วิตามินซี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วิตามินซี
L-Ascorbic acid.svg
L-ascorbic-acid-3D-balls.png
ข้อมูลทางคลินิก
ชื่ออื่น L-ascorbate
ระดับความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
  • A
ช่องทางการรับยา ปาก
รหัส ATC
กฏหมาย
สถานะตามกฏหมาย
  • มีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป
ข้อมูลเภสัชจลนศาสตร์
ชีวประสิทธิผล รวดเร็วและสมบูรณ์
Protein binding น้อยมาก
ครึ่งชีวิตทางชีวภาพ 30 นาที
การขับออก ไต
ตัวบ่งชี้
เลขทะเบียน CAS
PubChem CID
E number E300 (antioxidants, ...)
ECHA InfoCard 100.000.061
ข้อมูลทางกายภาพและเคมี
สูตร C6H8O6
มวลต่อโมล 176.14 กรัมต่อโมล
Melting point แม่แบบ:Convert/LoffAoffDbSoffTs สลายตัว
Pharmaklog.png สารานุกรมเภสัชกรรม

วิตามินซี (อังกฤษ: vitamin C) หรือ กรดแอล-แอสคอร์บิก (อังกฤษ: L-ascorbic acid) หรือ แอสคอร์เบต (อังกฤษ: ascorbate) ซึ่งเป็นแอนไอออนของกรดแอสคอร์บิก เป็นสารอาหารจำเป็นสำหรับมนุษย์และสัตว์อื่นบางชนิด และเป็นวิตามินประเภทที่ละลายในน้ำ[1] วิตามินซีหมายถึงหลายวิตาเมอร์ซึ่งมีกัมมันตภาพวิตามินซีในสัตว์ ซึ่งรวมกรดแอสคอร์บิกและเกลือของมัน บางรูปอ็อกซิไดซ์ของโมเลกุลอย่างกรดดีไฮโดรแอสคอร์บิก แอสคอร์เบตและกรดแอสคอร์บิกมีอยู่ธรรมชาติในร่างกายเมื่อตัวใดตัวหนึ่งถูกนำเข้าเซลล์ เนื่องจากรูปแปลงไปมาได้ตาม pH

วิตามินซีเป็นโคแฟกเตอร์ในปฏิกิริยาเอ็นไซม์อย่างน้อยแปดปฏิกิริยา ซึ่งรวมหลายปฏิกิริยาของการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งหากทำงานผิดปกติจะทำให้เกิดกลุ่มอาการรุนแรงของโรคลักปิดลักเปิด[2] ในสัตว์ ปฏิกิริยาเหล่านี้สำคัญมากในการสมานแผลและการป้องกันเลือดออกจากหลอดเลือดฝอย แอสคอร์เบตยังมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระต่อความเครียดอ็อกซิเดชัน (oxidative stress)[3] ข้อเท็จจริงที่ว่า อีเนนทิโอเมอร์ (enantiomer) ดี-แอสคอร์เบต (D-ascorbate) ซึ่งไม่พบในธรรมชาติมีกัมมันตภาพต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับแอล-แอสคอร์เบตแต่มีกัมมันตภาพวิตามินน้อยกว่ามาก[4] เน้นข้อเท็จจริงที่ว่าการทำหน้าที่วิตามินส่วนใหญ่ของแอล-แอสคอร์บิกนั้นมิได้อาศัยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของมัน แต่เป็นปฏิกิริยาเอ็นไซม์ซึ่งสเตอริโอเคมีจาเพาะ (stereospecific) "แอสคอร์บิก" ที่ไม่มีอักษรบอกรูปอีแนนทิโอเมอร์จะสันนิษฐานว่าหมายถึงสารเคมีแอล-แอสคอร์เบตเสมอ

แอสคอร์เบตจำเป็นต่อหลายปฏิกิริยาเมแทบอลิซึมจำเป็นหลายปฏิกิริยาในสัตว์และพืชทุกชนิด มีการสร้างภายในในสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด ซึ่งทุกชนิดที่ไม่สังเคราะห์จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร

กรดแอสคอร์บิกมีการใช้เป็นสารปรุงแต่งอาหารอย่างกว้างขวางเพื่อป้องกันอ็อกซิเดชัน

ความสำคัญทางชีวภาพ[แก้]

บทบาททางชีวภาพของแอสคอร์เบต คือ เป็นตัวรีดิวซ์ ทำหน้าที่จ่ายอิเล็กตรอนให้ปฏิกิริยาต่าง ๆ ทั้งที่เป็นเอ็นไซม์และไม่เป็นเอ็นไซม์บางปฏิกิริยา รูปอ็อกซิไดซ์หนึ่งและสองอิเล็กตรอนของวิตามินซี คือ กรดเซมิดีไฮโดรแอสคอร์บิกและกรดดีไฮโดรแอสคอร์บิกตามลำดับ สามารถถูกกลูตาไธโอนและกลไกเอ็นไซม์ที่อาศัย NADPH รีดิวซ์ในร่างกายได้[5][6] การมีกลูตาไธโอนในเซลล์และสารน้ำนอกเซลล์ช่วยคงแอสคอร์เบตให้อยู่ในสถานะรีดิวซ์[7]

การขาด[แก้]

ดูบทความหลักที่: โรคลักปิดลักเปิด

โรคลักปิดลักเปิดเป็นภาวะพร่องวิตามินอันเกิดจากการขาดวิตามินซี เนื่องจากหากปราศจากวิตามินซี คอลลาเจนที่ถูกสังเคราะห์จะไม่เสถียรในการทำหน้าที่ โรคลักปิดลักเปิดทำให้เกิดจุดสีน้ำตาลบนผิวหนัง เหงือกยุ่ยและเลือดออกจากเยื่อเมือกทั้งตัว จุดดังกล่าวพบมากที่สุดบนต้นขาและขา และบุคคลที่ป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิดจะดูซีด ซึมเศร้า และเคลื่อนไหวไม่ได้บางส่วน เมื่อโรคทวีความรุนแรงขึ้น อาจมีแผลกลัดหนองเปิด ฟันร่วง จนถึงเสียชีวิตได้ ร่างกายมนุษย์สามารถเก็บสะสมวิตามินซีได้ปริมาณหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถเก็บสะสมวิตามินซีได้นาน และแหล่งเก็บสะสมในร่างกายจะหมดไปหากไม่บริโภควิตามินซีใหม่เข้าไป กรอบเวลาสำหรับการเริ่มต้นกลุ่มอาการโรคลักปิดลักเปิดในผู้ใหญ่ที่ไม่มีความเครียดในอาหารที่ปราศจากวิตามินซีโดยสิ้นเชิงอาจกินเวลาตั้งแต่หนึ่งเดือนถึงกว่าหกเดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณวิตามินซีสะสมก่อนหน้านี้

มีการศึกษาอาหารของโรคลักปิดลักเปิดที่ชักนำจากากรทดลองในมนุษย์ที่สำคัญในผู้คัดค้านโดยอ้างมโนธรรมระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองในบริเตนและนักโทษรัฐไอโอวาในปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 ถึงคริสต์ทศวรรษ 1890 การศึกษาทั้งสองพบว่าอาการเด่นชัดทั้งหมดของโรคลักปิดลักเปิดที่ถูกชักนำโดยอาหารลักปิดลักเปิดทดลองซึ่งมีปริมาณวิตามินซีต่ำมากสามารถย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์โดยการเสริมวิตามินอีกเพียง 10 มิลลิกรัมต่อวัน ในการดทลองเหล่านี้ ไม่มีความแตกต่างทางคลินิกระหว่างชายที่ได้วิตามินซี 70 มก. ต่อวันกับผู้ที่ได้วิตามินซี 10 มก. ต่อวัน การศึกษาชายในเรือนจำปรากฏอาการแสดงแรกของโรคลักปิดลักเปิดประมาณ 4 สัปดาห์ให้หลังการเริ่มอาหารปลอดวิตามินซี ขณะที่ในการศึกษาบริติช ต้องใช้เวลา 6 ถึง 8 เดือน อาจเนื่องจากการให้วิตามินซีเสริม 90 มก./วันในกลุ่มนี้ก่อนเป็นเวลาหกสัปดาห์ก่อนเริ่มให้อาหารลักปิดลักเปิด[8]

ชายในการศึกษาทั้งสองซึ่งกินอาหารที่ปลอดวิตามินซีทั้งหมดหรือแทบทั้งหมดมีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำเกินกว่าจะวัดได้อย่างแม่นยำเมื่อปรากฏอาการแสดงของโรคลักปิดลักเปิด ในการศึกษาไอโอวา ณ เวลาที่ประมาณ (จากการเจือจางของวิตามินซีที่ติดฉลาก) มีปริมาณสะสมในร่างกายน้อยกว่า 300 มก. โดยมีการหมุนเวียนต่อวันเพียง 2.5 มก. ส่อความว่าวิตามินซีมีครึ่งชีวิตขณะหนึ่ง 83 วัน (ค่าคงที่การกำจัด 4 เดือน)[9]

ผลไม่พึงประสงค์[แก้]

ผลข้างเคียงทั่วไป[แก้]

กรดแอสคอร์บิกขนาดค่อนข้างมากทำให้เกิดการย่อยไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินขณะท้องว่าง ทว่า การกินวิตามินซีในรูปโซเดียมแอสคอร์เบตและแคลเซียมแอสคอร์เบตอาจลดผลนี้[10] เมื่อกินในขนาดสูง กรดแอสคอร์บิกทำให้เกิดอาการท้องร่วงในคนสุขภาพดี ในการทดลองหนึ่งในปี 2479 มีการให้กรดแอสคอร์บิกขนาดถึง 6 กรัมในทารก 29 คน เด็กก่อนวัยเรียนและวัยเรียน 93 น และผู้ใหญ่ 20 คนเป็นเวลากว่า 1,400 วัน ในขนาดสูง พบการแสดงเป็นพิษในผู้ใหญ่ 5 คน และทารก 4 คน อาการและอาการแสดงในผู้ใหญ่มีคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง หน้าแดง ปวดศีรษะ อ่อนเพลียและรบกวนการหลับ ปฏิกิริยาเป็นพิษหลักในทารก คือ ผื่นผิวหนัง[11]

ขนาดเกิน[แก้]

วิตามินซีเป็นวิตามินละลายน้ำ โดยหากรับประทานเกินจะไม่มีการดูดซึม และหากมีระดับเกินในเลือดจะถูกขับออกอย่างรวดเร็วในปัสสาวะ วิตามินซีมีความเป็นพิษต่ำมาก LD50 (คือ ขนาดที่ฆ่าประชากร 50%) ในหนูโดยทั่วไปยอมรับที่ 11.9 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวเมื่อบังคับให้อาหารทางหลอดสวนกระเพาะ ยังไม่ทราบกลไกการเสียชีวิตจากขนาดดังกล่าว (1.2% ของน้ำหนัดตัว หรือ 0.84 กก. สำหรับมนุษย์หนัก 70 กก.) แต่อาจเป็นกลไกเชิงกลมากกว่าเชิงเคมี[12] ส่วน LD50 ในมนุษย์ยังไม่ทราบ เพราะขาดข้อมูลการเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุหรือให้สารพิษโดยเจตนา ทว่า เช่นเดียวกับทุกสารที่ทดลองในลักษณะนี้ LD50 ของหนูยึดเป็นแนวทางสำหรับภาวะพิษในมนุษย์

อ้างอิง[แก้]

  1. [1], วันที่สืบค้น 17 เมษายน 2559 จาก www.siripansiri.wordpress.com.
  2. "Vitamin C". Food Standards Agency (UK). http://www.eatwell.gov.uk/healthydiet/nutritionessentials/vitaminsandminerals/vitaminc/. เรียกข้อมูลเมื่อ February 19, 2007. 
  3. Padayatty SJ, Katz A, Wang Y, Eck P, Kwon O, Lee JH, Chen S, Corpe C, Dutta A, Dutta SK, Levine M (February 2003). "Vitamin C as an antioxidant: evaluation of its role in disease prevention". J Am Coll Nutr 22 (1): 18–35. PMID 12569111. doi:10.1080/07315724.2003.10719272. 
  4. Aboul-Enein HY, Al-Duraibi IA, Stefan RI, Radoi C, Avramescu A (1999). "Analysis of L- and D-ascorbic acid in fruits and fruit drinks by HPLC". Seminars in Food Analysis 4 (1): 31–37. Archived from the original on December 15, 2013. 
  5. Meister A (April 1994). "Glutathione-ascorbic acid antioxidant system in animals". J. Biol. Chem. 269 (13): 9397–400. PMID 8144521. 
  6. Michels A, Frei B (2012). "Vitamin C". In Caudill MA, Rogers M. Biochemical, Physiological, and Molecular Aspects of Human Nutrition (3 ed.). Philadelphia: Saunders. pp. 627–654. ISBN 1-4377-0959-1. 
  7. Gropper SS, Smith JL, Grodd JL (2005). Advanced nutrition and human metabolism. Belmont, CA: Thomson Wadsworth. pp. 260–275. ISBN 0-534-55986-7. 
  8. Pemberton J (June 2006). "Medical experiments carried out in Sheffield on conscientious objectors to military service during the 1939-45 war". Int J Epidemiol 35 (3): 556–8. PMID 16510534. doi:10.1093/ije/dyl020. 
  9. Hodges RE, Baker EM, Hood J, Sauberlich HE, March SC (May 1969). "Experimental scurvy in man". Am. J. Clin. Nutr. 22 (5): 535–48. PMID 4977512. 
  10. Pauling, Linus. (1976). Vitamin C, the Common Cold, and the Flu. San Francisco, CA: W.H. Freeman and Company.
  11. "Toxicological evaluation of some food additives including anticaking agents, antimicrobials, antioxidants, emulsifiers and thickening agents". World Health Organization. July 4, 1973. http://www.inchem.org/documents/jecfa/jecmono/v05je20.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ April 13, 2007. 
  12. "Safety (MSDS) data for ascorbic acid". Oxford University. October 9, 2005. http://physchem.ox.ac.uk/MSDS/AS/ascorbic_acid.html. เรียกข้อมูลเมื่อ February 21, 2007. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]