ข้ามไปเนื้อหา

โรมัน อับราโมวิช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรมัน อับราโมวิช [1]
เกิดโรมัน อับราโมวิช
(1966-10-24) 24 ตุลาคม ค.ศ. 1966 (59 ปี)
ซาราตอฟ, รัสเซีย
สัญชาติอิสราเอล
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยกรุงมอสโก
อาชีพเจ้าของกิจการ บริษัทมิลล์เฮาส์ แคปปิทัล
กรรมการในGrupo ACS (C.E.O.)
คู่สมรสMaría Ángeles "Pitina" Sandoval

โรมัน อาคาเดียวิช อับราโมวิช (รัสเซีย: Рома́н Арка́дьевич Абрамо́вич; อังกฤษ: Roman Arkadievich Abramovich) เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2509 ที่เมืองซาราตอฟ ประเทศรัสเซีย เป็นอดีตประธานสโมสรฟุตบอลเชลซี มหาเศรษฐีน้ำมันชาวรัสเซีย-อิสราเอลและเป็นเจ้าของหลักของบริษัทลงทุนเอกชน บริษัทมิลล์เฮาส์ แคปปิทัล เขาได้รับการขนานนามว่าเป็น Russian oligarchs (คนที่ร่ำรวยมากหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต)

จากการจัดอันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดของโลกประจำปี ค.ศ. 2006 โดยนิตยสารฟอร์บส ได้ระบุว่าเขาเป็นเศรษฐีอันดับที่ 1 ของประเทศรัสเซีย อันดับที่ 1 ของประเทศอังกฤษ และอันดับที่ 11 ของโลก ด้วยสินทรัย์ที่ประมาณการณ์ว่ามีทั้งหมด 18.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และที่มาของความร่ำรวยของเขานั้นทางนิตยสารฟอร์บสได้ระบุว่ามาจากการทำ ธุรกิจน้ำมันและก๊าซ นายอับราโมวิชมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักนอกรัสเซียจากการที่เขาเคยเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลเชลซี สโมสรฟุตบอลชื่อดังของอังกฤษ และยังมีส่วนเกี่ยวข้องมากมายเกี่ยวกับฟุตบอลในยุโรป

ช่วงแรกของชีวิตและการศึกษา

[แก้]

นายโรมันเติบโตมาอย่างเด็กกำพร้า โดยที่แม่ของเขา นางอิรินา อับราโมวิช เสียชีวิตจากอาการโลหิตเป็นพิษ ซึ่งเป็นผลมาจากการทำแท้งเถื่อน ซึ่งตอนนั้นโรมันมีอายุได้เพียงขวบเดียว พ่อของเขา นายอาร์คาดี อับราโมวิช เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในสถานที่ก่อสร้างในขณะที่โรมันอายุได้ 3 ขวบ โรมันเติบโตมากับครอบครัวของลุงในเมือง Ukhta ก่อนที่จะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในกองทัพโซเวียต หลังจากการรับรัฐการทหาร เขาได้เข้ารับการศึกษาในช่วงเวลาสั้นๆที่สถาบันการขนส่งยานยนต์แห่งมอสโค (Moscow State Auto Transport Institute) ก่อนที่จะเลิกเรียนเพื่อไปทำธุรกิจ ในภายหลังเขาได้รับ Correspondence Degree (ปริญญาที่เรียนนอกเวลา) จาก Moscow State Law Academy

ช่วงหลังการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของโซเวียตและความสำเร็จทางธุรกิจ

[แก้]

นายอับราโมวิชเริ่มทำการค้าขายในช่วงหลังของยุค 80 ช่วงที่มีการปฏิรูปของประธานาธิบดีของโซเวียต มิคาอิลกอร์บอชอฟ ที่มีการอนุญาตให้ทำธุรกิจเอกชนขนาดเล็กได้ ในปี พ.ศ. 2535-2538 นายอับราโมวิชตั้งบริษัทขึ้น 5 บริษัท ซึ่งทำการซื้อมาขายไป และเป็นพ่อค้าคนกลาง และในที่สุดมีความเชี่ยวชาญด้านค้าขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน

ในปี พ.ศ. 2538 นายโรมัน อับราโมวิช และ นายบอริส เบอเรซอฟสกี ได้ควบคุมผลประโยชน์ในบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ บริษัทซิบเนฟท์ (Sibneft) โดยได้ทำข้อตกลงกันแบบ Loans-for-shares program (เป็นวิธีการที่กลุ่มบุคคลเล็กๆที่มีความสัมพันธ์อย่างดีกับรัฐบาล ได้รับสินทรัพย์ที่มีค่าสูงของรัฐโดยแลกกับเงินสดซึ่งเงินสดส่วนมากก็เอามาจากเงินในบัญชีของธนาคารของรัฐ จุดประสงค์ของวิธีการนี้คือช่วยหาเงินเพื่อการเลือกตั้งครั้งใหม่ของนายบอริส เยลสิน) ซึ่งหุ้นส่วนทั้งสองต้องจ่ายเงินเพียง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งๆที่มูลค่าที่แท้จริงของบริษัทอยู่ที่พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงปี 90 นายอับราโมวิชและหุ้นส่วนทางธุรกิจ นายยูจีน ชวิดเลอร์ ได้มาซึ่งหุ้นผลประโยชน์สำคัญของสายการบินรัสเซียที่ใหญ่ที่สุด บริษัทแอโรฟลอต (Aeroflot) และบริษัทอะลูมิเนียมยักษ์ใหญ่ บริษัทรูซัล (Rusal) ผ่านทางบริษัทของพวกเขา บริษัท มิลล์เฮาส์ แคปิตัล (Millhouse Capital) และยังมีบริษัทขนาดเล็กลงมาที่เขาได้เข้าไปมีหุ้นส่วน เช่นในบริษัทเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ บริษัทยา บริษัทแปรรูปอาหาร ที่ดินและในธุรกิจประเภทอื่นๆ สินทรัพย์ส่วนใหญ่เหล่านั้นถูกขายไปโดยได้กำไรมหาศาลในช่วงปี พ.ศ. 2545-2548 บริษัทมิลล์เฮาส์ แคปิตัล (Millhouse Capital) ได้ขายหุ้นบริษัทซิบเนฟท์ (sibneft) มูลค่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย บริษัทแกซพรอม (Gazprom) และขายหุ้นในบริษัทรูซัล (Rusal) มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับ นายโอเลก เดริปาสคา (Oleg Deripaska)

ในปี พ.ศ. 2547 นักสืบอาชญากรรมของสวิสได้เลิกสืบสวนคดีการโกงเงินที่รัสเซียกู้ยืมจากไอเอ็มเอฟ (IMF) มูลค่า 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศรัสเซียไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้กับนักสืบ ซึ่งเรื่องนี้มีนายอับราโมวิชเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ นาย Laurent Kasper-Ansermet ผู้พิพากษาซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลคดี ได้ถูกทำร้ายจนหมดสติตอนที่มาเยือนเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

ในปี พ.ศ. 2548 ประเทศฝรั่งเศสได้ทำการสืบสวนเกี่ยวกับการฟอกเงินกับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงถึงนายอับราโมวิช นายอับราโมวิชได้ถูกขนานนามว่าเป็นคนที่รวยที่สุดเป็นอันดับสองในประเทศอังกฤษ โดยทรัพย์สินของเขามีประมาณ 10,800 ล้านปอนด์เสตอริง

ในปี พ.ศ. 2565 จากการณีสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ส่งผลให้ทางโรมัน อับราโมวิช ถูกกดดันจากรัฐบาลอังกฤษอย่างหนัก ส่งผลให้มีการประกาศขายสโมสรเชลซีในเวลาต่อมา

อาชีพด้านการเมือง

[แก้]

ในปีพ.ศ. 2542 นายอับราโมวิชได้รับการเลือกตั้งเข้าไปที่สภาดูมาในฐานะผู้แทนราษฏรของเขตปกครองตนเองชูคอตคา เขตการปกครองส่วนท้องถิ่นอันยากจนทางตะวันออกไกลของรัสเซีย เขาได้ริเริ่มทำการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้คนในชูคอตคาโดยเฉพาะเด็ก ๆ และในเดือนธันวาคมปีพ.ศ. 2543 เขาได้ถูกเลือกเป็น ผู้ว่าการเขตปกครองตนเองชูคอตคา สืบแทนนาย Alexander Nazarov ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ได้ลงทุนหลาย 100 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง เพื่อสร้างวิทยาลัย โรงพยาบาล โรงเรียน และ โรงแรมที่อะนาดีร์ ทั้งยังได้ตกแต่งปรับปรุงสนามบินใหม่ และตกแต่งโรงเรียนตามเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ ใหม่ เขายังได้ใช้เขตปกครองตนเองชูคอตคาเพื่อผลประโยชน์ทางภาษีของบริษัทซิบเนฟท์ (sibneft) โดยที่บริษัทฯ ได้ลงทุนภาษีเงินออมส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ และทำการสำรวจน้ำมันที่นั่นตามส่วนนึงของแผนการของผู้ว่าการเขตปกครองตนเองที่จะพัฒนาและเพิ่มพูนเศรษฐกิจของที่นี่ นายอับราโมวิชได้กล่าวว่าเข้าจะไม่ลงเลือกตั้งอีกครั้งในตำแหน่งผู้ว่าการรัฐหลังจากหมดวาระในปี พ.ศ. 2548 โดยเขาได้กล่าวว่า “มันแพงเกินไป” และเขาก็ไม่ค่อยได้ไปเยือนภูมิภาคนั้นเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีของรัสเซียนายวลาดีมีร์ ปูติน ได้เปลี่ยนกฎหมาย ยกเลิกการเลือกตั้งผู้ว่าการเขตปกครองตนเองและเปลี่ยนเป็นการแต่งตั้ง และในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2548 นายอับราโมวิชได้ถูกแต่งตั้งอีกครั้งเพื่อดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเขตปกครองตนเองอีกสมัยหนึ่ง

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]