ดีดีเย ดรอกบา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดีดีเย ดรอกบา
Didier aug 2014.jpg
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม ดีดีเย อีฟว์ ดรอกบา เตบีลี
วันเกิด 11 มีนาคม ค.ศ. 1978 (38 ปี)
สถานที่เกิด อาบีจาน, โกตดิวัวร์
ส่วนสูง 1.89 เมตร (6 ฟุต 2.4 นิ้ว)
ตำแหน่ง กองหน้าตัวเป้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน มอนทรีออลอิมแพก
หมายเลข 11
สโมสรเยาวชน
1989-1991
1991-1993
1993-1997
1997-1998
Abbeville
Vannes
เลอวาลัว
เลอม็อง
สโมสรอาชีพ*
ปี สโมสร ลงเล่น (ประตู)
1998-2002
2002-2003
2003-2004
2004-2012
2012-2013
2013-2014
2014-2015
2015-
เลอม็อง
เอออาแก็งก็อง
มาร์แซย์
เชลซี
ช่างไห่เชินฮัว
การาตาซาราย
เชลซี
มอนทรีออลอิมแพก
64 (12)
45 (20)
35 (19)
226 (100)
11 (8)
37 (15)
28 (4)
13 (12)
{{{ปี2}}} {{{สโมสร2}}} -
ทีมชาติ
2002-2014 โกตดิวัวร์ 104 (63)[1]

* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมสโมสร
นับเฉพาะลงเล่นในประเทศ
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 2015 (UTC)

ดีดีเย อีฟว์ ดรอกบา เตบีลี (ฝรั่งเศส: Didier Yves Drogba Tébily, ออกเสียง: [didje dʁɔɡba]) เกิดเมื่อ 11 มีนาคม ค.ศ. 1978 ที่เมืองอาบีจาน ประเทศโกตดิวัวร์ (ไอวอรีโคสต์) เป็นอดีตนักฟุตบอลของเชลซีในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เคยเป็นกัปตันทีมชาติไอวอรีโคสต์และยังเป็นเจ้าของสถิติยิงประตูสูงสุดในทีมชาติที่ 65 ประตู รวมถึงเป็นนักเตะผู้ทำประตูสูงสุดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2006-2007 ด้วยจำนวน 20 ประตู (33 ประตูถ้ารวมทุกการแข่งขัน) และเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2009-2010 ด้วยจำนวน 29 ประตู

ดีดีเย ดรอกบา เป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ทำประตูในสนามเวมบลีย์ จากการยิงประตูให้เชลซีเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปด้วยคะแนน 1-0 ดรอกบาย้ายจากออแล็งปิกเดอมาร์แซย์มาร่วมทีมเชลซีช่วงกลางปี 2004 แม้ปัญหาอาการบาดเจ็บจะรบกวนเขาบ่อยครั้งในฤดูกาลแรกแต่ดรอกบาก็ยังทำประตูได้ถึง 16 ครั้งรวมทุกรายการหนึ่งในนั้นเป็นประตูในนัดชิงชนะเลิศคาร์ลิงคัพ

ฤดูกาล 2005/06 ดรอกบาทำได้ 16 ประตูอีกครั้ง ในจำนวนนั้น 12 ประตูเกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกและช่วยให้เชลซีป้องกันแชมป์ไว้ได้ แต่ก่อนที่เชลซีจะป้องกันแชมป์ได้นั้น ดรอกบาถูกกล่าวหาอย่างหนักถึงการพุ่งล้มหลังจากสองเกมปัญหาที่เขาใช้มือเล่นบอล แต่ดรอกบาสามารถสยบเสียงวิจารณ์ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมในเกมกับเวสต์แฮมเมื่อเดือนมีนาคมปี 2006 เชลซีที่กำลังตามหลังอยู่ทั้งประตูและจำนวนผู้เล่นพลิกกลับมาเอาชนะไปได้ 4-1

ในฤดูกาลต่อมาดรอกบาทำได้ถึง 33 ประตูซึ่งเป็นการที่ยิงในพรีเมียร์ลีก 20 ลูก ทำให้เขาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของพรีเมียร์ลีกไปครอง ดรอกบายังสร้างสถิติลงสนามมากที่สุดในฤดูกาลเดียวที่ 60 นัดมากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์สโมสร เขาจบฤดูกาลด้วยการยิงประตูแรกของสโมสรในนิวเวมบลีย์ให้เชลซีเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ปี 2007 ฤดูกาล 2007/08 ดรอกบาโดนอาการบาดเจ็บที่หัวเข่ารบกวนและต้องลงเล่นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติในแอฟริกา ทำให้เขาจบฤดูกาลด้วยการยิงได้เพียง 15 ประตู หนึ่งในนั้นคือการยิงสเปอส์ที่นิวเวมบลีย์ในนัดชิงชนะเลิศคาร์ลิงคัพที่เชลซีแพ้ไป ดรอกบายิงลิเวอร์พูลถึง 2 ประตูที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศ และจบทัวร์นาเมนต์นั้นด้วยใบแดงในนัดชิงชนะเลิศกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

การมาของผู้จัดการทีมใหม่อย่างลูอิส เฟลีปี สโกลารี ในฤดูกาล 2008/09 มาพร้อมกับความคาดหวังที่จะทำให้เกมรุกของเชลซีมีคุณภาพขึ้น แต่ดรอกบายังคงถูกรบกวนจากอาการบาดเจ็บ ทำให้เล่นไม่ได้อย่างที่เคย แม้จะทำประตูเบิร์นลีย์ได้ในคาร์ลิงคัพ เขากลับโดนลงโทษห้ามแข่งถึงสามนัดจากการฉลองประตูที่ไม่เหมาะสม เมื่อกุส ฮิดดิงค์เข้ามาคุมทีมตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ดรอกบาก็เรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้อีกครั้งด้วยการทำประตูสำคัญให้ทีมหลายครั้ง แต่ก็ต้องพบกับเหตุการณ์พลิกผันอีกครั้งในเกมแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศกับบาร์เซโลนา หลังจากเชลซีตกรอบด้วยประตูในช่วงทดเวลาของอีเนียสตา ดรอกบาแสดงความไม่พอใจคำตัดสินของทอม เฮนนิง โอเฟรโบ ทำให้ถูกลงโทษห้ามแข่งสามนัดในฤดูกาลหน้า ในนัดชิงเอฟเอคัพปีนั้น ดรอกบาทำประตูตีเสมอเอฟเวอตัน ซึ่งเป็นประตูที่ 4 ของเขาจาก 4 เกมในนิวเวมบลีย์

การทำคนเดียวสองประตูในนัดเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2009/10 เป็นสัญญาณที่ดีว่าดรอกบาน่าจะรักษาฟอร์มการเล่นจากช่วยท้ายฤดูกาลก่อนไว้ได้ การ์โล อันเชลอตตีวางแทกติกให้ดรอกบาและอาแนลกาได้เล่นคู่กัน ทำให้เขายิงได้ถึง 18 ประตูจาก 21 เกมในช่วงคริสต์มาส และจบฤดูกาลด้วยจำนวน 37 ประตูรวมทุกรายการ ช่วยให้เชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและดรอกบาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำไปครอง ประตูชัยของเขาในเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศยังช่วยให้เชลซีคว้าดับเบิลแชมป์ฟุตบอลลีกและถ้วยได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ดรอกบายังได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลโดยแฟนบอลอีกด้วย

ดรอกบาเริ่มต้นค้าแข้งในดิวิชัน 2 ของลีกฝรั่งเศสกับทีมเลอม็อง ก่อนที่จะย้ายขึ้นมาเล่นในดิวิชัน 1 กับทีมแก็งก็อง จากนั้นออแล็งปิกเดอมาร์แซย์คว้าตัวดรอกบาไปร่วมทีมและเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการทำ 18 ประตูจากการลงสนาม 35 นัดในลีก ยิ่งไปกว่านั้นดรอกบายังยิงในยูฟ่าคัพอีก 6 ประตู ทำให้มูรีนโยวางตัวดรอกบาเป็นเป้าหมายหลักในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะกลางปี และก็คว้าตัวเขามาได้สำเร็จ

ดรอกบาลงเล่นทีมชาติครั้งแรกในปี 2002 เขานำทีมชาติโกตดิวัวร์เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2006 ในฐานะกัปตันทีมและต่อด้วยครั้งที่ 2 ในปี 2010 แม้ดรอกบาจะทำประตูได้ทั้งสองครั้ง แต่ทีมชาติของเขาก็ไม่สามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มไปได้ ในการแข่งขันระดับทวีป โกตดิวัวร์ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยแพ้อียิปต์ในการดวลจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศเมื่อปี 2006 คว้าอันดับ 4 ในปี 2008 ที่กานา และตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 2010

ในช่วงปี 2012 เชลซีได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบชิงชนะเลิศกับบาเยิร์นมิวนิก โดยเขาเป็นฮีโร่โขกทำประตูให้ทีมในนาทีที่ 88 ซึ่งช่วยทำให้เชลซีตีเสมอบาเยิร์นมิวนิก 1-1 (หลังผ่าน 120 นาที) จึงได้ดวลจุดโทษตัดสิน ปรากฏว่า เขายิงเป็นคนสุดท้ายช่วยให้ทีมเชลซีชนะจุดโทษด้วยผล 4-3 จึงคว้าแชมป์มาได้ ซึ่งเป็นแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกของสโมสรนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา ซึ่งดรอกบาก็ถูกโหวตให้เป็น ยูฟ่าแมนออฟเดอะแมตช์ ในการแข่งขันฤดูกาล 2011-2012

ดรอกบาได้ย้ายไปเล่นให้กับกาลาตาซาราย ในซูเปอร์ลีก ตุรกี เป็นระยะเวลา 1 ปี ก่อนที่ก่อนเปิดฤดูกาล 2014-15 ได้ถูกเรียกตัวจากโฮเซ มูริญโญ ให้กลับมายังเชลซีในตำแหน่งกองหน้าอีกครั้ง แม้อายุจะมากแล้วถึง 35 ปีก็ตาม [2]

หลังจบฤดูกาล 2014-15 ดรอกบาได้ตกลงเซ็นสัญญาหนึ่งปีกับมอนทรีออลอิมแพก ในเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ สหรัฐอเมริกา[3]

เกียรติประวัติ[แก้]

เชลซี[แก้]

กาลาตาซาราย[แก้]

  • ตุรกี ซุปเปอร์ลีก 1 สมัย : 2012-2013
  • เตอร์กิช ซุปเปอร์ คัพ 1 สมัย : 2013
  • เตอร์กิช คัพ 1 สมัย : 2013-14

ส่วนตัว[แก้]

  • นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกเอิง ฝรั่งเศส 1 สมัย : 2003-04
  • นักฟุตบอลแอฟริกันยอดเยี่ยมแห่งปี 2 สมัย : 2006, 2009
  • ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทีมชาติไอวอรีโคสต์ 3 สมัย : 2006, 2007, 2012
  • นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรฟุตบอลเชลซี 1 สมัย : 2010
  • รองเท้าทองคำ(พรีเมียร์ลีก) 2 สมัย : 2006-07, 2009-10
  • นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของซุปเปอร์ลีก ตุรกี 1 สมัย : 2013

อ้างอิง[แก้]

  1. "11 Didier DROGBA". FIFA.com. Archived from the original on 17 July 2014. สืบค้นเมื่อ 1 March 2016. 
  2. "เบื้องหลังสาเหตุ มูรินโญ่ จึงซิว ดร็อกบา". สยามสปอร์ต. 28 กรกฎาคม 2014. 
  3. "Didier Drogba joins MLS side Montreal Impact". BBC Sport. 27 กรกฎาคม 2015. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]