จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา
Kaiserin Maria Theresia (HRR).jpg
ราชวงศ์ ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก
ครองราชย์ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2283 - 27 กันยายน พ.ศ. 2323
ระยะครองราชย์ 40 ปี
รัชกาลก่อนหน้า จักรพรรดิคาร์ลที่ 7
รัชกาลถัดไป จักรพรรดิโยเซฟที่ 2
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2260
(ค.ศ. 1717)
สวรรคต 27 กันยายน พ.ศ. 2323
(ค.ศ. 1780)
(63 พรรษา)
พระราชบิดา สมเด็จพระจักรพรรดิคาร์ลที่ 6 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
พระราชมารดา เจ้าหญิงเอลิซาเบธ คริสตีนแห่งบรันสวิค-วูล์ฟเฟ็นบืทเทล
พระราชสวามี ดยุกฟรานซิสที่ 3 สตีเฟนแห่งลอร์เรน
พระราชโอรส/ธิดา อาร์ชดัชเชสมาเรีย เอลิซาเบธ
อาร์ชดัชเชสมาเรีย แอนนา
อาร์ชดัชเชสมารี แคโรไลน์
สมเด็จพระจักรพรรดิโจเซฟที่ 2
อาร์ชดัชเชสมาเรีย คริสติน่า
อาร์ชดัชเชสมาเรีย เอลิซาเบธ
อาร์ชดยุกคาร์ล โจเซฟ
อาร์ชดัชเชสมาเรีย อมาเลีย
จักรพรรดิลีโอโพลด์ที่ 2
อาร์ชดัชเชสแคโรลิน่า
อาร์ชดัชเชสโจฮันนา กาเบรียลล่า
อาร์ชดัชเชสมาเรีย โจเซฟา
อาร์ชดัชเชสมารี แคโรไลน์
อาร์ชดยุกเฟอร์ดินานด์ คาร์ล
อาร์ชดัชเชสมารี อองตัวเนต
อาร์ชดยุกมักซีมีเลียน ฟรันซ์
    

จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา[1]แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (เยอรมัน: Maria Theresia von Österreich, อังกฤษ: Maria Theresa of Austria; พระนามเต็ม: มาเรีย เทเรเซีย วาร์ลบูก้า อมาเลีย คริสติน่า ฟอน ฮับส์บูร์ก (ภายหลังเป็นฮับส์บูร์ก-ลอร์เรน)) เป็นพระอัครมเหสีผู้เป็นจักรพรรดินีแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์หลังจากอภิเษกสมรส แต่พระราชอำนาจทั้งหมดอยู่ที่พระองค์เพียงผู้ดียว นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นประมุขแห่งออสเตรีย ฮังการี โบฮีเมีย โครเอเชีย และสลาโวเนีย ถือว่า พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในพระประมุขผู้ทรงอำนาจที่สุดในทวีปยุโรปเลยทีเดียว

พระราชประวัติ[แก้]

จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2260 เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระจักรพรรดิคาร์ลที่ 6 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และ เจ้าหญิงเอลิซาเบธ คริสตีนแห่งบรันสวิค-วูล์ฟเฟ็นบืทเทล (พระธิดาในดยุกลุดวิก รูดอล์ฟแห่งบรันสวิค-ลืนย์เบิร์ก และเจ้าหญิงคริสตีน หลุยส์แห่งเอิททินเจน-เอิททินเจน) มีพระเชษฐา 1 พระองค์ แต่สิ้นพระชนม์ขณะยังทรงพระเยาว์ และพระขนิษฐาอีก 3 พระองค์ ทั้ง 4 พระองค์ทรงได้รับการศึกษาในราชสำนัก โดยสมเด็จพระราชบิดาทรงให้ครูมาให้การศึกษา โดยพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า พระราชธิดาองค์โตพระองค์นี้ จะต้องเป็นองค์พระประมุของค์ต่อไป ซึ่งตามหลักของกฎมณเฑียรบาลเรื่องการสืบราชบัลลังก์นั้น จะให้พระบรมวงศานุวงศ์เพศชายเท่านั้นที่จะอยู่ในลำดับการสืบสันตติวงศ์ได้ แต่พระองค์ทรงไม่มีพระราชโอรสแล้ว พระองค์จึงทรงให้ครูเข้มงวดในเรื่องของการศึกษาของพระราชธิดาองค์โตด้วย

องค์รัชทายาทหญิง[แก้]

เนื่องจากพระองค์เป็นพระราชธิดาองค์โตของจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และเนื่องจากพระราชโอรสพระองค์เดียว อาร์ชดยุกลีโอโพลด์ โยฮันน์ มกุฎราชกุมารได้สิ้นพระชนม์ไปเสียก่อนแล้ว สมเด็จพระราชบิดาจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการเขียนพระราชกฤษฎีกา ค.ศ. 1713 (Pragmatic Sanction of 1713) ซึ่งสามารถให้พระราชธิดาองค์โต สามารถสืบราชบัลลงก์ต่อจากพระราชบิดาได้ ทำให้มีการลงประชามติจากองค์พระประมุขหลายพระองค์ทางยุโรปตอนเหนือ ซึ่งเห็นด้วยกับการออกพระราชกฤษฎีกาของพระองค์ แต่ก็ยังมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้านพระองค์ การที่พระองค์ได้ทรงเป็นองค์รัชทายาทหญิงแห่งออสเตรียนั่นเอง เป็นเหตุให้มีการก่อสงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย (War of Austrian Succession) ขึ้นในปีพ.ศ. 2283 เนื่องจากมีผู้ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ผู้หญิงมาสืบราชบัลลังก์แห่งจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยเฉพาะพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย ซึ่งทรงเกรงว่าจะทำให้ระบอบการปกครองสั่นคลอน โดยพระองค์ทรงยื่นข้อเสนอให้กับสมเด็จพระจักรพรรดิคาร์ลว่า ให้พระราชธิดาอภิเษกสมรสกับพระองค์เสียเอง โดยทรงอ้างว่าจะรักษาความสมดุลของระบอบการปกครองของจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ได้

อย่างไรก็ตามหลังจากที่พระราชาบิดาเสด็จสวรรคต เจ้าหญิงมาเรียก็ทรงได้รับการสืบราชบัลลังก์อิมพีเรียลแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในปี พ.ศ. 2283 แต่ยังไม่ได้ครองราชย์เพราะเนื่องจากสงครามสืบราชบัลลงก์ออสเตรีย พระองค์จึงทรงมอบบัลลังก์ให้กับจักรพรรดิคาร์ลที่ 7 แห่งราชวงศ์วิทเตลส์แบช แล้วอีก 5 ปีต่อมา จักรพรรดิคาร์ลเสด็จสวรรคต พระองค์จึงทรงสืบราชบัลลังก์ต่อ โดยการอภิเษกสมรสกับดยุกฟรานซิสที่ 3 สตีเฟนแห่งลอร์เรน และสถาปนาให้พระสวามีของพระองค์เป็นจักรพรรดิแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และพระองค์ก็จะทรงเป็นจักรพรรดินีมเหสี (Empress Consort) แทน แต่พระอำนาจและการบริหารบ้านเมืองทั้งหมด จะอยู่ที่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว

จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาทรงริเริ่มช่วยเหลือในการปฏิรูปทางการเงินและการศึกษา อีกทั้งทรงช่วยเหลือทางด้านการค้าขายทางธุรกิจ การพัฒนาการเกษตรกรรม และการจัดการทางการทหาร พระองค์ทรงจัดตั้งกองทัพขึ้นใหม่ เนื่องจากออสเตรียยังมีความขัดแย้งกับปรัสเซีย สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งปรัสเซียยังทรงต่อต้านออสเตรียที่มีองค์พระประมุขหญิง จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์จึงได้ต่อสู้กับราชอาณาจักรปรัสเซีย เป็นเหตุให้มีการต่อสู้ในสงครามเจ็ดปี ซึ่งอยู่ในระหว่างปี พ.ศ. 2299 ถึง พ.ศ. 2306 และสงครามสืบราชบัลลังก์บาวาเรีย (War of Bavarian Succession)

ครองราชย์[แก้]

ช่วงต้นรัชกาล[แก้]

เหรียญกษาปณ์Maria Theresa thaler (MTT) จะมีอักษรจารึกเป็นภาษาละตินว่า M[ARIA] THERESIA D[EI] G[RATIA] R[OMANORVM] IMP[ERATRIX] HV[NGARIAE] BO[HEMIAE] REG[INA], แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "Maria Theresa, by the Grace of God, Empress of the Romans, Queen of Hungary and Bohemia" เหรียญนี้ถูกผลิตขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2433กรุงเวียนนา

จักรพรรดิคาร์ล พระราชบิดามิได้พระราชทานการศึกษาเรื่องรัฐศาสตร์ให้แก่เจ้าหญิงมาเรีย ทำให้เจ้าหญิงทรงเรียนรู้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งก่อนสิ้นรัชกาลของสมเด็จพระราชบิดา 2 ปี การทหารและกลาโหมของประเทศได้อ่อนแอลงมาก ซึ่งหลังจากจักรพรรดิเสด็จสวรรคตแล้ว เจ้าหญิงก็ได้ทรงเข้าพิธีเถลิงวัลย์ราชสมบัติเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งฮังการี ณ มหาวิหารเซนต์ มาร์ติน เมืองปอลโซนี (ปัจจุบันคือกรุงบราติสลาวา เมืองหลวงของประเทศสโลวาเกีย) พิธีเถลิงถวัลย์ราชสมบัติมีขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2284

สงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรียยังคงมีอยู่เรื่อยมา เพราะเนื่องจากสมเด็จพระราชาธิบดีฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซียได้ทรงนำกองทัพรุกรานหวังจะยึดครองซีลีเซีย ขณะที่บาวาเรีย และฝรั่งเศสได้ร่วมกันรุกรานดินแดนทางตะวันตกของออสเตรีย เพราะเนื่องจากปรัสเซียได้ให้บาวาเรียกับฝรั่งเศสรุกรานออสเตรีย สมเด็จพระราชาธิบดีฟรีดริชจึงได้พระสมญานามว่า เฟรเดอริกมหาราช (Frederick The Great) พระองค์จึงเป็นศัตรูตัวฉกาจของจักรพรรดินี อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็ทรงเพ่งจุดเด่นไปยังนโยบายทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกเพื่อการต่อสู้กับปรัสเซีย เป็นเหตุให้ออสเตรียชนะสงครามในที่สุด ปรัสเซียก็ได้รับความพ่ายแพ้ไป อีกทั้งสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งปรัสเซียก็ทรงยอมรับพระองค์ในฐานะองค์พระประมุขหญิงแห่งอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ทำให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้แผ่นดินคืน หลังจากที่เคยถูกยึดไป และได้มีการทำสนธิสัญญาอิกส์-ลา-ชาแปลล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2291 โดยผลของสนธิสัญญาฉบับดังกล่าว มีผลให้ฝรั่งเศสได้ให้ดินแดนออสเตรีย-เนเธอร์แลนด์ และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถทรงยกดินแดนปาร์มา ปิอาเซนซ่า และกูแอสตาลล่าให้กับเจ้าฟ้าชายเฟลิปเป้แห่งสเปน (ซึ่งภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นองค์พระประมุขแห่งปาร์มา)

หลังจากที่พ่ายแพ้จากสงครามซีลีเซียครั้งที่ 1 และ 2 พระองค์ก็ทรงริเริ่มที่จะปฏิรูปอาณาจักรของพระองค์ให้ทันสมัย โดยทรงได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือจากฟรีดริช วิลเฮล์ม วอน ฮอว์กวิทซ์ สมุหนายกแห่งสภาจักรวรรดิ อย่างไรก็ตาม การพ่ายแพ้สงครามซีลีเซียได้ทำให้พระองค์ทรงมีกำลังพระทัยน้อยลง ที่จะเป็นองค์พระประมุขที่ดีได้ พระองค์ทรงเพิ่มจำนวนกำลังทหารและกองทัพถึง 200 เปอร์เซ็นต์ และทรงเพิ่มค่าภาษีเพื่อที่จะได้สร้างความมั่นใจของระบอบการเมืองการปกครอง และรัฐบาลที่มั่นคงของจักรวรรดิ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงรวมอำนาจของรัฐบาลมายังจุดศูนย์กลาง โดยทรงรวมระบอบสมุหนายกของออสเตรีย และโบฮีเมียซึ่งเคยถูกแบ่งแยก มารวมไว้ที่สำนักบริหารระบอบการปกครอง โดยก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ พระองค์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงศาลสูงสุด เพื่อมีหน้าที่ดูแลความยุติธรรมในระบอบเศรษฐกิจและการเมืองการปกครองของจักรวรรดิ

จักรพรรดินีนาถมาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรีย

ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นคริตศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นนิกายประจำราชวงศ์ พระองค์จึงทรงเคร่งครัดในเรื่องของศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งในขณะยังทรงพระเยาว์นั้นทรงได้รับการศึกษาในเรื่องของศาสนา ณ มหาวิหารมาเรียเซลล์ เมืองมาเรียเซลล์ ประเทศออสเตรีย พระองค์ทรงมีแนวคิดอนุรักษนิยม อีกทั้งทัศนคติที่ไม่ทรงยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง กล่าวคือ พระองค์ไม่ทรงยอมรับการนับถือนิกายแตกต่างจากพระองค์ ในปีพ.ศ. 2284 พระองค์ทรงขับไล่ชาวยิว ออกจากเมืองปราก ระบอบการเมืองการปกครองของพระองค์ ทำให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ ที่พระองค์ทรงมีส่วนพิจารณาการก่อตั้งนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England) โดยพระองค์มีพระดำริถึงการมีความเป็นนอกศาสนา

พระองค์ได้ทรงตัดบริเตนใหญ่จากการเป็นพันธมิตร โดยทรงได้รับคำแนะนำจากสมุหนายกรัฐบุรุษเว็นเซล แอนตัน วอน คอว์นิทซ์ และหันไปจับมือเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิรัสเซีย และฝรั่งเศส พระองค์ทรงก่อตั้งสถานศึกษากรมทหารเทเรเซียน (Theresian Military Academy; อักษรย่อ MilAk) เมื่อปี พ.ศ. 2295 และต่อมาในปี พ.ศ. 2297 ได้ทรงก่อตั้งวิทยาลัยวิทยาศาตร์อุตสาหกรรมขึ้น และยังมีพระราชดำริให้ใช้งบประมาณในการก่อตั้งคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวียนนาอีกด้วย

ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงกระทำนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ในการกลาโหม และการแพทย์ที่จะรักษาทหารที่เจ็บป่วยในการสงคราม ซึ่งต่อมาพระองค์ได้ทรงนำกองทัพไปรบกับปรัสเซียอีกครั้งในปี พ.ศ. 2299 เหตุสงครามนี้ เกิดจากการที่สมเด็จพระราชาธิบดีฟรีดริชทรงรุกรานแซ็กโซนี ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรของออสเตรีย ซึ่งการก่อสงครามนี้เอง ทำให้นำไปสู่สงครามเจ็ดปี (Seven Years’ War) เมื่อสงครามเสร็จสิ้นในปีพ.ศ. 2306 สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถทรงลงพระนามในสนธิสัญญาฮิวเบอร์ตัสบูร์ก (Treaty of Hubertusburg) โดยให้ปรัสเซียได้ปกครองดินแดนส่วนใหญ่ของซีลีเซีย

หลังจากที่จักรพรรดิฟรันซ์ พระราชสวามีเสด็จสวรรคต พระองค์ก็ได้ทรงเฉลิมพระองค์ไว้ทุกข์ตลอด 15 ปีต่อมา โดยในระหว่างไว้ทุกข์นั้น พระองค์ก็มิได้ทรงละจากการเมืองการปกครอง พระองค์ทรงวางแผนที่จะยึดแผ่นดินซีลีเซียคืน โดยพระองค์ทรงให้คำแนะนำแก่จักรพรรดิโยเซฟ พระราชโอรสองค์โตที่ได้ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา โดยพระองค์ทรงให้ความมีอำนาจจำกัดของพระราชโอรส ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถ พระพันปีหลวง พระองค์ทรงเห็นว่า พระราชโอรสของพระองค์ทรงหลงใหลในพระราชอำนาจมากเกินไป พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยกับสิ่งต่างๆ ที่พระราชโอรสทรงกระทำ แต่ทรงเห็นด้วยกับการแบ่งแยกโปแลนด์ครั้งที่ 1 (First Partition of Poland) เมื่อปีพ.ศ. 2315 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองของยุโรปของคริสต์ศตวรรษที่ 18

อภิเษกสมรส[แก้]

จักรพรรดิ จักรพรรดินี และพระราชบุตร

พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับดยุกฟรานซิสที่ 3 สตีเฟนแห่งลอร์เรน ซึ่งเป็นองค์พระประมุขแห่งลอร์เรน เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2279 ซึ่งขณะนั้น มีพระชนมายุเพียง 15พรรษา หลังจากการอภิเษกสมรสของทั้ง 2 พระองค์ ได้มีการก่อตั้งราชสกุลใหม่ขึ้นว่า ราชสกุลฮับส์บูร์ก-ลอร์เรน (House of Habsburg-Lorraine) โดยจักรพรรดินีทรงอยู่ในราชสกุลฮับส์บูร์ก (Habsburg) และดยุกฟรานซิสทรงอยู่ในราชสกุลลอร์เรน (Lorraine) พระราชบุตรของพระองค์จะดำรงในราชสกุลนี้ และยังมีพระบรมวงศานุวงศ์ดำรงอยู่ในราชสกุลนี้จวบจนถึงปัจจุบัน

หลังจากอภิเษกสมรสแล้วองค์จักรพรรดินีมีพระบรมราชโองการสถาปนาดยุกฟรานซิส สตีเฟน พระราชสวามีขึ้นเป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แต่พระราชอำนาจทั้งหมดจะอยู่ที่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว ในฐานะที่ทรงเป็นจักรพรรดินี และสมเด็จพระราชินีนาถ

ทั้ง 2 พระองค์มีพระราชโอรส 5 พระองค์ และพระราชธิดา 11 พระองค์ รวมพระราชบุตรทั้งหมดถึง 16 พระองค์ ดังนี้

หลังจากที่สมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ที่ 1 เสด็จสวรรคต สมเด็จพระจักรพรรดิโจเซฟ พระราชโอรสองค์โต ได้ทรงสืบราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา แต่พระราชอำนาจส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ที่สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเช่นเดิม ส่วนพระองค์เอง ก็ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินี พระพันปีหลวง (The Dowager Empress, The Empress Mother)

ช่วงปลายรัชกาล[แก้]

ในช่วงปี พ.ศ. 2303 ได้มีโรคไข้ทรพิษลุกลามเชื้อโรคมายังพระบรมวงศานุวงศ์อิมพีเรียล พระองค์ก็ทรงติดเชื้อจากไข้ทรพิษด้วย แต่ทรงหายจากอาการประชวรได้ในปีพ.ศ. 2310 หลังจากทรงหายจากพระอาการประชวรแล้ว พระองค์จึงทรงริเริ่มให้คณะแพทย์ทำการฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ โดยเริ่มทำการฉีดวัคซีนป้องกันให้แก่พระราชบุตรของพระองค์ทั้งหมด จากนั้นจึงพระราชทานวัคซีนให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆ

ช่วงปลายรัชกาลของพระองค์ พระองค์มีพระราชโองการให้ปฏิรูปกฎหมายใหม่ เป็นกฎหมายระบอบเผด็จการทางการเมือง ทำให้ระบอบเศรษฐกิจของจักรวรรดิมีความมั่นคง หลังจากที่สูญเสียดินแดนซีลีเซียให้กับปรัสเซีย

ในปีพ.ศ. 2314 พระองค์ และจักรพรรดิโยเซฟ พระราชโอรส ทรงประกาศแจกจ่ายแรงงานโรบ๊อท พาเท็นท์ (Robot Patent) โดยทรงวางระเบียบควบคุมรายจ่ายของแรงงานของจักรวรรดิทั้งหมด ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของออสเตรีย นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงช่วยเหลือทางด้านการศึกษาทั่วทั้งจักรวรรดิ โดยในปีพ.ศ. 2315 ทรงก่อตั้งราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และวรรณคดี (Imperial and Royal Acedemy of Science and Literature) ทำให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงอุปถัมภ์ประชาชนที่ยากไร้ โดยเฉพาะกรุงเวียนนา พระองค์ทรงเป็นแรงหนุนให้ประชาชนที่ยากไร้ ได้มีอนาคตที่ดี ทำให้ประชาชนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง

สวรรคต[แก้]

ที่ประดิษฐานพระศพของจักรพรรดินีและพระราชสวามี ณ วิหารฮับส์บูร์ก กรุงเวียนนา

จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา พระราชชนนีพันปีหลวงแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2323 สิริพระชันษาได้ 63 พรรษา พระองค์ทรงเป็นองค์พระประมุขหญิงพระองค์เดียวในราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ในรอบ 650 ปี ถือได้ว่า ทรงเป็นหนึ่งในพระประมุขผู้ทรงอำนาจที่สุดในทวีปยุโรป พระบรมศพของพระองค์ถูกนำไปฝังเคียงข้างจักรพรรดิพระราชสวามี ณ วิหารฮับส์บูร์ก (The Imperial Crypt) กรุงเวียนนา

โดยหลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว พระราชโอรสองค์โต จักรพรรดิโยเซฟ ก็ได้ทรงสืบราชสมบัติต่อจากพระราชมารดา และเถลิงวัลยาชสมบัติเป็น พระมหากษัตริย์แห่งฮังการี โบฮีเมีย โครเอเชีย และสลาโวเนีย

พระราชอิสริยยศ[แก้]

พระปรมาภิไธยเต็ม หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระราชสวามี: Her Imperial and Royal Apostolic Majesty Maria Theresia Walburga Amaliae Christina, by the Grace of God, Dowager Holy Roman Empress; Queen of Hungary, of Bohemia, of Dalmatia, of Croatia, of Slavonia, of Galicia, of Lodomeria, etc; Archduchess of Austria; Duchess of Burgundy, of Styria, of Carinthia and of Carniola; Grand Princess of Transylvania; Margravine of Moravia; Duchess of Brabant, of Limburg, of Luxemburg, of Guelders, of Württemberg, of Upper and Lower Silesia, of Milan, of Mantua, of Parma, of Piacenza, of Guastalla, of Auschwitz and of Zator; Princess of Swabia; Princely Countess of Habsburg, of Flanders, of Tyrol, of Hennegau, of Kyburg, of Gorizia and of Gradisca; Margravine of Burgau, of Upper and Lower Lusatia; Countess of Namur; Lady on the Wendish Mark and of Mechlin; Dowager Duchess of Lorraine and Bar, Dowager Grand Duchess of Tuscany.

ภาษาเยอรมัน: Maria Theresia von Gottes Gnaden Heilige Römische Kaiserinwitwe, Königin zu Ungarn, Böhmen, Dalmatien, Kroatien, Slavonien, Gallizien, Lodomerien, usw., Erzherzogin zu Österreich, Herzogin zu Burgund, zu Steyer, zu Kärnten und zu Crain, Großfürstin zu Siebenbürgen, Markgräfin zu Mähren, Herzogin zu Braband, zu Limburg, zu Luxemburg und zu Geldern, zu Württemberg, zu Ober- und Nieder-Schlesien, zu Milan, zu Mantua, zu Parma, zu Piacenza, zu Guastala, zu Auschwitz und Zator, Fürstin zu Schwaben, gefürstete Gräfin zu Habsburg, zu Flandern, zu Tirol, zu Hennegau, zu Kyburg, zu Görz und zu Gradisca, Markgräfin des Heiligen Römischen Reiches, zu Burgau, zu Ober- und Nieder-Lausitz, Gräfin zu Namur, Frau auf der Windischen Mark und zu Mecheln, Herzoginwitwe zu Lothringen und Baar, Großherzoginwitwe zu Toskana.

ราชตระกูล[แก้]

พระราชตระกูลในสามรุ่นของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรีย
จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรีย
(สมเด็จพระราชินีนาถแห่งฮังการีและโบฮีเมีย)
พระชนก:
สมเด็จพระจักรพรรดิคาร์ลที่ 6 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
พระอัยกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระจักรพรรดิลีโอโพลด์ที่ 1 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 3 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
เจ้าหญิงมาเรีย แอนนาแห่งสเปน
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนก:
เจ้าหญิงเอลีนอร์-แม็กดาเล็นแห่งนอยเบิร์ก
พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
เค้านท์ฟิลลิปป์ วิลเฮล์ม สมุหนายกแห่งนอยเบิร์ก
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
แลนด์เกรวีน เอลิซาเบธ อมาลี่แห่งเฮสส์-ดาร์มสตัดท์
พระชนนี:
เจ้าหญิงเอลิซาเบธ คริสตีนแห่งบรันสวิค-วูล์ฟเฟ็นบืทเทล
พระอัยกาฝ่ายพระชนนี:
ดยุกลุดวิก รูดอล์ฟแห่งบรันสวิค-ลืนย์เบิร์ก
พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
ดยุกแอนตัน อูล์ริชแห่งบรันสวิค-วูล์ฟเฟ็นบืทเทล
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
ดัชเชสเอลิซาเบธ จูเลียน่าแห่งชเลสวิก-โฮล์สไตน์-ซอนเดอร์บวร์ก-นอร์บูร์ก
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าหญิงคริสตีน หลุยส์แห่งเอิททินเจน-เอิททินเจน
พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าชายอัลเบิร์ต เอิร์นส์ที่ 1 แห่งเอิททินเจน-เอิททินเจน
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
ดัชเชสคริสตีน เฟรเดริคเก้แห่งวืร์ทเต็มเบิร์ก

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชบัณฑิตยสถาน, สารานุกรมประเทศในทวีปยุโรป ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2550, หน้า 49
  • wikisource:Catholic Encyclopedia (1913)/Maria Theresa of Austria Maria Theresa of Austria]". Catholic Encyclopedia. (1913). New York: Robert Appleton Company.
  • Alfred von Arneth: Geschichte Maria Theresias. 10 Bände, Biblio-Verlag, Osnabrück 1971, (Nachdruck der Ausgabe Wien 1863–1879).
  • Peter Berglar: Maria Theresia. Mit Selbstzeugnissen und Bilddokumenten. Reinbek, Rowohlt 2004
  • Franz Herre: Maria Theresia, die große Habsburgerin. Piper, München 2004
  • Hermann Schreiber: Maria Theresia – Schicksalsstunde Habsburgs. Casimir Katz Verlag 2005
  • Richard Suchenwirth: Maria Theresia. Ein Kaiserleben. Reprint-Verlag, Holzminden 2003
  • Dieter Wunderlich: Vernetzte Karrieren. Friedrich der Große, Maria Theresia, Katharina die Große. Verlag Friedrich Pustet, Regensburg 2000
  • Adam Wandruszka: Maria Theresia. Die große Kaiserin. Muster-Schmidt Verlag, Göttingen – Zürich – Frankfurt 1980.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา ถัดไป
อาร์ชดัชเชสมาเรีย อมาเลียแห่งออสเตรีย 2leftarrow.png จักรพรรดินีแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
Holy Roman Empress
13 กันยายน ค.ศ. 1745 – 18 สิงหาคม ค.ศ. 1765

2rightarrow.png เจ้าหญิงมาเรีย โจเซฟ่าแห่งบาวาเรีย
จักรพรรดิคาร์ลที่ 7 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ 2leftarrow.png อาร์ชดัชเชสแห่งออสเตรีย
Archduchess of Austria
20 ตุลาคม ค.ศ. 1740 - 27 กันยายน ค.ศ. 1780

2rightarrow.png สมเด็จพระจักรพรรดิโจเซฟที่ 2 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
พระเจ้าคาร์ลที่ 3 แห่งฮังการี 2leftarrow.png สมเด็จพระราชินีนาถแห่งฮังการี โครเอเชีย และสลาโวเนีย
Queen Regnant of Hungary, Croatia, and Slavonia
25 มิถุนายน ค.ศ. 1741 - 27 กันยายน ค.ศ. 1780

2rightarrow.png สมเด็จพระราชาธิบดีโจเซฟที่ 2 แห่งฮังการี
สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล อัลเบิรชท์แห่งโบฮีเมีย 2leftarrow.png สมเด็จพระราชินีนาถแห่งโบฮีเมีย
Queen of Bohemia
20 ตุลาคม ค.ศ. 1743 - 27 กันยายน ค.ศ. 1780

2rightarrow.png สมเด็จพระราชาธิบดีโจเซฟที่ 2
ดยุกคาร์ลแห่งปาร์มา 2leftarrow.png ดัชเชสแห่งปาร์มา และปิอาเซนซ่า
Duchess of Parma, and Piacenza
25 มิถุนายน ค.ศ. 1741 – 24 เมษายน ค.ศ. 1748

2rightarrow.png ดยุกฟิลลิปแห่งปาร์มา
เจ้าหญิงแอนนา มาเรีย ฟรานซิสก้าแห่งแซ็กซ์-ลอว์เอ็นเบิร์ก 2leftarrow.png แกรนด์ดัชเชสแห่งทัสคานี
Grand Duchess of Tuscany
13 กันยายน ค.ศ. 1745 – 18 สิงหาคม ค.ศ. 1765

2rightarrow.png เจ้าหญิงมาเรีย หลุยซ่าแห่งสเปน