Antacids". U.S. Department of Health and Human Services, National Institutes of Health, U.S. National Library of Medicine, MedlinePlus. 2018-08-14. บทความนี้รวมเอาเนื้อความจากแหล่งอ้างอิงนี้ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ
  5. 5.0 5.1 "Consumer Summary - Treatment Options for GERD or Acid Reflux Disease: A Review of the Research for Adults". U.S. Department of Health & Human Services. Agency for Healthcare Research and Quality. 2011-09-23. Archived from the original on 2014-10-11. Unknown parameter |deadurl= ignored (help) Full Article (archived)PDF
  6. 6.0 6.1 6.2 Washington, Neena (1991-08-02). Antacids and Anti Reflux Agents. Boca Raton, FL: CRC Press. p. 10. ISBN 0-8493-5444-7.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  7. Dubogrey, Ilya (2013). "Putting the Fizz into Formulation". European Pharmaceutical Contractor (Autumn).
  8. British Pharmacopeia 2003
  9. International Pharmacopoeia 2006. World Health Organization. 2006. p. 966. ISBN 978-92-4-156301-7. สืบค้นเมื่อ 2013-07-01.
  10. "Alka Seltzer Directions of use, Sodium & Aspirin content - Alka Seltzer relief from Headaches, Migraine & Upset stomach". alkaseltzer.ie.
  11. Blair, G. T.; DeFraties, J. J. (2000). "Hydroxy Dicarboxylic Acids". Kirk-Othmer Encyclopedia of Chemical Technology. Kirk Othmer Encyclopedia of Chemical Technology. pp. 1–19. doi:10.1002/0471238961.0825041802120109.a01. ISBN 978-0471238966.
  12. "A breakdown of the over-the-counter medicines market in Britain in 2016". Pharmaceutical Journal. 2017-04-28. สืบค้นเมื่อ 2017-05-29.
  13. Galbraith, A; Bullock, S; Manias, E; Hunt, B.; Richards, A. (1999). Fundamentals of pharmacology: a text for nurses and health professionals. Harlow: Pearson. p. 482.