เอริช ฮ็อนเน็คเคอร์
เอริช ฮ็อนเน็คเคอร์ | |
|---|---|
| Erich Honecker | |
เอริช ฮ็อนเน็คเคอร์ในปี พ.ศ. 2519 | |
| เลขาธิการพรรคเอกภาพสังคมนิยมเยอรมนี | |
| ดำรงตำแหน่ง 3 พฤษภาคม 1971 – 18 ตุลาคม 1989 | |
| ก่อนหน้า | วัลเทอร์ อุลบริชท์ |
| ถัดไป | เอก็อน เคร็นทซ์ |
| ประธานคณะรัฏฐาธิปัตย์ | |
| ดำรงตำแหน่ง 29 ตุลาคม 1976 – 24 ตุลาคม1989 | |
| หน.รัฐบาล | วิลลี ชโตฟ |
| ก่อนหน้า | วิลลี ชโตฟ |
| ถัดไป | เอก็อน เคร็นทซ์ |
| ประธานสภากลาโหมแห่งชาติ | |
| ดำรงตำแหน่ง 3 พฤษภาคม 1971 – 18 ตุลาคม 1989 | |
| ก่อนหน้า | วัลเทอร์ อุลบริชท์ |
| ถัดไป | เอก็อน เคร็นทซ์ |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | 25 สิงหาคม ค.ศ. 1912 น็อยน์เคียร์เชิน จักรวรรดิเยอรมัน |
| เสียชีวิต | 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1994 (81 ปี) ซานติอาโก ประเทศชิลี |
| คู่สมรส |
|
| ลายมือชื่อ | |
เอริช แอ็นสท์ เพาล์ ฮ็อนเน็คเคอร์ (เยอรมัน: Erich Ernst Paul Honecker) เป็นอดีตประมุขแห่งรัฐของประเทศเยอรมนีตะวันออก ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 1976 จนถึง 1989 ก่อนจะเกิดการทลายกำแพงเบอร์ลินเพียงเดือนเดียว เขาดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคเอกภาพสังคมนิยมเยอรมนี ก่อนจะได้รับเลือกเป็นประธานคณะรัฏฐาธิปัตย์แทนวิลลี ชโตฟในปี 1976 และดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ ในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งประมุขแห่งเยอรมนีตะวันออก เขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียตซึ่งสนับสนุนกองทัพในประเทศและการมีอำนาจของเขา
เขาเริ่มต้นเส้นทางการเมืองในคริสต์ทศวรรษที่ 1930 โดยการเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมนี ทำให้เขาถูกพรรคนาซีจับกุมและถูกจำคุก[5] เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เขาจึงได้รับอิสรภาพและเข้าสู่เส้นทางการเมืองอีกครั้ง และเขาได้ก่อตั้งองค์กรเยาวชนของพรรคเอกภาพสังคมนิยมเยอรมนี มีชื่อว่า "ยุวชนเสรีเยอรมัน" ในปี 1946 และเป็นประธานองค์กรนี้จนถึงปี 1955 และเมื่อเขาดำรงตำแหน่งเลขานุการฝ่ายความมั่นคงของพรรคเอกภาพสังคมนิยมเยอรมนี เขามีส่วนสำคัญในการสร้างกำแพงเบอร์ลินในปี 1961 [6] และยังมีหน้าที่รับผิดชอบในการสั่งยิงผู้ที่พยายามหลบหนีออกจากประเทศหรือข้ามฝั่งไปตามแนวกำแพงและชายแดน[7]
ในปี 1970 เขาแย่งชิงอำนาจทางการเมืองกับวิลลี ชโตฟ[6] โดยเขาได้รับการสนับสนุนจากเลโอนิด เบรจเนฟ[6] ซึ่งทำให้เขาได้รับตำแหน่งประธานคณะรัฏฐาธิปัตย์และเป็นประมุขแห่งเยอรมนีตะวันออกในเวลาต่อมา ภายใต้การปกครองของเขา เขาได้นำหลักการสังคมนิยมตลาดมาใช้และผลักดันเยอรมนีตะวันออกสู่ประชาคมโลกได้สำเร็จ[8] และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกแห่งสหประชาชาติซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จในฐานะนักการเมืองและประมุขแห่งรัฐของเขา[9]
เมื่อความตึงเครียดในสงครามเย็นเริ่มคลี่คลายลงในปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1980 และมิฮาอิล กอร์บาชอฟได้ใช้นโยบายเปเรสตรอยคา-กลัสนอสต์ ฮ็อนเน็คเคอร์ได้คัดค้านนโยบายนี้ยกเว้นการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิรูปบางอย่างในระบบการเมืองภายในประเทศ[10] ต่อมาประชาชนในประเทศเยอรมนีตะวันออกได้ประท้วงรัฐบาลของเขา[11][12] เขาได้เรียกร้องให้สหภาพโซเวียตสนับสนุนการปราบปรามผู้เห็นต่างและผู้ที่ออกมาชุมนุมดังกล่าว[12] แต่กอร์บาชอฟปฏิเสธ[12][13] ต่อมาเขาถูกบังคับให้ลาออกจากประธานคณะรัฏฐาธิปัตย์โดยพรรคเอกภาพสังคมนิยมเยอรมนีในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2532 เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาล[14] แต่ได้ประสบความล้มเหลวและนำไปสู่การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในเยอรมนีตะวันออก และทั้งสองประเทศรวมกันเป็นประเทศเยอรมนีจนถึงปัจจุบัน
หลังการรวมประเทศเยอรมนีในปี 1990 เขาพยายามหลบหนีออกนอกประเทศโดยทำเรื่องขอลี้ภัยที่สถานเอกอัครราชทูตชิลีในกรุงมอสโก แต่เขาได้ถูกส่งตัวกลับประเทศเยอรมนี ในปี 1992 เพื่อรับการพิจารณาคดีข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนในสมัยที่เขายังเป็นประมุขแห่งรัฐ[15] แต่การดำเนินคดีดังกล่าวได้ยกเลิกเนื่องจากเขาป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย และเขาได้รับการปล่อยตัวไป เขาจึงลี้ภัยอยู่ในประเทศชิลีพร้อมครอบครัวของเขา และถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 29 พฤษภาคม 1994 ในวัย 81 ปี[16][17]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Honecker, Erich * 25.8.1912, † 29.5.1994 Generalsekretär des ZK der SED, Staatsratsvorsitzender". Bundesstiftung zur Aufarbeitung der SED-Diktatur (ภาษาเยอรมัน). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 มีนาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Erich Honecker 1912–1994". Lebendiges Museum Online (ภาษาเยอรมัน). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 สิงหาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Honecker, Margot geb. Feist * 17.4.1927, † 6.5.2016 Ministerin für Volksbildung". Bundesstiftung zur Aufarbeitung der SED-Diktatur (ภาษาเยอรมัน). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 มีนาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Margot Honecker". Chronik der Wende (ภาษาเยอรมัน). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2017. สืบค้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Epstein, Catherine (2003). The Last Revolutionaries: German Communists and their century. Harvard University Press. น. 112.
- 1 2 3 Winkler, Heinrich August (2007). Germany: The Long Road West, Vol. 2: 1933–1990. Oxford University Press. น. 266–268.
- ↑ "Der unterschätzte Diktator". Der Spiegel (ภาษาเยอรมัน). Hamburg. 20 สิงหาคม 2012. น. 46.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Honecker, Erich (1984). "The GDR: A State of Peace and Socialism". Calvin College German Propaganda Archive. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2014-08-16. สืบค้นเมื่อ 2021-07-11.
- ↑ "Helsinki Final Act signed by 35 participating States". Organization for Security and Co-operation in Europe.
- ↑ Gedmin, Jeffrey (2003). The Hidden Hand: Gorbachev and the Collapse of East Germany. Harvard University Press. น. 55–67.
- ↑ "The Opposition charges the SED with fraud in the local elections of May 1989 (May 25, 1989)". German History in Documents and Images.
- 1 2 3 Sebetsyen, Victor (2009). Revolution 1989: The Fall of the Soviet Empire. New York City: Pantheon Books. ISBN 978-0-375-42532-5.
- ↑ "Gorbachev in East Berlin". BBC News. 25 มีนาคม 2009.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Plot to oust East German leader was fraught with risks". Chicago Tribune. 28 ตุลาคม 1990. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2013-10-19. สืบค้นเมื่อ 2021-07-11.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "More Than 1,100 Berlin Wall Victims". Deutsche Welle. 9 สิงหาคม 2005. สืบค้นเมื่อ 8 สิงหาคม 2009.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Wo Honecker heimlich begraben wurde". Bild (ภาษาเยอรมัน). 25 สิงหาคม 2012.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ การลี้ภัยครั้งสุดท้ายของ ‘เอริค โฮเน็กเกอร์’ อดีตผู้นำเยอรมนีตะวันออก
- ↑ Various sources give the years of marriage as 1949 to 1953, 1950 to 1953 or 1949 to 1955
- ↑ Some sources give the year of marriage as 1955
<ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "lower-alpha" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="lower-alpha"/> ที่สอดคล้องกัน